ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 9 : นัดพบ

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 9 : นัดพบ

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-9-

 

ล็อบบี้โรงแรมที่ศิรัชเข้ามานั่งอยู่ในตอนนี้มีขนาดเล็กและตกแต่งเรียบง่ายกว่าโรงแรมรัทเธอร์ฟอร์ดมาก มันเป็นโรงแรมระดับกลางซึ่งอยู่ถัดย่านดาวน์ทาวน์ออกไปเล็กน้อย จะว่าไปก็ไม่ไกลจากที่พักของเขา และเป็นจุดนัดหมายที่สะดวก แม้จะไม่เป็นส่วนตัวเท่าที่เขานึกอยาก

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวมทรงจัตุรัสสีดำ ยกขาขึ้นไขว่ห้างพลางหมุนนามบัตรโรงแรมซึ่งธัญธาราสอดไว้ในซองพร้อมจดหมายเล่นในมือ ตัวอักษรที่เขียนหวัดๆ ไว้ด้วยหมึกดำริมขอบบัตรมีเพียงสามตัว คือ ‘1 pm’ ไม่มีคำอธิบายใดๆ แนบมามากกว่านั้น ทว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

เขานึกสงสัยว่าคนที่นัดเขามาพักอยู่ที่นี่จริง หรือเพียงใช้ที่นี่เป็นสถานที่นัดเพื่อให้เขาเข้าใจผิด แต่มันก็อาจไม่ใช่สาระสำคัญอะไรนัก เพราะเมื่อเซธรู้เรื่องนี้เสียแล้ว การเคลื่อนไหวใดๆ ของเธอย่อมไม่อาจลอดหูลอดตาเขาไปได้ และศิรัชก็ไม่ไร้เดียงสาพอจะเชื่อว่าฝ่ายนั้นไม่ได้แกะซองออกอ่านข้อความข้างใน

ชายหนุ่มผู้นั้นก็มีผลประโยชน์ของตนต้องรักษาไว้เช่นกัน เรื่องของศรุตทำให้เขา ‘เสียเครดิต’ มากพออยู่แล้ว และศิรัชก็ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะทนให้มีคนนอกมาทำลับลมคมในอยู่ใต้จมูกเขา โดยเฉพาะเมื่อมันอาจนำไปสู่เรื่องร้ายเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

สิบสองนาฬิกาห้าสิบห้านาที หญิงสาวชาวเอเชียร่างบางระหงก็ก้าวผ่านประตูโรงแรมเข้ามาจากด้านนอก เธอสวมชุดเดรสสั้นเก๋ไก๋ มีแว่นดำอันโตสวมปิดใบหน้าไปเกือบครึ่ง ท่าเดินมั่นใจแบบผู้หญิงรุ่นใหม่และผมบ็อบเทตัดสั้นไฮไลท์ปลายเป็นสีส้มสดดูต่างจากภาพจำของนาคสาวผู้อ่อนหวานที่เขาเคยรู้จัก ทว่าอะไรบางอย่างทำให้เขายังจำเธอได้ อดีตเพื่อนสาวคนสนิทของปาลวีย์

…และคนเดียวในตระกูลชลันตราที่รอดชีวิตมาได้หลังจากเหตุครั้งนั้น…

“ธารา”

ดวงหน้าขาวผินมาตามเสียงเรียก ริมฝีปากเรียวสวยกระตุกนิดหนึ่งเป็นอารมณ์ที่ศิรัชอ่านไม่ออก ก่อนเธอสืบเท้าเข้ามา ถอดแว่นดำออก หย่อนกายนั่งลงตรงข้ามเขา ถามโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง

“คุณมาคนเดียวหรือคะ”

ไม่มีคำทักทาย ไม่มีความยินดีในดวงตาสีดำคู่นั้น และอันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่ได้ยินดีที่เจอเธอ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับตระกูลชลันตราร้าวสลายลงพร้อมกับความตายของปาลวีย์ และถ้าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา เธอคงไม่มีชีวิตอยู่มาจนทุกวันนี้

…และธัญธาราก็คงรู้เรื่องนั้น…

“คุณคิดว่าผมจะมากับใครล่ะ”

“ไม่รู้สิคะ มิสเตอร์รัทเธอร์ฟอร์ดอาจส่งใครมากับคุณก็ได้” หญิงสาวยักไหล่ “คุณพักอยู่ที่โรงแรมเขานี่ ใช่ไหมคะ”

“คุณดูจะรู้ดีเหลือเกินนะ มีใครบอกคุณงั้นหรือว่าผมอยู่ที่ไหน” ศิรัชมองคนตรงหน้าเขม็งอย่างจับสังเกต “เฟยลี่บอกผมว่าก่อนนี้คุณไปตามหาผมที่ฮ่องกง”

“ถ้ามีใครบอกฉันจริง ฉันก็ไม่บอกคุณหรอกค่ะ” ธัญธาราเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกมือกอดอก “เดี๋ยวคุณจะไปเอาเรื่องเขาเปล่าๆ ต่อให้เขาหวังดีกับคุณก็เถอะ คนอย่างคุณให้อภัยใครไม่เป็น ทนให้อะไรหลุดออกนอกการควบคุมของคุณไม่ได้”

“คุณจะว่าผมเป็นเผด็จการ?”

“หรือไม่ใช่ล่ะคะ” ดวงตาคมปลาบมองมาอย่างท้าทาย เธอไขว้ขา เอียงศีรษะนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกต่อไป “ฉันรู้เรื่องคุณมาจากไหนไม่สำคัญหรอกค่ะ แล้วคุณก็คงไม่ได้มาที่นี่เพราะอยากรู้เรื่องฉัน”

“คุณบอกว่าคุณมีข้อมูลเรื่องภาสุระ” เสียงของเขาหนักขึ้น เกือบเป็นเค้นลอดไรฟันเมื่อเอ่ยนามนั้น “คุณอ้างว่าเขายังไม่ตาย และเรื่องที่เกิดกับศรุตเป็นฝีมือเขา?”

“ค่ะ”

เสียงของเจ้าตัวหนักแน่น เจือความมั่นใจในแบบที่ทำให้ชายหนุ่มต้องหรี่ตา เขาลดเสียงลง เอ่ยกึ่งเตือน

“ภาสุระหายตัวไปตั้งแต่สี่ร้อยปีก่อน แล้วผมก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าเขาตายไปแล้ว ถ้านี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐานลอยๆ ของคุณ ผมก็ขอเตือนไว้ก่อนว่าผมไม่มีอารมณ์จะฟังนิทานเหลวไหล”

“ฉันคงไม่มาตามหาคุณถึงนี่ละมังคะถ้ามีแค่ข้อสันนิษฐาน” ธัญธาราย้อน ดวงตาสีน้ำตาลฉายประกายวาววับคล้ายถือไพ่เหนือกว่าอยู่นิดๆ “คุณจะว่ายังไงคะถ้าฉันบอกว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเขาอยู่ในประเทศไทย แล้วที่สำคัญกว่านั้นคือคนใกล้ตัวเขาพัวพันใกล้ชิดกับคดีน้องชายคุณ”

“คุณว่าอะไรนะ”

“คุณสนใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะคะ” ธัญธาราคลี่ยิ้มละไม ยิ้มซึ่งมีรอยยั่วเย้าเจืออยู่ “ขึ้นไปที่ห้องกับฉันสิคะ ฉันมีอะไรจะให้คุณดู”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“พี่พราว ว่างมั้ยคะ”

เสียงเจื้อยแจ้วของกิรณาที่ดังลอดออกจากโทรศัพท์มาทำให้พราวพัชร์ยิ้มขึ้นได้หลังจากปวดศีรษะกับงานมาครึ่งวัน เธอยังคงไม่พบคำตอบเรื่องสารปริศนาที่อยู่ในร่างศรุตตอนเขาเสียชีวิต และผลการทดสอบเทียบตัวอย่างกับสารต้องสงสัยครั้งแล้วครั้งเล่าก็ออกมาเป็นลบ ในโลกความจริง นิติวิทยาศาสตร์ไม่ใช่คทาวิเศษซึ่งจะโบกให้คำตอบออกมาได้ง่ายดายอย่างที่เห็นกันในจอโทรทัศน์ มันเป็นเพียงเครื่องมือ ส่วนความรับผิดชอบในการหาคำตอบดังกล่าวเป็นของเธอ

เธอคงตีวงข้อสันนิษฐานให้แคบลงและมีโอกาสยิงตรงเป้าได้มากขึ้นถ้ามีข้อมูลมากกว่านี้ สิ่งที่ยากที่สุดคือเธอเพียงเห็นคุณลักษณะบางส่วนของสารจากผลการทดสอบ แต่ไม่รู้อะไรเกินกว่านั้น เธอพลิกรายงานชันสูตรศพดูไม่รู้กี่ครั้ง แต่ไม่เห็นอาการบ่งชี้ใดๆ ที่น่าสงสัย สารพิษหลายตัวเมื่อเข้าไปในร่างมนุษย์จะทิ้งร่องรอยไว้กับร่างกายให้เห็นได้แม้หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว อาจเป็นความผิดปกติที่กล้ามเนื้อ ระบบเลือด อวัยวะภายใน แต่ไม่ใช่กรณีนี้

มันเหมือนตาบอดคลำช้าง…ยากที่จะนึกภาพรวมออกได้จากชิ้นส่วนเพียงส่วนเดียว เธออาจพยายามใช้จินตนาการ ตั้งข้อสันนิษฐานจากสิ่งที่มีอยู่ แต่ในขณะเดียวกันการทำเช่นนั้นก็อาจพาเธอหลงทางไปไกล

…นี่ถ้าเพียงแต่เธอรู้ว่าสารตัวนั้นส่งผลอย่างไรกับร่างกายศรุตบ้าง…

“พี่พราว พี่พราวคะ ยังอยู่มั้ยเอ่ย”

“อยู่จ้ะ เกลโทรมามีธุระอะไรเหรอ”

“เกลอยู่แถวออฟฟิศพี่พราวนี่แหละค่ะ ว่าจะชวนพี่พราวออกไปกินกลางวันกัน” ลูกพี่ลูกน้องของเธอตอบมา “ยังคิดอยู่เลยว่าจะชวนแอรอนด้วยมั้ย แต่ถ้างั้น ให้พี่พราวชวนน่าจะดีกว่า”

พราวพัชร์เลิกคิ้วขึ้น กิรณาเรียนอยู่ที่ยูนิเวอร์ซิตีออฟชิคาโก ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้อยู่ใกล้ที่ทำงานเธอเลย แล้วน้องสาวเธอมาทำอะไรแถวนี้ ซ้ำยังเจาะจงถึงเพื่อนร่วมงานของเธอเสียอีก

“อ้าว มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ ไม่มีเรียนเหรอ”

“วันนี้ว่างค่ะ เกลแวะมาหาพี่พราวไม่ได้เหรอคะ”

“ได้อยู่แล้ว พี่แค่แปลกใจ” หญิงสาวยิ้มในหน้า ก่อนจะกระเซ้าคนอีกปลายสาย “หรือที่จริงเกลอยากเจอแอรอน”

“แล้วถ้าใช่ล่ะคะ” กิรณาย้อนกลับทีเล่นทีจริง “พี่พราวจะนัดให้เกลมั้ย”

พราวพัชร์เลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความประหลาดใจอย่างแท้จริง น้องสาวเธอคนนี้เคยหยอดเรื่องแอรอนอยู่บ้างก็จริง…ซึ่งเป็นเหตุให้เธอเย้าไปแบบนั้นแต่แรก แต่ที่ผ่านมาเธอคิดว่ากิรณาแค่พูดเล่นและจงใจล้อเธอมากกว่า ฝ่ายนั้นอาจจะชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่ว ทว่าเธอไม่รู้สึกว่ากิรณาสนใจใครจริงจังมากนัก

…อย่างน้อยก็ไม่ได้สนใจขนาดจะเป็นฝ่าย ‘ไล่ล่า’ แบบที่เจ้าตัวเหมือนจะทำอยู่ตอนนี้…

“ที่ว่าอยากเจอแอรอนนี่…เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอะไร”

“พักนี้เกลรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีใครคอยตามยังไงไม่รู้ เลยอยากปรึกษาเพื่อนพี่พราว…ล้อเล่นค่ะ” กิรณารีบแก้พลางหัวเราะเมื่อพราวพัชร์เงียบไปครู่หนึ่งอย่างอึ้งๆ “เกลแค่อยากเจอแอรอนเฉยๆ หรือถ้าพี่พราวไม่สบายใจ เราออกไปกันสองคนก็ได้”

“เอาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะเกล ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกพี่”

หญิงสาวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ รอยย่นบางๆ ผุดขึ้นบนหัวคิ้ว สิ่งที่แวบขึ้นมาในสมองเธอยามนี้คือภาพร่างในชุดคลุมดำซึ่งเธอเห็นผ่านหางตาหลังแยกจากแอรอนเมื่อวันก่อน เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องที่เธอพัวพันอยู่กำลังลามไปถึงครอบครัวของเธอ…

…อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายน่า พราว…

แต่ถึงจะบอกตัวเองแบบนั้น มือเรียวข้างที่ว่างก็ยังยกขึ้นลูบแขนข้างที่ถือโทรศัพท์โดยอัตโนมัติเมื่อความหนาวเหน็บอันไร้ที่มาแล่นผ่านร่าง และแม้กระทั่งเสียงยืนยันของกิรณาก็ไม่ช่วยให้เธอใจชื้นขึ้นได้มากนัก

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ เกลขอโทษนะคะถ้าพูดเล่นไม่เข้าเรื่อง ทำให้พี่พราวกังวล” หางเสียงของเจ้าตัวบอกความรู้สึกผิดเล็กน้อย “เกลแค่คิดว่าไหนๆ เกลก็มาหาพี่พราวแล้ว ถ้าได้เจอเขาก็คงดี พี่พราวก็น่าจะรู้ว่าเกลชอบเขา”

“ตั้งแต่เมื่อไร พี่ไม่เห็นรู้ ไม่เห็นเกลเคยบอกอะไรพี่”

“โห จะต้องรอให้เกลบอกเหรอคะ” เสียงของเจ้าตัวกระเง้ากระงอดเสียจนคนเป็นพี่แทบจะเห็นภาพเธอทำปากยื่นอย่างงอนๆ ลอยมา แต่แล้วกิรณาก็เปลี่ยนเสียงเป็นแกมหัวเราะอย่างขบขันเล็กน้อย “เกลมองเขามาตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเลยนะ แต่เขาน่ะเหมือนจะสนใจแต่พี่พราว เกลชายตาใส่เท่าไรไม่มีปฏิกิริยาตอบสักนิด”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

พราวพัชร์นึกย้อนกลับไป และสิ่งที่กิรณาพูดก็เหมือนจะเป็นจริง แอรอนเคยพบกับลูกพี่ลูกน้องเธอหลายครั้งในหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นในงานปาร์ตี้หรือตอนรวมกลุ่มไปเที่ยวด้วยกัน ทุกครั้งเธอมักจะเห็นน้องสาว ‘เฟลิร์ต’ ใส่ชายหนุ่ม แต่นั่นเป็นภาพที่เธอชินตาจนไม่ใส่ใจ โดยเฉพาะเมื่อแอรอนไม่เคยมีทีท่าใดๆ สนองกลับ

“พี่นึกว่าที่ผ่านมาเกลแค่บริหารเสน่ห์เล่น ไม่เห็นเกลรุกอะไรขนาดนั้น”

“แหม ก็เกลกลัวพี่พราวจะเคืองนี่คะ เขาเป็นคนของพี่พราวนี่นา”

“โอ๊ย คนของพี่ที่ไหน แค่เคยเดตกันไม่กี่หน” พราวพัชร์ว่าพลางหัวเราะ “แล้วพี่จะไปเคืองอะไรได้ พี่เป็นฝ่ายบอกปัดเขาเองนี่”

“ใครจะไปชัวร์ได้ล่ะคะ พี่พราวน่ะความรู้สึกช้าเรื่องแบบนี้ เมื่อก่อนก็เอาแต่เรียน จบมาก็ก้มหน้าก้มตาอยู่ในห้องแล็บ” กิรณาย้อน “เผื่อเกลจีบเขาไปแล้วพี่พราวมาเปลี่ยนใจทีหลัง ได้กระอักกระอ่วนตาย”

“พี่ไม่ได้บื้อเรื่องรักขนาดนั้นหรอกน่า พี่ก็แค่…ไม่ได้มองเขาแบบนั้น”

“เกลรู้แล้วละค่ะ อย่างน้อยก็ตั้งแต่วันก่อน”

“วันก่อน วันไหน นี่เกลพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย”

“ก็วันก่อนโน้นที่คุณศิรัชมาที่ร้าน แล้วพี่พราวออกไปกับเขาไงคะ” เสียงหัวเราะร่วนดังมาตามสายอีกรอบ และคนฟังก็รู้สึกว่าตนหน้าร้อนวูบขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกิรณาพูดต่อไป “เกลไม่เคยเห็นพี่พราวสปาร์คกับผู้ชายคนไหนขนาดนั้นเลย แล้วเขาก็มองพี่พราวเหมือนจะกลืนกินเข้าไปให้ได้ ยิ่งกว่าแอรอนอีก มาแบบนี้น่ะเกลรู้เลยว่าตัวเองไม่มีหวัง”

“เกลก็พูดเวอร์ไป”

“ไม่เวอร์หรอกค่ะ แถมพี่พราวยังเงียบกริบเชียว ไม่มาเล่าอะไรให้เกลฟังเลยว่าตกลงวันนั้นไปกันถึงไหน ปกติยังเห็นมีมาบ่นๆ ให้ฟัง”

“พี่ไม่เล่าเพราะไม่มีอะไรต่างหาก พี่ไปชี้จุดที่พบศพน้องชายเขานะ ไม่ใช่ว่าไปออกเดทกันสักหน่อย”

“ฮึ ไม่รู้ละค่ะ เกลดูไม่ผิดหรอก งานนี้ต้องมีอะไรในกอไผ่” ผู้เป็นน้องโต้กลับ ก่อนจะตัดบท ต่อคำกึ่งอ้อนกึ่งแกล้ง “แต่พี่พราวไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร เอางี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวเกลเข้าไปหาพี่พราว พี่พราวก็ชวนแอรอนให้เกลด้วย แล้วเกลจะไม่ตอแยเรื่องพี่พราวกับคุณศิรัช นะคะ นะคะ นะคะ”

พราวพัชร์ยังไม่ทันตอบด้วยซ้ำ ฝ่ายนั้นก็ตัดสายไปแล้ว ทิ้งให้เธอทำได้แค่ลดโทรศัพท์ลงจากหู ส่ายหน้าและหัวเราะออกมา

ในเมื่อกิรณามัดมือชกกันแบบนั้น แล้วเธอจะทำอะไรได้

เธอต่อสายหาแอรอน แต่ฝ่ายนั้นไม่รับโทรศัพท์ เป็นได้ว่าเขาอาจติดประชุมหรือติดธุระอะไรบางอย่าง หญิงสาวจึงเพียงโคลงศีรษะ ตัดสาย น้องสาวเธอคงผิดหวัง…แต่นั่นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ถ้ากิรณาสนใจแอรอนจริงๆ เธอจะหาทางเป็นสื่อกลางให้น้องอีกที

สิบนาทีให้หลัง ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็เดินผ่านประตูโถงชั้นล่างของศูนย์นิติวิทยาศาสตร์เข้ามา แลดูสะสวยคล่องแคล่วและเฉิดฉายอย่างเคย เจ้าตัวยิ้มร่าเมื่อเห็นหน้าเธอ ก่อนจะปรี่เข้ามาจับมือเกือบเป็นลาก

“พี่พราวโทรให้เกลรึยังคะ”

“โทรแล้ว แต่เขาไม่รับสาย”

กิรณามีสีหน้าผิดหวังอยู่ชั่วครู่ ก่อนดวงตาสวยคู่นั้นจะหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าที่ทำให้พราวพัชร์สงสัยว่าเจ้าตัววางแผนอะไรอยู่อีก แต่แล้วผู้อ่อนวัยกว่าก็ยักไหล่ เรียกรอยยิ้มกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเอ่ยปนกระเซ้า

“แน่นะคะพี่พราว ไม่ใช่แอบหวงแล้วกันท่าเกลนะ”

“ถ้าพี่หวงพี่ก็บอกไปแต่แรกแล้ว เกลก็รู้อยู่ว่าพี่เล่นลูกไม้กับใครเขาไม่เป็น ว่าแต่เกลเถอะ ทำหน้าเจ้าเล่ห์แบบนี้มีแผนอะไร”

“ไม่มี้ ไม่มีค่ะ”

แม้จะปฏิเสธ แต่ประกายตาของเจ้าตัวพราววิบวับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และพราวพัชร์ก็ได้แต่เอียงคอมองน้องสาวของตนอย่างเอ็นดูปนเหนื่อยใจ

“แอรอนเป็นคนดี อย่าเห็นเขาเป็นแค่ของเล่นล่ะ”

“โอ๊ย พี่พราว พูดเหมือนเขาเป็นกระต่ายน้อยแล้วเกลเป็นหมาป่ายังงั้นแหละ” กิรณาหัวเราะคิกขณะดึงมือเธอ ก้าวผ่านประตูกระจกออกไปด้านนอกตัวอาคาร ตรงไปยังรถที่จอดไว้ในลานจอด “แอรอนเขาเป็นเอฟบีไอนะคะ แล้วก็แก่กว่าเกลตั้งกี่ปี”

คนเป็นพี่แค่ส่ายหน้ากับคำพูดนั้นโดยไม่ต่อความ เพียงตามน้องสาวขึ้นรถไป ปล่อยให้ฝ่ายนั้นพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยขณะขับออกจากลานจอด ความคิดเธอลอยกลับไปยังศิรัชและคดีฆาตกรรมน้องชายเขาอีกครั้ง แม้ทางสำนักงานสอบสวนกลางอาจยังไม่สรุปแบบนั้น แต่เธอแน่ใจว่ามันเป็นการฆาตกรรม

บางทีเธออาจควรลองติดต่อศิรัช เขาอาจมีข้อมูลที่ช่วยเธอได้

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กระชากเธอออกจากภวังค์ความคิด หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าและเห็นว่าคนที่โทรมาคือแอรอน เขาอาจเสร็จธุระแล้วและโทรกลับมาถามว่าเธอโทรหาเขาทำไม พราวพัชร์ปาดนิ้วรับสาย กำลังจะยกโทรศัพท์ขึ้นข้างหูตอนที่แรงเบรกของรถทำให้โทรศัพท์พลัดหลุดจากมือลงไปแอ้งแม้งอยู่ปลายเท้า แต่โชคดีที่เหมือนมันจะไม่เสียหาย อย่างน้อยก็เมื่อดูจากภายนอก

“เกล เบรกเบาๆ หน่อยก็ได้”

หญิงสาวบ่นพร้อมกับโน้มตัวลง เอื้อมมือออกคว้าโทรศัพท์ วินาทีนั้นเองที่หูเธอได้ยินเสียงเปรี้ยงดังลั่นซ้ำๆ ขึ้นข้างหู

สมองของพราวพัชร์เหมือนจะช็อตไปชั่ววูบ เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเพียงเสียงน้องสาวหวีดร้องดังลั่น สิ่งที่เธอเห็นเมื่อเงยหน้าขึ้นก็คือกระจกรถฝั่งที่ตนนั่งรวมถึงกระจกหน้าซึ่งแตกเปรียะเป็นใยแมงมุมซ้อนกัน และ…รูกระสุน?

“พี่พราว!”

เสียงเรียกชื่อดังมาจากข้างตัวพร้อมกับมือเย็นเฉียบของผู้เป็นน้องซึ่งวางลงบนท่อนแขน พราวพัชร์หันไปมองหน้าขาวเผือดของกิรณา เห็นความช็อกในดวงตาที่เบิกกว้างของอีกฝ่าย และสิ่งที่เธอเห็นถัดจากนั้นก็ทำให้โลกของเธอหยุดหมุนไปชั่วอึดใจ การรับรู้ของเธอตีวงแคบลง…เหลือเพียงสีแดงฉานในกรอบสายตา สีแดงอันซึมเป็นวงกว้างบนเนื้อผ้าที่คนตรงหน้าสวม

เลือด?

ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพอดีตวัยเยาว์เหมือนคลื่นที่ถาโถมเข้าใส่เธอ ซ้อนทับขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ โลหิตสีแดงสดอันอาบย้อมพื้นพรมสีน้ำตาลในห้องนั่งเล่นจนชุ่มโชกไปหมด เปรอะชายกระโปรงสีขาวเมื่อเธอก้าวออกจากที่ซ่อนและทรุดตัวลงนั่งอย่างเข่าอ่อน เลอะไปทั่วมือน้อยๆ ไม่ว่าจะสัมผัสลงตรงจุดไหน

สีแดงฉานนั้นคอยหลอกหลอนเธอทั้งยามหลับตา…ลืมตา…หลายต่อหลายปีนับจากวันนั้น เตือนให้คิดถึงคนสำคัญที่จากเธอไปตลอดกาลโดยเธอไม่อาจทำสิ่งใดแม้แต่ขยับตัว

ลมหายใจร้อนผ่าวอัดแน่นอยู่ในปอด พราวพัชร์รู้สึกเหมือนตนเองจะหายใจไม่ออก

แต่วันนี้เธอไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกต่อไปแล้ว เธอจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์หวนซ้ำรอย เธอจะไม่ยอมเสียใครไปอีก ถ้ายังพอมีความสามารถจะแก้ไขอะไรได้

ความคิดนั้นเองที่เรียกเสียงกรีดแหลมให้หลุดจากปากเธอไป

“ช่วยด้วยค่ะ น้องสาวฉันถูกยิง!”

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

Don`t copy text!