เกมอาชา บทที่ 1  : หวานให้น้ำตาลอาย

เกมอาชา บทที่ 1 : หวานให้น้ำตาลอาย

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

 

หลังแยกกับวิศรุตและกมนนุช สุมิตราก็ขับรถมุ่งหน้าสู่คอกม้าซันแอนด์สกายซึ่งเป็นของเพื่อนสนิทอย่างแสงฉาน เพราะรับปากไว้ว่าจะเข้าไปช่วยดูแลม้าระหว่างที่เพื่อนไปฮันนีมูนกับภรรยาอย่างฟุ้งฟ้า สุมิตราไปจอดรถใกล้คลับเฮ้าส์ เห็นนภา แม่ของแสงฉานกำลังฉีดน้ำให้ต้นยิบโซที่แขวนอยู่ก็รีบเดินไปหา ยกมือสวัสดีก่อนยิ้มกว้างเมื่อนภาซึ่งเป็นแม่ของแสงฉานบอกอย่างรู้ใจ

“แม่เตรียมเมนูปลาไว้ให้ด้วย”

หลังทำตาแวววาวให้นภาหัวเราะแล้ว จึงเอ่ยถามถึงชนัญญู เพื่อนสนิทอีกคน ซึ่งรายนี้สนิทกับแสงฉานมากกว่าเธอ เพราะมีความหลังร่วมกันมาตั้งแต่เด็กๆ “ช้างอยู่ไหนคะ”

“ตอนนี้น่าจะอยู่แถวคอกม้าจ้ะ พอซันไม่อยู่ต้องเดินตรวจคอกม้าให้ก่อนทุกวันเลย วันนี้ไม่ได้เข้าตอนเช้า แต่เห็นว่าซันทวงรูปยิกเลยต้องลุกไปถ่ายให้”

สุมิตราหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างระอาแสงฉาน ตัวเองไปมีความสุขแท้ๆ แต่ก็ยังป่วนคนที่นี่ได้ หญิงสาวเอ่ยขอตัวจากนภาเดินไปทางคอกม้า พอเห็นว่าชนัญญูอยู่ตรงไหนก็เดินเข้าไปหา ยกมือโบกให้ตอนอีกฝ่ายเห็นเธอแล้วพยักพเยิดเป็นการทักทาย จนถึงตัวแล้วจึงพูด “เป็นไง หรรษาดีไหม ซันไม่อยู่คอก”

ชนัญญูถึงกับส่ายหน้า “รำคาญจนด่าเปิงไปหลายรอบแล้วเนี่ย นี่ถึงกับให้ถ่ายอึม้าทุกตัวส่งไปให้ดู ทำอย่างกับฉันดูไม่เป็น”

สุมิตราหัวเราะ ถึงปากบอกว่ารำคาญจนด่าไปแล้ว แต่สุดท้ายชนัญญูก็ยังทำตามที่แสงฉานขออยู่ดี ดูจากการถ่ายรูปกองอุจจาระของม้าส่งไปอยู่นั่น ก่อนได้ยินชนัญญูอัดเสียงตัวเองส่งตามภาพไปติดๆ

“ตัวสุดท้ายแล้วนะ ที่เหลือก็แบบนี้แหละ ไม่มีตัวไหนอึเหลวหรือแข็งผิดปกติ ถ้ายังวุ่นวายอีกฉันปิดเครื่องจริงๆ”

เห็นท่าทางหัวเสียของชนัญญูแล้วสุมิตราก็ยิ่งขำ รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริงในรอบหลายวันหรืออันที่จริงอาจจะหลายเดือนมาแล้ว เธอไม่ได้คิดเกินเพื่อนกับชนัญญูหรือแม้กระทั่งแสงฉาน กับสองคนนี้ที่แน่ใจว่ารักและเข้าใจเธอเป็นอย่างดีแล้ว สุมิตราเหมือนได้อยู่กับเพื่อนที่เป็นทั้งพี่ชายหรือบางครั้งก็น้องชายมากกว่า

“หน้าไม่ค่อยดีนะ”

นั่นอย่างไรล่ะ หลังเลิกยุ่งกับม้าและการติดต่อกับแสงฉาน ชนัญญูก็ทักเธอมาอย่างนั้น เห็นได้ชัดว่าใส่ใจ สุมิตราบอกเสียงเบา “อืม เพิ่งได้นอนตอนหกโมง”

ชนัญญูยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา… บ่ายโมงนิดๆ เท่านั้น “นี่มาจากไหนนะ”

ฟังคำตอบแล้วชนัญญูนิ่วหน้า จากจุดนั้นต้องใช้เวลาขับรถอีกราวสองชั่วโมงจึงมาถึงนี่ คำนวณแล้วน่าจะนอนราวๆ สี่ถึงห้าชั่วโมงเท่านั้น แต่ดูจากสีหน้าและใต้ตาแล้ว ชนัญญูต้องถามเพื่อความแน่ใจ “ได้นอนแน่นะ”

พอสุมิตราไม่ตอบ เพียงยิ้มเหน็ดเหนื่อยให้ชนัญญูก็ออกปาก “ถ้าไม่หิวก็ไปนอนก่อนเถอะ”

“ไม่หิวหรอก ก่อนออกจากที่นั่นก็แวะกินข้าวมาแล้ว… ฉันว่าจะหยุดรับงานสักปี”

คนฟังนิ่งไป ตกใจกับระยะเวลาที่ได้ฟัง แต่พอมองคู่สนทนาอย่างพินิจพิจารณาแล้วท้ายสุดก็พยักหน้ารับ “ดีแล้ว พักบ้าง นอนก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน… หรือว่าอยากคุยเลย”

สุมิตราส่ายหน้าพลางโบกมือปฏิเสธ “ไม่ดีกว่า คุยตอนนี้จะเหวี่ยงหนักมากเพราะอดนอนด้วย”

ชนัญญูหัวเราะหึ “งั้นรีบไปนอน พี่ฝ้ายน่าจะทำห้องไว้แล้วนะ”

พอคิดถึงเตียงที่นุ่มกำลังดี หมอนกับผ้าห่มหอมๆ ของที่นี่แล้วสุมิตราก็ง่วงขึ้นมาติดหมัด เดินคู่กับชนัญญูกลับไปยังคลับเฮ้าส์ รับกุญแจรถนั่งไฟฟ้ากับกุญแจบ้านพักหลังที่ใช้ประจำมาจากชนัญญู ซึ่งเขาก็เดินมาส่งเธอถึงรถ

“ถ้าในห้องขาดเหลืออะไรโทรมา”

สุมิตราส่งยิ้มให้ บอกติดตลก “บริการดีแบบนี้พี่จะทิปให้หนักเลย”

หญิงสาวหัวเราะได้ตอนอีกฝ่ายผลักศีรษะมาเบาๆ ขับรถนั่งไฟฟ้าไปยังบ้านพักของตน เปิดเครื่องปรับอากาศแล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนพลิกตัวนอนหงายแผ่หลาเพื่อผ่อนคลายตัวเอง ทบทวนอีกครั้งว่าตัวเองคิดดีแล้วหรือไม่ที่จะหยุดพักงาน

และแน่ใจ…

เธอคิดดีแล้ว สุมิตราไม่ได้รู้สึกท้อถอย ไม่ได้อยากเลิก ไม่ได้อยากหลีกหนีงานนี้ เธอยังรักม้า รักที่จะได้ดูแลได้ทำเพื่อม้า ทำให้ม้าสุขสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอแค่… เหนื่อย เหนื่อยกาย ทางใจก็เหนื่อยไม่แพ้กัน คนเราถ้าเหนื่อยก็ต้องพัก พักให้พอแล้วจะได้กลับไปสู้ต่อ เป็นการต่อสู้ที่สุมิตรารู้ดีว่าเธอจะต้องสู้ไปตลอดชีวิต เพราะเท่าที่ทำงานด้านนี้มาเกือบสิบปี ทำมาตั้งแต่เรียนไม่จบ สุมิตราก็รู้ว่ายังมีหลายสิ่งที่ต้องทำ ทั้งแก้ไขความเข้าใจผิดเก่าๆ อธิบายความเข้าใจผิดใหม่ๆ และอาจต้องกลับไปแก้ไขความเข้าใจผิดเก่าๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น ถ้าอยากให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สุมิตราพลิกตัวคว่ำหน้ากับหมอน กรีดร้องโดยใช้หมอนอุดปากไว้พลางตีขาขึ้นลง ลุกขึ้นมาทุบหมอนอั้กๆ เมื่อโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อยากจะทำตัว ‘คูล’ อีกต่อไปแล้ว

บ้าเอ๊ย! เธอกับทีมเหนื่อยแทบตายรักษา ถึงเวลาม้าหายดันไปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ท่านๆ ทั้งหลายมาแย่งเครดิตเธอไปหน้าตาเฉย แถมยังจ่ายเงินเธอช้ากว่าของแก้บนด้วย

ชีวิตเส็งเคร็ง!

 

สุมิตราคิดว่าเมื่อวานเธออาละวาดอยู่คนเดียวจนรู้สึกดีขึ้นแล้วนะ แต่พอวันนี้ได้บ่นระบายกับชนัญญู อารมณ์เธอก็ปรี๊ดขึ้นมาอีก

“คิดดู๊ ให้ม้ากินเปลือกสับปะรด คิดได้ไง้ อยากจะเอาเปลือกสับปะรดจิ้มเกลือยัดปากมากกก”

ชนัญญูหัวเราะ ปลอบใจดาราเด่นที่ขยับหนีเพราะเสียงสูงของสุมิตรา ไม่ต้องบอกเลยเพราะพอหมอม้าสาวหันมาเห็นก็รีบโอบคอดาราเด่น ลูบเนื้อลูบตัวให้เป็นการใหญ่

“โอ๋ กลัวเหรอพี่เด่น ไม่ต้องกลัว แซมจะไม่ให้พี่เด่นกินเปลือกสับปะรดเด็ดขาด”

อ้าว… ชนัญญูส่ายหน้า บอกความเห็นตนอย่างขบขัน “ดาราเด่นกลัวเสียงแซมมากกว่า”

สุมิตราค้อนใส่ชนัญญู จูบจมูกดาราเด่นหนักๆ ก่อนย้ายไปคอกใหม่เพราะให้วัคซีนและตรวจสุขภาพดาราเด่นเรียบร้อยแล้ว ชะงักเมื่อเห็นว่าเป็นคมเข้ม ม้าเจ้าอารมณ์ที่สุดในคอก สุมิตราเอาแคร์รอตประจบคมเข้มก่อนเป็นอันดับแรก หยอกล้อเล่นกันจนสามารถจูบจมูกได้แล้วจึงค่อยเข้าไปในคอกพร้อมชนัญญู เริ่มเล่าจุดที่ทำให้เธอตัดสินใจว่าต้องพักสักปี

ก็ว่าทำใจได้แล้วนะ… แต่พอมีคนฟังแถมแน่ใจว่าตั้งใจฟังแล้วก็ต้องเข้าใจเธอ สุมิตราก็เล่าไปน้ำตาไหลไป

“พอฟังแบบนั้นฉันคิดเลย แล้วเมื่อคืนฉันทำอะไรอยู่วะ รู้สึกตัวเองไร้ค่ามาก”

ชนัญญูบอกอีกหนึ่งมุมมองหวังให้สุมิตรารู้สึกดีขึ้น “อย่าพูดแบบนั้นสิ… เจ้าของม้าเขาไม่ได้คิดขนาดนั้นหรอก ถ้าไม่มีแกม้าจะรอดได้ไง มันเหมือนกับ… การรักษาเป็นสิ่งที่หมอต้องทำอยู่แล้ว เขาก็แน่ใจว่าแกต้องทำดีที่สุด แต่มันก็มีอีกหลายปัจจัยที่หมออาจจะควบคุมไม่ได้ไง ก็ต้องบนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเรื่องนั้น”

“ฉันเข้าใจ แต่บางทีฉันก็อยากได้เครดิตบ้าง ขอบคุณกันสักคำก็ได้ ไม่งั้นก็จ่ายเงินฉันก่อนไปซื้อของมาแก้บนก็ยังดี”

ชนัญญูโยกศีรษะสุมิตราแผ่วเบา โอบรับสุมิตราไว้ตอนเจ้าหล่อนโผมากอดแล้วซบหน้าลงกับอก

“จุดนั้นฉันอยากทิ้งตัวมากเลยช้าง อยากถามมากว่าเจ้าที่ที่บ้านจบจากมหา’ลัยไหนเหรอคะ แต่เดี๋ยวจะหาว่าลบหลู่ ไม่ได้กลับออกมาจากคอกม้าอีก”

คนฟังถึงกับหัวเราะหึ “ดีแล้ว จะไปหาเรื่องทำไม มีอะไรก็มาบ่นกับพวกฉันนี่แหละ ปลอดภัย”

สุมิตราสะอื้นเบาๆ ก่อนหัวเราะได้ทั้งน้ำตาตอนชนัญญูบอก

“ถ้าซันอยู่มันคงถามว่าแกเมนส์จะมาหรือเปล่า”

“แกจะถามไหมล่ะ”

“ฉันแค่สงสัยว่าน่าจะเป็นช่วงนั้น”

สุมิตรานิ่งไป ในหัวคิดคำนวณแล้วยอมรับ “เออว่ะ… เกลียดพวกแกจัง”

“ถ้าซันอยู่มันจะบอกว่า แล้วนึกว่าฉันรักแกเรอะ”

“ช้างงงง ฉันเกลียดแก”

ชนัญญูหัวเราะกับผู้หญิงที่ปากบอกว่าเกลียดเขาแต่ก็ยังใช้อกเขาเช็ดน้ำตาอยู่ หยุดหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงเหนื่อยอ่อน

“แต่ฉันว่าฉันก็ยังอยากพักอยู่ดี”

ชนัญญูตบไหล่สุมิตรา อีกมือลูบหลังอย่างปลอบใจ “ฉันเห็นด้วย ดูจากการที่แกตรากตรำมาหลายปี แกควรพัก”

“มีอะไรหรือเปล่าคะ หมอแซม คุณช้าง”

เสียงนั้นทำให้ชนัญญูกับสุมิตราค่อยๆ ดึงตัวออกจากกัน หากมือหนึ่งของชนัญญูยังวางอยู่บนบ่าเธอ เขาตบบ่าเธอเบาๆ รั้งแขนให้ไปทางด้านหลังคอก รู้ว่าเพื่อให้เช็ดหน้าเช็ดตา ส่วนตัวเองเดินออกไปคุย

“พอดีคุณคนนี้มาหาคุณช้างค่ะ พี่เลยพามาหาที่นี่ ไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะ…”

สุมิตราไม่ได้ติดใจอะไรกับประโยคนั้น จำได้ว่าเป็นเสียงปุยฝ้าย คนงานซึ่งถือเป็นผู้ช่วยของทุกคนตั้งแต่นภา ชนัญญู แสงฉาน สนิทสนมราวกับเป็นญาติสนิทของทั้งสามคนเพราะอยู่ด้วยกันมานาน เธอเองก็สนิทกับปุยฝ้ายเหมือนกัน ทว่าได้ยินเสียงชนัญญูเอ่ยปราม

“ไม่ได้ขัดจังหวะอะไรทั้งนั้น อย่าพูดให้แซมเสียหายสิพี่ฝ้าย”

สุมิตรารีบเช็ดหน้าเช็ดตา ตั้งใจจะห้ามชนัญญูหากเรื่องมันจะใหญ่โตไปกว่านี้เพราะเธอไม่ได้ถือสา แต่ได้ยินเสียงปุยฝ้ายรับผิดก่อน

“ขอโทษทีค่ะ… งั้นพี่กลับไปอยู่กับป้าภานะคะ”

เลยไม่ทันได้บอกให้ปุยฝ้ายสบายใจว่าเธอไม่ได้โกรธ เพราะพอหันมาปุยฝ้ายก็เดินห่างไปแล้ว แต่อีกคนหนึ่งที่ปุยฝ้ายว่ามาหาชนัญญูนี่สิ… นั่นวินิทรา เป็นเจ้าของคอกม้าวีวิลวินซึ่งเธอดูแลอยู่เหมือนกัน

“พี่แซม… ไม่คิดว่าจะเจอพี่แซมที่นี่”

สุมิตรายิ้ม ตอบกลับไป “ในบรรดาคอกม้าทั่วประเทศ พี่เข้าที่นี่บ่อยสุดค่ะ มาหาที่พักฟรีกับข้าวฟรี”

ชนัญญูถึงกับหัวเราะหึ “คราวหน้าให้วัคซีนฟรีมั่งก็ได้”

“ฟรีก็ได้ จะฉีดน้ำเปล่าให้แทนแล้วกัน”

ทั้งคนพูดคนฟังพากันหัวเราะกับประโยคนั้น กับคนอื่นชนัญญูจะไม่พูดเรื่องนี้เล่นๆ เพราะรู้ดีว่าการขอใครทำอะไรให้เปล่าๆ นั้นเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นเป็นมืออาชีพ นอกจากเป็นการไม่ให้เกียรติวิชาชีพแล้ว ยังค่อนข้างขาดมารยาทและความเกรงใจ งานทุกอย่างมีต้นทุนทั้งนั้น แต่กับสุมิตราซึ่งรู้จักกันมาเป็นสิบปีทำให้สนิทมากพอจะพูดเล่นได้ สุมิตราเองก็รู้ ต่อให้เสนอฉีดฟรีจริงๆ ที่นี่ก็ไม่ยอมอยู่ดี

ก่อนสุมิตราจะนึกขึ้นได้ จึงหันมาทางวินิทรา “จริงๆ ต้องเป็นพี่นะที่ไม่คิดว่าจะเจอน้องวินที่นี่ มาเรียนขี่ม้าก็ไม่น่าใช่…” เพราะทักษะการขี่ม้าของวินิทรานั้นดีเลิศจนเป็นครูสอนแล้วด้วยซ้ำ จริงสิ… “หรือว่ามาสอนคะ”

วินิทราดูอ้ำอึ้ง ก่อนสุมิตราจะหันไปทางชนัญญูซึ่งตอบให้แทน

“คุณวินมาหาฉัน”

นั่นยิ่งทำให้สุมิตราตาโต เธอรู้ว่าชนัญญูกับวินิทราเคยเจอกันครั้งหนึ่งแล้วด้วยเรื่องเศร้า ม้าชื่อแก้วนพเก้าซึ่งเป็นม้าในคอกดุรงควิเชียรวัฒนา ที่พี่ชายของวินิทราดูแลอยู่เกิดเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่ก็คิดว่าน่าจะเพียงเจอกันแบบผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่คิดว่าจะรู้จักจนถึงขนาดไปมาหาสู่ได้ “รู้จักกันด้วยเหรอ ตอนฉันเล่าให้ฟังว่าเข้าไปดูม้าให้เจ้าของแก้วนพเก้า ไม่เห็นแกว่าอะไร”

“ไม่รู้จักจะมาหากันได้ไง”

คำตอบที่มาพร้อมหน้าตาที่คล้ายจะบอกว่า ‘แค่นี้ก็ไม่รู้เหรอ’ ทำให้สุมิตราเงื้อง่ามือไม้อยากฟาดชนัญญูสักที และได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ทั้งแสงฉานทั้งชนัญญูมีความกวนประสาทอยู่ในระดับเดียวกัน หรือจริงๆ แล้วชนัญญูอาจมากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่ความถี่ ในการกวนแตกต่างกัน แสงฉานนั้นกวนประสาทกวนอารมณ์ได้เกือบตลอดเวลา บางทีแค่หายใจก็ดูกวนแล้ว ขณะชนัญญูนานๆ จะมาสักที คิดว่าที่กวนกันในครั้งนี้ก็เพื่อให้เธอที่เสียน้ำตาซบอกเขาอยู่เมื่อครู่รู้สึกดีขึ้นนั่นแหละ

และใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเขาไม่อยากพูดถึงประเด็นนั้น เธอเคยเล่าให้ทั้งแสงฉานและชนัญญูฟังว่าได้ดูแลวีวิลวิน ซึ่งเจ้าของคือคนคนเดียวกับที่เจอกันที่ดุรงควิเชียรวัฒนา ตอนนั้นทั้งแสงฉานและชนัญญูเพียงตอบรับ ไม่ได้ติดใจอะไร… เดี๋ยว ผิดละ คนที่ไม่ติดใจอะไรคือแสงฉาน แต่ชนัญญูมาถามข้อมูล มาขอดูรูปคอกนี้เรื่อยๆ เธอเองต่างหากที่ไม่ทันคิดว่าเรื่องนี้แปลกประหลาด

แล้วอยู่ๆ มาบอกว่ารู้จักกัน… สุมิตราคิดว่ามันน่าสงสัยอยู่มาก แต่นั่นแหละ ถ้าเพื่อนไม่อยากพูด โดยเฉพาะตอนมีคนอื่นอยู่ด้วยทำให้เธอยังไม่สามารถล้วงข้อมูลอะไรได้ถนัด สุมิตราก็จะไม่เซ้าซี้

“งั้นเราไปดูเด็กๆ อีกฟากก่อนแล้วกัน” สุมิตราบอกชนัญญู ก่อนหันไปทางวินิทรา ส่งยิ้มให้ “ถ้าไม่รีบไปไหน กินข้าวเย็นด้วยกันนะคะ”

วินิทราส่งยิ้มตอบคำชวน ขณะอีกคนพูดลอยลม

“ฝากท้องด้วยนะครับ”

คราวนี้เลยไม่แค่เงื้อ แต่สุมิตราฟาดแขนชนัญญูทันที รู้ว่าเขาแซวค่าที่เธอออกปากชวนประหนึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ อะไรเล่า ก็เธอเห็นว่าวินิทราเป็นแขกของชนัญญู ถ้านภารู้นภาก็ต้องชวนก็เลยชวนแทนนภาแค่นั้นแหละ หลังจากหยิกซ้ำไปอีกทีจนพอใจสุมิตราค่อยเดินแยกไปอีกฟากตามที่บอก ค่อยๆ ตรวจม้าไปอย่างไม่เร่งรีบ และยิ่งแน่ใจ… เธอไม่มีทางทิ้งอาชีพนี้ได้เลย เธอมีความสุขมากกับการได้เล่นกับม้า ได้เห็นว่าม้าที่ดูแลมีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดีแค่ไหน

ได้แต่หวังว่าในเวลาหนึ่งปีนี้เธอจะได้รีเซ็ตตัวเองและกลับมาลุยงานต่อได้อีกครั้ง… และขอให้เธอใจแข็งไม่รับงานอื่นสำเร็จด้วยเถอะ…

ท่าทางต้องไปบนกับเจ้าที่บ้านนั้นแล้วแหละ หึ!

 

“ทานกันให้เยอะๆ เลยนะ ป้ากับฝ้ายขอกลับบ้านกันก่อน ป้าเนืองรอกินข้าวอยู่” นภาบอกทุกคนเมื่อปุยฝ้ายจัดตั้งสำรับเรียบร้อยแล้ว ก่อนหันไปหาชนัญญู “ช้าง ดูแลแขกด้วยนะ”

“ครับ”

ชนัญญูตอบรับแล้วเดินไปส่งนภากับปุยฝ้ายจนถึงรถนั่งไฟฟ้า ส่วนสุมิตราก็รู้ดี ปกติแล้วถ้ามีแค่คนคุ้นเคยนภาจะชวนไปร่วมวงกันที่บ้าน แต่พอมีคนไม่คุ้นอย่างวินิทราเข้ามา นภาคงกลัวว่าแขกจะลำบากใจจึงแยกไปอย่างในคราวนี้ ระหว่างอยู่กันสองคนสุมิตราชวนวินิทราคุยด้วยการถามถึงม้าที่คอกวีวิลวิน ตกใจไม่น้อยตอนรู้ว่าม้าทั้งห้าตัวถูกขายไปแล้ว เห็นสีหน้าวินิทราแล้วพอเดาได้ว่าการขายนั้นเกิดขึ้นแบบไม่เต็มใจนัก สุมิตราไม่ถามรายละเอียดเพราะกลัวจะเป็นการเสียมารยาท คิดว่าถ้าวินิทราอยากเล่าก็คงเล่าให้ฟังเอง ก่อนการพูดคุยเรื่องนี้จะยุติลงเมื่อชนัญญูกลับเข้ามา พร้อมคำถามที่ทำให้รู้ว่าพร้อมบริการเต็มที่

“เอาน้ำอะไรดีแซม… คุณวิน อยากลองชิมน้ำผลไม้ปั่นฝีมือพี่ไหม”

สุมิตรารีบบอกวินิทรา “ต้องชิมเลยนะคะน้องวิน อร่อยเด็ดและสบายท้องมากค่ะ กินวันนี้พรุ่งนี้เช้ารู้เรื่องเลย ช้างเขาทำโยเกิร์ตเองด้วยนะ” ช่วยเพื่อนขายของเสร็จแล้ว สุมิตราค่อยหันไปทางชนัญญู “มีอะไรบ้างวันนี้”

ชนัญญูก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าตู้เย็นตรวจสอบวัตถุดิบ ก่อนตอบ “กล้วย สตรอเบอรี่ สับปะรด โอ๊ะ มีองุ่น… คุณวิน มีองุ่น”

“น้องวินชอบกินองุ่นเหรอคะ” สุมิตราเอ่ยถาม พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับนิดๆ เหมือนไม่เต็มใจตอบรับ ก็รีบยุ “ถ้างั้นต้องลององุ่นปั่นฝีมือช้างนะ… ช้าง เราขอกล้วยสตรอเบอรี่แล้วกัน เอาหนักกล้วยนะ”

ชนัญญูส่งเสียงตอบรับ เตรียมของสำหรับสุมิตรา แล้วหันไปทางวินิทรา “ว่าไงครับคุณวิน เอาอะไรดี”

“น้ำเปล่า”

“ต้องใช้แก้วหรือหลอดไหม”

วินิทราส่ายหน้าไปมา รับขวดน้ำมาจากชนัญญู แล้วชะงักเมื่อเหลือบมาเห็นว่าสุมิตรามองอยู่… ก่อนหลบตาคล้ายคนกลัวความผิด

แน่ละ ท่าทางแบบนั้นทำไมสุมิตราจะไม่สงสัย อันที่จริงเธอสงสัยตั้งแต่ท่าทางของชนัญญูแล้ว เขาดูสนิทสนมกับวินิทรา ทั้งที่สุมิตราแน่ใจว่าเธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าสองคนนี้รู้จักกัน ปกติชนัญญูเป็นคนเข้ากับคนอื่นง่ายก็จริงแต่ก็มักเป็นแบบผิวเผิน ไม่ได้ใส่ใจถึงรายละเอียดยิบย่อย แต่กับวินิทราเธอสังเกตว่าชนัญญูค่อนข้างใส่ใจยิบย่อยทีเดียว… ถึงกับรู้ว่าชอบกินองุ่นนี่ ไม่ธรรมดา

“กินข้าวก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอ”

ชนัญญูส่งเสียงบอกพร้อมกับลงมือทำน้ำผลไม้ปั่นผสมโยเกิร์ตสูตรของตัวเอง ทว่าสองสาวก็รอกระทั่งชนัญญูทำน้ำปั่นเสร็จ กลับมานั่งร่วมด้วย สุมิตราไม่ได้คิดจะรอหรอก แต่เห็นวินิทราไม่กินเลยไม่กินเป็นเพื่อน อีกอย่าง… สุมิตราหันไปทางชนัญญู

“ช้าง แกะปลาให้หน่อย”

ชนัญญูเหล่มองสุมิตรา “สัด’แพทย์ไม่มีสอนแกะปลากินเหรอ”

“ไม่มี” สุมิตราตอบพลางค้อนควัก แต่ไม่โต้เถียงมากกว่านั้น เพราะรู้ว่าอย่างไรชนัญญูก็ต้องแกะให้ ถ้าแสงฉานอยู่หน้าที่แกะปลาให้เธอจะเป็นของแสงฉาน เธอไม่แกะปลากินเองเพราะทำทีไรเป็นก้างติดคอรุนแรงขั้นหายนะตลอด นภาเป็นคนแรกที่แกะก้างเลาะเอาแต่เนื้อปลาให้เธอกินได้สะดวก และกำชับแสงฉานไว้ว่าให้ทำแทนถ้านภาไม่อยู่ด้วย แสงฉานเลยทำให้แต่ไม่วายบอกว่าทำด้วยความสมเพช ลามมาชนัญญู พอมากินข้าวที่นี่ทีไร สุมิตราเลยขอเมนูปลาของโปรด เพราะรู้ว่าต้องมีคนแกะให้

ครู่เดียว ปลาทับทิมเนื้อแน่น ไม่มีก้างแน่นอนก็มาวางในจานของสุมิตรา และที่ไม่ได้คาดคิดคือเนื้อปลาอีกชิ้นไปวางในจานของวินิทราด้วย

สุมิตรารู้สึกเดจาวู เธอเคยอยู่ในฉากที่แสงฉานต้มผักให้ฟุ้งฟ้า ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นแม้แต่แฟนกัน พอเธอไปขอ แสงฉานกลับบอกให้เธอต้มต่อเอาเองเพราะน้ำกำลังเดือดอยู่ คราวนี้เธอต้องออกปากขอให้ชนัญญูแกะปลาให้ แต่วินิทราไม่ต้อง…

วินิทรามองเธอแล้วหลบตา เหมือนไม่กล้าสู้หน้าอีกแล้ว…

สุมิตราคันปากยิบๆ คู่นี้มีนอกในอะไรกัน!

ว่าแล้วก็ลงมือ… สืบ “ช้างกับน้องวินรู้จักกันได้ยังไงเหรอคะ”

วินิทรานิ่งเงียบ ในขณะที่ชนัญญูย้อน “ถามใคร”

สุมิตราเกือบย้อนกลับไปเหมือนกันว่าถามแกนั่นแหละ แต่พอได้สติก็นึกได้ว่าถามชนัญญูคงไม่ได้เรื่องแน่ จึงหันไปทางวินิทรา “ถามน้องวินดีกว่าค่ะ”

วินิทราชะงักช้อนที่กำลังจะเข้าปาก มองชนัญญู ก่อนตอบ “เขาเคยเป็นคนงานที่บ้านวินค่ะ”

สุมิตราตาโต ไม่ใช่เรื่องชนัญญูเป็น ‘คนงาน’ เธอรู้อยู่แล้วว่าเขากับแสงฉานเติบโตมาในบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ตาโตเพราะไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ก่อนฟังชนัญญูเล่าเสริม

“ก่อนเป็นคนงานเคยไปขอข้าวบ้านคุณวินกินด้วย อ้อ เพราะบ้านคุณวินนี่แหละที่ทำให้ซันรักม้า คุณคเชนทร์ พ่อของคุณวินน่ะ มารับเด็กๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าไปเที่ยวคอกม้าที่บ้าน ตอนนั้นน่าจะมีอยู่เกือบยี่สิบตัวได้”

พอวินิทรานิ่วหน้า ชนัญญูก็บอก “คุณวินเกิดไม่ทันตอนนั้นหรอกครับ พี่วีเพิ่งสิบขวบเอง…”

สุมิตราแทรกขึ้น “พี่วีนี่คือคุณวี พี่ชายน้องวินใช่ไหม”

ชนัญญูพยักหน้า “ใช่ พี่วีพาซันขึ้นไปนั่งบนหลังม้าด้วยกัน พอตอนจะกลับนี่ ซันร้องไห้ขี้มูกโป่ง อยากอยู่ต่อ ถึงกับขอนอนกับม้า”

แค่มองดวงตาลุกวาวของสุมิตราที่กำลังเคี้ยวตุ้ย ก็รู้แล้วว่าเพื่อนคิดอะไร จึงรีบปราม “อย่าเอาไปแซวมันนะ ขี้เกียจฟังมันด่า”

“เดี๋ยว ตอนนั้นพวกแกกี่ขวบ ทำไมแกจำได้ล่ะ”

“ห้าขวบได้มั้ง ฉันน่ะจำได้เลาๆ แต่เวลาไปบ้านคุณวินแม่เป็นคนพาไปตลอด หมั่นไส้ซันมากๆ แม่ก็เล่าเรื่องนี้ให้มันอายหนีไป”

สุมิตราหัวเราะร่วน ก่อนถามในสิ่งที่เธอไม่เคยรู้รายละเอียดมาก่อน “แล้วแกทำงานอะไรที่บ้านน้องวิน”

สุมิตราเห็นชนัญญูหันไปทางวินิทรา ก่อนวินิทราจะเป็นฝ่ายตอบเสียงเบา “เขาสอนพิเศษให้วินกับวิวค่ะ”

“หือ?” สุมิตราถึงกับขึ้นเสียงสูงเลยทีเดียว หันไปถามชนัญญูด้วยสีหน้าประหลาดใจเป็นที่สุด “ซันด้วยเหรอ”

ชนัญญูถึงกับหัวเราะร่วน อย่างแสงฉานน่ะหรือจะสอนพิเศษใครได้ “เปล่า ฉันกับซันแยกกันตอนหกขวบได้มั้ง เพิ่งมาเจอกันตอนเรียนมหา’ลัย ช่วงที่แยกกัน ส่วนใหญ่ฉัน… อยู่บ้านคุณวิน ไม่ได้แค่สอนพิเศษหรอก ทำทุกอย่างแหละ เป็นคนสวนด้วย งานบ้านก็ทำ เลี้ยงเด็กยังได้”

ชิชะ… สุมิตราเห็น ประโยค ‘เลี้ยงเด็กยังได้’ เพื่อนพูดไปมองหน้าวินิทราไป ดูลึกซึ้งเกินกว่าคนนอกอย่างเธอจะเข้าใจ ซึ่งก็คงเป็น ‘อะไรๆ’ ระหว่างชนัญญูกับวินิทรานั่นแหละ แหม มาทำท่าทีพิเศษใส่กันต่อหน้า เธอปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด “อ๋อ ถึงว่า…”

น้ำเสียงและสีหน้ามีเลศนัยนั้นทำให้ชนัญญูเหล่มอง เอ่ยถามอย่าง ‘ร้อนตัว’ “อะไร ถึงว่าอะไร”

สุมิตรายักไหล่ ท่าทางยียวน “ถึงว่า ดูสนิทกันดีไง”

ชนัญญูมองตาวิบวับกึ่งแซวกึ่งล้อของสุมิตราอยู่ครู่ ก็พยักหน้า “ใช่ แกมันคนนอก รู้ไว้” และตัดปัญหาทุกอย่างด้วยการจับแก้วเครื่องดื่มของสุมิตรา “จะกินไหม ไม่กินจะเอาไปทิ้ง ละลายกว่านี้ก็ไม่อร่อยแล้ว”

นั่นแหละ สุมิตราเลยเบ้ปาก หยิบเครื่องดื่มมาจิบ มองชนัญญูที่ดันแก้วอีกแก้วไปทางวินิทรา

“ชิมนะครับ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่กินต่อ”

สุมิตราเลยคันปากยิบๆ อดพูดไม่ได้ “หวานไปนะ”

ชนัญญูหันขวับมามอง สุมิตราเลยเสพูด “น้ำปั่นเนี่ย คราวนี้แกปั่นหวานไป ใส่น้ำเชื่อมเยอะไปมั้ง”

พูดแล้วส่งยิ้ม ‘เหนือกว่า’ ให้ชนัญญูซึ่งคงโต้ตอบอะไรไม่ได้ นี่ถ้าแสงฉานอยู่ก็คงแซะว่าเธอ ‘ขี้แซะ’ แน่ๆ ช่วยไม่ได้นี่ อยากมาทำตัว ‘หวานไป’ ต่อหน้าเธอทำไม ไม่ได้หึงหวง ไม่ได้อิจฉา แค่หมั่นไส้

อย่าให้มีบ้างก็แล้วกันจะหวานให้น้ำตาลอายไปเลย คอยดู!

Don`t copy text!