เกมอาชา บทที่ 4 : Endurance

เกมอาชา บทที่ 4 : Endurance

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

 

สุมิตราคิดว่าเจอแล้ว… สาเหตุที่จอร์เจ็ตต์เจ็บหลัง

หญิงสาวยืนกอดอกมองตั้งแต่จอร์เจ็ตต์ยังอยู่ไกลๆ กระทั่งเข้ามาใกล้ แม็กซ์ที่อยู่บนหลังจอร์เจ็ตต์ มองเธอแวบหนึ่งแล้วเมินไป สุมิตรายังไม่พูดอะไร หันไปอีกทางที่หิรัณย์ขี่เจนิต้าเข้ามาพอดี… อะไรว่าดีแซมก็ว่าดี หิรัณย์ดูดีมากจริงๆ ตอนอยู่บนหลังม้า จังหวะยกตัวของเขาถูกต้องซึ่งมันไม่ได้แค่ทำให้เขากับม้าดูราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่มันยังช่วยให้ม้าไม่บาดเจ็บ

มนุษย์หลายคนมักลืมไป หลังยาวๆ ของม้าเกิดขึ้นเพื่อรับน้ำหนักของลำไส้ ไม่ใช่เพื่อให้คนใส่อานขึ้นขี่ แต่ถ้าคิดจะขี่แล้ว ก็ควรทำให้ตัวเองเป็นภาระของม้าให้น้อยที่สุดแบบที่หิรัณย์กำลังทำ

 สุมิตรายิ้มให้เจนิต้า เมื่อหิรัณย์พามาหยุดอยู่ตรงหน้า ยกมือขึ้นลูบหน้าก่อนก้มลงไปจูบและเกือบหน้าทิ่ม… เพราะหิรัณย์พาเจนิต้าถอยหนี บอกเธอเสียงเรียบหลังลงจากหลังม้าแล้ว

“เคารพพื้นที่ม้าด้วย”

สุมิตรากลอกตาขึ้นข้างบน หันหลังเดินไปยังคอกของจอร์เจ็ตต์ บอกผู้ฝึกให้พาจอร์เจ็ตต์ไปกินน้ำแล้วประคบเย็น หันมาทางแม็กซ์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “ฉันคิดว่ารู้สาเหตุที่จอร์เจ็ตต์เจ็บหลังแล้ว”

แม็กซ์หน้านิ่ว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังออกว่าไม่ได้สนใจนัก “อะไร”

“คุณ”

นั่นเองแม็กซ์จึงดูสนใจสุมิตราขึ้นมา ทว่าด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรนัก “หมายความว่าไง”

“คุณไม่ยกตัว ไม่ยืนโกลน คุณปล่อยตัวเองกระแทกหลังม้า น้ำหนักคุณกี่ปอนด์”

แม็กซ์ไม่ตอบ และสุมิตราก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ บอกต่อ “คุณกับม้าเป็นทีมเดียวกัน อย่าเอาเปรียบม้าสิ”

แม็กซ์หน้าตึง ถามกลับทันที “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการขี่ม้าบ้าง”

แบบนี้สุมิตราก็เคยเจอมาแล้ว… บางคนไม่รู้ว่าเธอเคยเป็นนักกีฬาขี่ม้ามาก่อน พอพูดเรื่องการขี่ม้าก็มักเจอคำถามแนวนี้ “รู้พอจะบอกคุณแบบเมื่อกี้ หรือที่ฉันพูดมันไม่จริง”

แม็กซ์มองหน้ากับสุมิตราอยู่อย่างนั้น ไม่พูดอะไร ซึ่งสุมิตรารู้ว่าเขาเถียงไม่ออกเพราะรู้ดีแก่ใจว่าเธอพูดจริง หญิงสาวยืนนิ่งอยู่พักตอนแม็กซ์เดินห่างไปโดยไม่พูดอะไร รู้สึกเลยว่าเขาต่อต้านเธอซึ่งจะให้สนใจมากกว่านี้ก็เสียเวลาเกินไป สุมิตราเข้าไปในคอก ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจให้จอร์เจ็ตต์ ดึงผิวหนังดูว่าคืนตัวเร็วช้าเพียงใด ยืนเล่นกับจอร์เจ็ตต์รอเวลาให้การประคบเย็นเสร็จสิ้นเพื่อจะได้ตรวจดูกล้ามเนื้อจุดที่มีปัญหาต่อ

“หมอพูดอะไรกับแม็กซ์”

สุมิตราหันไปทางหิรัณย์ที่ยืนอยู่ด้านนอกของคอกจอร์เจ็ตต์ ตอบเสียงเรียบ “พูดความจริง”

“คงจริงน่าดู แม็กซ์ขอให้เปลี่ยนทีมเว็ต”

คือขอให้เปลี่ยนเธอออกนั่นแหละ… สุมิตราคิดแค่แวบเดียวก็ตอบได้ “แล้วแต่คุณ”

“ผมต้องรู้ก่อนว่าหมอพูดอะไร”

สุมิตราหันมาประจันหน้ากับหิรัณย์ มีเพียงผนังคอกกั้น “จอร์เจ็ตต์เจ็บหลังเพราะการขี่ของแม็กซ์”

หิรัณย์นิ่งไป ดวงตาหลุบลงมีท่าทีครุ่นคิด ก่อนบอก “ก่อนหน้านี้แม็กซ์เจ็บเข่า เพิ่งกลับมาฟิตร่างกายเมื่อเดือนก่อน คงอยากเก็บแรงไว้แข่ง”

“โดยทำให้ม้าเจ็บก่อนแข่งเหรอ” พอเห็นเขาเงียบ สุมิตราก็บอกต่อ “ก็แล้วแต่คุณ”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรานิ่ง ท้ายสุดก็บอกไป “หน้าหมอนี่ไม่แล้วแต่เลยนะ”

สุมิตรายักไหล่ “ม้าเจ็บหมอก็ต้องรักษา มันเหนื่อย แต่มันม้าคุณไง จริงๆ แล้วถ้าด้วยสาเหตุนี้ จอร์เจ็ตต์คงลงแข่งได้จนจบแหละ สี่สิบกิโลฯ เอง หลังจากแข่งเสร็จถ้าได้พักก็หาย ถ้าแม็กซ์กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม กลับมาขี่แบบไม่เอาเปรียบม้าได้เมื่อไร ปัญหานี้ก็จบ”

“ผมก็คิดแบบนั้น เลยไม่ได้ว่าอะไร”

แหม… ทีตอนเห็นเธอขี่มูนสโตนเล่นๆ ยังแซะเธออยู่เลย สุมิตราอดค้อนเขาไม่ได้ ก่อนเสนออีกหนึ่งทางเลือก “แลกม้าสิ เจนิต้าตัวใหญ่กว่าจอร์เจ็ตต์ รับน้ำหนักได้มากกว่า ดูจากโครงแล้วคุณน่าจะเบากว่าแม็กซ์ คุณไปขี่จอร์เจ็ตต์แทน”

ดูหน้าก็รู้ว่าเขาไม่ยอม แสดงว่าเจนิต้านี่ม้ารักแหง

“เดี๋ยวลองคุยให้แม็กซ์ขี่ฟีโอน่า”

ฟีโอน่าเป็นม้าตัวใหญ่กว่าจอร์เจ็ตต์เช่นกัน แต่จากการที่เธอได้ใกล้ชิดมาสามวัน “ฟีโอน่าฉลาด ไม่ยอมให้แม็กซ์เอาเปรียบง่ายๆ หรอก… วันก่อนหมอลองขึ้นยังโดนลองของเลย”

แรกเริ่มสุมิตราคิดว่าฟีโอน่าเป็นม้าทึบน่อง คือต้องกระตุ้นหนักๆ ถึงจะยอมไป แต่พอกระตุ้นหนักเข้าก็ทำท่าจะสลัดเธอตกจากหลังเสียอย่างนั้น สุมิตราขี่ม้ามาหลายตัว ตั้งแต่ตอนเรียนขี่ม้าใหม่ๆ เลยด้วยซ้ำ เรื่องมันเริ่มจากเธออยากไปเรียนขี่ม้า แต่แม่จะไม่ยอมให้เธอไปเรียนถ้าไม่มีเพื่อนไป จึงชักชวนเพื่อนๆ ให้ไปด้วยกัน ผลปรากฏว่าม้าที่ใช้สอนมีไม่พอสำหรับทุกคน เพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่เรียนแล้วตัวเองจะอดด้วย สุมิตราจึงยอมเสียสละไม่ใช้ม้าตัวเดิมในการเรียน แต่เวียนม้าตัวที่ว่างในชั่วโมงเรียนไปเรื่อยๆ ขณะคนอื่นได้ม้าตัวเดิมทุกครั้ง

ข้อเสียคือในช่วงเริ่มต้นสุมิตราเป็นช้ากว่าคนอื่นมาก เพราะม้าแต่ละตัวมีพฤติกรรมการรับคำสั่งไม่เหมือนกัน มันเหมือนเธอต้องทำความรู้จักม้าก่อนทุกครั้งว่าม้าตัวไหนต้องกระตุ้นแบบไหนถึงจะไป ข้อดีคือ หลังจากนั้นเธอขี่ม้าตัวไหนก็ได้ ดูม้าค่อนข้างแม่นว่าม้าตัวไหนต้องการอะไร ชอบหรือไม่ชอบแบบไหน

และรู้ว่ามันมีม้าบางตัวที่ฉลาดเป็นกรดและเจ้าเล่ห์เหลือร้าย ชอบทดสอบว่าคนที่ขึ้นหลังตัวเองมีดีแค่ไหน ถ้าไม่ดีพอ ไม่แน่พอ ก็ไม่ยอมให้ขี่ อย่างที่ฟีโอน่าเป็นนี่แหละ หลังจากสุมิตราไม่ตกจากหลัง ผ่านบททดสอบจากฟีโอน่าไปอีกสองรอบ ฟีโอน่าจึงยอมให้ขี่โดยง่าย เล่นเอาสุมิตราคิดถึงคมเข้มที่คอกแสงฉานขึ้นมาทันที กวนประสาท ท่ามาก เล่นตัว ไม่ยอมให้ขี่ง่ายๆ แต่ถ้ายอมให้ขี่แล้วจัดเป็นม้าฝีเท้าเรียบ ขี่สบายอย่างกับนั่งอยู่บนโซฟา

“หมอก็ขี่ฟีโอน่าได้นี่”

สุมิตรามองหน้าหิรัณย์ พูดหน้าตาเฉย “คุณก็รู้ว่าฉันมันเซียน”

หิรัณย์นิ่งไปนิด หัวเราะหึ ก่อนพยักหน้ายอมรับ แล้วบอกการตัดสินใจของตน “ผมจะไปคุยกับแม็กซ์ก่อน ตอนนี้คนอื่นๆ ในทีมโอเคกับหมอ จะให้ถอดเพราะแม็กซ์คนเดียวคงยาก”

สุมิตรารู้ว่าหิรัณย์พยายามประนีประนอม จึงยอมอ่อนลงด้วยการฝากข้อความ “บอกแม็กซ์ด้วยแล้วกันว่าขอโทษถ้าพูดแรงไป หมอไม่รู้ว่าเขาเจ็บ”

หิรัณย์พยักหน้ารับ ก่อนหันหลังเดินจากไป สุมิตราจึงหันมาดูแลจอร์เจ็ตต์ต่อและได้แต่คิดในใจ จริงๆ เหตุการณ์นี้เธอก็ผิดที่ตัดสินแม็กซ์เร็วไป และอาจเพราะกำแพงที่แม็กซ์ก่อไว้ สุมิตราจึงพูดจากับเขาด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรนัก ความรู้สึกที่มีต่อกันเลยยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่ เธอจะถือเอาครั้งนี้เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ควรจำไว้เพื่อปรับปรุงตัวเองแล้วกัน…

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าหิรัณย์ไปคุยกับแม็กซ์อย่างไร แต่สุมิตราก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อกระทั่งวันแข่งขันกำลังมาถึงพรุ่งนี้ หลังจากพาม้าไปวิ่งเรียบเพื่อให้สัตวแพทย์ประจำการแข่งขันตรวจม้า (Trot up) แล้วม้าทุกตัวสามารถเข้าแข่งได้ไม่มีปัญหา ทีมของหิรัณย์จึงแยกย้ายไปกินข้าวเย็นซึ่งส่วนใหญ่จะไปด้วยกัน มีหิรัณย์ที่ขอตัวซึ่งสุมิตราไม่แปลกใจหรอก เขาชอบทำตัวแปลกแยกอยู่เสมอนั่นแหละ แต่ที่น่าเบื่อคือเขาดันเรียกให้เธอไปด้วย แต่จะว่าไปก็ดี เพราะแม้สุมิตราไม่มีปัญหากับการกินข้าวกับคนที่ค่อนข้างแปลกหน้า แต่การกินข้าวกับหิรัณย์ก็ทำให้เธอไม่ต้องเหนื่อยทำหน้ารับแขก และฝีมือเลาะก้างปลาของเขาก็จัดว่ายอดเยี่ยม ตอนนี้เนื้อปลาล้วนชิ้นโตถูกนำมาวางบนจาน โดยคนที่หน้านิ่งประหนึ่งกำลังตึงโบท็อกซ์โดสใหญ่อยู่นั่น ความน่ากินของมันทำให้สุมิตรายิ้ม บอกไปตามความเคยชิน

“ขอบคุณค่ะ”

“ถ้าหมอเป็นอะไรไปเพราะก้างปลา ผมคงหาเว็ตคนใหม่ไม่ทัน”

สุมิตราเหลือบมองหน้าหิรัณย์ ตักปลาอีกชิ้นไปไว้บนจานเขา “แกะต่อค่ะ ไม่ต้องพูด หมออยากอยู่เงียบๆ”

หิรัณย์มองหน้าคนตรงหน้าอยู่หลายวินาที กว่าจะยอมแกะปลาชิ้นใหม่ให้… คิดผิดจริงๆ ที่ชวนมากินร้านอาหารไทย เขาแค่ไม่ได้กินอาหารไทยมาหลายเดือนแล้ว แล้วพอเห็นสุมิตรามันก็อดคิดถึงเมืองไทย คิดถึงอาหารไทยไม่ได้

ทั้งคู่กินข้าวกันท่ามกลางความเงียบอย่างที่สุมิตราต้องการ จนได้เวลาสมควรจึงรีบกลับไปยังที่พักเพื่อประชุมทีม

หลังสมาชิกมาครบ ทั้งทีมจึงเริ่มประชุมเพื่อวางแผนงานทั้งหมด ทีมขี่จะขี่อย่างไร ต้องการรางวัลประเภททีมหรือประเภทเดี่ยว ทีมเซอร์วิสจะประจำจุดให้น้ำอย่างไร ช่างเกือก หมอ ผู้ประสานงาน ทุกคนต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ทีมขี่ม้าของหิรัณย์ลงแข่งทั้งหมดหกคน มีนักกีฬาหน้าใหม่ที่เพิ่งเคยลงแข่งครั้งแรกสองคน หิรัณย์เห็นว่าทั้งคู่กำลังไฟแรง คึกคัก อยากขี่แบบเต็มศักยภาพ จึงวางแผนให้ทั้งคู่เป็นตัวหลอก หรือมีศัพท์ที่เรียกกันว่าเป็น ‘กระต่าย’ คือจะออกตัวแรงและเร็ว เพื่อกระตุ้นให้คู่แข่งเห็นแล้วอาจเกิดความตื่นตกใจ เร่งม้าตาม ซึ่งการแข่งขันเอ็นดูแรนซ์นั้นนอกจากพาม้าไปให้ถึงจุดหมายแล้ว ยังมีการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจและอาการบาดเจ็บของม้าอีกด้วย ดังนั้น แม้จะถึงจุดหมาย แต่ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจไม่ลงอยู่ในมาตรฐานที่กำหนด หรือม้าเกิดอาการบาดเจ็บขึ้น จะถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘อี’ (มาจากคำว่า ‘Eliminated’ แต่การถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน มีภาษาทางการว่า ‘Failed to Qualify’ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน) ซึ่งการเร่งม้าโดยไม่มีความพร้อมมากพอยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการถูกคัดออก

รางวัลประเภทเดี่ยว คือคนที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก ม้าไม่เจ็บ และมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับที่กำหนด สำหรับรางวัลประเภททีมนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าในการแข่งขันแต่ละครั้งกำหนดว่าจะนับกี่คน เช่น ในครั้งนี้กำหนดว่าจะนับสี่คน เท่ากับทีมของหิรัณย์มีคนถูกคัดออกได้เพียงสองคน ถ้าเกินกว่านั้นเท่ากับหมดสิทธิ์ในรางวัลประเภททีม จากนั้นมาดูลำดับการเข้าเส้นชัยเพื่อนับคะแนนอีกที โดยจัดอันดับตามคะแนนรวมของนักกีฬาในทีม

ในบางครั้งหิรัณย์อาจวางแผนให้ได้รางวัลทั้งประเภทเดี่ยวและทีม แต่ในบางครั้งอาจตัดใจไม่เอารางวัลประเภทเดี่ยว เน้นให้เข้าเส้นชัยแบบครบทีมเพื่อให้ได้รางวัลประเภททีมแทน ซึ่งการวางแผนจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการแข่งขัน จังหวะเวลา การวิเคราะห์คู่ต่อสู้ วิเคราะห์ความพร้อมของทีม ความสมบูรณ์ของนักกีฬาและม้า หรือความสำคัญของแมตช์แข่งขันก็มีผล

นอกจากนักกีฬาขี่ม้าแล้ว ที่สำคัญอย่างยิ่งคือทีมดูแลม้า หรือที่เรียกภาษาปากว่าทีมเซอร์วิส ซึ่งจะต้องคอยบริการให้น้ำดื่มกับนักกีฬา รวมไปถึงต้องคอยให้น้ำม้าทั้งน้ำดื่มและน้ำรดตัวเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายด้วย ทีมเซอร์วิสจะต้องคอยประจำอยู่ที่จุดให้น้ำ หรือวอเตอร์พอยต์ ตรงจุดนั้นจะมีอ่างน้ำขนาดใหญ่บรรจุน้ำไว้เต็มเพื่อให้ทีมใช้ แต่นอกเหนือจากนั้นแต่ละทีมจะต้องเตรียมน้ำดื่มไว้สำหรับนักกีฬาของทีมตัวเองด้วย จุดสำคัญอีกจุดที่ทีมดูแลม้ามีบทบาทอย่างมาก คือจุดพักม้าก่อนนำม้าเข้าไปให้สัตวแพทย์ประจำการแข่งขันตรวจ จุดนี้ทีมเซอร์วิสจะต้องช่วยกันคูลดาวน์ม้า สัตวแพทย์ประจำทีมจะต้องตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ และดูความผิดปกติของม้าที่อาจเกิดขึ้น จุดนี้เป็นจุดที่ทั้งกดดันและสนุกมากในความเห็นของสุมิตรา

คนสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการแข่งเอ็นดูแรนซ์ คือสัตวแพทย์ประจำทีมและช่างเกือก ทั้งคู่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์สูง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง จะยิ่งส่งผลดีต่อทีม สุมิตราเคยทำงานร่วมกับช่างเกือกฝีมือดีที่สามารถเปลี่ยนเกือกได้ภายในระยะเวลาไม่เกินห้านาทีมาแล้ว เรียกได้ว่าการต้องเปลี่ยนเกือกม้าระหว่างการแข่งขันไม่ส่งผลกระทบใดๆ เลย ยิ่งเพื่อนร่วมทีมมีความเก่งกาจมากเท่าไร สุมิตราจะรู้สึกว่าการแข่งขันสนุกมากขึ้นเท่านั้น

และใช่… จอร์จ ช่างเกือกที่เก่งกาจคนนั้น อยู่ทีมหิรัณย์นี่แหละ หิรัณย์เองก็เป็นนักกีฬาที่มีทักษะหลายด้าน ฝีมือการขี่ม้าดี ฉลาดทั้งวางเกม เล่นเกม รวมไปถึงการแก้เกม แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าด้วย ใช่ เขาฉลาด อะไรดีสุมิตราก็ว่าดี แต่ความฉลาดของเขาก็มากพอๆ กับนิสัยเสียๆ ของเขานั่นแหละ ชิ

หลังหิรัณย์พูดในส่วนของเขาจบก็โยนมาทางเธอด้วยการถามว่าหมอมีอะไรจะพูดหรือเปล่า เธอจึงร่ายยาวในส่วนของตัวเอง โดยเน้นย้ำเรื่องการให้อิเล็กโตรไลต์กับม้าในวันพรุ่งนี้ซึ่งจะช่วยให้ม้าระบายเหงื่อได้ดี ทำให้ม้ากินน้ำได้ในระหว่างการแข่งขัน ให้ผู้ดูแลระวังเรื่องการใช้ยาของตัวเอง โดยเล่าตัวอย่างประกอบให้ฟังว่าเคยมีครั้งหนึ่ง ผู้ดูแลทายาซึ่งมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ให้ตัวเองแล้วไปจับตัวม้า บังเอิญม้าตัวนั้นเข้าเป็นอันดับที่สองซึ่งต้องจับตรวจโด๊ป ผลปรากฏว่าตรวจเจอสเตียรอยด์ เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตกันไป สุมิตราพูดในส่วนของตัวเองจบแล้วจึงกล่าวขอบคุณแล้วหันไปทางหิรัณย์ พยักหน้าแทนการบอกว่าต้องการพูดแค่นี้

“พรุ่งนี้ปล่อยตัวตีห้า เราเจอกันตอนตีสี่ วันนี้แค่นี้ ราตรีสวัสดิ์”

หิรัณย์พูดเสียงเบา เรียบ กระชับ ทว่าพอจบคำนั้นเร็วชนิดสุมิตรายังไม่ทันขยับตัว บรรดาลูกทีมต่างพากันแยกย้ายหายไปอย่างรวดเร็ว สุมิตราจึงลุกขึ้นยืนก่อนแทบหงายหลังเพราะหิรัณย์รั้งแขนให้นั่งลงเหมือนเดิม หญิงสาวหันขวับมองหิรัณย์ดวงตาคมกริบ กะว่าถ้าเขาไม่มีเหตุผลที่ดีพอในการรั้งเธอเป็นโดนแหวแน่

“แม็กซ์อยากคุยด้วย”

สุมิตราจึงหันไปทางแม็กซ์ที่ยังนั่งอยู่ ก่อนเขาจะหันไปคุยภาษาฝรั่งเศสกับหิรัณย์

“สถานการณ์จะดีขึ้นจริงๆ ใช่ไหม”

สุมิตราเหลือกตามองบน ขณะหิรัณย์ตอบกลับแม็กซ์​เป็นภาษาฝรั่งเศส

“เธอรู้”

เพื่อให้แม็กซ์แน่ใจ สุมิตราจึงหันไปทางแม็กซ์ พูดภาษาที่สามที่พูดได้ด้วยตัวเอง “ฉันฟังออก และพูดฝรั่งเศสได้”

แม็กซ์เลิกคิ้ว ก่อนยักไหล่และพูดกับสุมิตรา “ผมเคยเจอคนแย่ๆ ที่เมืองไทย คนที่อ้างตัวเป็นหมอทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนมา พอรู้ว่าคุณเป็นคนไทยเลยมีอคติกับคุณ ผมขอโทษจริงๆ”

เขาพูดง่ายๆ แต่สุมิตราดูออกว่าเขาพูดจริง ดังนั้นสุมิตราจึงพยักหน้า ตอบกลับ “ลืมมันให้หมดเถอะ แล้วพรุ่งนี้มาสนุกกัน”

แม็กซ์ส่งยิ้มให้ ยื่นมือมาข้างหน้า สุมิตราจับมือเขา รอจนแม็กซ์ลุกเดินจากไปจึงหันมาถามหิรัณย์

“คุณพูดอะไรกับเขา”

หิรัณย์นิ่งไปนิด แล้วตอบตามตรง “บอกว่าคุณเป็นศิษย์รักของร็อบ”

ศิษย์รักของโรเบิร์ตหน้านิ่ว ไม่อยากเชื่อว่าเขาบอกแค่นั้น และจริง

“บอกว่าคุณเคยทำงานร่วมกับจอร์จมาหลายแมตช์แล้ว”

แค่นั้นก็ยังไม่น่าหนักแน่นพอให้แม็กซ์เปลี่ยนท่าทีต่อเธอชนิดหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้

“เอาคลิปคุณขี่ฟีโอน่าให้ดูด้วย”

นั่นก็ยังไม่แปลกนี่…

“วันนี้แม็กซ์ลองขี่ฟีโอน่า โดนบั๊กร่วงไปสองรอบ”

สุมิตราเดาเหตุการณ์ออกทะลุปรุโปร่ง แม็กซ์เจอฤทธิ์เดชฟีโอน่าเข้าไป ซึ่งเธอไม่คิดหรอกว่าเป็นเพราะเธอเก่งกว่าเขา แม็กซ์คงมีฝีมือพอตัวแต่อาจไม่ทันระวังตัว อาจประมาทเกินไป หรืออาจจังหวะไม่ดีก็ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าฟีโอน่าไม่ใช่ม้าที่จะขี่ได้ง่ายๆ แต่เธอขี่ได้ แม็กซ์จึงยอมรับเธอเป็นเพื่อนร่วมทีม ว่าแต่… “ทำไมคุณมีคลิปฉันขี่ฟีโอน่า”

สุมิตราแน่ใจว่าบริเวณที่เธอขี่ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือถึงมี ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของเขา ไม่น่ามีสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ได้ ทว่าสุมิตราได้แต่นั่งงงอยู่ตรงนั้นเพราะหิรัณย์ทำเหมือนไม่ได้ยินคำถาม ลุกเดินออกไปจากบริเวณนั้น ไม่ลุกเปล่า เดินไปปิดไฟด้วย สุมิตราแทบกรี๊ดตอนไฟดับและทุกอย่างมืดสนิท ดีว่าหิรัณย์ใช้งานโทรศัพท์มือถือแทนไฟฉายแล้วส่องมาทางเธอ จึงมองเห็นทาง รีบวิ่งไปหาเขา พอถึงตัวก็บ่นอุบ

“อย่าเล่นบ้าๆ แบบนี้อีกนะ เกิดฉันช็อกหัวใจวายตายขึ้นมา คุณไปหาหมอม้าคนอื่นมาเสริมทัพไม่ทันแน่”

หิรัณย์หัวเราะหึ “ทำไมขู่แบบนั้น”

“ก็ตอนนี้คุณห่วงเรื่องนั้นที่สุดแล้ว…” พอเห็นว่าเขาเลิกคิ้ว สุมิตราเลยถามย้ำไป “หรือไม่จริง”

ชายหนุ่มมองหน้าสุมิตรา “ผมห่วงเรื่องแซมหัวใจวายตายมากกว่า”

เขา… กลัวเธอตายอย่างนั้นหรือ… จริงอะ!?

“พ่อคงโกรธผมเป็นชั่วโมง”

อ้อ กลัวพ่อเขาโกรธ… เดี๋ยวนะ ด้วยหน่วยเป็น ‘ชั่วโมง’ เนี่ยนะ! “นายหิน นายให้ค่าชีวิตฉันเป็นชั่วโมงเนี่ยนะ”

คนให้ค่าชีวิตของสุมิตราน้อยนิดกลับบอกหน้าซื่อ “พ่อไม่เคยโกรธผมเลยนี่… แต่ว่าไป…”

ใช่ มันไม่มีทางที่เฮงจะโกรธหิรัณย์แค่หลักชั่วโมงหรอก เธอถือเป็นลูกรักของเขาคนหนึ่งเหมือนกันนะ

“ช่วงนี้พ่อคิดถึงผมมาก อาจโกรธแค่หลักนาที”

พอกันที สุมิตราไม่คุยกับเขาแล้ว หญิงสาวออกเดินลิ่วนำหน้าเขาไปจนถึงห้องพักของตัวเอง ทั้งๆ ที่คิดว่านำเขาไกลแล้ว แต่ตอนจะปิดประตูลงเขากลับเอามือมายันประตูห้องเธอไว้ได้ สุมิตรามองเขาด้วยสายตาและสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“ถ้าผมตีหน้าว่าเสียใจนิดหน่อยที่ทำแซมหัวใจวายตาย พ่ออาจไม่โกรธผมเลยก็ได้”

ย่ะ! พ่อลูกรัก! สุมิตรายืนจ้องหน้าเรียบเฉยของเขาอีกพัก จึงค่อยถาม “พอใจยัง”

เขาไม่ตอบ แค่ยิ้มมุมปาก แล้วหมุนตัวเดินจากไป… สุมิตรายืนนิ่งอยู่ครู่ จึงค่อยปิดประตูลง ก้าวถอยเข้าห้อง เดินขึ้นเตียงเอาหน้ากดลงกับหมอนแล้วกรีดร้องอย่างจะระบายความหงุดหงิด

เธอเกลียดเขาจริงๆ ให้ตายยยย!

 

สุมิตราเดินตรวจม้าทุกตัว เน้นหนักเป็นพิเศษที่จอร์เจ็ตต์ พบว่ากล้ามเนื้อหลังที่ตึงมีอาการดีขึ้นมาก เพราะหลังจากวันที่เธอเตือนแม็กซ์เรื่องการปล่อยตัวเองกระแทกหลังม้า จอร์เจ็ตต์ก็ได้พัก มีให้วิ่งเล่นออกกำลังกายนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

สุมิตราตรวจม้าไปดูนาฬิกาไปอยู่เรื่อยๆ เพราะในการแข่งขันการตรงต่อเวลาสำคัญมาก ปล่อยลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่าทุกอย่างดูพร้อมก่อนเวลาที่ควร หญิงสาวจึงตั้งใจจะเดินดูแต่ละตัวอีกสักรอบ ก่อนมาหยุดที่คอกของเจนิต้า… ยืนมองหิรัณย์ถักแผงคอเป็นเปียให้ม้า

หน้าเขายังนิ่งเหมือนเคย ไม่มีสักกระจิดที่แสดงออกถึงความอ่อนโยน แต่สุมิตรารู้ว่าเขาเป็นคนอ่อนโยน

“หยิบยางให้ทีซิ”

แค่กับม้าเท่านั้นแหละ… สุมิตราส่ายหน้าไปมา เดินเข้าไปหยิบถุงใส่ยางรัดผมที่อยู่บนพื้น เดาว่าหิรัณย์คงทำหล่นแล้วยื่นส่งให้เขา “เวลาขอร้องให้คนทำอะไรให้ พูดจาให้มันดีๆ หน่อย”

หิรัณย์เพียงเหลือบมองสุมิตรา ไม่พูดคำใด กระทั่งมัดเปียของเจนิต้าเรียบร้อยแล้วจึงหันมาบอก “ผมไม่ได้ขอร้องนี่ ผมสั่ง”

เออ… เธอผิดเองแหละ สุมิตราหันหลังเดินหนีหิรัณย์ทันที ก่อนชะงัก

“แซม”

สุมิตราหันไปตามเสียงเรียก เห็นเขายื่นถุงยางรัดผมมาให้

“เอาไปให้คนอื่นด้วย”

“นี่อยู่นอกเหนือหน้าที่เว็ต” ว่าแล้วทำท่าจะหันหลังกลับ ทว่า…

“พลีส”

แม้คำนั้นจะออกมาแบบไม่เต็มใจ หากแค่นั้นสุมิตราก็พอใจแล้วเพราะถือว่าเธอชนะ หญิงสาวยิ้มเหนือใส่หิรัณย์ ก่อนหยิบถุงยางรัดผมออกจากมือเขาแล้วเดินไปดูว่าใครต้องการใช้มันบ้าง

ไม่ได้รู้เลยว่าหิรัณย์ที่กำลังจูบจมูกเจนิต้าอยู่นั้นกระซิบกับเจนิต้าด้วยเสียงแผ่วเบา “ขี้แพ้ก็คือขี้แพ้”

แล้วคิดเหมาเอาเองว่าได้รับชัยชนะ… เขาหมายถึงสุมิตรานั่นแหละ ไม่ต้องเสียเวลาเดา!

 

การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองเฟส และมีจุดให้น้ำห้าจุด ซึ่งตามแผนสุมิตราจะเข้าจุดที่หนึ่ง สาม และกลับไปรอม้าที่จุดพักตอนจบเฟสเพื่อเตรียมคูลดาวน์ม้าเลย ส่วนอีกทีมจะเข้าจุดที่สองและสี่ และย้อนไปรอที่จุดหนึ่ง เธอไม่รู้เส้นทางที่ใช้ในการแข่งขันจึงไม่ใช่คนขับรถ สำหรับเธอความสนุกหายไปนิดหน่อยเพราะปกติหากเธอรู้เส้นทาง ได้มาสำรวจก่อนล่วงหน้าเธอจะขอเป็นคนขับรถเอง ยิ่งเส้นทางลำบากลำบนมากแค่ไหนเธอยิ่งชอบ แต่จะว่าไปก็ดี ถ้าไม่ต้องขับรถเธอจะได้มีสมาธิกับการตรวจม้าให้เต็มที่

การให้น้ำม้ากับคนในการแข่งขัน ไม่เหมือนการวิ่งมาราธอนของคนที่จะมีจุดวางน้ำแล้วให้นักวิ่งหยิบได้เอง แต่ทีมเซอร์วิสต้องไปรอหน้าจุดประมาณร้อยเมตร แล้ววิ่งกวดคู่ไปกับม้า ส่งน้ำให้นักกีฬาที่อยู่บนหลังม้าเพื่อให้ม้าเสียความเร็วน้อยที่สุด

กระต่ายสองตัวของทีมมาถึงและผ่านจุดให้น้ำจุดแรกแล้วสักพัก หิรัณย์จึงมาถึง เพราะฟ้ายังค่อนข้างมืด ทำให้สุมิตราต้องตั้งใจเล็งการวิ่งของม้ามากกว่าปกติ เกือบสะดุ้งตอนได้ยินเสียงหิรัณย์บอกเสียงดังกึ่งๆ ตวาด

“เปิดด้วย!”

สุมิตราเดาออกทันทีว่าเด็กใหม่คงส่งน้ำขวดให้หิรัณย์โดยไม่เปิดฝาให้ หญิงสาวจึงชูขวดน้ำในมือตัวเองที่เปิดรออยู่แล้วขึ้น หิรัณย์ที่ทำท่าจะผ่านจุดนี้ไปโดยไม่ได้น้ำ จึงเอื้อมหยิบขวดน้ำจากมือเธอแล้วควบม้าผ่านไป ส่วนเธอก็เล็งขาหลังของม้าต่อว่าผิดปกติหรือไม่

หลังทีมของหิรัณย์มาครบ สุมิตรากับทีมจึงรีบวิ่งขึ้นรถเพื่อขับไปยังจุดให้น้ำที่สาม ซึ่งทุกอย่างยังไปได้สวยเพราะนี่เป็นเพียงการวิ่งเฟสแรก คนกับม้ายังไม่เหนื่อย ไม่โทรม ต้องรอลุ้นที่การวิ่งเฟสสองว่าจะเป็นอย่างไร

สุมิตราถึงจุดพักม้าได้ครู่เดียว ม้าสองตัวแรกของทีมหิรัณย์ก็มาถึง ลูกทีมทุกคนถือถังประจำการอยู่หน้าอ่างน้ำพลาสติกขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุน้ำและน้ำแข็งเต็มอัตรา พอถึงจุดที่ผู้ดูแลม้ารอรับ นักกีฬาก็ลงจากหลังม้า จากนั้นผู้ดูแลก็พาม้าเดินเข้ามาใกล้ ทีมงานพากันตักน้ำเย็นราดรดตัวม้าเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย สลับกับการพาม้าเดินวน สุมิตราใช้สเต็ตโทสโคปเดินตามม้าไปเรื่อยๆ เพื่อนับอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งงานนี้กำหนดไว้ว่าเมื่อเข้าไปเช็กในจุดตรวจ อัตราการเต้นของหัวใจต้องไม่เกินห้าสิบห้าครั้งต่อนาที

ตรงจุดนี้จะค่อนข้างชุลมุนวุ่นวาย เพราะมีม้าของหลายทีมมาถึงแล้ว และต่างก็ต้องคูลดาวน์ม้าตัวเองอย่างสุดความสามารถเช่นกัน ดังนั้นสุมิตราจึงต้องใช้สมาธิมากเป็นพิเศษ

“หกสิบแปด!” สุมิตราขานตัวเลขเสียงดังเพื่อบอกให้ทีมรู้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจยังไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งหมดจึงระดมกำลังรดน้ำเย็นให้ม้า พาม้าเดินวน สุมิตราวัดอัตราการเต้นของหัวใจแล้วขานอีกครั้ง “หกสิบ”

ใกล้ความจริงแล้ว ระหว่างคูลดาวน์ม้าอีกรอบ สุมิตราอาศัยจังหวะนี้ดูว่าม้ามีอาการบาดเจ็บหรือไม่พร้อมกับดูเวลาไปด้วย เพราะการคูลดาวน์ม้าหลังจากเข้าจุดพักนี้ มีเวลาเพียงสิบห้านาทีเท่านั้น และในการวัดรอบนี้นี่เอง… “ห้าสิบสอง”

สุมิตราหันไปมองนักกีฬาว่าเขาตัดสินใจอย่างไร ม้าแต่ละตัวค่อนข้างแตกต่างกัน บางตัวฮาร์ตเรตอาจเด้งไปมา ลงแล้วอาจเด้งขึ้นอีก ต้องรอสักพักจึงคงที่ บางตัวอาจลงแล้วลงเลย ซึ่งตรงนี้นักกีฬาจะรู้จักม้าดีกว่าหมอ แล้วพอนักกีฬาได้ยินเธอขานก็รีบเข้ามารับม้า บอกพอให้ทีมดูแลม้าได้ยิน “ไปเลย”

นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าจะพาเข้าไปให้สัตวแพทย์ประจำการแข่งขันตรวจม้า สุมิตราไม่ยุ่งในส่วนนี้เพราะมีคนดูแลต่อ เธอต้องคอนเฟิร์มฮาร์ตเรตของม้าอีกตัวที่มีทีมงานอีกคนคอยวัด พอแน่ใจว่าผ่านเกณฑ์แล้วจึงส่งต่อ รอม้าตัวต่อไปที่เข้ามา

เจนิต้าพาหิรัณย์มาโน่นแล้ว สุมิตราตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของเจนิต้า… และไม่กล้าขานในแวบแรก ต้องตรวจซ้ำอีกครั้ง พอแน่ใจแล้วจึงร้องบอก “ห้าสิบ”

สุมิตรารู้อยู่แล้วว่าเจนิต้ามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ไม่คิดว่าจะฟิตขนาดนี้ด้วย เล่นฮาร์ตเรตผ่านเกณฑ์ตั้งแต่เข้าจุดพักไม่ถึงห้านาทีนี่ทำเอาเธอไม่แน่ใจ คิดว่าตัวเองวัดฮาร์ตเรตผิดเลยทีเดียว หญิงสาวเห็นว่าหิรัณย์เข้ามารับเจนิต้าเพื่อพาผ่านเว็ตเกตแล้ว ได้สบตากันพักหนึ่ง ความทึ่งของเธอก็ถูกยืนยันด้วยการพยักหน้าทีเดียวของหิรัณย์ ดูออกว่าเขาภูมิใจมาก คงฝึกมากับมือ ซ้อมมาด้วยกัน ถึงตรงนี้สุมิตราก็เข้าใจว่าทำไมหิรัณย์ถึงไม่อยากเปลี่ยนไปใช้ม้าตัวอื่น

สุมิตราหันกลับมารอม้าตัวต่อไป ซึ่งเป็นจอร์เจ็ตต์เข้ามาพร้อมม้าอีกตัว… ฟ้าสว่างแล้ว เธอเห็นทุกอย่างชัดเจน แน่ใจว่าจอร์เจ็ตต์มีปัญหาแน่จึงหันไปคุยกับคนวัดฮาร์ตเรตอีกคน ว่าเธอจะเป็นคนดูจอร์เจ็ตต์เอง และหันไปบอกทีมงานอีกคนว่าเธอจะนวดบริเวณหลังและก้นของจอร์เจ็ตต์ ให้เขาช่วยจับม้า

ฮาร์ตเรตของจอร์เจ็ตเริ่มต้นที่หกสิบห้า ทว่าลงค่อนข้างช้า และอาการบาดเจ็บที่หลังซึ่งส่งผลให้การสอดของขาหลังผิดปกตินั้นชัดเจนเสียจนสุมิตราแน่ใจ… โดนคัดออกแน่

สุมิตราหันไปมองแม็กซ์ สีหน้ากังวลของเขาบอกชัดว่าเขาเองก็รู้อยู่แล้ว และในระหว่างการแข่งขันแบบนี้สุมิตราทำอะไรมากไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้จอร์เจ็ตผ่านเว็ตเกตเข้าไป แล้วหันมาคอนเฟิร์มฮาร์ตเรตม้าอีกตัว

จริงดังคาด จอร์เจ็ตต์ถูกให้ออกจากการแข่งขัน ตอนนี้แม็กซ์ไปนั่งพักอยู่ในจุดพักของทีม เอาผ้าปิดหน้าบอกชัดว่าไม่อยากพูดคุยกับใคร สุมิตราดูออกว่าเขาเสียใจที่ทำให้จอร์เจ็ตต์ไม่ผ่านควอลิฟายด์ แม้การแข่งขันเอ็นดูแรนซ์จะมีจัดมากมายหลายแมตซ์ แต่ไม่ใช่ทุกแมตซ์ที่สามารถใช้ควอลิฟายด์ม้าได้ เท่ากับจอร์เจ็ตต์พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

หลังม้าถูกปล่อยตัวรอบสอง สุมิตรากับทีมจึงรีบไปยังจุดให้น้ำที่สอง ไม่แปลกใจที่หิรัณย์มาเป็นคนแรกของทีม เดาว่ากระต่ายทั้งสองตัวคงหมดแรง จึงต้องผ่อนแล้ว ประกอบกับมีม้าถูกคัดออกไปแล้วหนึ่งตัว จึงต้องพยายามทำให้ที่เหลือแข่งจนจบโดยไม่ถูกคัดออกอีก ดูจากอันดับในตอนนี้ ถ้ายังรักษาระดับไปได้เรื่อยๆ ทีมหิรัณย์ได้ที่หนึ่งประเภททีมแน่ๆ และตอนนี้หิรัณย์ก็เป็นที่หนึ่งประเภทเดี่ยว แมตช์นี้มีรางวัลเบสต์คอนดิชัน (Best Condition) สำหรับม้าที่ดูดีที่สุดหลังจบการแข่งขันด้วย สุมิตรามั่นใจว่าเจนิต้ามีสิทธิ์เข้าชิง

ออกจากจุดให้น้ำที่สอง สุมิตราไปยังจุดให้น้ำที่สี่ ครั้งนี้หิรัณย์หยุดเพื่อให้ม้าได้กินน้ำด้วย สุมิตรายิ้มได้เมื่อเจนิต้ากินน้ำปกติ ลองดึงผิวม้าเพื่อตรวจพบว่าผิวหนังคืนตัวรวดเร็ว

“หมอไปรอที่จุดคูลดาวน์เลย เดี๋ยวค่อยส่งคนมารับที่เหลือกลับ”

นั่นแปลว่าเขาจะห้อเต็มอัตราศึก และไม่แปลกใจเลยเพราะเขาส่งเสียงจึ้กจั้กแล้วพาม้าออกตัวไปทันที สุมิตราหันไปมองจึงเห็นว่ามีม้าอีกตัวซึ่งเป็นคนละทีมตามมา แม้ไม่ได้ตามติดแต่ก็ถือว่าเป็นระยะที่น่ากลัว เรียกว่าคนดูลุ้นสนุก ทว่านักกีฬาลุ้นระทึกเพราะมีสิทธิ์โดนแซงได้ง่ายๆ

สุมิตรากับคนขับรถอีกคนบึ่งกลับไปยังจุดพักม้าเพื่อเตรียมคูลดาวน์ หิรัณย์เข้ามาก่อนทว่าอีกทีมก็ตามมาติดๆ เท่ากับตอนนี้สิ่งที่จะตัดสินได้คือใครคูลดาวน์ม้าได้เร็วกว่ากัน เพราะเป็นเฟสสุดท้ายแล้ว หิรัณย์จึงไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะเปียก เข้ามาช่วยทีมคูลดาวน์ม้าด้วย ซึ่งสุมิตรารู้ดีว่าเขาอยากอยู่ใกล้เจนิต้า เพราะความสัมพันธ์อันดีระหว่างม้ากับคนขี่ก็อาจมีส่วนช่วยให้ฮาร์ตเรตลดลงได้ไว

“หกสิบ” สุมิตราขานฮาร์ตเรตแล้วอดหันไปมองทีมตรงข้ามไม่ได้ พอเห็นว่าทางนั้นมองมาเหมือนกันจึงบอกหิรัณย์ “เดินวงใหญ่หน่อย”

หิรัณย์เข้าใจทันที จึงพาเจนิต้าเดินเป็นวงใหญ่ขึ้น ถ้าดูเผินๆ จะเหมือนกับกำลังพาเจนิต้าเข้าเว็ตเกต ถ้าทีมนั้นอ่อนประสบการณ์อาจยิ่งตื่นตระหนกว่าเขากำลังจะชนะ อาจยิ่งลนจนทำอะไรได้ช้าลง

“ห้าสิบหก” ยังเกินฮาร์ตเรตที่กำหนดไว้อยู่ ทว่าหิรัณย์กลับบอก “ไปเลย!”

สุมิตราไม่มีปัญหา หิรัณย์ย่อมรู้จักเจนิต้า เขาคงมั่นใจมากว่าจากตรงนี้ไปถึงจุดตรวจ แม้ใช้เวลาไม่กี่นาที ทว่าฮาร์ตเรตของเจนิต้าลงผ่านเกณฑ์แน่

อย่าว่าแต่เขา สุมิตราก็มั่นใจเช่นกัน!

Don`t copy text!