เกมอาชา บทที่ 6 : แผนพังพินาศ

เกมอาชา บทที่ 6 : แผนพังพินาศ

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

สุมิตรามองตามอย่างเป็นห่วง… ทีมของชีคอาซัดพาอัซฮาร์ลิ่วไปเร็วเหลือเกิน เร็วจนเธออดกลัวแทนอัซฮาร์ไม่ได้ อาราเบียนเป็นม้าตีนปลาย ไม่ใช่ม้าตีนต้นอย่างควอเตอร์ ควรค่อยๆ เร่งความเร็วจะเป็นผลดีกับการขี่และกับม้ามากกว่า แต่การใช้งานลักษณะนี้ยังไม่น่าห่วงเท่าเอาม้าควอเตอร์มาแข่งเอ็นดูแรนซ์หรอก นั่นเป็นการใช้งานผิดประเภทอย่างแท้จริง คนคิดชื่อสายพันธุ์ก็คงพยายามบอกแล้วว่าม้าชนิดนี้สามารถวิ่งได้ดีในระยะควอเตอร์ไมล์ ไม่ใช่ระยะหลายสิบไมล์เช่นนี้

สุมิตราเข้าประจำที่เมื่อมีนักกีฬาแข่งจบเฟสแรกเข้าจุดคูลดาวน์มาแล้ว อัซฮาร์มาก่อนใครเพื่อนจริงๆ หมอม้าสาวอดช่วยลุ้นไม่ได้ว่าฮาร์ตเรตของอัซฮาร์จะลงผ่านเกณฑ์ไหม จะเกิดการบาดเจ็บใดเกิดขึ้นหรือไม่ ใช้เวลาราวสิบนาทีอัซฮาร์ก็ผ่านเว็ตเกตเข้ามาให้ตรวจสอบ… ทุกอย่างผ่านเกณฑ์ แต่เธอกับลิสเบธเห็นตรงกันว่าขาหลังซ้ายของอัซฮาร์เริ่มมีปัญหา แต่ไม่น่ากลัวขนาดจะให้ตัดออกจากการแข่งขัน ถ้าผู้ขี่ผ่อนความเร็วลงหน่อย ขี่แบบถนอมอัซฮาร์อีกนิด รอบต่อไปอาจดีขึ้นได้

ทว่าดูจากเครื่องติดตามซึ่งติดไว้กับขลุมของม้า อัซฮาร์ยังคงถูกควบทำความเร็วเกือบแตะระดับความเร็วสูงสุดที่การแข่งขันตั้งไว้

หิรัณย์พาเจนิต้าเข้ามาเป็นอันดับสาม แม็กซ์พาจอร์เจ็ตต์เข้ามาเป็นอันดับสี่ ชีคญะนีสพาคาลิดเข้ามาเป็นอันดับห้า ถ้าดูตามนี้ สุมิตราแน่ใจว่าทีมหิรัณย์ได้ที่หนึ่งในประเภททีมแน่ๆ แต่การแข่งขันยังเหลืออีกหลายเฟส คงต้องลุ้นกันต่อไป

กระทั่งเฟสสุดท้ายนี่เอง… ที่สุมิตรารู้สึกถึงความผิดปกติ

เธอจับตาดูอัซฮาร์มาตลอดอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มการแข่งขันด้วยความเป็นห่วง ตั้งใจว่าหากมีอะไรผิดปกติจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในเฟสนี้อัซฮาร์ยังคงเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ที่ตามมาห่างๆ นั่นคือหิรัณย์กับเจนิต้า… ซึ่ง… ไม่รู้สิ สุมิตรามองอัซฮาร์แล้วคิดว่าแปลก

สุมิตราจับตาดูตลอดเวลาตั้งแต่อัซฮาร์เดินผ่านเว็ตเกตเข้ามา เข้าไปตรวจเช็กและทร็อตอัป กระทั่งได้สบตากัน… ตำหนิทุกอย่างถูกต้องหมด รูปร่าง ส่วนสูง แม้แต่ตำแหน่งที่ผูกเชือกแดงก็แทบจะอยู่โคนหางในตำแหน่งเดียวกัน ทว่าดวงตาไม่ใช่

ดวงตาหวานใสที่เคยเห็นแปรเปลี่ยนไปเป็นกร้าวกระด้าง ดูเกรี้ยวกราดมากยิ่งขึ้น จะว่าเป็นเพราะแข่งมาหลายรอบแล้วเริ่มเหนื่อยจึงหงุดหงิดก็ไม่ใช่ มันเหมือนเป็นม้าคนละตัวมากกว่า สุมิตราขอให้อัซฮาร์ทร็อตอีกรอบ ย่อตัวจับตาดูทุกๆ อย่างที่สามารถดูได้ และเพิ่งเห็น… อาการบาดเจ็บที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเฟสหายไปอย่างไร้ร่องรอย และ… นั่น!

จังหวะที่ม้าเชิดหัวขึ้นทำให้สุมิตราเห็นรอยด่างใต้ปาก แม้เพียงนิดเดียวทว่ามันทำให้เธอสะกิดใจ สุมิตรารีบหยิบพาสปอร์ตม้ามาตรวจสอบ เข้าไปตรวจตำหนิที่ปากม้าให้แน่ใจ แล้วเดินไปยังกรรมการเพื่อหาข้อสรุป ถ้าจำเป็นเธอคิดว่าควรตรวจไมโครชิป เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่ายในการระบุตัวม้า

เพราะเธอออกจะแน่ใจว่าม้าตัวนี้ไม่ใช่อัซฮาร์ มีการสวมม้าเกิดขึ้น!

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมม้าที่เริ่มเจ็บตั้งแต่เฟสแรกถึงยังเข้าเป็นอันดับหนึ่ง เธอไม่รู้เหมือนกันว่าการสวมม้าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แต่ม้าซึ่งยังสดใหม่ต้องวิ่งได้ดีกว่าม้าที่ผ่านการแข่งขันมาหลายสิบกิโลเมตรแล้วแน่นอน ไม่อยากเชื่อเลยว่าในการแข่งขันระดับนี้จะยังมีการโกงเกิดขึ้นอีก

ทว่าทันทีที่เธอแจ้งจุดสังเกต ยังไม่ทันพูดเรื่องตรวจไมโครชิป สุมิตรารู้ทันทีว่าบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป หลายคนมองเธอเหมือนอยากบอกอะไรบางอย่าง กรรมการชาวอาหรับหันไปส่งภาษาท้องถิ่นซึ่งเธอไม่เข้าใจ ต่อมาสุมิตราก็ต้องตกใจเพราะเกิดเสียงโวยวายขึ้น หันไปมองก็เห็นชีคอาซัดเดินเข้ามาหน้าตาแดงก่ำท่าทางโกรธจัด กำลังจะเข้าถึงตัวเธออยู่แล้ว ถ้าไม่มีใครบางคนเข้ามาขวางไว้… หิรัณย์

จากนั้นชีคญะนีสที่เพิ่งมาถึงก็เข้ามาสมทบ ดูการแข่งขันปั่นป่วนไปหมดไม่รู้แล้วว่าพื้นที่สงวนตามกติกายังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ไหม แต่รู้อย่างเดียวคือหิรัณย์จับแขนเธอแน่นมาก ตาเขาจับจ้องอยู่ยังชีคทั้งสองที่คุยภาษาท้องถิ่นกันอยู่ไม่วางตา

หิรัณย์เห็นชีคญะนีสหันไปบอกคนของตนแล้วหันไปคุยกับชีคอาซัดต่อ แต่คนของชีคญะนีสเดินเข้ามาหาเขา บอกภาษาอังกฤษสั้นๆ ง่ายๆ

“Go”

หิรัณย์เดินตามหลังคนของชีคญะนีสออกจากพื้นที่การแข่งขันทันที แน่นอนว่าลากสุมิตราติดมือมาด้วย สุมิตรายังมึนงงพูดอะไรไม่ออก กระทั่งได้ขึ้นรถลีมูซีนที่เข้ามาจอดเทียบ

“เกิดอะไรขึ้น”

“เราจะกลับโรงแรม หมอเก็บของให้ไวที่สุด”

“ทำไม นี่เกิดอะไรขึ้น”

“หมอเก่งไม่เข้าเรื่อง”

อ้าว… สุมิตรานิ่งไป แล้วพอหายตกใจ ได้สติ ก็พอเดาได้ “ที่หมอจับได้เรื่องเปลี่ยนม้าใช่ไหม”

หิรัณย์พยักหน้า ก่อนสุมิตราจะบ่นพึมอย่างหงุดหงิด

“โกงแล้วถูกจับได้ ก็แค่ออกจากการแข่งขันไหมล่ะ”

หิรัณย์หน้านิ่ว “มันไม่ใช่แค่นั้น แมตช์นี้เขาเดิมพันกันระดับร้อยล้านนะหมอ”

“แล้วหมอต้องรับผิดชอบเหรอ ถ้าจะโกงกันแบบนี้ทำไมไม่บอกก่อนล่วงหน้าล่ะ ว่าไม่ต้องยึดตามกติกา เจออะไรผิดปกติก็ให้ปล่อยผ่านไป ถ้าคิดจะโกงกันแบบนี้จะให้มีหมอมีกรรมการทำไม…” แล้วพอหิรัณย์ไม่ตอบ แต่มองด้วยสายตาเย็นชาแบบเคยๆ สุมิตราก็ยิ่งโมโห ถึงกับชี้หน้าเขา “ความผิดนายนั่นแหละนายหิน นายไม่ควรชวนฉันมาทำแมตช์นี้นะ ถ้ารู้ว่าจะมีโกง”

“เพราะรู้ว่าจะมีโกง ผมถึงชวนแซม”

สุมิตรานิ่งงัน… แล้วก็หงุดหงิดตัวเอง บ้าจริง เธอจะอ่อนตลอดทุกครั้งที่เขาเรียกชื่อเธอไม่ได้นะ

“แต่ให้ตายเหอะ ไม่คิดว่าแซมจะเล่นกับชีคอาซัด รู้ไหมว่าเขายิงม้าที่แข่งแพ้ทิ้งได้หน้าตาเฉยเลยนะ”

สุมิตรากัดปากตัวเอง หดหู่อย่างบอกไม่ถูกพอได้ฟังประโยคนั้น นึกถึงม้าที่ตายเพียงเพราะไม่อาจเข้าเส้นชัยได้อันดับตามที่มนุษย์ต้องการแล้วสะเทือนใจ และหน้าตาแบบนั้นทำให้หิรัณย์พึมพำ

“แบบนี้แหละ ถึงไม่อยากชวนมา”

สุมิตรายังไม่ทันได้ตอบเพราะถึงโรงแรมเสียก่อน ผู้ที่พาหิรัณย์กับสุมิตราออกจากสนามแข่งขันกำชับว่าไม่ควรเกินสิบนาที ทั้งคู่จึงรีบแยกย้ายไปยังห้องของตน

หิรัณย์เก็บของเสร็จก่อนจึงลงมารอที่รถ และรู้ว่าแผนที่ชีคญะนีสวางไว้เป็นอย่างไร

ตอนนี้ทั้งเขาและสุมิตรามีตั๋วจากที่นี่ไปยังสองจุดหมายปลายทาง ไม่อเมริกาก็เมืองไทย

“เราจะเช็กอินให้หมดไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณสองคนจะแยกกันไปก็ได้”

หิรัณย์นิ่งคิดครู่เดียวก็ตอบได้ “ไม่ เราจะไปด้วยกัน”

“โอเค… ไทยหรืออเมริกา”

หิรัณย์ตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น!

 

“ฉันต้องกลับอเมริกา ยังมีสัมมนาอีกสองคอร์สที่ฉันลงทะเบียนไว้” สุมิตราเริ่มโวยวายพอรู้ว่าหิรัณย์จะพาเธอกลับเมืองไทย ก่อนนิ่งสนิทเมื่อหิรัณย์บอกมา “อยากพาคนของชีคอาซัดกลับไปหาร็อบก็ตามใจ”

สุมิตรานั่งนิ่งสนิท กอดกระเป๋าสะพายของตน หน้าตาท่าทางขัดอกขัดใจแต่ทำอะไรไม่ได้ นั่งๆ ไปสีหน้าเริ่มฉายรอยกังวล หันมองหิรัณย์แล้วได้แต่ถอนใจเฮือกเพราะเขาไม่มีท่าทีว่าจะสนใจเธอ มือเขาไถหน้าจอโทรศัพท์ตัวเองตลอดเวลา… นี่ถ้าเป็นแสงฉานหรือชนัญญู เธอคงดึงโทรศัพท์ออกจากมือเขาแล้วระบายความกังวลของเธอตอนนี้ แต่พอเป็นหิรัณย์ขืนทำแบบนั้นเธอคงโดนเขาด่าด้วยสายตาให้หงุดหงิดไปอีก ยังต้องนั่งเครื่องบินกับเขาไปอีกหลายชั่วโมง สงบศึกกับเขาไว้ก่อนดีกว่า

สุมิตราใช้เวลาช่วงที่นั่งรอขึ้นเครื่องครุ่นคิดว่าเธอควรส่งข่าวหาใครดีว่าเธอกำลังจะกลับไทยแล้ว แต่เพราะประโยคของหิรัณย์ที่พูดก่อนหน้านี้ทำให้กลัวว่าถ้าเรียกใครมารับก็อาจทำให้เป็นอันตราย… โอเค ถึงไทยแล้วเรียกแท็กซี่กลับบ้านเองก็ได้ ถ้ามีคนตามจริงเธอว่าแท็กซี่เมืองไทยคงมีทักษะในการขับรถหลบหลีกบนถนนบ้านเราดีกว่าคนของชีคอาซัดแน่นอน ปลอดภัยชัวร์!

 

สุมิตราละสายตาจากเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เมื่อได้ยินเสียงคนนั่งข้างถอนใจ พอหันไปมอง เขาก็เหลือบมองมา พูดเสียงเรียบ

“หมอคงอยากรู้ว่าอัซฮาร์เป็นยังไง”

สุมิตราพยักหน้า “กะว่าให้ตัวเองปลอดภัยแน่ๆ ก่อนค่อยถาม”

หิรัณย์หน้านิ่ว พูดเสียงเย็น “ปลอดภัยแล้ว… เดี๋ยวพ่อจะมารับเราที่สนามบิน”

หนึ่งใน ‘เรา’ เลิกคิ้ว “ไม่กลัวลุงเฮงเป็นอะไรเหรอ”

“ไม่ ชีคอาซัดมีพรรคพวกอยู่ทางอเมริกา ยังไม่มีที่ไทย”

อ้อ…

“เขาคาดกันว่าอัซฮาร์น่าจะตายตั้งแต่เฟสสอง”

สุมิตรานิ่งขึง ตัวเกร็งทันทีที่ได้ฟังประโยคที่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั้น เธอคิดแค่ว่าอัซฮาร์คงเจ็บ ถ้าให้เข้าเว็ตเกตคงถูกคัดออกแน่ ทีมเลยเปลี่ยนม้า หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากขณะสบตากับหิรัณย์ ที่ถ่ายทอดสิ่งที่รู้มาอีก

“จีพีเอสของอัซฮาร์ไปหยุดอยู่กลางทางเฟสสามประมาณสิบห้านาที ชีคญะนีสส่งคนไปดูตรงจุดนั้น เจออัซฮาร์ถูกฝังอยู่แถวนั้นแหละ”

สุมิตรากะพริบตาอยู่สองสามที ก่อนตัวจะเอนลงพิงพนัก ทิ้งน้ำหนักจนแทบจมหายลงไปกับเบาะ สีหน้าแววตายังดูล่องลอย นึกไปถึงม้าตากลมหน้าหวานแล้วใจสลาย กับมนุษย์ที่เห็นม้าเป็นเพียงอุปกรณ์กีฬาชิ้นหนึ่ง แม้มีราคาแพงเป็นล้านก็ไร้ความหมาย… กับมนุษย์ที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต ลมหายใจของม้าตัวหนึ่งก็ไร้ค่าไม่ต่างจากฝุ่นผง

หญิงสาวเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง หดหู่จนไม่อยากพูดไม่อยากขยับตัว ท้ายสุดเมื่อเกินทนไหวก็ปล่อยน้ำตารินไหล… แด่หนึ่งชีวิตที่สิ้นไปอย่างโหดร้าย อย่างน้อยเธอก็อยากให้อัซฮาร์รู้ว่ายังมีหนึ่งคนเสียน้ำตาให้มัน

สุมิตราไม่เห็นหิรัณย์ จึงไม่รู้ว่าเขานั่งตัวตรง หลังตรง ดวงตาเหม่อมองไปไกลในภวังค์ของตนเอง แม้ไม่มีน้ำตาแต่ขอบตาแดงเรื่อ หิรัณย์แน่ใจมากขึ้นอีกว่าตนตัดสินใจถูกที่บอกสุมิตราเลยตอนนี้ อย่างน้อยเวลาที่เหลือบนเครื่องบิน หญิงสาวก็จะได้ปล่อยความเสียใจออกมาให้หมด พอถึงไทยคงอาการดีขึ้นมากพอจะกลบร่องรอยไม่ให้พ่อเขาเห็นความผิดปกติ

เขาไม่อยากให้พ่อเห็นสุมิตราเสียใจ ไม่ชอบให้พ่อสงสารใคร

พ่อเขา เขาหวง!

 

เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว ตอนหิรัณย์กับสุมิตราออกมาเจอเฮงที่ยืนรอรับอยู่ด้านนอก สุมิตรายืนยิ้ม ดูเฮงกอดลูกชายอยู่หลายนาที เห็นได้ชัดว่าคิดถึงลูกมากจริงๆ พอเฮงผละออกก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา สุมิตรายิ้มกว้างขึ้นตอนหิรัณย์เป็นฝ่ายเข้าไปกอดพ่อตัวเองไว้อีกครั้ง พอเห็นว่าพ่อตนร้องไห้

กับพ่อ หิรัณย์น่ารักแบบนี้แหละ สุมิตรารู้… คงกลัวอดมรดก

“พ่อขับรถมาเองใช่ไหม” หิรัณย์เอ่ยถามเมื่อไม่เห็นใครอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนี้อีก ก่อนเห็นพ่อตนพยักหน้า สูดจมูกหนึ่งทีค่อยตอบ “คนอื่นขับมาก็ไม่ทันใจ พ่อขับเองดีกว่า”

หิรัณย์หน้านิ่ว “ขับรถมืดๆ อันตราย”

“เอาน่า พ่อก็ปลอดภัยดีอยู่นี่ ไป ไปส่งแซมก่อน แล้วเราค่อยกลับบ้านกัน”

หิรัณย์หันมองหน้าสุมิตรา เอ่ยถาม “หมอจะไปคอกเราเลยไหม”

แน่นอนว่าสุมิตราส่ายหน้าดิก “ยัง ฉันยังไม่ทำงาน” พูดแล้วหันไปทางเฮง “ลุงเฮงห้ามบอกใครว่าแซมกลับไทยแล้วนะ”

เฮงเลิกคิ้ว หันมาถามเพื่อความแน่ใจ “นี่แซมกะเริ่มงานปีหน้าเลยจริงๆ เหรอ”

คนถูกถามพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ก่อนบอกแผนตน “เดี๋ยวแซมดูตั๋วไปออสฯ ต่อดีกว่า เหมือนกำลังจะมีสัมมนาเรื่องผสมเทียมในม้า ร็อบพูดถึงอยู่”

เห็นหน้าเฮงแล้วสุมิตราดูออกว่าผู้อาวุโสคงกำลังคิดหาทางให้เธอไปดูม้าที่คอกให้สักนิดก่อนเดินทางออกนอกประเทศไปอีก อันที่จริงสุมิตราก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคงต้องไปหาม้าทั้งที่ซันแอนด์สกายและที่คอกของเฮง แต่ยังไม่อยากบอกตอนนี้ ให้หิรัณย์คิดว่าเธอไปตามคำชวนของเขา รีบบอกนอกเรื่อง “ลุงเฮงไม่ต้องไปส่งแซมหรอก เดี๋ยวแซมเรียกแท็กซี่กลับบ้านเอง”

เฮงส่งเสียงฮื้อสูงอยู่ในลำคอ แสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมเป็นอันขาด ทว่าสุมิตราก็ยังไม่อยากให้เฮงไปส่งอยู่ดีโดยไม่เกี่ยวกับลูกชายเฮงที่ยืนหน้านิ่งอยู่ใกล้ๆ

“บ้านแซมต้องเข้าเมืองอีก ลุงเฮงวิ่งมอเตอร์เวย์ยาวไปบางปะอินเลยดีกว่า”

“เราไม่กลับบ้านกันคืนนี้เลยหรอก” หิรัณย์บอกเสียงเรียบ ซึ่งแม้แต่เฮงเองก็หันมองหน้าลูกชายเพราะเพิ่งรู้ “อ้าว เหรอ”

“ใช่ หาโรงแรมนอนก่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ…” ว่าแล้วหันไปทางสุมิตรา “แถวบ้านหมอมีโรงแรมดีๆ ให้นอนไหม”

สุมิตราประเมินคำว่า ‘โรงแรมดีๆ’ ของหิรัณย์แล้วอดถามไม่ได้ “ยกตัวอย่างโรงแรมดีๆ ของคุณมาสักชื่อได้ไหม”

หิรัณย์คิดอยู่ครู่ก็บอกชื่อโรงแรมเครือใหญ่ที่ตนชอบพักเพราะมีสาขาขยายไปในหลายๆ ประเทศ “ฮิลตันก็ได้”

สุมิตราหัวเราะหึ ก่อนบอกไร้เยื่อใย “ไม่มี”

หิรัณย์เลยเงียบไปอีก สุมิตราหันไปมองหน้าเฮง เห็นหน้าแล้วแน่ใจว่าอย่างไรก็ต้องไปส่งเธอที่บ้านแน่ๆ จึงตัดสินใจออกปาก “ลุงเฮงนอนที่บ้านแซมก่อนนะ ถ้างั้น”

เฮงพยักหน้ารับไปแล้ว ขณะหิรัณย์เอ่ยถาม “หมอไม่ได้อยู่บ้านหลายเดือน บ้านสะอาดเหรอ”

เจ้าของบ้านฟังแล้วกลอกตาเป็นเลขแปดกับความเรื่องเยอะของหิรัณย์ ให้ข้อมูลไปกึ่งประชด “มีแม่บ้านมาทำให้ตลอด คงพอจะทำให้คุณนอนได้สักคืนโดยไม่คัน”

ทว่าคนโดนประชดกลับตอบแบบไม่รู้สึกรู้สา “ก็หวังว่านะ”

เล่นเอาสุมิตราถลึงตาใส่เขา ก่อนหันไปทางเฮงทำหน้าเหมือนจะฟ้อง ทว่าเห็นสีหน้าขบขันของเฮงแล้วดูออกว่าคงกำลัง ‘เอ็นดู’ ลูกตนอยู่… ให้ตายสิ เธอละเบื่อพ่อที่หลงลูกโดยเฉพาะลูกที่ไม่น่าหลงแบบนายหินจริงๆ

 

สุมิตราเปิดประตูห้องนอนสำหรับแขก เปิดไฟ เปิดเครื่องปรับอากาศให้ เดินเข้าห้องไปหยิบผ้าห่มนวมออกมาอีกผืน เพราะตอนนี้บนเตียงขนาดหกฟุตนั้นมีอยู่เพียงผืนเดียว เธอเดาเอาว่ามีผ้าห่มสองผืนคงสะดวกกว่าสำหรับผู้ชายตัวโตๆ สองคน เดินเข้าห้องน้ำไปตรวจความเรียบร้อย เห็นว่าทุกอย่างเรี่ยมเร้ไม่มีจุดไหนให้หิรัณย์ระคายเคืองทั้งกายและใจแน่ ค่อยเดินกลับมาหาเฮง

“เดี๋ยวแซมเอาเสื้อกับกางเกงพ่อมาให้เปลี่ยนนะ… ถือหรือเปล่า” สุมิตราต้องถามก่อนเพราะพ่อเธอเสียชีวิตไปแล้ว บางคนอาจจะไม่อยากใช้ ทว่าเฮงส่ายหน้า ต่อให้วิญญาณพ่อของสุมิตรายังอยู่จริง เฮงก็คิดว่าคนใจดีอย่างนั้นคงไม่หวงของ เฮงเองก็ไม่ได้มาบ้านนี้อย่างคนคิดร้าย ไม่มีอะไรต้องกลัว “ไม่ถือ เอามาเถอะ”

สุมิตราพยักหน้าก่อนเดินออกจากห้องไปหยิบชุดนอนของพ่อมาให้เฮง หันไปมองหิรัณย์ที่กำลังลูบผ้าปูที่นอน ดูออกว่ากำลังสำรวจว่ามันสะอาดและเรียบลื่นดีไหม แล้วอดบอกไม่ได้ “ถ้าลูกลุงนอนบ้านแซมไม่ได้ พาไปนอนโรงแรมได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”

หิรัณย์เป็นฝ่ายตอบเอง “นอนได้”

คงลูบจนรู้แล้วสินะว่าผ้าปูที่นอนเป็นค็อตตอนทอพันสองร้อยเส้น เหอะ… สุมิตราเลยตอบด้วยการเหลือกตาขึ้นข้างบนให้ดู ก่อนหันไปทางเฮง “หลับฝันดีนะลุงเฮง พรุ่งนี้ลุงเฮงตื่นก่อนแซมแน่ๆ ใช้ครัวได้เลย มีพวกอาหารกระป๋องกับพวกสปาเกตตี มักกะโรนีอยู่ หรือถ้าหาอะไรไม่เจอ ปลุกแซมนะ”

“โอเค แซมไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้”

เฮงพูดจบปุ๊บ หิรัณย์ก็ถามมาปั๊บ “มีแต่อาหารกระป๋องเหรอ ไม่มีของสดเลยเหรอ”

“ฉันไม่อยู่บ้านเป็นปี ก็ต้องเคลียร์ของสดก่อนไป ไม่งั้นมันก็เน่าคาตู้สิ… ถ้าอยากกินของสด ใกล้ๆ นี่มีตลาดสด”

“ซูเปอร์มาร์เกตมีไหม”

อ้อ หมอนี่ไม่เดินตลาด สุมิตราถอนใจยาว “มี แต่มันเปิดสาย จะหิ้วท้องรอเหรอ”

เฮงยกมือโบกเพื่อตัดปัญหา “ไม่เป็นไรๆ พ่อเล็งเอาไว้แล้ว เห็นมีป้ายตลาดอยู่ตรงทางเข้า เดี๋ยวพ่อจัดการเสร็จก่อนหินตื่นแน่ๆ”

สุมิตราทำได้แค่พึมพำเบาๆ แค่พอให้ทั้งพ่อทั้งลูกได้ยิน “นี่ก็สปอยล์ลูก” แล้วบอกลาทันทีไม่สนใจเสียงหัวเราะของคนพ่อ ตาคมๆ ของคนลูก “ไปนอนละ ง่วง”

สุมิตราหมุนตัวเดินกลับห้องตัวเอง อาบน้ำอาบท่าปิดไฟนอน ก่อนจะหลับใหลลงไปก็อดคิดไม่ได้ ไม่อยากนึกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจับพลัดจับผลู หิรัณย์ต้องกลายเป็นผู้ช่วยเธอ ต้องนอนกับม้าในคอกม้าบ้างบางครั้ง หรือฉุกเฉินหาโรงแรมไม่ได้ก็ต้องพักห้องเช่าถูกๆ ซึ่งคงไม่มีผ้าปูที่นอนผ้าฝ้ายทอหนึ่งพันสองร้อยเส้นต่อตารางนิ้วให้เขาแน่ๆ บางครั้งก็ต้องไปรักษาม้าซึ่งอยู่ในวัดบนเขาสูง อาหารที่กินคือของที่พระบิณฑบาตมา ซึ่งเลือกไม่ได้ว่าจะเป็นอะไรบ้าง

นี่ถ้าเขาเป็นผู้ช่วยเธอจริงๆ มีหวังได้เห็นคนจิตหลุดร้องไห้หาพ่อแน่นอน!

 

สองพ่อลูกตื่นอยู่แล้ว ตอนสุมิตราเดินออกจากห้องนอนตัวเองลงมาที่ครัว เธอได้ยินเสียงพูดคุยของเฮงกับหิรัณย์ และมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอเข้าใกล้ทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ

“หินจะไปดูที่วันนี้เลยเหรอ”

“ใช่ เผื่อถ้ามีอะไรต้องปรับจะได้ปรับเลย”

“ดีๆ ถ้าพร้อมเร็วจะได้จัดงานเร็วๆ”

“พ่อไม่รอแซมเหรอ” หิรัณย์ถามประโยคนั้น แล้วจู่ๆ เขาก็หันมามองเหมือนรู้ว่าสุมิตรายืนฟังอยู่ตรงนี้ หญิงสาวตกใจอยู่นิดๆ แต่ดีว่าเก็บอาการทัน มองหน้ากับเขาอยู่พักก็หันไปทางเฮง เอ่ยถาม “รอแซมเรื่องอะไร”

“ก็…” เฮงมีท่าทีอึกอัก หิรัณย์เลยตอบให้เอง “เรื่องแข่งเอ็นดูแรนซ์”

ฮะ! สุมิตราอ้าปากค้าง ต้องเรียกสติตัวเองอยู่ครู่กว่าจะพูดได้อีกครั้ง “เดี๋ยว แข่งเอ็นดูแรนซ์เหรอ ที่ไหน เมื่อไร ใครจัด”

“ผมจะแข่งเล่นๆ กับเพื่อน” หิรัณย์ตอบก่อน แล้วหันไปทางพ่อตน ซึ่งเฮงก็ส่งยิ้มประจบให้สุมิตรา รีบเปิดหน้าจอมือถือตน หาหน้าที่ต้องการให้สุมิตราดูแล้วยื่นส่งไปให้

สุมิตรารับมาดู เห็นว่าเฮงโพสต์รูปเซลฟีกับลูกชายตัวเองลงเฟซบุ๊ก ข้อความประกอบคือ

‘ลูกโตแค่ไหน พ่อก็อยากให้อยู่ใกล้เสมอ ดีใจที่สุดที่ลูกกลับมา

ป.ล. ลูกว่าจะจัดแข่งเอ็นดูแรนซ์เล่นๆ สักแมตช์ พ่อพร้อมสนับสนุนเต็มที่ มีใครสนใจไหม’

สุมิตราไล่ดูความคิดเห็น… ซึ่งแน่ละ ยาวเหยียดและล้วนบอกว่าสนใจ จัดเมื่อไรให้ชวนด้วย มีแสงฉานมาคอมเมนต์สั้นๆ ว่า ‘ลุง!!!’ และตามด้วยชนัญญู ‘เอาจริงเหรอครับ’

ใช่! พออ่านคอมเมนต์ของเพื่อนทั้งสองคนจบ สุมิตราก็หันไปกรีดร้องใส่เฮง “ลุงเฮงงงง เอาจริงเหรอคะเนี่ยยยยย”

เฮงทำสีหน้าลำบากใจ แต่สุมิตราดูออกว่าแค่แกล้งทำไปแบบนั้น

“แหม ลุงก็บอกไปแล้วด้วย คนสนใจกันเยอะขนาดนี้ ลุงไม่อยากกลับคำ”

เหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะหึดังมาจากอีกคนที่ยืนทอดไข่ดาวอยู่ ตามมาด้วยประโยค “พ่อแค่อยากอวดผม”

สุมิตราหันมองเฮง ซึ่งก็ยืดอกขึ้น เอื้อมมือไปตบหลังลูก สีหน้าสีตาภาคภูมิใจเหลือเกิน

“ก็ลูกน่าอวด”

พอกันที… สุมิตรายื่นส่งโทรศัพท์มือถือคืนเฮง หยิบมือถือตนขึ้นมาใช้งาน เฮงถามทันที

“ถ้าเข้าไปคอมเมนต์โพสต์ลุง เดี๋ยวมีคนรู้นะว่าแซมอยู่ไทยแล้ว”

“เปล่า ไม่ได้จะไปคอมเมนต์”

“อ้าว เหรอ แล้วจะทำอะไร”

“หาตั๋วไปออสเตรเลีย”

“อ้อ…” เฮงว่าแบบนั้น เหลือบมองหน้าลูกชายเพียงครู่ ก็หันไปบอกสุมิตราราวกับการที่เจ้าหล่อนบอกว่าจะไม่อยู่เมืองไทยนั้น ไม่ส่งผลอะไรกับตน “ไปนั่งรอที่โต๊ะสิ ลุงทำข้าวเผื่อแล้ว เดี๋ยวยกไปให้”

หากเป็นปกติสุมิตราคงอยู่เพื่อช่วยทำหรือช่วยยกของไปตั้งสำรับ เพราะถึงแม้สนิทกับเฮงขนาดไหนก็ยังไม่ไร้มารยาทพอจะให้ผู้อาวุโสบริการขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เป็นแขกด้วย แต่ตอนนี้มันไม่ปกติ สุมิตราโมโหกรุ่นๆ เพราะรู้ดีว่าเฮงตั้งใจจัดการแข่งเอ็นดูแรนซ์โดยไม่สนว่าเธอมีแผนจะไปอบรมสัมมนาที่ออสเตรเลีย เพราะแน่ใจว่าอย่างไรเธอก็ต้องอยู่ช่วย… คิดจะชักใยเธอด้วยม้าอีกคนสินะ

ไม่รู้จะบอกว่าลูกร้ายไม่ผิดพ่อ หรือพ่อร้ายไม่ผิดลูกดี!

 

“ได้ตั๋วไหม” เฮงเอ่ยถามตอนนั่งกินข้าวด้วยกันไปได้สักพัก เห็นว่าหน้าสุมิตราดูอารมณ์ดีขึ้นหลังได้กินข้าวผัดที่เฮงทำสุดฝีมือ ทว่าคำตอบที่กลับมารวดเร็วทำให้เฮงผิดคาดเล็กน้อย

“ได้”

“เหรอ เดินทางเมื่อไร”

“พรุ่งนี้”

“หือ?” เฮงถึงกับเสียงสูง ขณะอีกคนที่นั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ พูดเสียงเบาราวกับเป็นเสียงที่ลอยลมมา “โกหกตกนรก”

สุมิตรามองหิรัณย์ตาขวาง ย้อนกลับทันที “ฉันตกนรกตั้งแต่นายตามฉันไปอเมริกานั่นแหละ”

หิรัณย์เลิกคิ้ว มองหน้าสุมิตราราวกับอยากถามว่าทำไมเจ้าหล่อนมโนอะไรไปไกลได้ขนาดนั้น “ผมไปแข่ง ไม่ได้ตามหมอไป”

“ฉันไม่สน ฉันรู้แค่ฉันถึงก่อน นายถึงทีหลัง เท่ากับนายตามฉันไป”

หิรัณย์ไม่พูดอะไรอีก กระนั้นสีหน้าเขาก็ยังสื่อให้สุมิตรารู้สึก… พูดจาไร้เหตุผล เขาไม่อยากพูดด้วย สุมิตราเกือบเผลอหยิกมือหิรัณย์ที่วางล่อตาอยู่บนโต๊ะ ถ้าไม่เพราะเฮงถามขึ้นก่อน น้ำเสียงอ่อนอ่อย

“ตกลงแซมไปออสฯ พรุ่งนี้จริงเหรอ”

สุมิตราเลยรู้สึกผิด ตัดสินใจบอกตามตรง “เปล่า”

เฮงยิ้มแป้นเลยทันที ส่วนหิรัณย์ก็ย้ำประโยคของตนหน้าตาเฉย “ตกนรกแน่ๆ”

สุมิตราขยับมือกางเล็บทันที ทว่าอย่างรวดเร็วที่หิรัณย์ชักมือหนีราวกับรู้ทัน นั่งตัวตรงจ้องหน้าคนพาลนิ่ง ก่อนถาม

“เห็นพ่อผมไหม”

เป็นเฮงที่ร้องเฮ่ยดังลั่น รีบบอก “พ่อยังไม่ตายนะเว้ย ก็ต้องเห็นสิวะ”

นั่นทำเอาคนอารมณ์เสียอย่างสุมิตราหัวเราะลั่นอย่างขบขัน ขณะหิรัณย์แค่มองหน้าพ่อตน แล้วยกมุมปากขึ้นนิดหน่อย เขาแน่ใจว่าทุกคนรู้นัยของคำถามนั้น ปกติแล้วถ้าเป็นคนทั่วไป จะทำร้ายลูกคนอื่นต่อหน้าพ่อแม่ก็ต้องมีเกรงใจบ้าง แต่ดูจากตาวาววับของสุมิตราเมื่อกี้ ถ้าเขาเอามือหลบไม่ทัน เป็นโดนจิกเนื้อขาดแน่ นี่ไงล่ะ หนึ่งในข้อเสียของการที่สุมิตราสนิทกับพ่อเขามากเกินไป

“ถ้างั้นแซมไปดูที่กับลุงเลยไหม แล้วไปค้างที่บ้านลุงเลย หมกตัวอยู่ที่นั่นได้ตามสบาย ไม่มีใครเห็นแน่” พอสุมิตรายังเงียบอยู่ เฮงก็เกลี้ยกล่อมไปอีก “อาชาชัยคงคิดถึงแซมแย่แล้ว”

“ไม่ต้องกล่อมเยอะ” หิรัณย์ว่าอย่างนั้น ก่อนตักข้าวเข้าปากไม่สนใจว่าใครจะทำตาวาวๆ ใส่ สุมิตราเลยหันไปมองหน้าเฮงหวังให้เฮงช่วยจัดการ ทว่าก็อย่างที่รู้ๆ กัน เฮงพูดแทนลูกให้ “หินเขารู้ว่าแซมต้องไปหาอาชาชัยอยู่แล้ว”

สุมิตรากลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย หงุดหงิดหิรัณย์แล้วยังหงุดหงิดตัวเองที่ทำใจแข็งไม่ได้เสียที ยังไม่ทันหายหงุดหงิด หิรัณย์ก็กระทำการเข้าข่าย ‘ยั่วยุ’ มาอีก

“หรือหมอจะไม่ไป”

แน่นอน สุมิตราตอบกลับทันที “ไปย่ะ!”

เพราะนอกจากอยากไปหาอาชาชัยแล้ว หนึ่งในคนที่ยืนยันหนักแน่นว่าจะมาร่วมแข่งถ้าเฮงจัดการแข่งขันเอ็นดูแรนซ์ขึ้นจริงๆ เป็นคนที่เธอต้องจับตาดูเป็นพิเศษ ไม่ใช่จับตาดูคนหรอก แต่จับตาดูม้า ถ้านับเรื่องที่เธอไม่อยากให้เกิดกับม้าได้สิบเรื่อง ในคอกของคนคนนั้นเกิดไปแล้วแปดเรื่อง ถ้าเธอไม่ดูแลอีกสองเรื่องที่เหลือคงมาเกิดในงานแข่งของเฮงนี่แหละ และเธอยอมไม่ได้จนต้องยอมอยู่เมืองไทย ไม่ไปออสเตรเลีย…

จังหวะนั้นเองที่หิรัณย์คงคิดว่าตนปลอดภัยแล้ว และคงเผลอตัวร่วมด้วย จึงยกมือขึ้นมาวางบนโต๊ะตามเดิม คราวนี้สุมิตราไม่รอโหมโรงใดๆ ทั้งสิ้น รีบหยิกมือเขาแรงๆ จนอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกชักมือกลับทันที เห็นเขาจ้องมาอย่างเอาเรื่องก็จ้องกลับไม่อ่อนข้อให้ กระทั่งเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอโกรธเรื่องอะไร จึงค่อยคลายความร้อนแรงของสายตาลง ในที่สุดก็หลุบตา แม้สีหน้าไม่เต็มใจแต่ก็เรียกได้ว่า ‘ยอมแพ้’ เอามือไปลูบรอยแดงบนอีกมือป้อย หันมองหน้าพ่อตนก็เห็นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทำเหมือนไม่เห็นเหตุการณ์ไปเสียอย่างนั้น ที่สุดก็พึมพำ

“หมอมือหนักมากพ่อ”

เฮงหลุดหัวเราะมาหนึ่งพรืด ก่อนห้ามตัวเองไว้ได้ทัน “ก็อย่าไปกวนหมอเยอะ”

“ผมไม่ได้กวน”

สุมิตราพูดแทรกเสียเลย “แต่นายทำแผนชีวิตฉันพัง”

ตั้งแต่ลากเธอไปเป็นทีมเว็ต ล่อลวงเธอไปเป็นเว็ตเลน แล้วฉุดกระชากเธอกลับเมืองไทยก่อนกำหนด แถมทำให้เธอไม่ได้ไปออสเตรเลียซึ่งเป็นแผนสำรอง… ที่หยิกไปทีเดียวนั่นยังไม่สาแก่ใจ ยังไม่สาสมกับที่เขาทำแผนเธอพังพินาศหมด หมดแบบไม่เหลือชิ้นดีเลย!

Don`t copy text!