เกมอาชา บทที่ 9 : พันอาชารักษา

เกมอาชา บทที่ 9 : พันอาชารักษา

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

ฤกษ์สำหรับออกเดินทางของโผนคือวันพรุ่งนี้ ครานี้พ่อม้าพันธุ์ดีอยู่ไม่ไกลมากนัก เดินทางข้ามเพียงสองแขวงเท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือในระยะนี้กลุ่มโจรชุดดำออกปล้นบ่อยครั้ง สายข่าวของเขารวบรวมข่าวส่งมาให้ทางม้าเร็ว ซึ่งโผนพินิจดูแล้วกังวลใจอยู่นิดหน่อยเพราะคล้ายกับทางโจรกับทางเขาจะใกล้เคียงกันอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนทุกครั้งที่ต้องเดินทาง โผนจะดูให้แน่ใจว่า ‘ด่าง’ ม้าคู่ใจของเขาพร้อมเดินทาง ชายหนุ่มกำลังกราดฝุ่นออกจากตัวด่างก่อนอาบน้ำให้ ขณะบ่าวสนิทคนหนึ่งวิ่งเข้ามาส่งข่าว

“พ่อนาย เจ้าเมืองมาขอรับ”

โผนจึงรีบเช็ดเนื้อเช็ดตัวแล้วเดินไปต้อนรับ ทว่าเดินไปไม่ไกลนัก เพราะท่านเจ้าเมืองเดินมาหาถึงคอกม้า โผนรีบนั่งกระหย่งลงเบื้องหน้าเจ้าเมือง ยกมือไหว้ทำความเคารพ

เจ้าเมืองยื่นมือไปรับไหว้ ตบบ่าพลางบอก “ลุกขึ้นเถิดเอ็ง นั่งอย่างนี้จะคุยไม่สะดวก”

โผนลุกยืน กระนั้นก็ยังค้อมหลังลงเล็กน้อย เอ่ยถาม “ท่านเจ้าคุณมาหากระผมถึงนี่ มีเหตุอันใดฤๅขอรับ”

“เอ็งได้ข่าวเรื่องอ้ายโจรชุดดำแล้วฤๅไม่ โผน”

“ได้แล้วขอรับ”

“เอ็งเลื่อนการเดินทางครานี้ไปก่อนดีฤๅไม่ ให้ทางการกวาดล้างซ่องโจรชุดดำเสียก่อน”

โผนตอบได้ทันที เพราะหากลังเลเขาคงไม่มาเตรียมม้าเช่นนี้ “อย่าห่วงเลยขอรับท่านเจ้าคุณ กระผมเตรียมการมาหลายเพลาแล้ว ครานี้คัดคนฝีมือดีไปด้วยถึงหกคน”

เจ้าเมืองถอนใจยืดยาว ก่อนพูดคล้ายจะรำพึงรำพัน “เข้าป่าห้ามพูดถึงเสือสาง แต่ข้าก็ห่วงเอ็งนัก หากเคราะห์หามยามร้าย เกิดเหตุกับเอ็ง ข้าจะบอกพ่อเอ็งเยี่ยงไร”

โผนยิ้มได้ รู้ว่าเจ้าเมืองเป็นห่วงจากใจจริง นอกเหนือจากการที่โผนเป็นลูกของทหารคนสนิทที่สละชีพปกป้องเจ้าเมืองในครั้งปราบกบฏเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว การที่เจ้าเมืองเห็นเขามาแต่เล็กยิ่งทำให้เอ็นดูเขาราวกับลูกก็ไม่ปาน “หากเกิดเหตุกับกระผม กระผมคงได้ล่วงหน้าไปบอกพ่อก่อนว่าท่านเจ้าคุณดูแลกระผมอย่างดี ได้อวยยศเป็นพันอาชารักษาก็เพราะท่านเมตตา”

“เอ็งอย่าได้พูดเยี่ยงนี้  ที่เอ็งได้ดิบได้ดีนี้ก็เพราะฝีมือการคัดม้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของเอ็งฉกาจนักจนข้าได้ม้างามๆ หลายสิบตัว หากไม่มีเอ็งแล้ว ม้าของข้าคงตายเสียเกินครึ่งคอกตอนเกิดโรคระบาด หากไม่เกรงว่าเอ็งจักถูกผู้อื่นเขม่น ข้าคงให้เอ็งขึ้นยศหมื่นเป็นแน่”

“เยี่ยงนั้นขอท่านเจ้าคุณโปรดเชื่อใจกระผม กระผมมิอาจยอมให้ท่านเจ้าคุณพลาดพ่อม้าตัวนี้ได้จริงๆ ขอรับ ทั้งกระผมคำนวณแล้ว หากพาพ่อม้ามาทันแรมห้าค่ำ จะขึ้นอีสีบัวได้พอดี ลูกม้าต้องออกมาเป็นเลิศทั้งรูปร่าง ฝีเท้า แลนิสัยเป็นแน่”

เห็นสีหน้าเจ้าเมืองแล้ว โผนแน่ใจว่าเจ้าเมืองย่อมอยากได้ม้าที่ดีเลิศตามคำรับรอง หากยังเป็นห่วงสวัสดิภาพของตนอยู่นั่นเอง จึงเกลี้ยกล่อมต่อไปอีก “ท่านเจ้าคุณย่อมรู้ว่าครูมวยครูดาบของกระผมคือใคร”

เจ้าเมืองนิ่งไปอีกอย่างครุ่นคิด รู้ว่าฝีมือเพลงดาบเพลงมวยของโผนและบ่าวไพร่ของโผนนั้นเลื่องลือ เพราะพ่อของโผนเป็นทหารไทยเชื้อสายมอญ จึงสามารถผสมผสานเพลงดาบเพลงมวยสองสายให้รวมเป็นหนึ่งได้  โผนเองฝึกปรือกับพ่อตนมาแต่เล็กแต่น้อย พอโตขึ้นต้องเดินทางตามหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้าลักษณะดี ก็ยิ่งต้องฝึกปรือฝีมือเพิ่ม ตัวท่านเจ้าเมืองเองก็ให้เรียนวิชาการต่อสู้อีกหลายแขนง รวมไปถึงเรื่องคาถาอาคมไว้ใช้ในยามคับขัน  อันที่จริงหากเป็นโจรทั่วไปคงไม่น่าห่วงมาก แต่เพราะอ้ายโจรชุดดำกลุ่มนี้โหดเหี้ยมนัก มันปรากฏตัวที่ใดต้องมีคนตาย กับผู้หญิงมันข่มขืนแล้วฆ่า กับผู้ชายมันทรมานก่อนฆ่าทิ้ง ไม่เว้นแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดง จึงกังวลอย่างมากว่าโผนอาจไปเจอเข้า

“แลกระผมคิดว่าอาจเป็นการดีถ้าได้เจอกับอ้ายโจรชุดดำ พวกกระผมคงทอนกำลังมันลงได้สักครึ่ง ฤๅหากโชคอำนวยก็อาจปราบมันได้ราบคาบ มิต้องเป็นเสี้ยนหนามตำตาพวกเราอีกสืบไป”

เจ้าเมืองครุ่นคิดอีกครู่ จึงตัดสินใจได้ “ข้าจะให้ทหารฝีมือดีของข้าไปกับเอ็งด้วยสี่คน”

โผนยกมือขึ้นประนม “ขอบพระเดชพระคุณขอรับ”

ก่อนโผนต้องนิ่งอึ้ง เมื่อเจ้าเมืองถอดสิ่งหนึ่งออกจากนิ้วยื่นส่งให้เขา… เป็นแหวนพิรอดหางช้างที่โผนเห็นติดตัวเจ้าเมืองมาตั้งแต่จำความได้ เป็นของขลังจากพระภิกษุที่ท่านเจ้าเมืองกราบไหว้เป็นอาจารย์ซึ่งบัดนี้ท่านละสังขารไปแล้ว หมายความว่าจะไม่สามารถทำแหวนพิรอดให้เจ้าเมืองได้อีก โผนจึงไม่กล้ารับ ขนาดว่าแหวนถูกยื่นมาตรงหน้าแล้ว

“เอ้า รับไปเสีย เขี้ยวเสือของพ่อเอ็ง แหวนพิรอดหางช้างของข้า คงไม่มีหน้าไหนทำร้ายเอ็งได้”

“ท่านเจ้าคุณ กระผมมิอาจรับ…”

เพราะรู้ว่าคนรับลำบากใจ จึงบอกเจตนาของตน “ข้าหมายใจจะให้เอ็งนานแล้วโผน ประจวบเหมาะเหตุการณ์นี้พอดี แหวนวงนี้ข้าเห็นพระอาจารย์โยนเข้ากองไฟกับตาแลมันปลอดภัยมาถึงเอ็ง เอ็งรับไปเถิด”

โผนเห็นความตั้งใจมั่น จึงยกมือไหว้ท่วมหัวก่อนรับแหวนมา รู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูกในชั่วแวบที่ได้สัมผัสแหวนจึงยกจรดแหวนเหนือหัวเพื่อบูชาก่อนสวมใส่ ให้คำมั่นกับเจ้าเมือง “กระผมจะใส่ติดนิ้วไว้มิยอมถอดเลยขอรับ”

“คาถากำกับเอ็งรู้อยู่แล้วใช่ฤๅไม่”

“รู้ขอรับ”

“ดี เอ็งเตรียมการให้เรียบร้อยเถิด ขาดเหลือสิ่งใดให้คนไปบอกที่จวนข้า”

หลังเจ้าเมืองกลับไปแล้ว โผนจึงกลับมาดูแลด่างต่อ ดูกีบให้แน่ใจว่าสมบูรณ์พอจะสมบุกสมบันไปด้วยกันได้ตลอดการเดินทาง อีกครู่หนึ่งบ่าวคนเดิมก็เข้ามาบอกอีก

“พ่อนาย แม่นายกาบให้บ่าวส่งสำรับมาให้ขอรับ”

โผนมองหน้าบ่าวตนซึ่งยิ้มแหยส่งให้ คงรู้ว่าเขาไม่ชอบใจนัก หันกลับมาดูกีบด่างอีกรอบไม่ตอบคำใด กระทั่งได้ยินคำถามอีก

“ให้ข้าทำเยี่ยงไรดีขอรับ”

นั่นทำให้โผนหันมองบ่าวด้วยตาวาวๆ ให้คนถามรีบยกมือประนมท่วมหัว

“โอยยย พระเดชพระคุณของอ้ายกลอย อ้ายกลอยมิได้อยากทำให้ระคายใจ แต่มิรู้จะทำเยี่ยงไรจริงๆ นะขอรับ”

“ถ่ายสำรับของแม่นายกาบ ล้างถ้วยชามเสียให้เรียบร้อยแล้วเอากลับไปคืน อย่าลืมแบ่งขนมในครัวที่ป้าดำเพิ่งทำเสร็จให้ไปเสียด้วย”

“พ่อนายจะเอาไปให้เองฤๅไม่ขอรับ”

เพียงโผนหันมองอีกรอบ อีกฝ่ายก็ดีดตัวห่างแล้วร้องบอก “อ้ายกลอยจะเอาไปให้เองขอรับ”

ลับร่างกลอยไปแล้ว โผนอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับความพยายามของแม่นายกาบที่อยากให้เขาดองกับลูกสาวคนสวยของนาง และความพยายามของกลอยที่อยากให้เขามีเมียเหลือเกินจึงรู้เห็นเป็นใจไปเสียหมด จริงอยู่ว่าปีนี้โผนเต็มยี่สิบ อาจถึงเวลามีครอบครัวแล้ว แต่โผนยังไม่ถูกใจหญิงใด แม้โผนจะอยู่ท่ามกลางชายที่มีหลายเมีย อย่างท่านเจ้าเมืองนั้นเมียเอกเมียเล็กเมียน้อยเมียบ่าวรวมกันเกือบสิบ แต่พ่อเขามีแม่คนเดียว เขาไม่เคยเห็นพ่อชายตาแลหญิงอื่น และแม่เองก็มั่นคงภักดีกับพ่อมาก หลังจากพ่อเสียชีวิตไม่ถึงสามเดือน แม่เขาก็ตรอมใจ โผนเชื่อว่าแม่ตามไปอยู่กับพ่อด้วยไม่อาจทำใจกับความพลัดพรากที่เกิดขึ้น

โผนอยากมีเมียเดียว อยากมีความรักเหมือนที่พ่อกับแม่มี และโผนจะตามหาแม่หญิงผู้นั้นของโผนจนกว่าจะเจอ หาไม่แล้วจะครองตัวเป็นโสดไปตลอดจนกว่าชีวิตจะหาไม่…

 

“แซม…”

สุมิตราได้ยินเสียงเรียกนั้นก่อน แล้วจึงรู้สึกถึงแรงเขย่าแผ่วเบาที่แขน ตามด้วยการบีบนวดด้วยแรงกำลังดี เป็นจังหวะ ชนิดที่สุมิตราอดคิดไม่ได้ว่าเขาควรจะมาช่วยนวดให้เธอตอนเหนื่อยจากการทำงาน… หญิงสาวลืมตามอง เห็นหน้าหิรัณย์ภายใต้แสงไฟฉายก่อนเป็นอย่างแรก พักหนึ่งสมองค่อยประมวลผลได้ว่าเธอกำลังนอนตักเขาอยู่จึงรีบลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ เห็นว่ายังมืดสนิท รู้ตัวทันทีว่าเธอเริ่มสับสนเรื่องเวลา สับสนเหตุการณ์ก่อนหน้า “ฉัน… เป็นลมเหรอ”

หิรัณย์ส่งเสียงในลำคอแผ่วเบาเป็นการตอบรับ แตะหางคิ้วสุมิตราแผ่วเบา สีหน้าแสดงความกังวล เขาคว้าแขนสุมิตราไว้ได้แต่ไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะออกแรงได้เต็มที่ เรียกได้ว่าคนก็ห่วงม้าก็ต้องระวังให้ เท่าที่ทำได้จึงเป็นการผ่อนไม่ให้หญิงสาวฟาดพื้นแรงเกินควรเท่านั้น หางคิ้วเจ้าหล่อนมีรอยถลอกขนาดประมาณเหรียญสิบได้ “เจ็บมากไหม”

สุมิตราเพิ่งรู้ตัวว่ามีแผล หญิงสาวเพิ่งเจ็บนิดๆ ขึ้นมาในวินาทีนั้น ยกมือแตะแผลแล้วค่อนข้างแน่ใจว่ามันถูกล้างแล้วอย่างดีเพราะไม่มีฝุ่นดินติดปลายนิ้วเธอเลย “ไม่เท่าไร… นี่กี่โมงแล้ว ฉันนอนไปนานไหม”

หิรัณย์ส่ายหน้า “แซมน็อกไปแค่ไม่กี่นาที ผมยังไม่ทันได้โทร.ตามคนมาช่วย”

“ดีแล้ว ขืนรู้ว่าฉันเป็นลม ซันกับช้างจะลืมตัวนึกว่าเป็นพ่อฉันขึ้นมาอีก”

“เรากลับกันดีไหม”

เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่สุมิตรานึกย้อนไปว่าสาเหตุที่เธอเป็นลมคืออะไร หญิงสาวกระเถิบไปชิดหิรัณย์ หันมองรอบตัวอย่างหวาดผวา “ศาล… ล่ะ”

“อยากให้ส่องไฟเหรอ”

“ม้ายยย” สุมิตรากรีดร้องปฏิเสธเสียงลั่น รีบบอกการตัดสินใจของตนในนาทีนั้น เธออยากทำให้ทุกอย่างปกติไว้ก่อน ไม่อยากให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ไปยังจุดนัดพบ “ไปเจอทุกคนตามที่นัดดีกว่า”

กระนั้นหิรัณย์ก็ขอถามเพื่อความแน่ใจ “ไหวนะ”

แทนคำตอบ สุมิตราลุกขึ้นยืนเดินไปหาแวนเดอร์บิลต์ เห็นหิรัณย์เดินตามมา สองมือเขาประสานกันรู้ว่าเตรียมส่งเธอขึ้นหลังม้า ทว่าการยกขาเหยียบโกลนแล้วส่งตัวเองขึ้นไปนั่งได้อย่างรวดเร็วนั้น น่าจะตอบคำถามเขาได้อย่างดีว่าเธอไหวหรือไม่

หิรัณย์ขึ้นนั่งบนหลังม้าได้แล้วจึงเอ่ยถาม “อยากให้ผมปิดท้ายไหม”

เขาปิดท้ายก็ดีถ้ามีคนนำหน้าเธอด้วย แต่พอไม่มีคนนำหน้า ขืนเจออะไรเธอก็เจอก่อนอีก ดังนั้น… “ไม่ ขี่คู่กันไปดีกว่า”

หิรัณย์ทำตามนั้น หลังออกมาจากจุดเดิมได้สักพัก สุมิตราก็บอกมากึ่งร้องขอกึ่งคำสั่ง

“เรื่องที่เราเจอ… อย่าเพิ่งบอกใครนะ ถ้าคุณอยากคุย ให้ซันกับช้างกลับไปก่อน”

หิรัณย์ทำตามนั้นได้ แค่ไม่เข้าใจ “ปิดพี่ซันพี่ช้างทำไม ผมนึกว่าพวกคุณสนิทกันมาก”

“โหย สนิทกันมากอะใช่ แต่คุณไม่เคยเห็นตอนซันกับช้างมันนอยด์ ขืนรู้ว่าฉันเจอ… อะไร แล้วถึงขั้นเป็นลมเนี่ย มันจะลากฉันออกจากที่นี่ แล้วก็จะไม่ยอมให้มาที่นี่จนกว่าจะแน่ใจว่าจะไม่เจออีก”

หลังคิดอยู่พัก หิรัณย์ก็อดบอกไม่ได้ “ผมก็นึกว่าแซมจะทำแบบนั้น”

คนฟังเลิกคิ้ว เอ่ยทวนเพื่อความแน่ใจ “ออกจากที่นี่และไม่กลับมาอีกน่ะเหรอ”

“ใช่”

ถ้าให้สารภาพตามตรง แวบแรกสุมิตราอยากทำแบบนั้นแหละ แต่วินาทีที่ได้ยินเสียงร้องของม้า หันไปเห็นและรู้สึกได้ว่าม้าผีตัวนั้นเรียกเธอ… ไม่เรียกเธอก็หิรัณย์นี่แหละ มันทำให้เปลี่ยนความคิดไปเลย “ฉันติดใจ… ม้า”

“อ้อ”

เสียงตอบรับราบเรียบนั้นเหมือนสะกิดให้สุมิตรานึกประหลาดใจบางอย่าง จึงหันไปถาม “แล้วนี่… ไม่กลัวเลยเหรอ”

หิรัณย์นิ่งไปพักก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ พูดด้วยประโยคที่ทำให้สุมิตรานึกทึ่งในความสงบเยือกเย็นของเขา

“เลยคำว่ากลัวไปแล้ว”

ประสบการณ์ตั้งแต่วันที่โดนกิ่งไม้หล่นใส่ จังหวะที่กำลังมึนงงเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่แน่ใจว่าไม่มีตัวตนจ้องมอง ยังเห็นอยู่กระทั่งหมดสติไป นั่นทำให้เขาค่อนข้างหวั่นผวาตอนอยู่โรงพยาบาล วันนี้ช่วงสุมิตราหมดสติ หญิงสาวคนนั้นกับม้าตัวนั้นก็ยังวนเวียนอยู่รอบตัวเขา จนหิรัณย์อยากแยกเป็นสองร่าง ให้ร่างหนึ่งช่วยสุมิตราส่วนอีกร่างเผ่นหนีกลับบ้าน แต่พอแยกร่างไม่ได้และเขาก็ห่วงสุมิตรามากกว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นทำให้เขาพะวงวุ่นวายไปหมดขณะช่วยสุมิตรา มันทำให้เขาก้าวข้ามคำว่ากลัวไป…

หลอกกันอยู่ได้ ผีบ้าเอ๊ย โกรธ!

 

หลังมาเจอกันที่จุดตัด หิรัณย์แจกอีกเส้นทางหนึ่งให้ทุกคน ซึ่งจะว่าไปคงไม่จำเป็นต้องแจก เพราะจากนี้ทั้งหมดจะขี่ไปตามเส้นทางด้วยกัน เป็นเส้นทางที่หิรัณย์ออกแบบไว้คร่าวๆ ให้คดเคี้ยวกลับไปกลับมาแต่ไม่ซ้ำทางเดิมเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย และเพื่อความสนุกของนักกีฬาที่ได้เจอทางใหม่ๆ ตลอด

หิรัณย์พาทุกคนหยุดตรงจุดที่เขาคิดว่าสามารถใช้เป็นวอเตอร์พอยต์ได้ ซึ่งด้วยประสบการณ์ของเขาทำให้มันเป็นจุดที่เหมาะสมดีอยู่แล้ว สุมิตรากับแสงฉานจึงเห็นด้วย หิรัณย์วางแผนว่าจะวางท่อน้ำให้ถึงจุดให้น้ำทุกจุด เพื่อให้สะดวกในการเปลี่ยนน้ำหากมันสกปรกเกินไป ซึ่งสุมิตราเห็นด้วย เพราะในหลายๆ แมตช์ที่ผ่านมาเธอเห็นเสมอว่าหลังการแข่งขันผ่านไปสักพัก น้ำในอ่างให้น้ำจะค่อนข้างสกปรก อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ม้าบางตัวไม่ยอมกินน้ำและส่งผลต่อสุขภาพระหว่างแข่งขัน

“ทางของทีมเซอร์วิสทับทางม้าไหม” แสงฉานเอ่ยถาม เพราะเส้นทางของม้ากับทีมเซอร์วิสที่ทับซ้อนกันก็มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ส่งผลต่อเกม ทำให้วางแผนการเซอร์วิสยากขึ้นไปอีก และอาจเกิดอันตรายกับม้าด้วยถ้ารถเซอร์วิสเจอกับม้าแล้วม้าเกิดตื่น คำตอบของหิรัณย์ทำให้รู้ว่างานนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงเลย เพราะหิรัณย์คิดแทนม้าเรียบร้อย

“ทางรถผมจะทำรอบนอกครับ แล้วตัดเข้าวอเตอร์พอยต์ เลี่ยงไม่ให้ทับทางม้า”

“ดีงามมม” แสงฉานร้องออกมาท่าทีร่าเริง ชอบนักกับการคุยแล้วได้ดั่งใจแบบนี้ พอหันไปมองสุมิตราเห็นว่าเพื่อนแอบค้อนมาแล้วอดขำไม่ได้ เลยถามไปเหมือนไม่รู้ว่าสุมิตราหมั่นไส้หิรัณย์อยู่ “ใช่ไหมแซม”

ฮ่วย… สุมิตราค้อนแสงฉาน ก่อนย้อนกลับ “แกชอบก็ดีแล้ว ตอนมาทำงานจะได้ไม่เหนื่อยมากไง”

หึ… คราวนี้เป็นแสงฉานบ้างที่มองสุมิตราเหมือนจะค้อน “ถ้าทุกอย่างมันได้อย่างใจฉัน จะกี่แมตช์ฉันก็เต็มใจมาโว้ย แกเถียงสิว่าถ้าจัดงานดีๆ เอ็นดูแรนซ์มันไม่สนุก”

ถ้าจัดงานดี เอ็นดูแรนซ์มันก็ต้องสนุกอยู่แล้ว และอาจเป็นเพราะความสนุกนั้นนั่นเองที่ทำให้สุมิตราตัดเอ็นดูแรนซ์ไม่ขาด เท่ากับตัดหิรัณย์ไม่ขาดด้วย เบื่อตัวเองจริงๆ!

 

คนของซันแอนด์สกายกลับไปตั้งแต่มื้อกลางวันสิ้นสุดลง เพราะแสงฉานเองก็ห่วงม้าของตนมาก ทุกคนรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เฮง แสงฉานคงไม่ยอมมาค้างคืนด้วย และตอนนี้ที่มื้อเย็นสิ้นสุดลงไปได้หลายชั่วโมง จากตะวันเริ่มคล้อยต่ำกลายเป็นลับหายท้องฟ้ากลายเป็นสีดำประดับดาวดารดาษแล้ว เหลือเพียงเฮง หิรัณย์ และสุมิตรานั่งคุยกันอยู่หน้ากองไฟ

“พอจะเริ่มแข่ง คงต้องหาทางรับมือกับเรื่องมาตรฐาน พ่อคิดว่า” เฮงเริ่มต้นด้วยท่าทางหนักใจ ซึ่งหิรัณย์ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเขาแทบไม่ได้ลงแข่งในเมืองไทยเลยถ้าไม่ใช่แมตช์อินเตอร์เนชันแนล สุมิตราเห็นสีหน้าเขาแล้วพอรู้ จึงอธิบายเสริม “ถ้าคุณคิดจะใช้มาตรฐานระดับเดียวกับที่คุณเจอมา คุณอาจไม่มีคนมาแข่งด้วยเลยนอกจากเพื่อนๆ ของคุณ”

“ยังไง”

“ก็… เวลามีแมตช์แข่งมาตรฐานสูงๆ ก็จะมีคนบอกว่ามันเป็นการปิดกั้นโอกาส บ้านเรามันไม่ได้เก่งขนาดนั้น ควรลดมาตรฐานลงหน่อย จะได้ลงแข่งได้หลายคน”

หิรัณย์หน้านิ่ว พอเข้าใจแล้ว “คือ… แทนที่จะทำให้ตัวเองมีมาตรฐานมากขึ้น กลับขอให้ลดมาตรฐานลง”

สุมิตราพยักหน้า หัวเราะหึเมื่อเขาถามอีก

“แล้วลดมาตรฐานลงมากี่ปีแล้ว”

หญิงสาวไม่ตอบ เอนหลังลงไปกับพนักพิงของเก้าอี้ผ้าใบซึ่งปรับให้มันเอนไว้จนสามารถเงยหน้าดูหมู่ดาวได้สะดวก ไม่ได้ยินเสียงเฮงตอบลูกชายเช่นกัน ครู่ใหญ่จึงค่อยพูดขึ้น ดวงตายังมองไกลไปบนท้องฟ้า “ในฐานะหมอม้า หมอก็หวังว่าวันหนึ่งมันจะได้มาตรฐานขึ้นมา ไม่ต้องได้ในระดับม้ากีฬาก็ได้ ขอแค่เวลแฟร์ทั่วไปที่ม้าควรจะได้ก็พอ”

เฮงถอนใจยืดยาว ก่อนบอกอย่างมองโลกในแง่ดี “นี่ไง เดี๋ยวพอพวกเราทำอาหารม้าดีๆ ราคาถูกๆ เสร็จก็คงพอช่วยได้ระดับหนึ่ง”

“ที่สำคัญกว่าคือหญ้านี่ลุงเฮง”

“ซันก็กำลังขยายแปลงปลูกแพงโกล่าอยู่ ลุงก็ว่าจะขยายเหมือนกัน”

“และเหนือกว่าอาหารดีๆ หญ้าดีๆ คือทัศนคติคนเลี้ยง… ลุงเฮงอย่าทำเป็นลืมสิฮะ” สุมิตราพูดด้วยประโยคที่คล้ายจะล้อเล่น ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงบอกชัดว่ามันเป็นเรื่องหนักหน่วงในจิตใจ ซึ่งเฮงถึงกับถอนใจอีกครั้งเพราะรู้ดีด้วยเจอหลายสิ่งหลายอย่างมากับสุมิตรา เรื่องผิดๆ ทั้งหลายที่เขาเคยทำมาก่อน ตอนนี้ก็ยังมีคนทำอยู่ เขาเลิกได้ เปลี่ยนได้ ยกระดับความเป็นอยู่ของม้าตนให้สูงได้เพราะเขาเปิดใจ เชื่อใจแสงฉานและสุมิตรา แต่กับบางคนเฮงรู้ว่ายากมากอาจถึงเป็นไปไม่ได้เลย บางคนเอาประสบการณ์มาอ้าง บอกว่าทำแบบนี้มายี่สิบสามสิบปี ก่อนสุมิตราและแสงฉานจะเกิดบ้าง ก่อนสุมิตราจะเป็นหมอบ้าง แถมบางคนก็เชื่อคนกลุ่มนี้มากกว่าหมอไปอีกเสียแบบนั้น กรรมก็ตกอยู่ที่ม้าที่ต้องเจ็บและหมอม้าที่ต้องมารักษาตอนอาการเพียบหนักใกล้ตายแล้ว

“เอาเถอะ ช่วยๆ กันไป ลุงว่านี่มันก็ดีกว่าเมื่อสิบปีที่ผ่านมาเยอะแล้วนะ”

“ฮะ แซมก็ว่างั้น” สุมิตราตอบรับอย่างเห็นด้วย แม้ทัศนคติคนจะเป็นเรื่องยาก การแก้น้ำเสียทำได้ยาก สุมิตรากับเพื่อนหมอม้าเลยเน้นที่การเพิ่มน้ำดี พักหลังหากมีคนเริ่มเลี้ยงม้าใหม่ถ้าทำได้บรรดาหมอกับคนเลี้ยงอื่นๆ ที่สนิทสนมกันจะรีบเข้าไปให้ความรู้พื้นฐานก่อน ก่อนจะได้รับความรู้แบบผิดๆ จากคนที่ไม่ใช่หมอและคิดว่าตัวเองเก่งกว่าหมอ ทำให้ปัญหาพาปวดหัวค่อนข้างอยู่ในระดับคงที่ อาจไม่ลดลง แต่ไม่เพิ่มขึ้น… หรือเป็นเพราะเธอถอยห่างออกมาจากวงการที่มีปัญหาเยอะจนไม่รับรู้ปัญหาแล้ว เธอก็ไม่แน่ใจ

“ลุงนอนก่อนดีกว่า ใครเข้านอนทีหลังดับไฟฟืนด้วยนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นหมูย่างกันไปหมด”

“ฝันดีฮะ” สุมิตราบอกกล่าวกับเฮง เห็นหิรัณย์ลุกขึ้นจึงคิดว่าเขาจะไปนอนด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้เอ่ยฝันดีแบบที่พูดกับพ่อ ก่อนรู้ในนาทีต่อมาเมื่อหิรัณย์เดินกลับมานั่งที่เดิม… อ้อ เขาแค่เดินไปส่งพ่อตัวเองเข้านอน

สุมิตราลุกขึ้นนั่งหลังตรงอย่างไม่ไว้วางใจ เมื่อหิรัณย์ลากเก้าอี้เขาเข้ามาใกล้ แล้วพอเขาเห็นสายตาเธอก็ชะงักไป นิ่วหน้าใส่ ก่อนลากเก้าอี้มาใกล้อยู่ดี

“ทำหน้าอย่างกับผมจะคิดสั้น”

ฮะ? สุมิตราหน้าเหวออย่างคิดไม่ทันว่าเขาหมายความว่าอย่างไร

“เหมือนกลัวผมจะปล้ำ”

อ้อ… เพราะการปลุกปล้ำเธอถือเป็นการกระทำที่คิดสั้นของเขาสินะ “บ้า ฉันไม่ได้คิดไปเรื่องนั้นเลย ฉันแค่งงว่านายจะเข้ามาทำไม”

“อยากคุยเรื่องนั้น”

เรื่องนั้น? ในบรรยากาศแบบนี้เนี่ยนะ! “จะบ้าเหรอ”

“ผมเหมือนคนบ้าเหรอ”

“เหมือนมากขึ้นทุกทีแล้ว ไม่เคยได้ยินหรือไง เข้าป่าห้ามพูดถึงเสือ ลงเรือห้ามพูดถึงฉลาม”

หิรัณย์ทำหน้างง “เราไม่ได้อยู่ในป่า และไม่ได้อยู่ในเรือด้วย”

สุมิตรายกสองมือขึ้นกำ จิกแก้มตัวเองเบาๆ อย่างขัดอกขัดใจ ตัดสินใจบอกให้ตรงเป้ามากขึ้น “แล้วตอนกลางคืนก็ห้ามพูดถึงผีด้วย”

หิรัณย์นิ่งไป มองหน้าสุมิตรา… “แซมพูดก่อนผมอีก”

ก็เออออ เขาอยากทำเหมือนไม่เข้าใจนี่ สุมิตราผุดลุกขึ้นยืนเมื่อนึกวิธีติดต่ออีกรูปแบบหนึ่งได้ เธอกับเขาไม่ต้องคุยกันต่อหน้า แถมไม่ต้องกลัวใครได้ยินด้วย “ส่งข้อความคุยกันก็ได้”

ว่าแล้วทำท่าจะเดินกลับไปยังห้องพักของตน ทว่าแทบหงายหลังเมื่อหิรัณย์รั้งไว้ หันกลับไปถามเสียงเขียว “อะไรอีก”

“เดี๋ยวสิ ดับกองไฟก่อน”

สุมิตรามองหน้าเขา อดขำไม่ได้ หากเหตุการณ์ปกติเขาคงไม่รั้งเธอไว้ แต่พอเพิ่งพูดถึงเรื่องผีสางคงกลัวที่ต้องดับไฟและอยู่มืดๆ คนเดียวก่อนเข้าห้อง สุมิตราจึงยอมยืนนิ่ง ไม่ว่าอะไรที่เขายังจับมือเธออยู่เหมือนอยากได้เป็นหลักประกันว่าเธอจะไม่วิ่งหนีเขาเข้าห้อง หลังหิรัณย์ใช้เท้ากวาดเอาทรายแถวนั้นดับไฟเรียบร้อยแล้ว สุมิตราก็ต้องอ้าปากค้างตอนหิรัณย์บอกหน้าตาเฉย

“ไปส่งผมหน้าห้องก่อน”

“นายหินนนน นายนี่มันไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย ฉันก็กลัวเหมือนกันนะ พอนายเข้าห้องไปแล้วฉันก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิ”

“ก็รีบวิ่งเข้าห้องไปสิ”

“ก็แล้วทำไมนายไม่รีบวิ่งเข้าห้องไปตอนนี้เลยยยย จะมาลากฉันไปด้วยทำมายยย” สุมิตราต้องขืนตัวเองไว้สุดแรงตอนหิรัณย์ลากเธอให้ออกเดิน แต่อีกฝ่ายไม่สนใจ ลากจนไปถึงหน้าห้องเขาจนได้ “เฮ้ย เอาจริงเหรอออ ไม่เอานะ อย่าทิ้งฉันไว้แบบนี้”

ทว่าหิรัณย์ผลุบเข้าห้องไปแล้ว สุมิตราถึงกับต้องเอาลำตัวพาดประตูห้องเขาไว้ไม่ให้เขาปิดประตูได้ ยื่นข้อเสนอ “เอางี้ นายยืนอยู่ตรงนี้ อย่าเพิ่งเข้าห้องจนกว่าฉันจะเข้าห้อง โอเคไหม”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตราแล้วขำอยู่ในใจ รู้ว่ากลัวจริง… โธ่ นึกว่าจะแน่ เมื่อกี้ทำเป็นขำเขา แทนคำตอบ หิรัณย์เดินออกจากห้อง ก้าวเดินโดยออกแรงผลักร่างเล็กให้เดินกระทั่งถึงห้องเจ้าหล่อนแล้วจึงปล่อยมือ “เข้าห้องไป”

สุมิตราทำตามนั้น ก่อนหันมาบอกหิรัณย์ “และจะไม่อยู่เป็นเพื่อนนายด้วย” แล้วปิดประตูลงทันที

หิรัณย์ได้แต่หัวเราะหึ หมุนตัวเดินกลับไปยังห้องของตน เปิดประตูออกแล้วก้าวเข้าไปภายใน ก่อนจะปิดประตูลง สายตาก็ทอดมองไปยังจุดจุดหนึ่งใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างไปไม่เกินร้อยเมตร… ผู้หญิงกับม้าสีดำ อยู่ตรงนั้น เขาเห็นตั้งแต่ก่อนจะดับกองไฟ และน่าแปลก พอเขาก้าวข้ามความกลัวกลายเป็นความโกรธ จนตอนนี้สุมิตราปลอดภัย ความโกรธหายไปแล้ว สิ่งที่เข้ามาทดแทนคือความสงสัย แน่ใจว่าตนกับสุมิตราคงอยู่ในอารมณ์ดีเดียวกันคืออยากรู้ว่าวิญญาณที่เห็นมีความเป็นมาอย่างไร เมื่อเห็นว่าผู้หญิงกับม้าตรงนั้นไม่ทำอะไรมากกว่ายืนมองมายังเขา ชายหนุ่มก็ปิดประตูลง หันมาสนใจโทรศัพท์มือถือของตนที่สั่นครืด สุมิตราส่งข้อความมา

“ว่ามา”

“ผมว่าจะให้พ่อทำบุญใหญ่ที่นี่ เพื่อความสบายใจ”

ส่งประโยคนั้นไปได้ครู่เดียว สายลมข้างนอกพลันเกิดกระโชกแรง ได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีผสมเสียงลมหวีดหวิว หิรัณย์อ่านข้อความจากสุมิตราอีก

“อย่าเพิ่งดีไหม”

“?”

“ถ้าทำบุญแล้วทำให้เราไม่เห็นม้าตัวนั้นอีก… แต่เขายังวนเวียนอยู่ที่นี่ล่ะ”

“ไม่ใช่เรื่องของเรานี่”

สุมิตรานิ่งไปหลายอึดใจ กว่าจะส่งข้อความกลับมาได้อีกครั้ง “ฉันขอสืบก่อนได้ไหม”

“สืบว่า”

“จำคุณลุงคนที่มาแก้บนวันที่เรามาที่นี่ครั้งแรกได้ไหม ฉันว่ามันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกัน พรุ่งนี้ฉันจะไปคุยกับลุง ไปถามว่าศาลตรงนั้นมีที่มายังไงกันแน่”

หิรัณย์ครุ่นคิดอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจ “ผมไม่อยากให้แซมไปคุยคนเดียว ไม่อยากให้พ่ออยู่ที่นี่คนเดียวด้วย… ไว้พ่อกลับบ้านก่อน แล้วเราค่อยไปคุยด้วยกัน”

หิรัณย์คงไม่รู้ สุมิตราอ่านประโยคนั้นของเขาแล้วถึงกับยิ้ม พอไม่ต้องเห็นหน้า มาเป็นตัวอักษรแบบนี้สุมิตราค่อยรู้สึกว่าเขาน่ารักขึ้น มันพอจะตีความไปได้บ้างว่าเขาเป็นห่วง เพราะถ้าเป็นการพูดคุยต่อหน้าคงตีความได้ว่าเขาอยากรู้เรื่องด้วย และจะไม่ยอมให้เธอรู้ก่อน หรือไม่ก็ถ้าเธอไปคุยคนเดียวแล้วเกิดเรื่องร้ายจะทำให้เขาลำบาก หึ ความน่ารักของนายหินนี่ต้องอาศัยแรงมโน สุมิตรารีบพิมพ์ตอบกลับไป “พรุ่งนี้คุณบุษจะมานี่ ลุงเฮงมีเพื่อนอยู่หรอก”

“ไม่ ผมไม่ชอบให้คุณบุษอยู่กับพ่อผมสองคน”

“ทำไม กลัวคุณบุษเปลี่ยนใจจากนายไปหาลุงเฮงเหรอ” สุมิตราส่งข้อความไปแซว รู้อยู่ว่าบุษบัณตามเกาะแกะเอาใจเฮงเพราะคงเสน่หาในตัวหิรัณย์ ทว่า…

“ไม่ใช่เปลี่ยนใจ คุณบุษชอบพ่อ ไม่ได้ชอบผม”

หิรัณย์เหมือนได้ยินเสียง “ว้อททท” ดังลอดเข้ามาในห้อง ย่อมแปลว่าสุมิตราร้องดังมากทีเดียว

“จริงดิ”

“จริง”

และหิรัณย์ไม่ชอบให้มีคนมาเกาะแกะพ่อ พ่อเขา เขาหวง!

Don`t copy text!