ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 13 : คนที่รอด คนที่เจ็บ

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 13 : คนที่รอด คนที่เจ็บ

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-13-

 

“คุณว่าอะไรนะคะ”

หญิงสาวตั้งคำถามกลับไปอย่างฉงน ความไม่สบายใจเล็กน้อยคืบคลานเข้ามา ใครกันที่เขาบอกว่าเขาสนใจทั้งที่ไม่ควรสนใจ?

“เปล่า ผมพูดกับตัวเองน่ะ”

แอรอนหันมา กระตุกมุมปากคล้ายจะยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มฝืดฝืนเหมือนพยายามกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง ในชั่วอึดใจนั้นเธอเห็นรอยอารมณ์แวบผ่านดวงตาเขา มันดูคล้ายความผิดหวัง

พราวพัชร์จ้องเขาอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อไม่เห็นความผิดปกติอื่นใดอีก เธอก็ยกมือขึ้นลูบหน้า

…เธอคงเหนื่อยจนคิดมากเกินไป…

“คุณแน่ใจนะว่าคุณจะไม่กลับไปบ้านก่อน”

“ค่ะ”

“อยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนต่อไหม ถ้าไม่ ผมว่าผมจะไปคุยกับตำรวจที่ดูแลคดีนี้สักหน่อย เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม”

“ไปเถอะค่ะ ฉันอยู่ได้ ถ้ายังไงฉันฝากตามเรื่องด้วยนะคะ” หญิงสาวมองลูกพี่ลูกน้องผู้ยังหลับอยู่ใต้ฤทธิ์ยา ก่อนจะเม้มปากเข้าเล็กน้อย “ฉันไม่อยากให้คนก่อเรื่องนี้ลอยนวลไป”

“ครับ มีอะไรก็โทรหาผมได้นะ”

ชายหนุ่มบอกเป็นประโยคสุดท้ายพร้อมเอื้อมมือมาแตะแขนเธอเหมือนปลอบ ก่อนจะชักมือออกและหมุนตัว ก้าวออกจากห้องไป

เวลาผ่านไปอีกนานแค่ไหน พราวพัชร์ก็ไม่แน่ใจนัก เธอรู้เพียงเธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมครู่ใหญ่ จ้องดูน้องสาวอยู่เช่นนั้นกับความรู้สึกผิดอันแล่นขึ้นมาเป็นระลอก มันทำให้เธอปวดมวนท้องขึ้นมาจนต้องเอาแขนทั้งสองไขว้กดเอาไว้ หลับตาลงชั่วขณะ

ภาพเลือดสีแดงฉานย้อนกลับคืนมาหลังม่านตาเธออีกครั้ง ปะปนซ้อนทับระหว่างภาพอดีตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนกับภาพที่เธอเห็นสดๆ ร้อนๆ ในวันนี้ ทำไมเธอต้องพบเหตุร้ายแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมเธอเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเป็นอะไร ไม่เคยได้แผลแม้แต่ปลายก้อย

ทำไมคนเจ็บวันนี้ต้องเป็นกิรณา แล้วเธอจะมองหน้ากัลยาได้อย่างไร

เสียงประตูเปิดออกและเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้องทำให้เธอสะดุ้ง ลืมตาขึ้นมอง สิ่งที่ผ่านเข้ามาในสมองแวบแรกคือความสับสน เธอคิดว่าจะได้เห็นผู้เป็นน้า แม้ดูเหมือนจะเร็วเกินไปที่ฝ่ายนั้นจะเดินทางมาถึง

ทว่าภาพที่เธอเห็นคือศิรัช เขาหยุดเท้าลงห่างจากเธอไปห้าหรือหกก้าว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนแกมทองมองตรงมา สบตาเธอนิ่งอยู่ชั่วครู่

ในชั่วขณะนั้น สัญชาตญาณทุกอย่างในตัวกระตุ้นเร้าให้เธอโผเข้าไปหาเขา โอบกอดเขาไว้ให้แน่นและซุกหน้าลงกับอกกว้าง เข้าไปในอ้อมแขนซึ่งจะทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ทำให้เธอลืมความเจ็บปวดทั้งหมดที่รู้สึกอยู่ ฟังเสียงทุ้มที่จะบอกเธอว่าไม่เป็นไร เขาจะปัดเป่าปัญหาทุกอย่างออกไปเอง

แต่…นั่นเป็นแค่ความฝันเฟื่องเหลวไหลไม่ใช่หรือ เธอไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหน เขากับเธอต่างจากคนแปลกหน้าเพียงนิดเดียวเท่านั้น อะไรทำให้เธอคิดว่าเขาจะโอบกอดเธอไว้ และเขาจะแก้ปัญหาอะไรให้เธอได้

ปัญหาส่วนหนึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาเดินเข้ามาในชีวิตเธอด้วยซ้ำ

“คุณโอเคหรือเปล่าครับ”

คำถามแรกที่ออกจากปากเขาทำให้พราวพัชร์อดหัวเราะออกมานิดหนึ่งไม่ได้ สภาพเธอคงแย่พอดูถ้าแอรอนเอาแต่พยายามไล่เธอกลับบ้าน และศิรัชถามอาการของเธอก่อนถามถึงคนเจ็บที่อยู่บนเตียง

“คงงั้นมั้งคะ ยังไงฉันก็ไม่ใช่คนที่ถูกยิงนี่”

หางเสียงเธอปนร่องรอยประชดตัวเองอย่างที่ทำให้ชายหนุ่มนิ่วหน้า แต่เขาไม่ได้พยายามปลอบโยนหรือบอกว่าเธอไม่ควรรู้สึกผิด เพียงแค่เอ่ยสั้นๆ

“เหมือนที่ผมไม่ใช่คนที่ถูกฆ่าน่ะหรือ”

ประโยคนั้นราบเรียบ เกือบปราศจากอารมณ์ ทว่ามันทำให้พราวพัชร์รู้สึกจุกขึ้นมาได้ทันควัน โดยเฉพาะเมื่อศิรัชเอ่ยต่อเสียงเนิบ “คุณว่าผมไม่เคยคิดหรือว่าทำไมผมเป็นคนที่รอด แล้วศรุตเป็นคนที่ตาย”

จริงสิ น้องชายของศิรัชเพิ่งถูกฆาตกรรม…คดีที่ยังสางไม่ออก หาตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้ เธอไม่ใช่คนเดียวที่คนใกล้ตัวประสบชะตากรรมน่าเศร้า

และสำหรับเขา ศรุตจะไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาอีก ต่างจากกิรณา

“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดไม่คิดถึงความรู้สึกคุณ”

“ผมแค่จะบอกว่าผมเข้าใจ” ดวงตาสีอำพันสบตาเธอนิ่ง…นาน และเป็นครั้งแรกที่พราวพัชร์สัมผัสได้ถึงห้วงเวลานับศตวรรษที่เขาผ่านมา หลายร้อยปีซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียนับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงครั้งล่าสุดนี้ “มันธรรมดาที่จะรู้สึกผิด ธรรมดาที่จะเจ็บปวด แค่เราเป็นคนที่รอด ไม่ได้แปลว่าเราไม่เป็นไร”

“ฉันอยากให้ตัวเองทำอะไรได้มากกว่านี้” หญิงสาวบอก “ถ้าฉันรู้ ฉันคงไม่ออกไปกับเกล คงบอกเกลว่าไม่ต้องมาหา”

“ถ้าทุกคนเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า โลกนี้คงไม่เคยมีเหตุร้าย”

“นั่นสินะคะ”

เธอเงียบไปชั่วขณะ และชายหนุ่มก็มองเธออยู่อีกครู่ด้วยสายตาพินิจ ก่อนจะกวาดตาไปรอบห้อง

“คุณน้าคุณล่ะครับไปไหน ผมคิดว่าจะเจอคุณแก้ว”

พราวพัชร์อธิบายให้เขาฟังแบบเดียวกับที่บอกแอรอนเรื่องที่กัลยาไปมิชิแกน แล้วจึงต่อคำ “ฉันจะอยู่รอจนกว่าน้าแก้วจะมาก่อนค่ะ แล้วค่อยกลับบ้านไปพัก ฉันไม่อยากปล่อยเกลไว้คนเดียว”

“ผมเข้าใจ แต่คุณดูเหนื่อยๆ” ศิรัชมองเธออีกครั้ง ก่อนจะถอนใจ นั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับที่แอรอนนั่งก่อนนี้ “เอาเถอะครับ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าน้าคุณจะมา”

“อย่าเลยค่ะ ฉันไม่อยากรบกวนคุณขนาดนั้น”

“ไม่ได้รบกวนตรงไหน ผมเต็มใจ แล้วหลังจากเรื่องที่เกิด ผมก็ไม่อยากทิ้งคุณไว้คนเดียวเหมือนกัน” เขาบอก “เรายังไม่รู้ชัดว่าใครเป็นคนลงมือ เพราะอะไร อย่างน้อยถ้าได้อยู่ที่นี่จนกว่าจะเจอคุณแก้ว ผมจะสบายใจกว่า”

“คุณคิดว่าจะมีใครย้อนกลับมาทำร้ายเราหรือคะ ฉันว่าคนร้ายคงไม่กล้ามาก่อเรื่องในโรงพยาบาลอีกหรอกค่ะ แค่ที่ยิงกันในเมืองแบบนี้ก็อุกอาจมากแล้ว”

“ก็ไม่น่ามีใครกล้าทำอะไรหรอกครับ โดยเฉพาะเมื่อเซธมาแสดงตัวที่นี่แบบนั้น ไม่ว่าใครวางแผนเรื่องนี้ อย่างน้อยก็น่าจะเกรงเขาอยู่บ้าง” ชายหนุ่มว่า “แต่ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ผมไม่ได้ต้องรีบร้อนไปทำอะไร”

“ตกลงคุณตั้งใจอยู่เป็นบอดี้การ์ดให้ฉันหรือคะนี่”

หญิงสาวพูดติดตลก แต่สีหน้าของชายหนุ่มกลับเปลี่ยน ดูเคร่งขึ้นเล็กน้อยเมื่อตอบ

“ผมไม่อยากหันหลังไปแล้วได้ยินข่าวแบบที่ได้ยินวันนี้อีก หลายครั้งเกินไปแล้วที่เรื่องร้ายเกิดตอนผมไม่ทันสนใจ ตอนผมประมาทว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น”

“หลายครั้งหรือคะ”

“อย่างตอนที่เกิดเรื่องกับศรุต”

…แต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงและแววตาเขาเหมือนจะบอกว่าสิ่งที่อยู่ในใจเจ้าตัวไม่ใช่เพียงเรื่องนั้น…

ความฉงนทำให้หญิงสาวเอียงคอมองเขานิดหนึ่ง ทว่าดูไม่เหมือนว่าเธอจะได้คำตอบอะไรเพิ่มเติม พราวพัชร์จึงเพียงพยักหน้า เอ่ยเสียงอ่อน

“งั้นก็ขอบคุณนะคะ ดีเหมือนกัน เพราะฉันก็อยากคุยกับคุณเรื่องผลแล็บ”

“ผลแล็บอะไรครับ”

“ผลการตรวจสารตกค้างในตัวน้องชายคุณไงคะ ฉันพบยาจิตเวชในตัวเขา แล้วก็สารที่ระบุไม่ได้ว่าคืออะไร…”

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“กินยารึยังลูก พราว”

เสียงเอ่ยห่วงใยปนตะล่อมดังมาจากหน้าห้องนอน พร้อมกับที่ประตูเปิดออกดังแอ๊ด เรียกให้เด็กหญิงตัวน้อยวัยหกขวบผู้นั่งขัดสมาธิอ่านหนังสือนิทานสีสดสวยอยู่บนเตียงเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นบิดาพลางย่นจมูก เธอยกแขนทั้งสองขึ้น โอบรอบคอคนเป็นพ่อขณะเขาอุ้มเธอลอยขึ้น พูดเสียงขันๆ

“เบี้ยวอีกแล้วสิเรา พ่อบอกแล้วไงว่าต้องกินทุกวัน”

“แต่พราวไม่ชอบยานั่นนี่คะ” เด็กหญิงทำปากยื่น “มันขม พราวไม่ชอบ ไม่ชอบ ไม่ชอบ”

“ยาไม่ใช่ขนมนี่นา” มือใหญ่ยกขึ้นมา ขยี้จมูกเธอเบาๆ เหมือนมันเขี้ยว “ไม่เอาน่า ลูก อย่างอแง”

เด็กหญิงพราวพัชร์ซุกหน้าลงกับไหล่บิดา กอดคออีกฝ่ายแน่นขึ้น สูดกลิ่นอาฟเตอร์เชฟจางๆ ที่คุ้นเคยพลางพูดอู้อี้

“ไม่รู้ละค่ะ พราวไม่ชอบ กินแล้วพราวไม่สบาย เพื่อนพราวไม่เห็นมีใครต้องกินอะไรแบบนี้เลย”

“พราวก็รู้ว่าพราวไม่เหมือนเพื่อนๆ”

เสียงห้าวนั้นปนถอนใจยามเขานั่งลงบนเตียง หย่อนลูกสาวลงนั่งข้างๆ และหยิบขวดยากับช้อนขึ้นมาจากโต๊ะหัวเตียง “มามะ เดี๋ยวพ่อป้อน จริงๆ โตขนาดนี้ก็ไม่น่าต้องให้พ่อมาคอยกำกับเลยนะ”

“พราวไม่กิน!”

น้ำในแก้วที่วางอยู่บนหัวเตียงกระฉอกสูงขึ้นมาพร้อมกับการสะบัดเสียงของเธอ เป็นแรงดีดที่ทำให้แก้วน้ำคว่ำตกพื้นลงดังเพล้ง เศษแก้วกระจายไปทั่ว เด็กหญิงสะดุ้ง หลับตาวูบลงอย่างตกใจ และอึดใจถัดมา เมื่อเธอลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นก็คือห้องผนังสีครีมที่เธอไม่คุ้นตา จมูกเธอได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อ

…โรงพยาบาล เธอไม่ใช่เด็ก นั่นเป็นเพียงความฝัน เพียงภาพอดีตที่ผ่านไปนานแล้ว…

ความทรงจำหวนกลับคืนมาพร้อมกับการตระหนักรู้นั่น คนร้ายที่พยายามฆ่าเธอ กิรณาซึ่งต้องมารับเคราะห์บาดเจ็บแทนเธอ…

“ตื่นแล้วหรือ พราว”

“น้าแก้ว!”

หญิงสาวยันกาย ลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟาตัวแคบที่เธองีบหลับอยู่ เบิกตากว้างมองผู้เป็นน้าผู้ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เธอยังอยู่ในชุดเปื้อนเลือดที่สวมตอนเกิดเหตุ แต่เข็มบอกเวลาบนนาฬิกาแขวนผนังที่เธอเหลือบมองเคลื่อนไปแล้วหนึ่งชั่วโมง และเธอก็ไม่ได้นั่งอยู่ที่เดิม

สิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้ก่อนผล็อยหลับไปคือตนเองนั่งเฝ้ากิรณาอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เธอเล่าเรื่องสารปริศนาที่พบในตัวศรุตให้ศิรัชฟัง และเขาก็ยอมรับว่าตามปกติแล้ว ยาจิตเวชสองตัวที่เธอพบไม่ควรส่งผลใดๆ ต่อนาคอย่างศรุต และเป็นไปได้ที่สารที่เธอระบุไม่ได้จะเป็นกุญแจสำคัญของคดี

พราวพัชร์จำได้ว่าเธอมองหน้าเขาและรู้สึกชัดว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ เธอรู้สึกเหมือนเขารู้…หรืออย่างน้อยก็เดาได้ว่าสารปริศนาตัวนั้นคืออะไร ทว่าศิรัชกลับปิดปากเงียบเมื่อเธอพยายามตะล่อมถาม พูดเพียงว่าเธอยังไม่ต้องกังวล เขาแค่ยังมีเรื่องให้ต้องคิดต่อ และไม่อยากฟันธงอะไรตอนที่ยังไม่แน่ใจ

แต่แม้เธอจะขัดใจกับการปิดปากสนิทของเขาและไม่แน่ใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทุกอณูของจิตใต้สำนึกเธอกลับรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายลงเมื่อเขาอยู่ใกล้ๆ และคงเพราะอย่างนั้น เมื่อผ่านไปชั่วครู่…ร่างกายเธอจึงยอมจำนนให้ความเหนื่อยอ่อนและโงกหลับคาเก้าอี้ไปโดยไม่รู้ตัว

ศิรัชอุ้มเธอมานอนบนโซฟา?

หญิงสาวหน้าร้อนซู่ขึ้นเมื่อคิดถึงภาพนั้น

“น้าแก้วมาถึงนานหรือยังคะ พราวไม่รู้เรื่องเลย แล้วคุณศิรัชล่ะคะ”

“น้าเพิ่งมาจ้ะ แล้วเขาก็เพิ่งกลับไปเมื่อกี้เอง”

เสียงของกัลยายังคงนุ่มนวล อ่อนโยน แต่เมื่อเธอเงยหน้ามอง พราวพัชร์ก็รู้สึกได้ว่าน้าสาวของเธอเหมือนแก่ลงสิบปีในเวลาเพียงวันเดียว ซึ่งจะแปลกอะไร ในเมื่อลูกสาวคนเดียวของเธอเพิ่งเดินเฉียดประตูมรณะมาหมาดๆ

“เกล…ฟื้นหรือยังคะ”

กัลยาส่ายหน้า ริมฝีปากเม้มเข้าเล็กน้อย และความรู้สึกผิดรุนแรงก็แล่นเข้าเกาะกินใจพราวพัชร์อีกครั้ง เธอเบือนหน้าหนี หันไปมองลูกพี่ลูกน้องผู้ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง

“พราวขอโทษที่ทำให้น้องเจ็บ…”

“พราวไม่ได้ ‘ทำ’ ให้น้องเจ็บ มันไม่ใช่ความผิดของพราว”

“ใช่สิคะ แม้แต่แอรอนก็ยอมรับว่าเขาคิดว่าคนที่เป็นเป้าของคนร้ายคือพราว เกลคงไม่โดนอะไรอย่างนี้เลยถ้าไม่มาหาพราว ถ้าไม่อยู่กับพราวตอนนั้น” หญิงสาวส่ายหน้า “นี่ถ้าพราวแลกตัวเองกับเกลได้…”

“ฟังนะ” กัลยายกมือขึ้นประคองใบหน้าเธอ ตะล่อมให้หันกลับไป เสียงเอ่ยยังคงปรานี สม่ำเสมอ ดวงตาสีดำอ่อนโยนสบตาเธอแน่วนิ่ง ราวกับจะให้รู้สึกถึงความจริงใจในทุกคำพูด “น้าเสียใจเรื่องเกล แต่น้าไม่ดีใจหรอกนะถ้าเป็นพราวที่อยู่บนเตียงนั่น หรือในห้องเก็บศพ น้าฟังเรื่องจากคุณศิรัช โชคดีแค่ไหนแล้วที่พราวก้มลงไปตอนนั้น ไม่อย่างนั้นพราวอาจจะไม่ได้แค่บาดเจ็บ”

“พราวรู้ค่ะว่าตัวเองโชคดี แต่พราวไม่ควรเป็นคนที่โชคดี เหมือนที่เกลไม่ควรเป็นคนที่โชคร้าย” เสียงเธอพร่าไปเล็กน้อย “บางทีพราวอาจควรไปจากที่นี่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพราว จะได้มีแค่พราวคนเดียว ไม่ต้องมีใครมาเดือดร้อน…”

คำพูดของเธอขาดหายไปในคอเมื่อกัลยาดึงเธอเข้าไปกอดแน่นจนหายใจแทบไม่ออก เสียงกระซิบริมหูหนักแน่น ดุดัน

“น้ารักพราวไม่ต่างจากเกล พราวก็เหมือนลูกคนหนึ่งของน้า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพราว น้าก็เจ็บเท่ากัน อย่าพูดอะไรแบบนี้ให้น้าได้ยินอีก”

ชั่วขณะนั้น อ้อมแขนของน้าสาวเตือนให้เธอระลึกถึงอ้อมกอดที่เธอได้รับในวัยเยาว์ หลังจากสูญเสียครอบครัวไปอย่างเรียกกลับคืนมาไม่ได้ กัลยาบินด่วนจากอเมริกากลับไปประเทศไทยทันทีที่รู้ข่าว และเมื่อเห็นหน้าเธอเป็นครั้งแรก น้าเธอก็คุกเข่าลง อ้าแขนโอบกอดเธอไว้แน่นราวจะไม่มีวันปล่อยไปแบบนี้

ในวันนั้น เด็กหญิงพราวพัชร์ปล่อยโฮออกมา น้ำตาที่แห้งหายไปหลังเกิดเหตุและไม่เคยหลั่งอีกเลยพรั่งพรูเหมือนทำนบแตก เด็กหญิงสะอื้นจนไม่เหลือเสียงสะอื้น ร้องไห้จนน้ำตาไม่มีจะไหล

พราวพัชร์วันนี้ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว ทว่าเธอก็ยังน้ำตารื้น หญิงสาวอ้าแขนออก โอบกอดกัลยากลับ

“พราวก็รักน้าแก้วค่ะ พราวรักเกล พราวหวังว่าน้องจะไม่เป็นไร”

มือของผู้แก่วัยกว่ายกขึ้นลูบศีรษะเธอ ไม่มีคำตอบหรือคำปลอบประโลมใดๆ

…แต่แค่นั้นก็อาจจะเพียงพอ…

 

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

Don`t copy text!