ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 7 : เบาะแส

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 7 : เบาะแส

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป!

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

………………………………………………….

-7-

 

‘ผมเป็นนาค’

เสียงของศิรัชยังก้องอยู่ในสมองเธอ แม้เวลาจะผ่านมาแล้วค่อนวัน พราวพัชร์กุมถ้วยกาแฟที่เธอประคองไว้ในมือทั้งสองแน่นเข้า ดวงตาจับจ้องออกนอกหน้าต่างร้านกาแฟแบบบริการตัวเองใกล้ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ แต่สมองกลับแทบไม่รับรู้ภาพที่เห็น สิ่งที่วนเวียนอยู่ในนั้นมีเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานและความหมายที่มันมีต่อชีวิตเธอ…รวมถึงคดีที่เธอทำอยู่

เบื้องหน้าของเธอคือแฟ้มรายงานการชันสูตรศพ รวมถึงผลการทดสอบทางพิษวิทยาที่ผ่านมาทั้งหมด วันนี้เป็นวันอาทิตย์ นอกเวลางาน ทว่าเธอแวะเข้าไปที่ศูนย์เองและทำสำเนาข้อมูลเหล่านี้มาทบทวน เพราะสิ่งที่เธอได้ยินจากศิรัชอาจแปลว่าข้อมูลที่เธอได้มาต้องอาศัยการตีความที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง

…นาค…กับพิษ…

‘ว่ากันว่าเผ่าพันธุ์เราสืบสายเลือดมาจากเทพเจ้าของโลกเก่า’ ชายหนุ่มหัวเราะและบอกเช่นนั้นเมื่อเธอถามโพล่งออกไปว่าถ้าเขาเป็นนาค แล้วเมืองบาดาลหรือป่าหิมพานต์มีอยู่จริงไหม ‘ก่อนที่โลกนี้จะมีศาสนา สมัยที่คนยังนับถือดินฟ้า สิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ รวมถึงงู เรื่องเล่าต่างๆ เกิดขึ้นตอนหลัง เมืองบาดาล หิมพานต์ นาค ครุฑ ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นหลังจากศาสนาผนวกความเชื่อดั้งเดิมเข้าไปไว้ด้วยกัน’

เขานิ่งไปอีกพักคล้ายครุ่นคิดว่าจะอธิบายอย่างไรดี ‘ทั่วโลกมีตำนานของงูตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ย้อนไปจนถึงเทพเจ้านินกิชซิดดาของสุเมเรียน เทพีวัดเจ็ตของอียิปต์ เทพเจ้างูขนนกของโอลเม็กในทวีปอเมริกา อารยธรรมโบราณที่ล่มสลายไปแล้วพวกนั้นนับถืองูเป็นเทพเจ้า ชนพื้นเมืองในหลายพื้นที่อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนศาสนาจะเข้าถึงก็มีการนับถืองูเหมือนกัน’

‘คุณจะบอกว่าเทพเจ้าของโลกเก่าพวกนั้นมีอยู่จริง’

‘หรือเคยมีอยู่จริง’ ศิรัชยิ้มออกมา ‘ผมไม่รู้ ผมไม่เคยเจอเทพเจ้างูไม่ว่าของชาติไหน บางทีเทพเจ้าพวกนั้นอาจเคยมีจริงทั้งหมด หรือนั่นอาจเป็นแง่มุมต่างๆ ของเทพเจ้าองค์เดียว หรืออาจไม่เคยมีเทพเจ้าเลย มีแต่เผ่าพันธุ์ของเราที่ทำให้เกิดตำนานเทพเจ้าขึ้นมา ผมรู้แค่ว่าตอนผมเกิดมา สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือเรื่องเล่านั่นและเผ่าพันธุ์ของเราทั่วโลก เราไม่ได้อยู่ในเมืองบาดาลหรือหิมพานต์ อย่างน้อยก็ไม่ใช่อย่างที่มนุษย์เชื่อ เราไม่ได้เป็นงูมีหงอน คำว่านาคเป็นแค่คำเรียกหลวมๆ ที่พวกเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยืมมาใช้ก็เท่านั้น เหมือนที่พวกอยู่แถวจีนเรียกตัวเองว่ามังกร’

…นาค มังกร ทั่วโลก…

พราวพัชร์รู้สึกว่าสมองเธอปวดตุบไปหมดยามนึกย้อนไป ซึ่งก็ไม่แปลก เธอถูกกระชากเข้าไปในโลกใบใหม่ที่เพิ่งรู้จักโดยไม่ทันตั้งตัวและต้องใช้เวลาปรับความคิดรับมัน

‘เราแปลงเป็นงูได้ และมีพลังพิเศษต่างๆ กันไป พวกเราที่เรียกตัวเองว่านาคมีพลังควบคุมน้ำ สร้างหุ่นน้ำ…แบบที่คุณเห็น เรามีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์ ควบคุมงูได้ และมีภูมิต้านทานต่อพิษหลายอย่าง’

…และนั่นคือประเด็น…

…ภูมิต้านทานต่อพิษ…

ผลการตรวจตัวอย่างจากร่างศรุตอาจไม่ได้มีความหมายอย่างที่มันดูเหมือนจะเป็น

“ทริช่า คุณมาทำอะไรแถวนี้วันหยุด”

เสียงทักกึ่งประหลาดใจกระชากความคิดเธอหลุดจากภวังค์ เรียกให้หญิงสาวเหลียวไปมอง และรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนดวงหน้าสวยโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงคือแอรอน แมคเครย์ เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มดึงเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามเธอ ในดวงตาสีเทาของเขายังคงมีคำถาม และพราวพัชร์ก็ตอบออกไปในที่สุด

“เข้ามาเอาแฟ้มข้อมูลที่ศูนย์น่ะค่ะ ฉันเลิกคิดเรื่องคดีริชาร์ด หยางไม่ได้ คุณล่ะคะมาทำอะไรที่นี่”

“ผมก็แวะมาเคลียร์อะไรที่สำนักงานเหมือนกัน” เขาพยักหน้าออกไปนอกหน้าต่างทางทิศของสำนักงานเอฟบีไอซึ่งอยู่ข้างศูนย์ที่เธอทำงานอยู่ ก่อนสายตาคู่นั้นจะเบนกลับมายังแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะ

“นั่นแฟ้มคดีมิสเตอร์หยางหรือครับ คุณเจออะไรบ้างไหม”

“หลังจากที่เราคุยกันครั้งสุดท้ายน่ะหรือคะ” เธอดึงปากกาที่เหน็บไว้กับปกแฟ้มออกมาไว้ในมือและใช้อีกมือพลิกกางแฟ้มออก หัวคิ้วขมวดเข้าน้อยๆ “ฉันยังไม่แน่ใจนักว่าฉันควรบอกคุณยังไง”

“บอกเท่าที่คุณรู้”

“ก็อย่างที่คุณทราบ ผลการชันสูตรศพเขาชี้ไปในทางว่าเขาจมน้ำตาย พบน้ำในปอด ในกระเพาะ หัวใจห้องล่างขวาขยาย…” เธอโบกมือเหมือนบอกปัดพลางพลิกข้ามไปสู่หน้าที่เป็นรายการตรวจสารพิษเบื้องต้นจากห้องปฏิบัติการ ส่วนที่เป็นงานของเธอ “…แต่ที่น่าสนใจคือนี่ค่ะ”

เธอหันแฟ้มไปหาคนที่นั่งตรงข้าม เอาปากกาเคาะไล่ลงไปตามรายการที่ผลการทดสอบเป็นบวก

“เราพบร่องรอยของแอลกอฮอล์กับยาสองกลุ่มในตัวอย่างที่เก็บจากร่างเขา”

แอรอนเงยหน้าขึ้นมองเธอ คิ้วเข้มเลิกสูง และประกายตาคู่นั้นก็วาบความสนใจขึ้นมายามเธอเอ่ยต่อ

“เบนโซไดอะซีพีน ยาที่คนรู้จักกันดีในกลุ่มนี้ก็เช่นไดอะซีแพม หรือที่เรียกกันว่าแวเลียม เป็นยาคลายกังวลที่ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง แต่โดยปกติแล้วไม่ใช่ยาอันตรายค่ะ” เธอไล่ปากกาลงไปยังบรรทัดล่าง “แล้วเราก็พบยาในกลุ่มฟีโนไทอาซีนด้วย เป็นยาต้านอาการทางจิต บางครั้งใช้รักษาอาการวิตกกังวลเหมือนกัน”

“เขาอาจเป็นโรควิตกกังวล? อาจจะมีอาการอื่นร่วม?” ชายหนุ่มเอ่ยปนครุ่นคิด “คุณศิรัชบอกว่าน้องชายเขามีความสุขดี แต่ยังไงเขาก็ไม่ได้ใกล้ชิดน้องขนาดนั้น ผมควรคุยกับคู่หมั้นผู้ตาย เธอควรรู้ว่าเขามีประวัติไปพบแพทย์หรือใช้ยาพวกนี้ไหม”

“ค่ะ แต่ว่า…” พราวพัชร์ลากเสียง “ยาทั้งสองกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงซึม สับสน โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ และโดสที่เราพบก็ถือว่าสูงทีเดียว ถึงไม่ทำให้เสียชีวิตทันที แต่ก็อาจทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือหมดสติได้”

“คุณกำลังพูดว่าเขาอาจโอเวอร์โดสยาเอง ทำให้ตกน้ำไปโดยช่วยตัวเองไม่ได้ หรือ…อาจมีคนวางยาเขา?”

“ฉันบอกได้แค่ว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะอยู่ในสภาพหมดสติ”

“ถ้ามีคนวางยาเขาจนหมดสติแล้วกดน้ำหรือทิ้งน้ำ ก็ไม่แปลกที่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้” แอรอนพึมพำ “มันจะเหมือนเขาจมน้ำไปธรรมดา แต่สอดคล้องกับเรื่องที่คุณศิรัชบอกว่าแหวนหายไปนั่น”

“หรือเขาอาจไม่ถึงกับหมดสติ มันก็ทำให้เขาสับสนจนทำแหวนหาย หรืออาจจะช่วยตัวเองไม่ได้ตอนตกน้ำไปเหมือนกัน” พราวพัชร์อธิบาย “และเราก็ยังตัดประเด็นการฆ่าตัวตายออกไปไม่ได้ นี่พูดถึงความเป็นไปได้นะคะ เรายังฟันธงอะไรไม่ได้ ผลของยากับร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกันเสียทีเดียว”

…โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ใช่คน…

…นั่นคือสิ่งที่รบกวนใจเธอ แต่แน่ละ มันไม่ใช่ข้อมูลที่เธอจะบอกแอรอนได้…

สิ่งที่เธออธิบายให้แอรอนฟังคือผลของยาที่อาจมีต่อมนุษย์ แต่ศิรัชบอกว่านาคมีภูมิต้านทานต่อพิษ และมันก็รวมถึงยาที่ส่งผลต่อระบบประสาทเหล่านี้ด้วย ศรุตไม่มีเหตุผลที่จะใช้ยา เขาเป็นนาค ต่อให้เขาป่วยจริง เขาย่อมรู้ว่ามันจะไม่ได้ผล ถ้าอย่างนั้นใครใช้ยาสองตัวนี้กับเขา และเพื่ออะไร?

…นอกจากนี้ยังมีสารปริศนานั่น…

หญิงสาวพลิกแฟ้มไปยังหน้าที่เป็นสำเนาโครมาโทแกรม เส้นกราฟที่เห็นมียอดสูงพุ่งขึ้นมาเป็นส่วนๆ อย่างที่เรียกกันเป็นศัพท์เทคนิคว่าพีค และเธอก็ใช้ปากกาชี้ไปยังพีคหนึ่งซึ่งมีรอยปากกาวงอยู่พร้อมเครื่องหมายคำถาม

“คุณเห็นนี่ไหมคะ”

“ครับ กราฟ…” เจ้าหน้าที่หนุ่มหรี่ตามอง นิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อยลง “…ที่ผมอ่านไม่เข้าใจ”

คำสารภาพของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมาได้นิดหนึ่ง เธอส่ายหน้า สบตาเขาและบอกง่ายๆ

“โอเค ฉันผิดเองค่ะ ช่างกราฟนี่เถอะ เอาเป็นว่าที่ฉันวงไว้แปลว่ามีสารน่าสงสัยอีกอย่างอยู่ในเลือดเขาก็แล้วกันค่ะ ฉันยังตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร”

ประกายตาเขาวาบขึ้นอีกครั้ง และเขาก็ซัก

“ตอบไม่ได้เลยหรือครับ”

“ค่ะ เราตรวจเทียบกับหลายอย่างแล้ว แต่ผลเป็นลบ” พราวพัชร์พูด “ที่ยากคือเราไม่มีเบาะแสเลยว่ามันเข้าไปอยู่ในร่างกายเขาได้ยังไงหรือส่งผลยังไงกับเขา หรือมันเกี่ยวข้องกับคดีนี้ไหม เท่าที่เราทราบตอนนี้คือมันน่าจะเป็นสารสกัดจากพืช แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยตีวงให้แคบลงสักเท่าไร”

“แล้วคุณพอประมาณได้ไหมครับว่านานเท่าไรถึงจะรู้ผล”

“เราอาจไม่มีวันพบคำตอบก็ได้ค่ะ ยกเว้นจะได้เบาะแสเพิ่มขึ้นจากเดิม” หญิงสาวถอนใจ “บางทีเราอาจเดาอะไรได้มากขึ้นหลังจากคุณคุยกับคู่หมั้นผู้ตาย แล้วระหว่างนี้ฉันก็จะลองทดสอบเพิ่มไปก่อน แต่ตอนนี้ฉันแนะนำให้คุณเดินหน้าไปกับข้อมูลเท่าที่มี ขอโทษด้วยนะคะที่ช่วยคุณไม่ได้มากกว่านี้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ นี่ไม่ใช่ทีวีซีรีส์” คราวนี้แอรอนเป็นฝ่ายส่ายหน้าบ้าง “งานของเราไม่ได้ง่ายแบบนั้น ทั้งของผมแล้วก็ของคุณ”

และนั่นก็เป็นความจริงยิ่งกว่าจริง โดยเฉพาะตอนนี้

“ว่าแต่บ่ายนี้คุณว่างไหมครับ ผมว่าจะไปงานชิคาโกบลูส์ที่มิลเลนเนียมพาร์ค เราเครียดมามากแล้ว ผ่อนคลายสักหน่อยก็ดี”

“มีเทศกาลดนตรีอยู่เหรอคะ” พราวพัชร์ถามอย่างประหลาดใจ เธอทำงานจนไม่ได้สนใจตามข่าว และเมื่อคืนเธอก็ไม่ได้เดินผ่านมิลเลนเนียมพาร์ค แต่ว่า…

“ครับ ตั้งแต่เมื่อวานซืน วันนี้วันสุดท้าย ไปไหมครับ”

…ถ้ามีเทศกาลดนตรี ทำไมริมฝั่งทะเลสาบเมื่อคืนถึงเงียบขนาดนั้น? มิลเลนเนียมพาร์คกับจุดที่เธอพบศพศรุตอยู่ใกล้กันนิดเดียว…

เมื่อนึกย้อนไป เธอก็รู้สึกเช่นกันว่าช่วงที่เธอกับศิรัชไปกินอาหาร คนในย่านเดอะลูปพลุกพล่านกว่าปกติ อาจเป็นคนที่มุ่งหน้าไปงาน ชิคาโกบลูส์เป็นงานเทศกาลดนตรีบลูส์ขนาดใหญ่ที่จัดสืบเนื่องกันมาหลายสิบปีและมีคนเข้าร่วมปีหนึ่งไม่ใช่น้อยๆ หลายคนเดินทางมาจากต่างรัฐ แต่ที่ฝั่งทะเลสาบเมื่อคืนซึ่งอยู่ไม่ห่างสถานที่จัดงานนัก เธอกลับไม่พบใคร

…มันไม่น่าเป็นไปได้ ยกเว้นมีใครทำอะไรบางอย่าง กันคนออกไปจากบริเวณดังกล่าว ตัดเธอและศิรัชออกไปจากโลก…

ความคิดเธอแวบกลับไปถึงเซธ และเธอก็หนาววูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาทำอะไรได้บ้าง เป็นไปได้ไหมว่านี่อาจเป็นฝีมือเขา?

ตอนที่เธอถามเรื่องเขา ศิรัชเพียงตอบว่าเซธไม่ใช่นาค แต่เขาก็ไม่ใช่มนุษย์ ชายหนุ่มไม่ยอมบอกอะไรมากกว่านั้น เขาเพียงบอกว่าตนไม่มีสิทธิ์นำเรื่องนี้มาพูด และบางทีการรู้มากเกินไปก็เป็นอันตรายยิ่งกว่าไม่รู้

‘ผมไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ’ ชายหนุ่มสบตาเธอแน่วนิ่งขณะเอ่ยคำนั้น หางเสียงของเจ้าตัวเจือรอยเศร้าสะท้อน ร่องรอยที่ทำให้เธอคิดว่าเขาอาจกำลังนึกถึงการสูญเสียที่ผ่านมา ‘ผมไม่อยากคิดว่าเขาจะอุกอาจทำอะไรโดยที่รู้ว่าผมปกป้องคุณอยู่หรอก ผมรู้จักเขามานาน แต่โลกนี้เราเอาแน่อะไรกับคนอื่นได้?’

ปลายนิ้วของเขากรายไล้ผ่านแก้มเธอ ชั่วอึดใจเดียวก่อนจะลดมือลงคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว การกระทำนั้นสนิทสนมเกินกว่าที่คนเพิ่งรู้จักกันควรทำ แต่ส่วนลึกของเธอกลับไม่รู้สึกว่ามันผิดแปลก ไม่รู้สึกหวาดหวั่นเท่ากับตอนที่เซธจูบหลังมือเธอและทำให้ความคิดทั้งหมดของเธอหลุดลอยไปจากสมอง

ผู้ชายคนนั้นทำให้เธอขนลุก พราวพัชร์ไม่แน่ใจนักว่าเพราะอะไร เธอแค่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อเมื่ออยู่ใกล้เขา

…เธอเกลียดความรู้สึกนั้น…

“ทริช่า?”

หญิงสาวเหลือบกลับไปหาต้นเสียง และเห็นว่าแอรอนกำลังขมวดคิ้ว เขาตั้งข้อสังเกตด้วยเสียงกึ่งห่วงใย “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า พักนี้คุณดูเหม่อๆ นะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่มีเรื่องให้คิดเยอะ แล้วก็อาจจะพักผ่อนน้อยไปหน่อย” พราวพัชร์โคลงศีรษะ พลิกแฟ้มตรงหน้าปิด “จะว่าไป กลับบ้านไปพักเลยก็ดีเหมือนกัน ขอโทษนะคะ แอรอน ฉันคงไม่ไปงานด้วย รู้สึกเหนื่อยๆ”

สีหน้าชายหนุ่มเหมือนผิดหวังเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็ยักไหล่ สลัดมันออกไป

“ให้ผมไปส่งนะครับ”

“ไม่ละค่ะ ไม่กวนหรอก นี่ก็วันหยุดคุณ ไปฟังดนตรีให้สนุกเถอะค่ะ”

“พูดจาห่างเหินจริง ทริช่า เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ”

แอรอนเอ่ยกึ่งพ้ออย่างที่ทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมาได้อีกนิด

“ก็เพราะเป็นเพื่อนไงคะเลยไม่อยากกวนเวลาพักผ่อนของเพื่อน ไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ ไว้คุยกันอีกทีพรุ่งนี้”

เธอหยิบแฟ้มเหน็บไว้ใต้แขน คว้าถ้วยกาแฟที่ยังดื่มไม่หมดขึ้น ลุกยืนและตบไหล่เขาก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านมา รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องตามของแอรอน แม้เขาจะไม่ได้คัดค้านอะไร

พราวพัชร์รู้ดีว่าฝ่ายนั้นผิดสังเกตเรื่องการแสดงออกของเธอ รู้ว่าเขาเป็นห่วง และเธอก็ไม่สบายใจที่ต้องปิดบังความจริงจากเขา แต่เธอไม่มีทางเลือก นอกจากที่ศิรัชกำชับเธอไว้ว่าเรื่องบางเรื่องไม่สมควรพูดแล้ว เธอก็ยังรู้ดี…ความจริงในกรณีนี้ไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้แอรอนมองเธอเป็นคนเสียสติ

หรือต่อให้เขาเชื่อเธอ เขาจะทำอะไรได้กับคนร้ายที่…ไม่น่าจะใช่คน?

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

หญิงสาวยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ ระบายลมหายใจยาวขณะเดินกลับไปยังที่ทำงานซึ่งเธอจอดรถทิ้งไว้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวกึ่งจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ในศีรษะเธอยังปั่นป่วนด้วยความคิดร้อยแปดที่เธอยับยั้งมันไม่ได้

เมื่อคืน หลังแยกจากศิรัชกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ เธอนอนลืมตาอยู่บนเตียงจนดึก ทุกเรื่องราวประดังประเดผ่านสมอง…วนเวียนอย่างห้ามไม่อยู่ และเมื่อเธอหลับ ความฝันสารพัดเรื่องก็เลอะเลือนปะปนกันวุ่นวาย

เธอเห็นงูที่ก่อตัวขึ้นจากน้ำตัวนั้นกระชากศรุตร่วงลงไปในทะเลสาบ…ทั้งที่เธอไม่เคยรู้จักเขาครั้งยังมีชีวิตอยู่ เห็นเขาดิ้นรนกระเสือกกระสนพยายามเอาตัวรอด ในฝันเธอถลันไปที่ริมฝั่งน้ำ ยื่นมือลงไปหาเขา แต่เสียงร้องที่ดังจากเบื้องหลังกระชากเธอให้หันกลับไป

‘พราว! งู! ระวัง!’

…เสียงของแม่เธอ…

ทว่าเมื่อเธอเหลียวไปมอง เธอกลับไม่เห็นพ่อแม่ รอบตัวเธอมีเพียงความมืดสนิทเหมือนในตู้เสื้อผ้าตอนนั้น หญิงสาวหมุนตัวไปโดยรอบ เคว้งคว้าง ก่อนที่หูเธอจะได้ยินเสียงขู่ฟ่อโดยรอบ

ความมืดกลายเป็นแสงสลัว และเธอก็มองเห็นงูนับร้อยรายล้อมเธออยู่ คอชูสูง…ตาเรืองแดงเหมือนแสงไฟ

งูตัวหนึ่งกลายร่างเป็นเงาตะคุ่มของมนุษย์ซึ่งเธอมองไม่เห็นใบหน้า เงานั้นเอื้อมออกมาหาเธอเหมือนมุ่งร้ายหมายขวัญ เสียงหัวเราะในคอก้องในหูเธออย่างคุกคาม และพราวพัชร์ก็ผงะ กรีดเสียงร้อง

เธอสะดุ้งตื่นพร้อมกับเสียงหวีดของตนเองที่ยังก้องอยู่ในหู

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เธอแยกบ้านจากน้าสาวมา ฝันร้ายซ้ำซากถึงงูและเหตุการณ์บางส่วนในอดีตทำให้กัลยากังวล ตั้งแต่เด็ก…นับครั้งไม่ถ้วนที่ฝ่ายนั้นต้องวิ่งเข้ามาในห้องนอนเธอกลางดึกเพราะเสียงกรีดร้อง ดึงหลานสาวเข้าไปกอดไว้และบอกว่าไม่เป็นไร แค่ความฝัน ไม่เป็นไร มันเป็นฝันที่เกิดบ่อยพอๆ กับความฝันถึงห้องโบราณห้องนั้น

เวลาผ่านไปนับสิบปีนับจาก ‘เกิดเหตุ’ แต่ทุกครั้งที่เธอเหนื่อย กังวล มันก็ยังคงย้อนกลับคืนมา และพราวพัชร์ก็ไม่อยากเห็นผู้เป็นน้าต้องกังวลเพราะเธออีก

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกอีกเช่นกันที่งูในฝันกลายร่างเป็นมนุษย์ แต่ระหว่างที่เธอนั่งหอบหายใจ พยายามสะกดจิตใจตัวเองให้สงบอยู่บนเตียงนั้นเอง เธอก็ตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่าเรื่องดังกล่าว…เป็นไปได้

‘เราแปลงเป็นงูได้…ควบคุมงูได้’ ศิรัชบอกเธอว่าอย่างนั้น

ถ้าภาพที่เธอคิดว่าตนเห็นสมัยเด็กเป็นจริงล่ะ ถ้างูที่ล้อมบ้านเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าสิ่งที่บิดามารดาเธอเข้าไปพัวพันตอนนั้นไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ แต่เป็นนาค

…มันอาจเป็นคำตอบได้ไหมว่าทำไมตำรวจไม่เคยเจอเบาะแสอะไรเลย?

ความคิดและความหวังนั้นทำให้เธอตาค้าง พราวพัชร์รู้จากประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่ริมทะเลสาบนั่นว่าการถอยห่างเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้ออกมาคงปลอดภัยกว่า เธอควรเลิกหาคำตอบว่าสารปริศนาในตัวศรุตคืออะไร ปัดมันไปเป็นเพียงอีกเงื่อนงำที่ไขไม่ได้และปล่อยให้แอรอนปิดคดีไปตามปกติ…อาจด้วยข้อสรุปว่าทุกอย่างเป็นเพียงอุบัติเหตุจากการใช้ยาเกินขนาด โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้แล้วว่าศิรัชไม่เคยหวังอะไรจากทางการตั้งแต่แรก

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีเส้นฟางลอยตามน้ำมาให้เธอคว้า เธอไม่อาจสลัดความคิดออกไปจากใจได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวในการสืบสาวไปสู่คำตอบ…ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ให้กำเนิดเธอ

ถ้าเธอช่วยศิรัชให้ได้คำตอบเรื่องน้องชายเขา เขาจะยอมช่วยเธอกลับบ้างไหม

คำถามนั้นติดค้างอยู่ในใจเธอจากเมื่อคืนวานมาจนถึงตอนนี้ และหญิงสาวก็ยังไม่แน่ใจคำตอบ แต่เธอจะให้อภัยตัวเองได้หรือถ้าไม่พยายาม?

พราวพัชร์สาวเท้าไปจนถึงรถที่เธอจอดทิ้งไว้ กดรีโมตเปิดล็อก และก้มลงจะดึงประตู ชั่วอึดใจหนึ่งที่หางตาเธอแวบเห็นเงาสะท้อนในกระจกข้าง เงาร่างของบุรุษที่ยืนมองเธอจากด้านหลัง ชุดคลุมดำคลุมปิดจากศีรษะจรดเท้า ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ใครจะสวมใส่ในหน้าร้อนเช่นนี้ มันทำให้เธอต้องกะพริบตา หันขวับกลับไป

แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น

“เป็นโรคหวาดระแวงไปแล้ว พราว คิดมากเกินไป”

หญิงสาวพึมพำบ่นตัวเอง ดึงประตูรถเปิดและเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย กวาดตามองรอบข้างอีกครั้งก่อนจะสตาร์ทรถ ขับออกจากที่จอด

เธอไม่เห็นคนแปลกหน้าหรือสิ่งผิดปกติใดๆ ทว่ายังอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนเองถูกใครบางคนจับตามอง…

Don`t copy text!