ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 8 : หยาดเลือดและหยดน้ำตา

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 8 : หยาดเลือดและหยดน้ำตา

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-8-

 

ผู้สื่อข่าวสาวบนจอโทรทัศน์รายงานข่าวเจื้อยแจ้วมาจากที่เกิดเหตุคดีอาชญากรรมอะไรสักอย่าง…ที่ไหนสักแห่งในชิคาโก ไม่มีข่าวเกี่ยวกับคดีของศรุตมาหลายวันแล้วไม่ว่าจะจากสถานีระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ อย่างน้อยก็เท่าที่ศิรัชเห็น ชิคาโกเป็นเมืองใหญ่ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ และโลกสมัยนี้ก็หมุนเร็วกว่าสมัยก่อนมาก ข่าวต่างๆ ดังเปรี้ยงปร้างและวูบหายจากความสนใจของผู้คนไปได้อย่างรวดเร็วถ้าหากไม่มีความคืบหน้า และคดีของศรุตก็ไม่มีแง่มุมน่าตื่นเต้นใหม่ใดๆ ให้สื่อมวลชนนำไปตีข่าวได้

นั่นก็เป็นความปรารถนาของเขากับ ‘เจ้าถิ่น’ อย่างเซธด้วยเช่นกันที่จะให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ความสนใจของประชาชนไม่เป็นผลดีกับการดำรงอยู่ของพวกเขา และจะว่าไป เขาก็ไม่เคยเชื่ออย่างแท้จริงว่าตำรวจชิคาโกหรือกระทั่งเอฟบีไอจะจัดการเครื่องนี้ได้ มนุษย์ธรรมดาที่มีข้อมูลเพียงครึ่งเดียวจะมีปัญญาทำอะไรกับคดีอันพัวพันกับสิ่งเหนือธรรมชาติ

ปัญหาของพวกเขาคือสิ่งที่พวกเขาจัดการเองมาตลอด รวมถึงครั้งนี้

ถ้าจะมีอะไรแตกต่างจากเดิมก็คือการก้าวเข้ามาพัวพันของเธอ…พราวพัชร์ แต่เธออาจไม่ได้อยู่ห่างไกลจากโลกของเขามากนัก

ส่วนเสี้ยวหนึ่งในตัวเขาแอบคิดว่าบางที…เธออาจเป็นคนคนนั้นของเขาที่หวนกลับคืนมา

ชายหนุ่มบิดริมฝีปากยิ้มหยัน ส่ายหน้าอย่างเวทนาความฝันเพ้อของตนเอง

…อย่า…อย่าหวังสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…

ศิรัชกดรีโมทปิดโทรทัศน์ เอามือกดหลังคอคลายเมื่อยขบพลางหย่อนเท้าลงบนพรมทอลายสีครีมบนพื้นสีน้ำตาลเข้มซึ่งปูลาดอยู่ใต้ชุดโซฟาของห้องชุดโรงแรม ผุดลุกขึ้นยืน มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำซึ่งเชื่อมกับห้องนอนใหญ่เพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ความตึงเครียดซึ่งลากยาวมานับแต่น้องชายเขาหายตัวลึกลับเมื่อเกือบหนึ่งเดือนก่อนทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดของเขาเขม็งตึงและสมองเขาล้าไปหมด เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะออกไปข้างนอกในวันนี้ การแช่น้ำอุ่นสักหน่อยและสั่งรูมเซอร์วิสเข้ามาบริการอาหารน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เขาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตขาวที่สวมอยู่ ถอดมันออกและโยนไปข้างหนึ่งอย่างไม่อินังขังขอบขณะโน้มตัวไขน้ำลงในอ่างทรงจัตุรัสกว้าง ไอน้ำเริ่มลอยกรุ่นขึ้นมาเกาะกับบานกระจกเป็นฝ้าขาว พรางให้เงาสะท้อนของเขาในนั้นพร่าเลือน และเมื่อศิรัชเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ภาพเงาของเขาก็เหมือนจะเปลี่ยนไป

เจ้าของร่างในกระจกซึ่งแลเห็นได้อย่างมัวมนนั้นเหมือนจะไว้ผมยาวหยักศกลงมาเลยบ่า กำไลทองทรงแปลกพาดพันอยู่บนต้นแขน ทว่าเมื่อชายหนุ่มทะลึ่งตัวพรวดขึ้น กะพริบตา ภาพดังกล่าวก็จางลง หวนกลับมาเป็นภาพของเขาในยามนี้อีกครั้ง

…เขาตาฝาด…หรือว่า…?

“ท่านศิรัชญะ”

เสียงเรียกอ่อนหวานนั้นแผ่วเบามาจากด้านหลัง ทั้งเหมือนดังขึ้นในระยะประชิดและเหมือนแว่วมาจากที่ห่างไกล มันทำให้ชายหนุ่มสะดุ้ง และในอึดใจนั้น เขารู้สึกเหมือนตนไม่ได้อยู่ในห้องน้ำห้องเดิม…ในโรงแรมใจกลางนครชิคาโก

ภาพที่ซ้อนทับขึ้นตรงหน้าคือสวนไม้ดอกแลดูโปร่งตา กลีบดอกไม้สีสดปูเป็นพรมนุ่มอยู่บนพื้นหญ้าใต้เท้าเปล่าของเขา เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นชื้นของหยาดน้ำค้าง แสงเรื่อเรืองของยามอรุณและเสียงนกร้องแว่วกังวาน หลังเงาไม้รำไรห่างออกไปคืออาคารก่ออิฐถือปูนทรงสูงแบบโบราณ ด้านนอกเป็นระเบียงยาว แนวเสาแต่งด้วยเครื่องไม้สลักลายเป็นเถากระหวัด ชายหนุ่มรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าหากเขาก้าวเข้าไปใกล้กว่านี้ เขาจะเห็นเครื่องแขวนดอกไม้กรองเป็นตาข่ายประณีตแขวนประดับด้านใต้ชายคา

สวนริมตำหนักใน…ที่ปาตรา

นี่มันอะไรกัน?

ศิรัชสลัดศีรษะไล่ความสับสน พยายามกำจัดเมฆควันซึ่งคล้ายจะเข้าครอบงำจิตใจเขาอย่างประหลาด ทว่าความมึนงงกลับทวีขึ้น…แทนที่จะจางหายไป และภาพรวมถึงสัมผัสของสวนดังกล่าวก็ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม

“ท่านศิรัชญะ”

เสียงเรียกดังย้ำมาอีกครั้ง ชัดขึ้นกว่าครั้งก่อน…คุ้นหูยิ่งนัก ไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อนั้นมานานนับร้อยปีแล้ว และเสียงนี้…

มือบอบบางของใครบางคนสัมผัสแขนเขา กลิ่นหอมนวลรวยรินมาแตะจมูก หอมเย็นเหมือนกลิ่นบุหงากับแป้งร่ำ หัวใจเขากระตุก ใช่…จริงๆ หรือ

เขาคิดถึงเธอเหลือเกิน

“ปาลวีย์”

ก่อนจะรู้ตัว เขาก็หมุนกายขวับกลับไป รวบกอดหญิงสาวร่างเล็กบางผู้ยืนอยู่ตรงนั้นไว้แนบแน่น หูได้ยินเสียงอุทานคล้ายประหลาดใจ ก่อนเสียงเอ่ยขลุกขลักจะดังมาจากคนที่แนบซุกอยู่กับอกเขา

“ทะ…ทำเช่นนี้ไม่งาม…”

“ข้าคิดถึงเจ้า…” เขากระชับอ้อมแขนเข้าอย่างไม่ใส่ใจเสียงประท้วง ซุกหน้าลงกับเรือนผมสีดำสนิทของเธอ สูดกลิ่นหอมที่เขาคุ้นเคยเข้าลึกและหลับตาลงแน่น ความรวดร้าวหนาวเหน็บละลายหายไปท่ามกลางการรับรู้นั้น “ไม่พบกันนานเหลือเกินแล้ว…”

ดวงหน้าสวยเงยมองเขา ผิวเนียนก่ำสีระเรื่อขึ้นมาจากพวงแก้มลงไปจรดลาดไหล่เปลือยเปล่าเหนือผ้าคาดอกสีกลีบบัว ตาคมซึ้งแลสบมา…แล้วเธอก็เบือนหน้าคล้ายขัดเขิน เบี่ยงกายออกเล็กน้อยยามออกปากค้านกลายๆ

“ท่านไปเยือนบูรพเขตมาเพียงไม่กี่เพลา ใช่ว่าจากกันเป็นแรมปีเสียเมื่อไร”

ชายหนุ่มกะพริบตา รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งไม่ถูกต้องในคำพูดของปาลวีย์ ทว่าเขาบอกไม่ถูกว่าอะไร และคำตอบก็ปลิวหายไปจากกลางใจเขาขณะเขาเชยคางผู้เป็นคู่ชีวิตขึ้น จรดจุมพิตลงบนหน้าผากเบาๆ

“ห่างเจ้าไปหนึ่งยามก็เหมือนหนึ่งปีเสียแล้ว ข้าอยู่ที่นั่นเหมือนจะขาดใจให้ได้ เสร็จธุระก็รุดมาหาเจ้า นอนหลับก็ไม่เต็มตา เรือมาถึงตอนรุ่งสางพอดี ข้าก็เร่งมาที่นี่”

“ท่านก็ปากหวานเช่นนี้อยู่เสมอ สตรีทั้งปาตราฟังมาแล้วมิรู้จักเท่าไร” หญิงสาวส่งสายตาค้อนคม ทว่าสีหน้าฉายแววรักใคร่แจ่มชัด และริมฝีปากอิ่มสวยก็ค่อยๆ คลี่เป็นรอยยิ้มห่วงใยยามเธอยกมือขึ้น กุมมือของเขาไว้ ดึงให้ก้าวไปทางตัวอาคารอย่างนุ่มนวล “ท่านเพิ่งกลับมาจากต่างถิ่นเช่นนี้คงเหนื่อยนัก เข้าไปนั่งพักเสียก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะให้คนเตรียมสำรับมาตั้งให้”

“อย่าเลย ข้าอยากอยู่กับเจ้าตรงนี้ ได้เห็นหน้าก็คลายเหนื่อยแล้ว” เขารั้งมือเธอไว้ พินิจมองดวงตาสีดำขลับคู่งามนั้น ไม่เข้าใจความเศร้าลึกที่แล่นเข้ามากลางอกแม้ยามเขายิ้มรับ กุมมือเล็กบางแน่นเข้าราวกับกลัวมันจะหลุดหายไป “ได้หรือไม่”

ปาลวีย์ไม่ตอบทันที แก้มนวลแดงปลั่งขึ้นยามเจ้าตัวก้มหน้างุดลงไปอีกครั้ง ความสุขฉายอยู่บนสีหน้าของเธอเต็มเปี่ยม และส่องสะท้อนมาในใจเขาเช่นกัน ทำให้หัวใจเขาอุ่นขึ้นราวกับต้องแสงตะวัน

“พูดราวกับข้าจะขัดได้ สวนของท่าน คำสั่งของท่าน…”

“…แล้วก็ชายาของข้า” เขาจูบเคล้าลงบนนวลแก้มเธออีกครั้ง “สัญญากับข้านะ เจ้าจะไม่หนีไปเสียที่ไหน”

“ข้าจะไปที่ใดได้เล่าเจ้าคะ”

น้ำเสียงหญิงสาวบอกความประหลาดใจจริงจัง และชายหนุ่มก็ควรรู้สึกดีขึ้น แต่ความเศร้าที่กัดกินลึกกลับบาดลงอีกระลอก ความเจ็บแปลบแล่นซ่านเข้าในช่องอก คราวนี้เขารู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร

…เพราะสุดท้ายเขาก็รั้งเธอไว้ไม่ได้ สุดท้ายเธอก็จากเขาไปอย่างไม่มีวันกลับ ไปสู่ที่ที่เขาไม่มีวันตามไปถึง…

…ทำไมเจ้าทิ้งข้าไว้ตรงนี้ตามลำพัง ทำไมไม่ทำตามคำข้า…

…ในเพลานี้ เจ้าอยู่ไหน…

ภาพสวนริมตำหนักจางลง เบื้องหน้าเขาคือท้องทะเลกว้าง กลีบดอกไม้ขาวให้ความรู้สึกละมุนในมือเขาก่อนชายหนุ่มจะคลายนิ้ว ปล่อยให้มันร่วงพรู ปลิวคว้างไปตามแรงลม ก่อนจะถูกคลื่นกวาดกลืนลงสู่ห้วงสมุทร ธรรมเนียมของเผ่าพันธุ์เขาถือว่านี่คือการส่งดวงวิญญาณคืนสู่บ้าน แต่บ้านของเธอไม่ใช่เขาหรอกหรือ

เจ้าแห่งปาตรารู้สึกอยากทรุดร่างลงตรงนั้น อยากร่ำไห้จนน้ำตาไม่มีจะหลั่ง อยากกรีดเสียงคำรามกล่าวโทษดินฟ้าที่พรากปาลวีย์ไปจากเขา และในบางส่วนเสี้ยว เขาอยากให้มหาสมุทรกลืนร่างของเขาลงไป ถ้าหากชีวิตนี้สิ้นสุดลง เขาอาจได้พบเธออีกครั้ง

ทว่าทิฐิมานะทำให้เขากลืนความเจ็บปวดดุจหัวใจจะฉีกแยกกลับลงไป ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น เขายังมีหน้าที่…ที่สำคัญที่สุดคือต่อคนในปาตรา ดินแดนของเขาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ได้ใส่ใจเธอมากพอในช่วงหลัง คือเหตุผลที่เขาคลาดสายตาจากเธอ

แล้วเธอก็จากเขาไป…

ยามนี้ไม่มีคราบเลือดอยู่บนพื้นทรายแล้ว ไม่มีร่างเล็กบางที่เขาเคยกอดนอนอีก ไม่มีคราบน้ำตาที่ร่วงรินลงในคืนนั้น ทุกสิ่งถูกเผาไหม้ สูญสลาย

ต่อให้ปาลวีย์หวนกลับมาหาเขา เขาก็จะไม่มีวันได้รับรู้ เขาสัมผัสเธอไม่ได้…มือของเขาจะไม่มีวันได้แตะผิวนวลละมุนเหมือนใยไหมนั้นอีก รอยยิ้มที่แย้มเยือนหายวับไป…ตลอดกาล

ดอกไม้กลีบสุดท้ายจมหายไปใต้เกลียวคลื่น และชายหนุ่มก็กำมือแน่นจนเส้นเกร็งขึ้น หมุนตัวกลับ สาวเท้าเร็วจากไปโดยไม่เหลียวหลังมองอีก เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะอ่อนแอ ไม่อาจปล่อยให้ตนเองจมกับความเศร้าโศก แม้หัวใจจะถูกกรีดยับเยินไม่มีชิ้นดีมากแค่ไหน

สิ่งที่เขาทำได้ มีเพียงบดขยี้คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้ายครั้งนี้ให้ดับสูญ เธอเจ็บปวดทรมานเพียงใด มันจะต้องทรมานเป็นร้อยเท่าพันทวี

ข้าสัญญา…ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องชดใช้ให้เรื่องนี้

มันจะต้องชดใช้!

ภาพตรงหน้าเลือนลงอีก…ตัดเปลี่ยนราวกับฉากละคร คราวนี้เขารู้สึกว่าตนกำลังสาวเท้ารีบเร่งตามระเบียงทางเดินยาวเหยียดเข้าไปสู่ห้องตกแต่งเรียบง่ายห้องหนึ่ง สายตาหลายคู่ของชายฉกรรจ์นุ่งผ้านุ่งสีขาวล้วนเหมือนกันหมดมองตามหลังเขามา เจือทั้งความกริ่งเกรง โศกเศร้า ระคนเห็นใจ ทว่าไม่มีใครกล้าออกปากทักหรือขวางทางเขา

…ไม่ใช่ที่ทางของทหารเหล่านั้นที่จะเอ่ยอะไร แม้คนเหล่านั้นจะรู้ถึงการสูญเสียของเขา แต่ก็รู้เช่นกันว่าเขามาที่โรงทหารแห่งนี้โดยมีจุดมุ่งหมาย…

ชายหนุ่มหน้าตาคมสันผู้หนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างด้านในห้องและเหลียวมามองเมื่อเขาก้าวเข้าไป ผ้านุ่งของเจ้าตัวเป็นสีขาวล้วนเช่นกัน แม้จะเห็นได้ชัดว่าเป็นผ้าเนื้อดีกว่าทหารที่ยืนยามภายนอก สีเดียวกันและแบบใกล้เคียงกันกับที่เขาเองสวมอยู่ ชุดไว้ทุกข์อันสะท้อนถึงสิ่งที่ศิรัชรู้สึกลึกๆ ในอก สีสันซึ่งเหือดหายไปจากชีวิตเขานับจากสตรีที่เขารักจากไป เหลือเพียงภารกิจที่เขาสาบานว่าจะทำให้สำเร็จ

ภารกิจซึ่งเขามอบหมายให้คนตรงหน้ารับผิดชอบ และหากเขาวัดจากสีหน้าตึงเครียดระคนวุ่นวายใจที่เห็นอยู่ ข่าวที่เขาจะได้รับคงไม่ใช่ข่าวดี

“ข้าตามไปถึงเรือนหมอภาสุระแล้ว ท่านพี่”

“ได้ความอย่างไร กุมตัวมันมาได้หรือไม่ ศรุติธร”

น้องชายคนเดียวของเขาส่ายหน้า ตอบเสียงเคร่ง “ไม่มีร่องรอยเลย คาดว่ามันไหวตัวหนีไปเสียแล้ว”

ชายหนุ่มสบถ เหวี่ยงกำปั้นฟาดเข้ากับผนังเต็มแรงจนมือชา ในอกร้อนด้วยโทสะ การหนีหน้าไปเช่นนั้นแปลความหมายได้อย่างเดียว…ว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้ลงมือวางยาสังหารชายาของเขาจริง และเขาก็ช้าเกินจะจับกุมมันไว้ได้ทัน

“มันไปรู้มาจากไหน เราไม่ได้ป่าวประกาศออกไปสักนิดว่าเราสงสัยมัน”

ศรุต…หรือในยามนั้นใช้นามเต็มว่าศรุติธรเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับจะให้มั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถบนั้น ก่อนจะหันมาสบตาเขาอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคล้ายคลึงกับดวงตาเขาเองฉายความยุ่งยากใจขึ้นมายามเจ้าตัวเอ่ยคำที่เขาไม่คาดคิด

“บางที…อาจเพราะตระกูลชลันตรารู้ระแคะระคายเรื่องนี้”

“ชลันตรา?” คิ้วของศิรัชขมวดเข้าเมื่อได้ยินนามของตระกูลที่เกี่ยวดองมายาวนานกับตระกูลเขาผ่านการแต่งงานหลายชั้น เขาสบตาน้องชายเขม็งพลางออกปากถาม “ตระกูลนั้นมาเกี่ยวข้องอย่างไรด้วย”

“ข้าสอบบ่าวไพร่ในเรือนของหมอภาสุระ มีบ่าวของตระกูลชลันตรามาเชิญหมอไปพบอยู่บ่อยครั้งในช่วงเดือนหลังมานี้ เรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องของปาลวีย์ก็ได้ อาจมีผู้ใดในตระกูลนั้นป่วยไข้ แต่…”

“ก็ต้องสอบสวนทวนความ หรือมิใช่” เสียงเขากร้าวขึ้น “จัดการไปตามความเหมาะสม ศรุติธร ไม่ต้องเห็นแก่หน้าผู้ใด บอกว่านี่เป็นคำสั่งของข้า”

“ขอรับ ท่านพี่” ศรุตน้อมกายรับ หมุนตัว ทำท่าเหมือนจะผละไป ทว่าอึดใจถัดมาเจ้าตัวก็กลับหันมาอีกครั้งด้วยท่าทีลังเล

“ถ้าหากนี่เป็นฝีมือของพวกชลันตราจริง ข้าก็มีเรื่องอยากขอร้องท่าน ได้หรือไม่”

“ว่ามาสิ”

“ข้ารู้ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารปาลวีย์ต้องตายตกไปตามกัน และต้องรับโทษทั้งตระกูล” ศรุตทอดเสียงออก ก้มหน้าลง “แต่ข้าอยากขอชีวิตของคนคนหนึ่ง…”

วาจาของน้องชายเขาแว่วจางลงทุกขณะ ศิรัชยังเห็นภาพอีกฝ่ายขยับปาก ทว่าเสียงที่ออกมาเหลือเพียงกังวานอันยากจะจับใจความ คล้ายลอยสะท้อนมาจากที่ไกลๆ

อย่างไรก็ตาม เขาไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงนั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพจากอดีตกาลนั้นอีก ชายหนุ่มจดจำทุกฉากเหตุการณ์ที่เกิดได้แจ่มชัด เขารู้…ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังจากนั้น

…ความตายของคนมากมาย การล่มสลายของตระกูลที่คิดทะนงอย่างผิดพลั้งว่าจะทำร้ายเขาได้โดยไม่ต้องรับผลจากการกระทำของตน คิดว่าจะปิดบังความผิดและฉวยประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ได้โดยไม่ต้องเสียอะไรไป…

ดวงตาหลายคู่บนใบหน้าไร้ชีวิตเบิกค้างบนชานเรือนกว้าง คลุมด้วยฝ้ามัวมน มันคล้ายจะจับจ้องมาที่เขาอย่างกล่าวหา เคียดแค้น ชิงชัง แต่หัวใจเขาเย็นชา ตายด้าน เขาไม่รู้สึกอะไรสักนิดยามก้าวข้ามหลายร่างที่หมดลมหายใจไปแล้วเข้าไปหาหญิงสาวผู้เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในห้องด้านใน…แม้อาจเหลือเวลาอีกไม่นานนัก ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไว้ใจได้แต่กลับทรยศเขาอย่างถึงที่สุด

ดวงตาที่สบตาเขายังคงความหยิ่งทะนงอย่างยิ่ง…เฉกเช่นที่เธอเป็นเสมอ รอยยิ้มบนริมฝีปากโค้งงามคล้ายหยันเยาะยามเจ้าตัวออกปากถาม

“ท่านมาเพื่อฆ่าข้ากับมืออย่างนั้นหรือ”

“สำคัญตนผิดไปแล้วกระมัง” เขาเอียงศีรษะ เอ่ยด้วยเสียงชืดชา…เกือบเป็นเบื่อหน่าย “คนอย่างเจ้ามีเกียรติอย่างไรจึงสมควรตายด้วยมือข้า คนอย่างเจ้าที่กำจัดได้ทุกคนที่เจ้าคิดว่าขวางทางเจ้า…”

ชายหนุ่มกวาดตาไปโดยรอบ และเมื่อมองกลับมายังคนที่นอนคู้อยู่บนตั่งตรงหน้า เขาก็ซ่อนน้ำเสียงรังเกียจไว้ได้ไม่มิด

“…เจ้าไม่เคยคิดถึงผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง”

ทายาทหญิงของตระกูลชลันตราพยายามหยัดกายขึ้น รอยยิ้มกระตุกไปนิดกับคำกล่าวหา ทว่าอึดใจถัดมาเธอก็ฝืนปั้นยิ้มออกมาได้อีกครั้ง

“อย่าทำตัวสูงส่งพิพากษาข้าไปนักเลย ท่านเป็นคนบีบให้ข้าทำทุกอย่าง ท่านทั้งนั้น!” หางเสียงของหญิงสาวกร้าวขึ้น “ว่าแต่ข้า แล้วหางตาท่านเคยเหลือบแลผู้ใดบ้าง โลกของท่านมีแต่ท่านกับนาง พ้นจากนั้นไปเสียแล้วท่านก็ไม่สนใจว่าตัวเองจะเหยียบย่ำทำลายใคร!”

“ถ้าจริงแล้วอย่างไร” ศิรัชเลิกคิ้วขึ้น เสียงถามกลับมาเย็นชาอย่างยิ่ง “เหตุใดข้าจึงต้องใส่ใจถ้าจะเหยียบย่ำเศษดิน…อย่างเจ้า”

“ทำเป็นเย็นชาไปเถิด แต่รู้ไว้ว่าท่านสาใจได้เพียงวันนี้เท่านั้น สิ่งที่ท่านเสียไปแล้ว ท่านก็ยังคงเสียไปตลอดกาล ไม่มีวันนำคืนมาได้” ดวงตาสวยจ้องเขาเขม็ง เธอหอบหายใจถี่ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความปวดร้าว แต่ความแค้นจนคลั่งทำให้เจ้าตัวรีดเสียงออกมาได้เป็นท่อนสุดท้ายพร้อมกับแขนกลมกลึงที่ยกขึ้น ชี้หน้าเขาด้วยนิ้วสั่นระริก “ต่อให้ฆ่าคนให้หมดโลก ท่านก็ไม่มีวันได้นางคืนมา ไม่ว่าจะวันนี้ วันหน้า วันไหน! จำคำข้าไว้ ศิรัชญะ อีกกี่ร้อยกี่พันปีก็จะเหลือเพียงท่านที่เจ็บแค้นทรมานอยู่ผู้เดียวเช่นนี้ จำคำข้าไว้!”

มือเรียวงามร่วงผล็อยลงพร้อมกับจิตวิญญาณที่หลุดจากร่าง กำไลทองหลายวงที่เจ้าตัวสวมไว้กระทบดังกราวใหญ่กับขอบตั่งไม้สลัก ทว่าสิ่งที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในหูเขาคือถ้อยคำอาฆาตแค้นของเธอ…ถ้อยที่เป็นทั้งความจริงและคำสาปแช่งไปพร้อมกัน มันยังสะท้อนในอกเขา แม้ในยามที่ภาพห้องนั้นหายวูบวับ

ศิรัชกะพริบตา หอบหายใจ และเขาก็กลับมายืนอยู่ในห้องอาบน้ำ ในห้องชุดของโรงแรมที่ตนพำนักอยู่อีกครั้ง รับรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นเมื่อครู่คือความทรงจำจากอดีต คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วเมื่อสี่ร้อยปีก่อน

เสียงน้ำไหลจากก๊อกหวนกลับคืนมาในโสตประสาท เขาก้มลงมองและเห็นว่าน้ำยังไม่เต็มอ่างด้วยซ้ำ มันเหมือนจะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นจากก่อนหน้านี้มากนัก มันราวกับเขาถูกสะกดเข้าสู่ห้วงภวังค์ไปครู่หนึ่ง และเวลารอบตัวเขาก็ถูกหยุดไป

แต่ใครจะทำอะไรแบบนั้นได้? แม้แต่เซธก็ไม่ได้มีอำนาจกล้าแข็งพอจะครอบงำจิตใจเขา ยังไม่นับว่าฝ่ายนั้นต้องอาศัยการสัมผัสหรืออย่างน้อยที่สุดก็ความใกล้ชิดกับเป้าหมายในการสะกดใคร

อย่างไรก็ตาม หลังจากอยู่มานานนับศตวรรษ ในโลกที่ไม่ใช่โลกที่คนทั่วไปรับรู้ ชายหนุ่มก็รู้ดีเกินกว่าจะคิดว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพจากจิตใต้สำนึก สัญชาตญาณบอกเขาว่าเรื่องนี้มีความหมายมากกว่านั้น แม้เขาจะชี้นิ้วระบุ ‘ความหมาย’ ที่ว่าให้ชัดเจนลงไปไม่ได้

ชายหนุ่มเงยหน้า จ้องภาพในกระจกซึ่งมีไอน้ำเกาะเป็นฝ้าขาวอยู่เนิ่นนาน ทว่าเงาสะท้อนรางเลือนของตนเองที่จ้องกลับมาไม่ให้คำตอบใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งน้ำเกือบเต็มอ่างและเขาก้มลงปิดก๊อกนั่นแหละ ที่หางตาเขาเห็นภาพเท้าเปล่าขาวซีดสองข้างยืนอยู่บนพื้นเยื้องไปด้านหลัง กางเกงขายาวซึ่งคลุมข้อเท้าอยู่เปียกชุ่มจนน้ำหยดลงเจิ่งนองบนพื้นกระเบื้อง

ศิรัชหมุนตัวกลับไปทันควันตามสัญชาตญาณ และหัวใจชายหนุ่มก็กระตุกเมื่อเห็นใบหน้าของน้องชายผู้ล่วงลับมองตรงกลับมา…มันเผือดขาวไร้สีเลือด ผมตัดสั้นเปียกโชกด้วยหยาดน้ำ เช่นเดียวกับชุดที่สวมใส่…

“ศรุต?”

เท้าของชายหนุ่มสืบไปข้างหน้าก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เขาเอื้อมมือออก พยายามคว้าแขนผู้ที่อยู่ตรงหน้า หัวใจเต้นแรงโลดขึ้น ก่อนจะสะดุดด้วยความปวดร้าวเมื่อมือเขาทะลุผ่าน ‘ร่าง’ ที่เห็น ราวกับสิ่งที่คว้าจับเป็นเพียงอากาศธาตุ

และเพียงอึดใจเดียว ก่อนเขาจะทันได้ทำอะไรมากกว่านั้น ภาพดังกล่าวก็สลายไปราวกับเป็นเพียงภาพลวงในทะเลทรายหรือกลุ่มควัน!

“ศรุต!”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

เงาร่างของผู้ถูกเรียกไม่ได้ปรากฏกลับขึ้นมาให้เห็นอีก และชายหนุ่มก็ทำได้เพียงยืนนิ่งขึงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอยหลัง ทรุดกายลงนั่งบนขอบอ่าง ถามตัวเองว่าเขาคิดมากไปหรือไม่ ตาฝาดไปหรือไม่ เสียสติไปแล้วหรือไม่

…เขายังคงเชื่อว่าไม่ ทั้งสามคำถาม…

เสี้ยวหนึ่งของใจที่เคลือบแคลงตั้งคำถามต่อไปอีก…หรือนี่จะเป็นภาพลวงซึ่งใครสักคนสร้างขึ้น? ตลอดชีวิตที่อยู่มายาวนาน…เขาไม่เคยเห็นภูตผี ไม่เคยพบวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว มีความเป็นไปได้อยู่ไม่ใช่หรือว่านี่จะเป็นกลอุบายที่จงใจเล่นตลกกับอารมณ์และความคิดเขา หลอกล่อให้เขาสับสน หวั่นไหวจนเปิดจุดอ่อน

แต่ใครจะสร้างภาพของศรุตได้ ‘เหมือน’ ขนาดนั้น โดยเฉพาะสีหน้าห่วงกังวลนั่น มันคือสีหน้าที่ศรุตเผยให้เขาเห็นเฉพาะยามอยู่กันตามลำพัง น้องชายเขาไม่เคยมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้ต่อหน้าใคร

เมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชน สิ่งที่ศรุตแสดงออกคือความเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างไร้ข้อกังขา ฝ่ายนั้นยิ้มและพูดอยู่เสมอว่าศิรัชเป็นเจ้าแห่งหมู่นาค และในฐานะดังกล่าว ภาพภายนอกของเขาไม่ควรมีจุดอ่อน เขาควรเป็นผู้นำที่ทุกคนก้มหัวยอมตามได้โดยไม่มีความคลางแคลงใดๆ

‘แต่มันไม่ได้แปลว่าท่านผิดพลาดไม่เป็น ท่านพี่’ ชายหนุ่มแทบจะได้ยินเสียงแกมขบขันแว่วขึ้นในหู ‘แล้วคนที่ต้องเตือนท่านก็คงเป็นข้า เพราะชายาท่านคงไม่ทำแบบนั้นให้…’

เป็นไปได้ไหมว่าศรุตพยายามเตือนอะไรเขาอยู่ และภาพอดีตเหล่านั้นคือสิ่งที่น้องเขาบันดาลให้เขาเห็นเพื่อบอกอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด บางอย่างที่เขาประเมินพลาดไป

เป็นไปได้ไหมว่าความตายของศรุตพัวพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนปาลวีย์จากไปมากกว่าที่เขาคิด? สี่ร้อยปียาวนานจนแม้คนร้ายจะใช้ภาพถ่ายของพราวพัชร์เป็นเหยื่อล่อ ศิรัชก็ยังคิดว่ามันเป็นเพียงจุดอ่อนในอดีตของเขาที่ทุกคนรู้ดีและใช้เป็นเครื่องมือดึงน้องชายเขาไปติดกับ ไม่มีความหมายใดๆ เกินกว่านั้น

…แต่ถ้ามันเป็นมากกว่านั้น…

ชายหนุ่มหลับตาลงชั่วครู่ ความคิดมากมายอึงอลยอกย้อนกลับไปมาในสมอง ไม่ยอมจากไปไหนจนกระทั่งเขาบังคับตัวเองให้ลุกขึ้น ถอดเสื้อผ้าที่ยังเหลือติดกายอยู่และก้าวลงในอ่าง เลื่อนตัวลง ปล่อยให้น้ำละลายความว้าวุ่นใจของตนออกไป

…รวมถึงความเป็นมนุษย์…

เขายังปล่อยให้ร่างจมอยู่ใต้น้ำเช่นนั้นในสภาพของงูใหญ่เกล็ดสีเหลือบทอง รับรู้ถึงอุณหภูมิของน้ำซึ่งค่อยๆ เย็นชืดลงตามลำดับ แม้จะไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน งูไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนวกวนเหมือนมนุษย์ เมื่อเขาอยู่ในร่างนี้ โลกของเขาก็เรียบง่ายขึ้น ความคิดวุ่นวายจางหายไป ความเจ็บปวดอันยากจะทานทนไหวเบาบางลง

และอ้อมกอดของสายน้ำก็เป็นอ้อมกอดเดียวที่ช่วยให้เขาสงบลงได้ในปัจจุบัน…เมื่อเขาไม่มีเธออยู่เคียงข้างอีกต่อไปแล้ว

ประสาทสัมผัสของศิรัชตื่นตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องชุดด้านนอก มันเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายรอการตอบรับ ก่อนจะมีเสียงเหมือนใครบางคนใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้ามา

ร่างอสรพิษที่ขดอยู่ในอ่างค่อยๆ คลายขนดออก ชูคอสูงขึ้นและแปรกลับเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง ชายหนุ่มถอนใจแผ่ว ก้าวขึ้นจากอ่าง ดึงเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมและสาวเท้าออกไปภายนอก ไม่ประหลาดใจนักเมื่อเห็นคู่หมั้นของน้องชายนั่งอยู่บนโซฟาในชุดเสื้อกางเกงสีดำกึ่งลำลอง มีกระเป๋าเดินทางใบเล็กวางอยู่ข้างตัว

“ผมคิดว่าอี้เหว่ยจะมากับคุณด้วย”

หลงเฟยลี่เงยหน้าขึ้นตามเสียงทัก ริมฝีปากอิ่มเต็มขยับเป็นรอยยิ้มจับตา แม้ศิรัชจะเห็นรอยอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อยในสีหน้าของเจ้าตัว เธอดูจะไม่ตะขิดตะขวงกับการแต่งกายไม่เรียบร้อยของเขา เช่นเดียวกับที่ไม่ลำบากใจกับการลากกระเป๋าเข้ามาอยู่ในโรงแรมกับเขาสองต่อสองในลักษณะที่ถ้าใครรู้เข้าคงคิดครหา

แต่ก็นั่นแหละ สายตาหรือความคิดของคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่เขากับเธอต้องสนใจมานานมากแล้ว ยกเว้นเพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง

“เขามาค่ะ แต่ฉันให้เขาไปสำรวจสถานที่…ดูทางหนีทีไล่ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้คุยกันสองคน ในเมื่อเขาพยายามเกาะติดฉันตลอด” หญิงสาวยักไหล่ ยิ้มออกมาอีกนิดเมื่อพูดถึงคนสนิทของตน “คุณก็รู้ว่าอี้เหว่ยเป็นยังไง”

“เขาเหมือนจะตั้งตัวเป็นองครักษ์ประจำตัวคุณ” ชายหนุ่มเอ่ย “ยิ่งคุณมาทำอะไรแบบนี้ เขาคงไม่พอใจ เขากลัวที่สุดว่าศักดิ์ศรีคุณจะเสียหาย”

ริมฝีปากเคลือบสีสวยของหญิงสาวเหยียดออกคล้ายจะขบขันกับคำพูดนั้น และความทะนงในแววตาก็ฉายชัดยามเธอตอบกลับ “อี้เหว่ยเป็นคนคิดมาก บางทีฉันก็ว่าเขายึดติดกับความเคยชินสมัยก่อนมากเกินไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว และฉันดูแลตัวเองได้”

ศิรัชเพียงยิ้มรับนิดๆ โดยไม่ต่อความ เพราะอย่างไรเผิงอี้เหว่ยก็เป็นคนในปกครองของเธอ และความเงียบของเขาก็ดูจะเปิดช่องให้อีกฝ่ายเปลี่ยนบทสนทนาไปอีกทาง

“มีอะไรน่าสนใจอยู่นิดหน่อยค่ะ ฉันขอให้เซธส่งคนไปรับฉันกับอี้เหว่ยที่สนามบิน แต่เขาไปเอง แล้วก็ฝากของมาให้คุณ” หญิงสาวหยิบซองซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือ ยื่นให้เขาพลางอธิบายเพิ่ม “เขาว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาที่นี่ แล้วฝากมันไว้ให้คุณที่เคาน์เตอร์ข้างล่าง”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นขณะรับซองนั้นมา ชั่วอึดใจหนึ่งที่เขานึกสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นใช่พราวพัชร์หรือไม่ เธอมีข้อมูลอะไรจะให้เขาหรือเปล่า แต่ข้อความที่เขาเห็นเมื่อเปิดซอง คลี่กระดาษที่พับอยู่ด้านในออกอ่านไม่ใช่สิ่งที่เขาคาด

อันที่จริงมันเกินความคาดหมายของเขาไปโดยสิ้นเชิง และทำให้เขาเคลื่อนไหวไม่ออกไปชั่วขณะ

 

‘มาหาฉันถ้าคุณอยากรู้เรื่องภาสุระ เขายังไม่ตาย และฉันคิดว่าเขาเป็นคนฆ่าศรุต

                                                                                                                          ธารา

 

 

Don`t copy text!