เกมอาชา บทที่ 7 : เจ้าแม่

เกมอาชา บทที่ 7 : เจ้าแม่

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

ทั้งหมดออกเดินทางจากบ้านของสุมิตราในเวลาเก้าโมงเช้า ขับรถแบบไม่รีบไม่ร้อน พักกินพักดื่มบ้าง ในตอนบ่ายสามโมงนิดๆ ก็มาถึงที่ดินผืนใหม่ เฮงบอกลูกชายซึ่งเป็นคนขับรถ

“ขับเลาะรั้วไปเรื่อยๆ ก่อน พ่อทำทางเข้าไว้อีกทาง”

หิรัณย์รู้ทันทีว่าอาจจะเป็นเหตุผลเรื่องฮวงจุ้ย เพราะพ่อค่อนข้างเชื่อถือในหลักการนี้พอสมควร ตัวเขาเองถ้าพ่อบอกก็ทำตาม อะไรที่จำได้หรือรู้อยู่แล้วก็จะทำตามนั้น แต่ไม่ถึงขนาดศึกษาเพิ่มเติม และไม่ถึงขนาดอะไรๆ ก็ต้องตามหลักไปเสียหมด

“พ่อให้เข้าทางนั้น เพราะภูเขาจะได้อยู่ด้านหลังที่เรา แล้วด้านหน้าที่เป็นทางเข้ามีคลองไหลผ่านด้วย”

ตามหลักฮวงจุ้ยจริงเสียด้วย หิรัณย์ส่งเสียงตอบรับพ่อ ก่อนหันไปมองคนนั่งข้างๆ ที่หลับไปตั้งแต่ออกเดินทางได้สิบห้านาที เพราะจู่ๆ สุมิตราก็สะดุ้งและผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง

สุมิตราหันมองรอบๆ ตัวอย่างมึนงง หันไปสบตาหิรัณย์ก่อนเขาจะหันกลับไปมองทาง แล้วหันไปมองเบาะหลังที่เฮงเองก็มองมาอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่าสีหน้าเธอเป็นอย่างไร เฮงจึงถาม

“ฝันร้ายเหรอแซม”

สุมิตราส่ายหน้า ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ “มีใครปลุกแซมหรือเปล่า”

หิรัณย์หน้านิ่ว เฮงเป็นคนตอบให้ “เปล่า ลุงกับหินคุยกันอยู่ แซมก็สะดุ้งขึ้นมา”

นั่นแหละ สุมิตรารู้สึกเหมือนมีคนปลุก ปลุกด้วยการเขย่าตัวเธอแรงมากราวกับมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น… แต่จะว่าไปก็อาจเป็นเพราะนอนไม่สบายเลยเกิดความผิดปกติกับกล้ามเนื้อแบบชั่วครั้งชั่วคราวมากกว่า

“จิตสำนึกปลุกมั้ง”

เดี๋ยว… สุมิตราเหล่มองหิรัณย์ที่พูดมาแบบนั้น รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร ก่อนออกจากบ้านเธอกับเขาตกลงกันว่าจะสลับกันขับรถเพราะดูท่าแล้วน่าจะยังมีอาการเจ็ตแล็กกันอยู่ แต่ดูจากเวลาตอนนี้ สุมิตรารู้เลยว่าตัวเองเผลอหลับยาว “เดี๋ยวขากลับฉันขับให้”

“มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นแหละ”

เห็นลูกกับเด็กที่รักเหมือนลูกตึงใส่กันแล้ว เฮงอดบอกไม่ได้ “ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวพ่อขับเอง”

หิรัณย์ตอบกลับทันที “พ่อไม่ต้องเอาใจหมอแซม”

สุมิตราช่วยเสริม “ใช่ เอาเวลาไปสปอยล์ลูกชายลุงคนเดียวก็พอ”

หิรัณย์หยุดรถทันทีเพื่อหันมองหน้าสุมิตรา หญิงสาวจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ขณะเฮงทำได้แค่กะพริบตาปริบ มีรอยขบขันอยู่ในแววตาแต่ยังไม่กล้าขำออกมา กลัว ‘ผู้ใหญ่’ ทั้งสองคนจะรู้ว่าเขาขำที่ทั้งคู่ยังทำตัวเป็นเด็กๆ อยู่

ที่สุดเฮงเลยกดกระจกลง ยื่นหน้าออกไปนอกรถ ทำเหมือนเหตุการณ์ตบตีของคนในรถไม่เคยเกิดขึ้น “อากาศดีนะ”

หิรัณย์กับสุมิตราหันมองเฮง ก่อนหันกลับมามองหน้ากัน สุมิตราสะบัดหน้าใส่เขาได้ก่อน หิรัณย์อ้าปากทำท่าเหมือนจะพูดบางอย่าง ทว่าการที่สุมิตรากดหน้าต่างลง ยื่นหน้าออกไปข้างนอกเป็นเชิงบอกว่าไม่สนใจเขาอีกต่อไปแล้วก็ทำให้ต้องเงียบไว้ สุดท้ายหิรัณย์ก็ออกรถอีกครั้ง เลาะตามรั้วสีขาวไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงทางเข้าที่เป็นประตูไม้บานโต

เฮงลงจากรถหลังมันจอดสนิทเพื่อเดินไปไขกุญแจ มีสุมิตราลงจากรถมาช่วยอีกคน พอหิรัณย์เคลื่อนรถผ่านรั้วเข้าสู่บริเวณที่ดินจึงกลับไปขึ้นรถอีกครั้ง

หิรัณย์เอ่ยถามพ่อตน “ใช้รถวิ่งได้ทั่วเลยไหมพ่อ”

“ได้ คันนี้โฟร์วีล ลุยไปเลย”

หิรัณย์จึงขับรถไปตามทางที่มีรอยล้อรถปรากฏให้เห็น มีอยู่ไม่กี่จุดที่ทำให้เขาต้องกดให้รถใช้การขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ แต่พอกดใช้เป็นรอบที่สาม คนข้างตัวก็บอกเสียงอ่อย…

“ขับมั่ง”

ชายหนุ่มหัวเราะหึ เหล่มองสุมิตรา ส่งยิ้มไม่จริงใจให้ “ไม่เป็นไร พักผ่อนเถอะ ไว้ขับขากลับ”

สุมิตราดวงตาทอประกาย… ขากลับก็ยังดี ทว่า…

“ตอนออกจากที่นี่แล้ว”

หมายถึงเธออดขับในถนนสมบุกสมบันแบบนี้สินะ หญิงสาวค้อนใส่หิรัณย์แม้รู้ว่าเขาไม่ได้มองมาแล้ว ก่อนหันไปมองนอกตัวรถ ที่ผืนนี้เหมือนเป็นสวนผลไม้เก่าแต่ถูกทิ้งร้างไปนานจนกลายเป็นสวนกึ่งป่าไปเสียแล้ว ต้นไม้ใหญ่ทั้งที่คุ้นตาและไม่คุ้นตามีเต็มพื้นที่ พอเห็นลานโล่งอยู่ห่างไปสุมิตราก็ชี้ “ตรงนั้นน่าตั้งแคมป์เนอะ”

เฮงหันมองตาม พอรู้ว่าคือตรงไหน ก็เล่าให้ฟัง “ตรงนั้นเคยเป็นบ้าน บ้านไม้เก่าๆ ผุๆ ลุงดูแล้วไม่น่ารอด เลยรื้อขายซาก เอาบ้านใหม่มาลงง่ายกว่า” พอพูดถึงตรงนี้ก็นึกได้ จึงหันไปถามลูกชายตนต่อ “หินเลือกแบบบ้านได้หรือยัง บุษเขารอดีลให้อยู่”

“ส่งเข้าเมลให้แล้ว แต่แบบคอกม้ายังเลือกอยู่”

โดยไม่ทันระงับสติ สุมิตราถึงกับตาเหลือก “คอกม้า! คอกม้าอะไร”

หิรัณย์เหลือบมองหน้าสุมิตรา พูดเสียงเรียบ “ม้าอาราเบียน”

ม่ายช่ายยยย สุมิตราเกาหน้าตัวเองเบาๆ ทั้งที่ใจจริงอยากจะข่วนหน้าคนที่ตอบมาหน้าตาเฉยนั่นแหละ เธอไม่ได้ถามเขาว่าคอกม้าสายพันธุ์อะไร เธอแค่ตกใจที่เพิ่งรู้ว่าเขาจะทำคอกม้าที่นี่ “ทำไมทำคอกม้าที่นี่”

“อยากทำ”

สุมิตราให้เวลาตัวเองช็อกกับคำตอบของหิรัณย์สามวินาที ท้ายสุดก็หันขวับไปหาเฮงอย่างจะขอความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่ควรจะรู้ว่าทางนั้นก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก และจริง เฮงได้แต่ยิ้มแหย บอกเสียงเบาน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ

“หินเขาอยากทำ”

สุมิตรากลอกตาขึ้นข้างบนจนแทบเหลือแต่ตาขาว “เมื่อกี้ลูกลุงบอกแซมแล้ว… อยู่รวมกันที่ทริปเปิ้ลเอชแบบตอนนี้ก็ดีแล้วนี่ แซมจะได้ดูแลง่ายๆ”

“ถ้าหมอมีปัญหา ผมจ้างหมอคนอื่นก็ได้”

สุมิตราหันขวับมองหน้าหิรัณย์ เหลือบไปมองเฮง ก็เห็นผู้อาวุโสเอื้อมมือหนึ่งไปสะกิดไหล่ขวาของลูก อีกมือยกขึ้นตบลมคล้ายอยากบอกให้เธอใจเย็นๆ… แต่เธอจะไม่เย็นอีกต่อไปแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ บอกเสียงเรียบ “จำคำพูดตัวเองไว้นะ นายหิน”

หิรัณย์เหลือบมองสุมิตราเพียงชั่วครู่ เม้มปากเล็กน้อยเพราะสัมผัสได้ว่าสุมิตราเอาจริง รู้ตัวว่าใจเสียไปนิดหน่อย แต่จะให้เขาง้อหรือ ไม่มีวันเสียหรอก… เดี๋ยวให้พ่อคุยให้ก็ได้ แล้วพอเห็นว่าข้างหน้าเป็นทางซึ่งเต็มไปด้วยหินน้อยใหญ่ ดูออกว่าเคยเป็นทางน้ำแต่ตอนนี้แห้งเหือดเหลือแค่ร่องรอยแตกระแหง สุดทางน้ำจะขึ้นเนินสูงที่ไม่ได้ราบเรียบเสมอกัน หิรัณย์ก็กดใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ผ่านทางน้ำเก่าแล้วเหยียบคันเร่งเพิ่มแรงส่งเพื่อขึ้นเนิน ก่อนใจจะตกไปที่ตาตุ่ม เท้าเหยียบเบรก มือหนึ่งบังคับพวงมาลัยมั่นเพื่อให้ล้อตรงที่สุด เมื่อรถเกิดพุ่งแรงเกินควร แล้วยังไถลไปในทางที่หิรัณย์แน่ใจว่าเขาไม่ได้บังคับพวงมาลัยไปทางนั้น เสี้ยววินาทีต่อมารถก็เบรกชนิดหิรัณย์รู้สึกถึงแรงรั้งที่ไหล่จนเจ็บ มือหนึ่งยังจับพวงมาลัยมั่น อีกมือเอื้อมไปจับไหล่สุมิตราที่ร้องลั่นอย่างตกใจเหมือนเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ ตามด้วยการส่งเสียงเรียกพ่อตนอย่างตื่นตระหนก “พ่อ!”

เฮงลงไปกองกับพื้น แต่รู้ว่าลูกเป็นห่วงจึงรีบส่งเสียง “พ่อไม่เป็นไร”

แล้วจู่ๆ รถก็ดับสนิท หิรัณย์ดึงเบรกมือขึ้นป้องกันรถเลื่อนไถลไปไหนอีก หันไปมองสุมิตราซึ่งยังมีสีหน้าตื่นตกใจ แต่แน่นอนว่าปลอดภัย เพราะนอกจากมีหิรัณย์ดึงไว้แล้วเข็มขัดนิรภัยก็ยังทำงานดี ชายหนุ่มหันไปหาพ่อ แล้วรีบลงจากรถเพื่อไปพยุงพ่อซึ่งอยู่เบาะหลัง พอดึงพ่อขึ้นมานั่งบนเบาะได้แล้วจึงจับไหล่ จับแขนขาเพื่อสำรวจ

“พ่อ เป็นอะไรไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

เฮงยกมือขึ้นโบก รีบพูด “ไม่เป็นไรๆ ดีว่าตอนนั้นพ่อโน้มหน้าไปจะคุยกับแซม มือเท้าเบาะไว้พอดีเลยไม่ได้กระแทกแรง แค่ทรงตัวไม่อยู่… รถลื่นเหรอหิน”

หิรัณย์นิ่งงัน ทบทวนเหตุการณ์แล้วไม่รู้จะตอบอย่างไร “ไม่แน่ใจเหมือนกัน… เหมือนรถกระตุกแล้วก็คุมไม่อยู่ นี่เครื่องดับไปเลย”

เฮงพยักหน้ารับ ก่อนหันไปทางอีกคนซึ่งมองมาอยู่แล้ว เอ่ยถาม “เป็นไงแซม”

สุมิตรายิ้ม ตอบไปตามความจริง “ตกใจ แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”

หลังแน่ใจว่าปลอดภัยกันหมด ทั้งสามก็ลงจากรถ หิรัณย์ลองสตาร์ตรถอีกสองสามครั้ง เมื่อไม่ติดก็ถอดใจ เดินไปเปิดกระโปรงหน้า ดูคร่าวๆ ว่ามีส่วนใดเสียหายหรือไม่ หรือถ้าเครื่องยนต์ร้อนเกินไปก็จะได้ระบายความร้อนไปด้วยในตัว มองอยู่พักก็แน่ใจว่าตนทำอะไรไม่ได้เพราะเท่าที่ดูทุกอย่างก็ปกติ แบตเตอรี่ หม้อน้ำ สายไฟต่างๆ ล้วนอยู่ในที่ของมัน ยืนส่องเครื่องรถตากแดดอยู่อย่างนี้ก็รังแต่จะทำให้พ่อต้องมาพลอยตากแดดไปด้วย จึงออกปาก

“เข้าร่มกันดีกว่า”

สุมิตราหันหลังเดินไปยังใต้ร่มไม้ใหญ่ก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยเฮงกับหิรัณย์

“เดี๋ยวพ่อโทรเรียกคนมารับ” เฮงบอกแล้วหยิบโทรศัพท์ตนมาใช้งานทันที นัดหมายเรียบร้อยจนวางสายแล้ว จึงเปรยๆ “แต่กว่าจะมาถึงก็คงเกือบสองชั่วโมง หินกับแซมจะเดินสำรวจที่กันต่อก็ได้นะ พาแซมไปดูคอกม้าชั่วคราวสิ อยู่ใกล้ๆ ลานโล่งๆ ที่เราผ่านเมื่อกี้”

หิรัณย์กับสุมิตราหันมองหน้ากัน และหิรัณย์พูดได้ก่อน

“ไม่”

โดยไม่รอฟังต่อ สุมิตราบอกทันที “งั้นแซมไป”

แล้วออกก้าวเดินไปทันทีไม่สนใจใคร ทิ้งให้พ่อกับลูกชายยืนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น ท้ายสุดเฮงก็ถอนใจออกมาเบาๆ เอ่ยถาม

“หินจะไปหรือให้พ่อไป”

หิรัณย์บอกอย่างดื้อดึง “ไม่เห็นต้องมีใครไปเลย”

“จะปล่อยแซมเดินคนเดียวได้ไง”

“จะให้พ่ออยู่คนเดียวได้ไง”

เฮงส่ายหน้า บอกอย่างจะเอาใจลูก “พ่อไปเองก็ได้”

ทว่ายังไม่ทันได้ไปไหน ลูกก็เดินลิ่วตามสุมิตราไปให้เฮงได้แต่มองตาม ท้ายสุดก็ยกมือขึ้นเท้าสะเอวแล้วส่ายหน้า เรื่องอารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้นี่ ได้แม่มาชัดๆ สงสารคนที่ต้องมารับมือในอนาคตจริงๆ

 

สุมิตราเห็นแล้วว่าเขาเดินตามมา หน้าบอกบุญไม่รับชนิดเห็นได้แต่ไกล เธอไม่คิดหรอกว่าเฮงจะบังคับเขาเพราะแน่ใจว่าเฮงไม่มีทางบังคับลูกชายได้ เขาเต็มใจมาเองแต่คงไม่เต็มใจมา คิดแล้วสุมิตราก็สับสนเสียเอง จึงหยุดคิดแล้วเดินสำรวจสถานที่ต่อ เธอไม่รู้ว่าคอกม้าชั่วคราวที่เฮงว่าจะเดินไปถึงได้ทางไหน ดังนั้น จึงตัดสินใจจะยังไม่ไป ขอเดินดูรอบๆ ดูว่ามีจุดไหนน่าห่วงหรือไม่ถ้าจะทำเป็นสนามแข่งเอ็นดูแรนซ์จริงๆ เท่าที่ดูเธอยังไม่เห็นจุดที่จะเป็นอันตรายกับม้า อาจมีเนินสูงที่มีหน้าตัดสูงสักเมตรนิดๆ แต่คิดว่าหาเส้นทางเลี่ยงไปได้ไม่ยาก หรือไม่ก็ปรับพื้นที่เอา

สุมิตราเดินเลาะริมรั้วไปเรื่อยๆ ก่อนชะงักเมื่อเห็นศาลไม้เล็กๆ อยู่เบื้องหน้า ที่รายล้อมบริเวณโดยรอบอยู่คือรูปปั้นม้าหลากหลายขนาดและสีสันแต่ไม่มีม้าลายเลยสักตัว พอเดินถึงหน้าศาลสุมิตราก็หยุดยืนมอง ศาลไม้มีลักษณะเหมือนบ้านทรงไทย มีตัวบ้านใหญ่และระเบียงโดยรอบ ตัวบ้านใหญ่นั้นว่างโล่ง แต่รอบระเบียงเต็มไปด้วยตุ๊กตาตัวพระตัวนางรำคู่กัน

“เป็นเจ้าของที่เหรอ”

สุมิตราสะดุ้งเฮือก เกือบร้องกรี๊ดแล้วถ้ายกมือขึ้นปิดปากไม่ทันตอนได้ยินคำถามนั้น พอได้สติจึงเห็นว่าเป็นชายสูงวัย น่าจะเป็นชาวบ้านแถบนี้ ยืนอยู่นอกรั้ว ในมือมีตุ๊กตาปูนปั้นรูปม้าตัวเล็กๆ มาด้วย หญิงสาวยังไม่ทันได้ตอบก็ต้องหันไปมองหิรัณย์เมื่อเขาเดินมาขนาบข้าง เห็นเขาหน้านิ่วมองตุ๊กตาม้าในมือคนแปลกหน้าแล้วรู้ได้เลยว่าเขาไม่ชอบใจนัก… หมอนี่ขี้หวง พ่อก็หวง อะไรก็หวงไปหมด พอที่ผืนนี้เป็นของตัวเองก็คงหวง ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ สุมิตราชี้ไปที่เขา ก่อนตอบ “คนนี้ค่ะ เจ้าของที่”

“ลุงขอวางตุ๊กตาหน่อยนะ ลุงมาขอเจ้าแม่ไว้ พอท่านให้ก็เลยต้องแก้บน”

เจ้าแม่? สุมิตรานิ่งคิดอยู่ครู่ก็หันไปทางศาล พอจะเชื่อมโยงได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ในใจมีคำถามอยู่ร้อยแปดทว่าทำได้เพียงยืนเงียบเพราะคุณลุงจุดธูป นั่งลงคุกเข่าอยู่นอกรั้ว ยกมือไหว้หลับตาพึมพำอยู่พักใหญ่ก็ยกมือจรดหน้าผาก ปักธูปลงพื้นแถวนั้นแล้วยื่นมือนำตุ๊กตาม้าเข้ามาวางในรั้ว พอลุกยืนก็หันมาทางสุมิตรา ตอนแรกลุงทำท่าจะคุยกับหิรัณย์ แต่คงเห็นรังสีอำมหิตของเขา เลยหันมาคุยกับเธอแทน

“บ้านลุงอยู่ตรงโน้น พ้นโค้งโน้นไป หลังสีเขียว ลุงรับตัดหญ้าดูแลสวนด้วยนะ เผื่อจะใช้บริการลุง”

“ค่ะ” สุมิตราตอบรับด้วยรอยยิ้ม มองลุงเดินห่างออกไปก่อนหันมองหน้าหิรัณย์ ซึ่งเขาก็เท้าสะเอวมองไปยังศาลไม้หลังเล็กนั้น หน้านิ่ว ดูออกว่าหงุดหงิดที่มีศาลอยู่ในที่ตนอย่างนี้ แถมดูเป็นศาลที่ยังแอ็กทีฟ กล่าวคือยังมีคนมากราบไหว้บนบาน ตุ๊กตาละครที่เห็นล้วนเป็นของใหม่ อดถามไม่ได้ “คุณไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ใช่ไหม”

หิรัณย์ย้อนทันที “หมอเชื่อเหรอ”

“อยู่ตรงกลาง ไม่ได้เชื่อ แล้วก็จะไม่บอกว่าไม่เชื่อด้วยน้ำเสียงดูถูก” สุมิตราหวังเตือนให้อีกฝ่ายระวังความคิด ด้วยลักษณะเขานั้น แค่อยู่เฉยๆ ก็เหมือนพร้อมจะดูถูกคนอื่น วางตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

“ผมโตมากับพ่อที่ไหว้เทพและเคร่งฮวงจุ้ย” หิรัณย์บอกราวกับรู้ว่าสุมิตราคิดอะไรอยู่ อธิบายเหตุผลของตน “ผมแค่ไม่ชอบที่มีคนอื่นมายุ่มย่ามในที่ของผม”

หิรัณย์มองรั้ว มองศาล พิจารณาอีกทีก่อนตัดสินใจได้ “เดี๋ยวปรับแนวรั้วใหม่ ให้ศาลไปอยู่นอกรั้วแล้วกัน”

สุมิตราเลิกคิ้ว ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะตัดสินใจทำแบบนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำเพื่อคนอื่นก็เป็นด้วย แต่พอคิดอีกทีสุมิตราคิดว่าเขาแค่ตัดปัญหามากกว่า ถ้าศาลยังอยู่ในเขตรั้ว ก็จะมีคนมายุ่มย่ามไม่จบไม่สิ้น ถ้าเขารื้อถอนก็คงต้องเจอเรื่องวุ่นวายแน่ อาจมีคนที่เคารพศาลนี้มาโวยวาย หรือจริงๆ ด่านแรกก็อาจเป็นเฮง เพราะถ้าเฮงจะรื้อเขาคงรื้อเสียนานแล้ว ไม่ปล่อยไว้จนเธอเดินมาเจอแบบนี้

หญิงสาวสบตาเขาเงียบๆ อยู่พัก ก็ตัดสินใจจะออกเดินต่อ ก่อนต้องหยุดยกมือขึ้นป้องหน้าเมื่อมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้น ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักแล้วใจหาย รีบเงยหน้าขึ้นมองและได้แต่เบิกตากว้าง เพราะกิ่งที่ร่วงลงมานั้นแผ่กิ่งก้านใหญ่จนไม่รู้จะหลบอย่างไร รู้ตัวอีกทีเธอก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของหิรัณย์ เหมือนเขาจะรั้งเธอให้นอนลง จนได้ยินเสียงกระแทก… ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในชั่วเสี้ยววินาทีจนสุมิตราเกือบลำดับเหตุการณ์ไม่ถูก ตอนนี้เธอกำลังช่วยหิรัณย์เลื่อนกิ่งไม้ออกให้พ้นตัว จนลุกนั่งได้ หันไปมองหน้าเขาจึงได้เบิกตากว้างอีกครั้ง คราวนี้กว้างกว่าตอนเห็นกิ่งไม้หล่นใส่มาก “หิน…”

เขาหัวแตก เลือดไหลพรูเลยทีเดียว สุมิตรารีบหยัดตัวขึ้นใช้เข่ารับน้ำหนักเพื่อจะได้โน้มศีรษะเขาเข้ามาดูแผลได้ถนัดๆ พอเห็นว่าไม่ใช่แผลแบบที่จะปล่อยผ่านได้ก็รีบรั้งให้ลุกขึ้น ออกแรงประคองเมื่อเขาเซเล็กน้อย “ไหวไหม”

ดวงตาเขาหรี่ปรือ ตอนนี้เหมือนกำลังเพ่งอะไรบางอย่างที่อยู่ห่างออกไป สุมิตราเลยเดาว่าตอนนี้เขาอาจกระทบกระเทือนจนตาพร่า “นั่งรอตรงนี้ จะไปเรียกลุงเฮงมาช่วย”

ทว่ามือใหญ่กลับจับแขนสุมิตราไว้แน่น บอกเสียงเบา

“ไหว ไปด้วยกัน”

นั่นทำให้สุมิตราตัดสินใจจับแขนเขาพาดไหล่ โอบเอวเขาไว้เพื่อเธอจะได้ออกแรงประคองถนัดๆ ยิ่งเห็นเขาหลับตาลงก็ยิ่งรู้สึกไม่ค่อยดี กิ่งไม้ค่อนข้างใหญ่ แม้มีกิ่งและใบที่แผ่กว้างช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน แต่เสียงกระทบที่เธอได้ยินไม่ใช่เบา อีกอย่างอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณหัวก็น่ากลัวทั้งนั้นในความรู้สึกเธอ

และเพียงเฮงหันมาเห็น สุมิตรายังไม่ต้องเอ่ยปากเรียก ผู้อาวุโสก็แล่นลิ่วเข้ามาหา หน้าตาประหนึ่งเจ็บกว่าคนมีแผลสามเท่า

“หิน นี่เกิดอะไรขึ้น”

สุมิตราตอบแทนให้ “กิ่งไม้หักหล่นใส่ ลุงเฮงรับหน่อย แซมจะลองไปสตาร์ตรถ”

แล้วพอส่งหิรัณย์ให้พ้นตัวได้ สุมิตราก็กระโจนขึ้นรถ กดสตาร์ตอยู่สามรอบ ทุบพวงมาลัยสองทีอย่างร้อนใจ ก่อนกดสตาร์ตอีกรอบ… ไม่ติด หญิงสาวนิ่งไป สายตามีรอยครุ่นคิด แต่ให้ตายสิ เธอไม่ชอบวิธีนี้แน่ กระนั้นก็อยากรู้ อยากลอง

ถ้าเจ้าแม่ที่ศาลอยากได้ม้า ก็ทำให้รถใช้งานได้สิ เจ้าแม่จะไม่ได้แค่ตุ๊กตาม้าหรอก แต่จะได้ม้าจริงๆ มาเป็นคอกเลย

คิดดังนั้นแล้ว สุมิตราก็ลูบปุ่มกดสตาร์ตด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ยอมรับว่าเธอไม่กล้ากด

“หิน!”

หันขวับไปมองตามเสียงเฮง ก็เห็นว่าหิรัณย์หมดสติแล้ว ตอนนี้เฮงค่อยๆ จับให้ลูกชายนอนไปกับพื้นแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุมิตราตัดสินใจกดปุ่มสตาร์ต

มันติด!

วินาทีนั้นเธอไม่สนแล้วว่ามันติดเพราะอะไร สุมิตรากระโจนลงจากรถ เข้าไปหิ้วขาหิรัณย์ขณะเฮงยกด้านไหล่ กระทั่งพาเขาขึ้นรถได้ เฮงขึ้นไปนั่งกับลูกแล้ว สุมิตราจึงรีบขับรถออกจากบริเวณนั้น ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที!

 

“แซม…”

เสียงเรียกแผ่วเบาทำให้สุมิตราละสายตาจากมือถือตนหันไปมองต้นเสียง มองหน้าเขานิ่งๆ อยู่สองอึดใจ ค่อยเอ่ยถาม “เป็นไง”

หิรัณย์ยังไม่ตอบ มองไปรอบๆ เห็นเตียงคนป่วยรายรอบตัวเองแล้วถามสุมิตรา “โรงพยาบาลเหรอ พ่อล่ะ”

“ฉันบังคับให้ไปหาอะไรกิน”

หิรัณย์ลุกขึ้นนั่ง ยกมือแตะบริเวณที่ตนรู้สึกเจ็บแผ่วเบา ก่อนเอื้อมมือไปคว้าแขนสุมิตรา ส่งเสียงเรียกทันทีที่หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำท่าจะเดินไป “แซม ไปไหน”

สุมิตราหันกลับมามอง เห็นหน้า สายตา ท่าทางของเขา… แล้วอดขำไม่ได้ ตอบออกไปก่อนหวังให้เขาเบาใจว่าเธอไม่ได้ทิ้ง “ ฉันแค่จะไปหาน้ำให้ น้ำในเหยือกคุณคงไม่กินใช่ไหมล่ะ”

ก็ใช่… ถ้าไม่รู้ว่าน้ำมาจากแหล่งที่มาใด หิรัณย์ไม่กิน และถึงแม้ตอนนี้จะรู้สึกหิวน้ำมากแค่ไหนหิรัณย์ก็อดทนได้

“ยังไม่กิน ไม่ต้องไป”

นั่นทำให้สุมิตราถามอย่างอดใจไม่ไหว “นี่กลัวอะไร”

หิรัณย์นิ่วหน้า บอกเสียงแผ่ว “ไม่ได้กลัว แค่ไม่ชอบคนเยอะ”

สุมิตรามองไปรอบๆ แล้วพอเข้าใจความรู้สึกของ ‘คุณชาย’ อยู่บ้าง ใครก็ไม่รู้สภาพไม่ดีนักเพราะต่างก็เป็นคนป่วย แล้วก็มาอยู่รวมในห้องเดียวกันตั้งหลายคน “ก็มันห้องรวม ห้องพิเศษเต็ม… เดี๋ยวพอหมดเวลาเยี่ยมฉันก็อยู่กับคุณไม่ได้แล้ว เดี๋ยวพ่อคุณมาเปลี่ยน”

“ผมออกเลยได้ไหม ไม่อยากค้างที่นี่”

สุมิตราจ้องหน้าหิรัณย์ เห็นความไม่สบายใจค่อนไปทางหวั่นๆ แล้วทั้งหมั่นไส้ทั้งสงสาร แต่คราวนี้ความสงสารมีมากกว่าเพราะแผลที่… อาจจะเรียกได้ว่าเกิดเพราะปกป้องเธอ หญิงสาวดึงแขนตัวเองออกจากมือเขา ก่อนบอก “เดี๋ยวฉันไปถามพยาบาลให้แล้วกัน”

แล้วสุมิตราก็ต้องตกใจ เข้าไปจับแขนหิรัณย์เมื่อเขาก้าวลงจากเตียงทันที

“ไปด้วย”

เป็นเอามาก… สุมิตราส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ดูออกว่าเขาไม่อยากอยู่คนเดียวแม้สักเสี้ยววินาที จึงไม่ได้ว่าอะไร เดินออกไปหาใครสักคนที่จะช่วยจัดการเรื่องนี้ได้โดยมีหิรัณย์เดินตามแบบอยู่ห่างไม่เกินหนึ่งก้าว

พอหิรัณย์ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล สุมิตราก็โทรศัพท์ส่งข่าวให้เฮงรู้ นั่งรอโดยไม่มีบทสนทนาใดอยู่พัก เฮงก็ย้อนกลับมา สุมิตราอาสาเป็นคนขับรถให้ เฮงจะได้ไปดูแลลูกชายตามต้องการ

ฟ้ามืดแล้วตอนสุมิตราเลี้ยวรถเข้าอาณาเขตของเฮง ได้ยินเสียงเฮงบอกลูกก่อนลงจากรถ

“พ่อทำบ้านให้หินแล้ว แต่วันนี้หินนอนกับพ่อก่อนนะ”

หิรัณย์ส่งเสียงตอบรับแผ่วเบา ตามมาด้วย “พ่อ… หิว”

เฮงรีบตอบรับ “ได้ๆ พ่อจะไปทำให้เดี๋ยวนี้เลย กินอะไรดี”

“กะเพราหมูสับ”

เฮงยิ้มกว้าง ลูกพูดเสมอว่าไม่เคยกินผัดกะเพราที่ไหนอร่อยเท่าพ่อทำ การเลือกผัดกะเพราเป็นมื้อแรกเมื่อได้กลับบ้านเป็นการบอกว่ายังชอบอยู่ “ไข่ดาวด้วยไหม”

“ซันนี่ไซด์อัปนะ”

“โอเค” ตอบลูกแล้วเฮงหันไปทางสุมิตราที่นั่งหน้าบูดมองมาอยู่ “ฝากแซมด้วยนะ พาหินไปส่งที่ห้องนอนลุงเลย”

เฮงลงจากรถไปแล้ว สุมิตราค่อยลงจากรถบ้าง เดินไปเปิดประตูให้หิรัณย์ที่ยังนั่งเอนหลังแหงนศีรษะวางไปบนพนักพิง “ก็บอกให้แวะกินก่อนก็ไม่แวะ ตอนนี้มาบ่นหิว”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรา ตอบกลับเสียงเรียบ “ผมพูดกับพ่อ”

เออออ เธอมันเผือก! สุมิตราทำตาขวางใส่หิรัณย์ “ก็ใช่สิ นอกจากพ่อแล้วก็คงไม่มีใครยอมคุณขนาดนี้ คิดไหมว่าลุงเฮงเหนื่อยแล้ว ควรพัก”

“ไม่ พ่อดีใจที่ผมอยากกินอาหารฝีมือพ่อ”

เออออ นั่นก็ใช่อีก สุมิตราถอนใจเฮือกใหญ่ กวักมือเรียกหิรัณย์ “ลงมาจากรถได้แล้ว”

หิรัณย์ขยับตัวลงมาจากรถอย่างเชื่องช้า แถมพอลงมาแล้วยังเซถอยไปกระแทกกับโครงประตู สุมิตราจึงรีบเข้าไปประคองด้วยการยกแขนเขาพาดไหล่ เอามือโอบรอบเอวเขาแล้วพาออกเดิน

“พาไปตู้ยาก่อน”

“พอเถอะ ฉันจะพาคุณไปห้อง จะเอายาอะไรบอก เดี๋ยวเดินไปเอาให้ เรื่องอะไรฉันจะต้องหอบคุณเดินไปเดินมา นึกว่าตัวเองเบาเหมือนตุ๊กตาหมีเรอะ คิดสิคิด”

“ขี้บ่น”

“นี่!” สุมิตราแหวแรง แต่พอเขาเซไปอีกทางหญิงสาวก็เสียสมาธิ สุมิตราโอบเขาแน่นขึ้น รวบรวมเรี่ยวแรงทำให้เขากลับมาเดินตรงทาง พอเปิดประตูห้องนอน หย่อนเขาให้นั่งลงบนเตียงได้แล้วค่อยบอก

“พรุ่งนี้คุณน่าจะไปตรวจละเอียดๆ อีกทีนะ”

มีเพียงเสียงอือตอบรับ สุมิตราไม่ได้หวังมากกว่านั้นอยู่แล้วจึงถามต่อ “อยากได้ยาอะไร”

“แก้ฟกช้ำ”

สุมิตราขมวดคิ้ว “คุณเจ็บที่อื่นอีกเหรอ”

พอเขาไม่ตอบ แค่มองหน้าเธอเหมือนอยากพูดใส่หน้าว่าเธอแค่เดินไปหยิบยามาโดยไม่ต้องถามได้ไหม สุมิตราก็ชักสีหน้าใส่เขาแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปยังตู้ยาสามัญประจำบ้าน หยิบยาทาแก้ฟกช้ำซึ่งเฮงมีติดตู้ไว้มากเป็นพิเศษเพราะต้องเตรียมไว้เผื่อคนงานคอกม้าด้วย เดินกลับไปยังห้องเพื่อเอาไปยื่นให้หิรัณย์

“ของแซม”

ฮะ? สุมิตราอ้าปากหวอใส่เขา ทวนคำบอกของเขาอีกนิดหวังว่าตัวเองจะเข้าใจอะไรมากขึ้น “ยานี่ของฉันเหรอ คืออะไร”

แทนคำตอบ หิรัณย์ชี้ไปที่แขนสุมิตราข้างที่ถือยาอยู่ จุดที่ชี้ปรากฏรอยช้ำที่มีครบสามสีแดง เขียว ม่วง ซึ่ง… สุมิตราเพิ่งเห็น ก็อยากจะซาบซึ้งนะที่เขาใส่ใจ แต่… “แล้วมันเรื่องอะไรจะต้องให้ฉันเดินไปเดินมา”

“วันนี้แซมนอนไหน”

ฮะ? สุมิตราเลยได้อ้าปากค้างอีกรอบ ยกมือขึ้นเท้าสะเอว หน้าตาเหนื่อยหน่ายกับการพูดโดยไม่สนว่าคู่สนทนาต้องการคุยเรื่องใดกับเขา ตัดสินใจว่าจะเลียนแบบเขาบ้างจึงหันหลัง ตั้งใจว่าจะเดินออกจากห้องไปเลยโดยไม่ตอบ

“นอนห้องข้างๆ นี้ได้ไหม”

น้ำเสียงเขาบอกชัดเจนว่ากำลังขอร้อง… สุมิตราหันกลับมามอง ได้ฟังอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ปฏิเสธไม่ลง

“เผื่อเกิดอะไร… แซมจะได้ช่วยพ่อ”

เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับเขา… สุมิตราจึงพยักหน้ารับ “โอเค”

“ขอบคุณ”

สุมิตราไม่ตอบ หันหลังเดินออกจากห้องขณะคิดอยู่ในใจ… เขาไม่จำเป็นต้องขอบคุณ เพราะการยอมทำตามที่เขาขอนั้นไม่ใช่เพื่อเขา แต่เพื่อเฮง!

 

ม้า… ม้าเต็มไปหมด สุมิตราหันมองรอบตัวแล้วตื่นตาตื่นใจ หุบยิ้มไม่ได้เลยเพราะเธอถูกรายล้อมไปด้วยม้าไทยตัวขนาดกำลังปล้ำสนุก สุมิตราหันไปจับม้าตัวที่ใกล้ที่สุดก่อน ลูบหน้าผากเบาๆ เมื่อม้าไม่มีท่าทีตื่นตกใจเหมือนคุ้นเคยกับเธอดีอยู่แล้ว ต่อมาก็จับเปิดปาก ดูฟันเพื่อตรวจอายุตามความเคยชิน ไล่สำรวจเนื้อตัว ยกขาขึ้นดูกีบ ทำแบบนั้นไล่วนไปจนสุมิตราคิดว่าเธอตรวจม้าครบทุกตัวแล้ว ก่อนนึกได้… จะเก็บเงินจากใครได้ล่ะนี่ ม้าใครก็ไม่รู้ มาตรวจให้โดยที่เจ้าของยังไม่ได้ร้องขอด้วยซ้ำ

สุมิตรามองไปรอบๆ แล้วเพิ่งตระหนัก… เธออยู่ในที่ดินผืนใหม่ของเฮง หรือพูดให้ถูกคือของหิรัณย์เพราะเฮงซื้อให้เขา หงุดหงิดขึ้นมาทันที นี่แปลว่าเฮงซื้อม้าใหม่โดยไม่บอกเธอใช่ไหม นี่ถ้ารู้ว่าซื้อมาโดยไม่ตรวจก่อนซื้อด้วยละก็ เฮงได้ถูกเธอบ่นสามวันไม่จบแน่ แต่… ถ้าเฮงซื้อมาไว้ที่นี่ ก็อาจเป็นหิรัณย์ที่ขอซื้อ และถ้าเธอจำไม่ผิด หิรัณย์ไม่ซื้อม้าไทย ไม่ใช่ว่ารังเกียจรังงอนอะไร แต่เป็นเพราะหิรัณย์คิดว่าม้าไทยตัวเล็กเกินไป ไม่เหมาะกับการใช้งานทั้งของตนและแม้แต่ของพ่อ ถ้ารีสอร์ตของเฮงเลี้ยงม้าไว้ดูเล่นเฉยๆ ก็ยังพอใช้ม้าไทยได้ แต่พอมีบริการขี่ม้าด้วย จึงต้องดูม้าสายพันธุ์อื่นที่ตัวใหญ่กว่าโดยเน้นไปที่ม้าเทอโรเบรดซึ่งเป็นม้าแข่งที่ถูกปลดประจำการ มีสภาพดีพอจะใช้งานต่อได้โดยสุมิตราเป็นคนตรวจให้ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากนั้นก็จะมีม้าอีกส่วนที่เป็นความชอบของสองพ่อลูกด้วย เฮงชอบม้าพันธุ์ควอเตอร์ ส่วนหิรัณย์ชอบฮาโนเวอเรียน จึงมีม้าสายพันธุ์นี้อย่างละสองตัว ตอนนี้มีอาราเบียนของหิรัณย์มาอยู่อีกหก

ประเด็นคือ… ใครเป็นคนเอาม้าไทยเหล่านี้มา

“ชอบม้าเหรอจ๊ะ”

สุมิตราหันขวับไปตามเสียงนั้น เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนยิ้มให้อยู่ หน้าตาท่าทางใจดี และยัง… สวย จนสุมิตราร้องว้าวอยู่ในใจ รีบตอบกลับ “ค่ะ ม้าน่ารัก”

อีกฝ่ายหัวเราะ ยกมือขึ้นลูบหน้าม้าตัวที่เข้ามาใกล้ แล้วพอสุมิตรานึกออกก็รีบถาม “คุณ… ทำอะไรอยู่ที่นี่เหรอคะ”

“ก็… ดูแลพื้นที่ เฝ้าของ เฝ้าอะไรไปเรื่อยจ้ะ”

เห… “ลุงเฮงจ้างคุณเหรอคะ” ถามแล้วสุมิตราเห็นอีกฝ่ายทำหน้างง ทว่าครู่เดียวก็ยิ้ม มีสีหน้าเหมือนรู้แล้วว่าเฮงคือใคร

“ไม่ได้จ้างจ้ะ”

อ้าว… สุมิตราคิดว่าจะลองคุยแบบประนีประนอม กรณีเกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น “ถ้างั้น คุณเป็นญาติลุงเฮงหรือเปล่าคะ ถึงได้มาช่วยลุงเฮงดูที่ผืนนี้… บ้านคุณอยู่แถวนี้ใช่ไหมคะ”

อีกฝ่ายยิ้มละไม “บ้านฉันอยู่ที่นี่จ้ะ”

งงไปกันใหญ่แล้ว… สุมิตรามองไปรอบๆ บริเวณอีกที เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงเธอเข้าใจผิดหรือผู้หญิงตรงหน้าเธอเข้าใจผิด ที่นี่ใช่ที่ดินใหม่ของเฮงจริงหรือเปล่า บางทีอาจเป็นเธอที่ทะเล่อทะล่าเข้าที่ดินของคนอื่น พอเห็นว่ามันคล้ายๆ ที่ของเฮงก็เหมาเอาเอง แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ม้าไทยหลายตัวที่รายล้อมอยู่นี่ก็มีคำอธิบายที่ดีกว่าการบอกว่าเฮงซื้อม้าใหม่โดยไม่บอกเธอ

แต่… นั่น สุมิตราเดินเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อจะหาข้อพิสูจน์ และพบว่าเธอไม่ได้เข้าใจผิด นี่เป็นที่ของเฮงจริงๆ เธอจำศาลไม้หลังนี้ได้ หญิงสาวหันกลับไป คิดว่าจะเจรจาให้แน่ใจ เพราะหากผู้หญิงคนนี้ตีเนียนเป็นเจ้าของที่จริงคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เธอคงต้องบอกเรื่องนี้ให้เฮงรู้ด้วย

ทว่าสุมิตรากลับต้องยืนตัวแข็ง ก้าวขาไม่ออก สิ่งที่เคลื่อนไหวได้มีเพียงลูกตาที่กลอกมองไปมา บรรดาม้าไทยที่เคยน่ารักน่าใคร่ ตอนนี้กลายเป็นเพียงกลุ่มควันสีดำที่ให้รูปร่างแบบม้า ตรงตำแหน่งดวงตากลายเป็นดวงไฟสีแดงฉาน สาวสวยพูดจาหวานหูหายไปอย่างไร้ร่องรอย สุมิตรารู้สึกว่ากลุ่มควันรูปม้านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้โดยเธอไม่สามารถถอยหนีได้แม้ในหัวจะร้องสั่งตัวเองลั่นให้ถอย ให้หนี

ปกติเธอรักม้า… แต่ต้องไม่ใช่ม้าปีศาจแบบนี้สิ!

ยิ่งฝูงม้าเข้ามาล้อมเธอใกล้มากขึ้นเท่าไร สุมิตรายิ่งหายใจไม่ออก ฉับพลันเธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะแหลมบาดหู เป็นเสียงหัวเราะที่บอกชัดว่าพึงใจกับการเห็นเธอทรมาน…

Don`t copy text!