เกมอาชา บทที่ 10 : มะปรางแลลูกจัน

เกมอาชา บทที่ 10 : มะปรางแลลูกจัน

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

แต่สุมิตราไม่สนใจหรอกว่าหิรัณย์จะรู้สึกอย่างไร บุษบัณมาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้าเพราะตั้งใจเอามื้อเช้าเข้ามาให้ พอเธอดูแลม้าเสร็จ กินข้าวเช้าเสร็จ สุมิตราก็บอกทันที

“ลุงเฮง เดี๋ยวแซมยืมรถหน่อย ว่าจะไปคุยกับคนแถวนี้ วันก่อนเห็นเขาว่ารับตัดหญ้าด้วย เผื่อให้ไปเกี่ยวหญ้ามาให้ม้าก่อน”

เฮงส่งกุญแจรถให้สุมิตราทันที “เอาสิ ขอบใจนะแซม ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างนะ เดี๋ยวลุงจ่ายเอง”

สุมิตรารับกุญแจรถมาพลางตอบรับ ลุกขึ้นยืนจะออกเดินไปยังรถ ทว่ากลับต้องผงะแทบหงายหลัง เพราะอยู่ๆ หิรัณย์ก็ลุกยืน และด้วยตำแหน่งของเขาเลยขวางหน้าเธอพอดี เงยหน้าเจอสายตาของเขาแล้ว สุมิตราก็ส่งสายตา ‘ก็แล้วแต่’ ไปให้ ก้าวเลี่ยงไปด้านข้างติดแค่เขาก็ยังตามมาขวาง ครั้งนี้ถามด้วยเสียงเย็นเยียบ

“รีบเหรอ”

อ้าว ยื่นมีดมาให้เองนา… “ก็ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องรอ”

หิรัณย์ยืนนิ่ง มองสุมิตรายกนิ้วขึ้นกระดิกแทนคำลาแล้วเดินดิ่งไปยังรถ หลังยืนละล้าละลังหันมองสุมิตราที พ่อตัวเองกับบุษบัณที่กำลังคุยกันที หิรัณย์ก็ตัดสินใจได้ พ่อเขาก็ความรู้สึกช้าพอกับสุมิตรา คือไม่รู้เลยว่าบุษบัณต้องการอะไร การปล่อยไว้แค่ไม่กี่สิบนาทีคงไม่ส่งผลกระทบอะไร คิดดังนั้นหิรัณย์ก็บอกพ่อตน “พ่อ ผมจะไปกับหมอ”

โดยไม่ทันรอให้พ่อตอบรับ หิรัณย์ก็หันหลังออกวิ่งไปยังรถที่ถอยตั้งลำเรียบร้อย โชคดีว่ามันกำลังหยุด เดาว่าคนขับคงกำลังเปลี่ยนเกียร์ให้เดินหน้าอยู่ หิรัณย์จึงเปิดประตูขึ้นไปนั่งได้ทันที

สุมิตราหันมองหน้าคนที่จู่ๆ ก็ขึ้นมานั่งข้างๆ แล้ว ไม่รู้จะพูดคำใดเลยไม่พูดเสียเลย ออกรถไปตามทางที่คาดว่าบ้านของคุณลุงแปลกหน้าอยู่ทางนั้น ทว่าสุมิตราขับวนไปตามทางเล็กๆ สักพักใหญ่แล้วก็ยังไม่เจอบ้านหลังสีเขียวเลยสักหลัง

“หลงไหม”

สุมิตราเหลือบมองหิรัณย์ชั่วแวบ หันกลับมามองทาง ขับรถไปเงียบๆ อีกพักค่อยตอบ “ไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหนตั้งแต่แรก ไม่เรียกหลง”

“ผมขับไหม”

สุมิตราเหลือบมองเขาอีกที พอเห็นว่าถนนว่างจึงเบนรถเข้าจอดข้างทาง ดึงเบรกมือ เดินลงจากรถแล้วเดินไปขึ้นนั่งบนเบาะหลัง สบตากับหิรัณย์ที่หันมามองหน้า ทำไม่รู้ไม่ชี้ บอกไปว่า “ขับสิ”

หิรัณย์ยังมองหน้าสุมิตราอีกพัก ก่อนเมินแล้วลงจากรถเพื่อเดินอ้อมไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับรถ พอขึ้นนั่ง มองสุมิตราผ่านกระจกมองหลัง เห็นการนั่งไขว่ห้าง กรีดกรายนิ้วเลื่อนหน้าจอมือถืออย่าง ‘คุณนาย’ มากๆ แล้วถึงกับต้องรีบห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้ม… เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังเอา คนเรา

หลังพาคุณนายนั่งรถวนอยู่อีกพัก หิรัณย์ก็ยังไม่เจอบ้านสีเขียวอยู่ดี จนผ่านไปสิบนาที สุมิตราชักทำตัวเป็นคุณนายไม่ไหว ถึงกับเอนตัวมาเกาะเบาะคนขับ ยื่นหน้าไปเพื่อดูทาง ออกความเห็น

“ฉันว่าเราลองกลับไปเริ่มตรงศาลนั้นไหม แล้วค่อยไปตามทางที่คุณลุงเขาชี้ไป อันนี้เราออกมาอีกทางมันอาจจะไปคนละทางกัน เลยไม่เจอ”

หิรัณย์ค้านอยู่ในใจ ด้วยไม่อยากเข้าไปใกล้ศาลนั้นเลย แต่ก็ไม่เห็นทางออกอื่นเพราะขับรถวนอยู่แบบนี้ยิ่งเปลืองเวลา เขาจะยิ่งได้กลับมาเป็นก้างขวางคอพ่อกับบุษบัณช้าไปอีก จึงตัดสินใจแค่จะวนไปให้เฉียดแล้วรีบออกคงไม่เป็นอะไร แต่เรื่องมันกลับไม่เป็นอย่างนั้น… เพราะพอขับมาจนเฉียดศาลจริงๆ รถกลับดับ!

หิรัณย์กลั้นหายใจ คำหนึ่งผุดขึ้นในหัวทันที… เอาแล้ว

สุมิตราเยี่ยมหน้ามาพูดเบาๆ “ฉันว่าพรุ่งนี้เรียกคนมาเอารถคันนี้เข้าศูนย์เถอะ”

หิรัณย์เหลือบมองสุมิตรา จากน้ำเสียงแผ่วๆ และสีหน้าเจ้าหล่อน แน่ใจว่านั่นคือการปลอบใจตัวเอง พยายามคิดว่าเป็นความพกพร่องทางเครื่องยนต์กลไกไป

ปัง!

เกิดเสียงดังปังใหญ่เหมือนใครปาลูกมะพร้าวกระทบตัวถังรถ เป็นเหตุให้ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว สุมิตรายกสองมือขึ้นกุมหัวซุกหน้าลงกับเบาะคนขับ ส่วนหิรัณย์ไม่แน่ใจว่ารู้ตัวหรือเปล่ากับการยกมือหนึ่งขึ้นรั้งศีรษะของสุมิตราเหมือนอยากดึงให้หญิงสาวเข้าใกล้ตัวเองมากขึ้น สองตาหันมองรอบรถเหมือนอยากหาต้นกำเนิดของเสียง อาจเป็นเด็กซนๆ สักคนปาหินใส่รถก็ได้… ทว่าไม่มีใครเลย

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงดังอีกสามปังติด ยิ่งทำให้สุมิตรากดตัวเองลงกับเบาะจนไถลไปถึงแขนหิรัณย์ หิรัณย์เองจากแค่เอื้อมมือหนึ่งไปรั้งศีรษะ ก็กลายเป็นขยับแขนโอบรอบ ยังพยายามหันมองไปตามต้นเสียงที่เกิดจากจุดต่างๆ อย่างน้อยถ้าได้เห็นวิญญาณผู้หญิงคนนั้น หรือม้าตัวนั้นก็จะได้รู้กันไป ไม่ต้องหวั่นผวาอย่างคนไม่รู้ที่มาที่ไปแบบนี้

“หิน สตาร์ทรถสิ สตาร์ทรถ”

เสียงบอกระรัวนั่นทำให้หิรัณย์หันมากดปุ่มสตาร์ทรถ เมื่อไม่ติดก็กดซ้ำอีกครั้ง และอีกครั้ง

“ติดสิ! ติดเดี๋ยวนี้!”

ฟังเสียงก็รู้ว่าสุมิตรากำลังจะเป็นแบบเขา คือกำลังจะก้าวข้ามความกลัวเป็นความโกรธหรืออาจข้ามไปแล้วด้วยซ้ำ หิรัณย์ลูบหลังสุมิตราเบาๆ ขณะอีกมือกดปุ่มสตาร์ทอีกครั้ง… ติด! ก่อนจะพูดหรือทำอย่างอื่น หิรัณย์เหยียบคันเร่งพารถจากตรงนั้นทันที ขับรถไปตามทางจนเลยโค้งแรกมานิดเดียวก็ชะลอรถ

นั่นบ้านสีเขียว…

หิรัณย์เปิดไฟเลี้ยว แล้วเลี้ยวเข้าไปถึงหน้าบ้านหลังสีเขียวนั้น พอจอดรถแล้วค่อยหันมามองสุมิตราซึ่งเจ้าหล่อนยังยกสองมือปิดหูตัวเองอยู่ “เป็นไง”

สุมิตราทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้อยู่ชั่วแวบก็เม้มปากเหมือนกำลังกล้ำกลืนทุกความรู้สึกของตัวเอง พูดออกมาเหมือนไม่สนใจคำถามก่อนหน้านี้

“อยากรู้ว่ารถเป็นอะไรไหม”

หิรัณย์เลิกคิ้ว ก่อนพยักหน้าแล้วก้าวลงจากรถ เดินวนรอบรถตัวเองเพื่อสำรวจตรวจตรา แล้วมาเปิดประตูฝั่งที่สุมิตรานั่งอยู่ มองหน้ากันอยู่ครู่ก็ส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ… ไม่ รถไม่เป็นอะไรเลย สายตาแสดงออกว่าขำกับการที่เห็นสุมิตราเบะหน้าเหมือนจะร้องให้ดูอีกรอบ ก่อนบอกน้ำเสียงหวั่นหวาด

“นี่กลางวันแสกๆ เลยนะ”

คนฟังกลับยักไหล่ “วันแรกที่เรามาก็กลางวันแสกๆ”

ก็จริง… สุมิตราไม่รู้จะรู้สึกอะไรก่อนดี เธอไม่เคยเจอผีตรงๆ แบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่เพียงมาอยู่ที่นี่ไม่กี่วันก็ทำแฮตทริกไปเรียบร้อย มันแตกต่างจากความกลัวตอนได้ฟังหรือดูเรื่องผีแบบคนละขั้วกันมาก

“ลงไหม”

สุมิตราก้าวลงจากรถ สะดุ้งเฮือกตะปบแขนหิรัณย์ทันทีเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“อ้าว ไปไงมาไงล่ะนี่”

พอหันไปมองเห็นว่าเป็นคุณลุงคนนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก หันมองหิรัณย์เห็นเขาเหล่มองอยู่ พอสบตากันเขาก็หลุบตาลงมองมือเธอที่จับแขนเขา เลยรีบเอาออก ค้อนให้เสียหนึ่งที แหม พ่อเนื้อทอง จับนิดจับหน่อยทำเป็นหวง สุมิตราเสเดินเข้าไปหาคุณลุง ยกมือสวัสดีและบอกธุระเรื่องงานก่อน “สวัสดีค่ะคุณลุง แซมจะมาถามว่าคุณลุงจะเข้าไปตัดหญ้าให้ได้ไหมคะ แต่ตัดให้ม้าค่ะ ไม่ได้ตัดทิ้ง”

“อ้อ ได้สิ ให้ลุงไปเลยไหม”

“ก็… ไปเลยก็ได้ค่ะ อ๊ะ คุณลุงชื่ออะไรคะ แซมจะได้เรียกถูก”

“ลุงชื่อแม้น”

สุมิตราจึงแนะนำตัวเองกับหิรัณย์ให้แม้นรู้จัก ก่อนเริ่มเกริ่นเข้าเรื่อง “วันก่อน… ที่แซมเห็นคุณลุงเอารูปปั้นม้าไปแก้บนเจ้าแม่ คุณลุงบนอะไรเหรอคะ แซมถามได้ไหม”

แม้นยิ้มน้อยๆ อยู่ในใบหน้า “ลูกลุงหายตัวไปน่ะ บนเจ้าแม่ให้หาเจอ ตอนนี้เจอแล้ว”

คนฟังอย่างสุมิตราพลอยมีสีหน้าแช่มชื่นยินดีไปด้วย “ดีจังเลยค่ะ… แล้ว… คุณลุงรู้เรื่องเจ้าแม่บ้างไหมคะ”

“รู้เรื่อง เรื่องอะไรล่ะ”

“ก็… ประวัติอย่างเจ้าแม่เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงชอบม้าจนต้องบนด้วยม้า”

“อ้อ” แม้นส่งเสียงตอบ ก่อนเอ่ยชักชวน “ท่าจะคุยยาว เข้าไปคุยในบ้านลุงไหมล่ะ”

สุมิตราพยักหน้า ทำท่าจะออกเดิน ทว่า…

“แซม” รอจนเจ้าของเสียงหันมา หิรัณย์จึงพูดด้วยเนื้อความเหมือนจะเกรงใจ ทว่าสายตาที่ใช้มองแน่ใจว่าสุมิตราต้องรู้ความนัยที่เขาต้องการสื่อ “จู่ๆ เข้าบ้านคุณลุง จะไม่กวนเหรอ”

หรืออันที่จริงคือ… ​ไม่กลัวเหรอ สุมิตราล่ะเบื่อ แต่ก็เอาเถอะ เพราะถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้น คนที่รับบทหนักคือเขานี่นะ คิดดังนั้นแล้วสุมิตราจึงหันไปถามแม้น “นั่นสิคะ ในบ้านคุณลุงมีใครอีกไหมคะ แซมจะกวนไหม”

แม้นยิ้มหัว รีบบอกไป “ลุงอยู่คนเดียว”

หิรัณย์ถามทันที “แล้วลูกคุณลุงที่บอกว่าเจอแล้ว ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอครับ”

นั่นเหมือนจะทำให้แม้นยิ่งหัวเราะมากขึ้น “เปล่า เขาก็อยู่ของเขา แค่ได้เจอกันให้แน่ใจว่าสบายดีแล้วก็แยกย้าย ลุงอยู่คนเดียวแน่นอน และไม่คิดจะทำอันตรายใครด้วย… มาเถอะ เข้าบ้าน”

แม้นบอกแล้วหันหลังเดินเข้าบ้าน สุมิตราออกเดินตามทันที มาชะงักก็ต้องหิรัณย์มารั้งไหล่ไว้

“นี่ ไม่กลัวข้างในมีคนอยู่สิบคน รอปล้นเลยหรือไง”

สุมิตราหน้านิ่ว หันไปตอบเขา “ไม่มีอะไรให้ปล้น กระเป๋าสตางค์ไม่ได้เอามา รถไม่ใช่รถฉัน อยากได้ก็เอาไปสิ”

แหม… หิรัณย์อยากจะจับแม่คนตรงหน้าเขย่าๆๆ ให้หัวสั่นหัวคลอนดูสักทีจริงๆ ทว่า…

“อีกอย่าง คุณก็อยู่”

ฟังแล้วเหมือนจะรู้สึกดี แต่มันเรื่องอะไรต้องมาฝากชีวิตให้เขาดูแลขนาดนี้ “ถ้ามีสิบคนจริงก็ไม่อยู่หรอก”

สุมิตราเกือบหัวเราะ ก้าวเข้าบ้านแม้นแล้วรู้สึกว่าภายในเย็นสบายกว่าภายนอกที่แสงแดดเริ่มแผดจ้า บ้านมีลักษณะเหมือนบ้านตามชนบททั่วไป ถือเข้าไปแล้วเจอโถงโล่งๆ ไม่มีซอกเล็กซอยน้อยมุมนั้นมุมนี้แบบบ้านสมัยใหม่

“นั่งเลย”

สุมิตราเดินไปนั่งบนชุดเก้าอี้ไม้ โดยเลือกนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวพลางตบเรียกหิรัณย์ที่ดวงตายังกลอกมองไปมาทั่วบ้านอย่างระแวดระวังให้นั่งลงด้วยกัน ส่วนแม้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดี่ยวอีกด้าน เธอกำลังจะอ้าปากถามอีกที ทว่าไม่ทันแม้นที่ชิงเริ่มก่อน

“เรื่องมันเริ่มจากอ้ายโผน”

 

ขนาดยืนห่างออกไปหลายวา โผนยังดูออกว่าอ้ายมอแมเป็นม้าลักษณะดีเหมาะแก่การเป็นพ่อพันธุ์อย่างมาก มีความสูงเด่นออกจากม้าตัวอื่น อาจไม่ถึงม้าเทศแต่ก็สูงกว่าม้าไทยทั่วไป แผงคอเรียงสวย หางยาวยิ่งทำให้ดูสง่า

“มันร้ายอยู่ไม่เบาขอรับท่านพัน ไม่ใคร่มีใครอยากเข้าใกล้มันนัก ไม่รู้มันจะแว้งกัดเอาเมื่อใด”

นายเริง เจ้าของม้าบอกเสียงเบา ซึ่งโผนก็พยักหน้ารับ เดินเข้าไปใกล้มอแมพลางพูดคล้ายจะบ่น “ผีตัวใดดลใจให้เอ็งตั้งชื่อให้มันอย่างนั้น… คงเป็นด้วยชื่อกระมัง มันถึงร้าย” (เชิงอรรถ – มอแมเทียบได้กับคำว่างอแงในปัจจุบัน)

คนตั้งชื่อทำหน้าเหี่ยว ไม่อยากเล่าถึงที่มาว่าอ้ายม้าตัวนี้มันร้ายตั้งแต่เกิดจึงได้ชื่อนั้น ไล่กัดม้าตัวอื่นที่เข้าใกล้ตัวและแม่ตัวไปทั่วตั้งแต่ยังยืนไม่แข็ง กลัวว่าหากพันอาชารักษาเกิดกลัวขึ้นมาจะอดเงินที่ตนจะได้จากม้าที่ดูแลไม่ได้

และเพียงโผนกับเริงเข้าไปใกล้ มอแมก็ออกอาการหูตาขวางพ่นลมออกจมูกฟืดฟาด ขาหน้าขวายกตะกุยแกรกกรากให้เริงแขยง แต่โผนหัวเราะอย่างเอ็นดู “อ้ายนี่ร้าย”

จากนั้นหันไปหากลอย “เอาย่ามหญ้ามา”

พอกลอยส่งของให้แล้ว จึงออกปากกับเริงแลบ่าวของตน “พวกเอ็งไปอยู่ให้ห่าง”

รอกระทั่งทุกคนถอยห่างไปแล้วจึงเดินเข้าไปหามอแม ไปยืนเบื้องหน้าสบตาที่จ้องมาอย่างไม่ไว้วางใจ เห็นรอยบนตัวชัดๆ แล้วแล้วถอนใจยาวอย่างเวทนา “เขาตีเอ็งหนักสิหนามอแม”

มอแมสะบัดหัวอย่างฉุนเฉียวเป็นคำตอบรับ โผนล้วงย่ามหยิบหญ้าแห้งที่มัดไว้เป็นกำๆ ขึ้นมากำหนึ่ง พนมมือ หลับตารวบรวมสมาธิแล้วร่ายคาถาของตน จบแล้วลืมตา เป่าลมแผ่วเบาใส่หน้ามอแม เอ่ยชวนอ่อนโยน “ไปอยู่กับข้า ข้าจะไม่ตีเอ็งสักแปะเดียว จะเลี้ยงดูเอ็งอย่างดี น้ำไม่ให้ราหญ้าไม่ให้ขาด แลข้าหาเมียไว้ให้เอ็งแล้ว สวยที่สุดในเมือง”

โผนขยับเข้าใกล้มอแมอีกนิด เห็นยังนิ่งอยู่จึงยื่นหญ้าไปให้ จังหวะเดียวกับที่มอแมกินหญ้าจากมือ อีกมือหนึ่งของโผนก็ยกขึ้นลูบหน้า พอหญ้าหมดโผนก็ล้วงหญ้าอีกกำส่งให้ จากนั้นเลื่อนไปลูบคอ ตะโหนก ไหล่ ลำตัว สะโพก แล้วถึงกับจุปากเบาๆ อ้ายนี่มันเนื้อแน่นดีแท้เจียว คงมีแรงลากซุงได้ไม่ต่างช้าง ยกกีบขึ้นดู ดึงมีดสั้นที่เหน็บติดเอวมากดและเคาะกีบดูยิ่งลิงโลดใจเพราะกีบแข็งแรง คงบุกตะลุยได้ทุกสภาพพื้นไม่ว่าจะเป็นพื้นหิน ดิน หรือทราย

โผนสังเกตมอแมตลอดเมื่อจะไล้มือลงบริเวณท้อง ยิ้มได้เมื่อมอแมยืนนิ่งแต่โดยดี เพียงเหลือบตามามองเหมือนสงสัยว่าโผนกำลังทำอะไรเท่านั้น โผนส่งยิ้มให้มอแม เอ่ยขอ “ขอข้าดูว่าเอ็งใช้งานได้ฤๅไม่ ถ้าเอ็งยอม ข้าจะเปลี่ยนชื่อให้”

ว่าแล้วโผนก็ก้มลงไปดูอวัยวะที่จำเป็นที่สุดสำหรับม้าพ่อพันธุ์ พบว่าลักษณะภายนอกสมบูรณ์ดีไม่มีลักษณะทองแดงให้เห็น โผนยิ้มอย่างพึงใจ ก่อนเรียกบ่าวตนมาใส่เครื่องจูงให้มอแม สั่งให้พาจูงเดิน จูงวิ่ง พิจารณาจนพอใจแล้วจึงหันไปบอกเริง “ข้าซื้อ”

จากนั้นยื่นถุงเงินที่เตรียมไว้ให้เริง รอจนเริงรับไปแล้วจึงเข้าไปหามอแม “ต่อไปนี้ข้าให้เอ็งชื่อมะเกลือ เอาฤๅไม่”

มีเสียงร้องตอบในลำคอเบาๆ เป็นคำตอบรับ โผนจึงตบไหล่มะเกลือหนักๆ ก่อนหันไปทางเริงที่พูดขึ้นด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“ท่านพันมีคาถาดีถึงเพียงนี้เชียวฤๅ ข้าเคยได้ยินแต่คำร่ำลือ เพ่อเห็นกับตาก็ครานี้”

โผนไม่ตอบคำใด เพียงหันมายิ้มให้เริง และนั่นอาจเป็นเหตุให้เริงได้ใจ จึงกล้าพูดต่อ

“ท่านพันจะเมตตาถ่ายทอดให้อ้ายเริงสักบทสองบทได้ฤๅไม่ขอรับ นึกว่าเอ็นดูอ้ายเริง”

โผนมองหน้าเริงเป็นพักจนอีกฝ่ายค้อมตัวก้มหน้างุด แล้วจึงค่อยบอก “คาถาข้าอยู่กับเอ็งก็มิมีผลอันใด” รอจนอีกฝ่ายเงยหน้ามอง โผนจึงบอกไป “เพราะคนที่จะใช้คาถาได้ต้องไม่เคยตีม้า แปะเดียวก็หาได้ไม่”

เห็นเริงหน้าจ๋อยแล้ว โผนจึงกำชับไปอีก “หากแต่วันนี้ต่อไป เอ็งไม่ตีม้าจนครบขวบปี จึงจะใช้คาถาข้าได้”

“จากวันนี้ไป อ้ายเริงจะไม่ตีม้าเป็นแม่นมั่นขอรับ”

โผนยิ้มสมใจ ก่อนบอก “ม้าคอกเอ็งลักษณะดีหลายตัวนัก ปีหน้าข้าจะมาใหม่ หากเอ็งรักษาคำพูดข้าจะสอน”

เท่านั้นเริงก็ยกมือไหว้ท่วมหัว ก่อนเอ่ยถาม “แล้วท่านพันจะค้างที่นี่อีกสักคืนฤๅไม่ขอรับ”

โผนตอบได้ทันที “ข้าจะออกเดินทางวันนี้ตอนสี่โมงเช้าตามฤกษ์ คงไปค่ำที่วัดสาวหยุด”

ซึ่งจากวัดนั้นจัดว่าใกล้บ้านโผนมากอยู่ เหลือเพียงหนึ่งในสี่ของเส้นทางทั้งหมด ประโยคบอกเวลาฤกษ์ของโผนทำให้บ่าวทุกคนต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ขมีขมัน  เริงเองก็วิ่งไปสั่งให้คนครัวของตนตระเตรียมเสบียงให้ โผนไม่ได้อยู่นิ่งแต่อย่างใดเพราะต้องเตรียมตัวให้มะเกลือพร้อมเดินทาง เท่าที่รู้มะเกลือยังไม่เคยมีใครขึ้นขี่มาก่อน คงไม่สามารถขี่มะเกลือเพื่อลองฝีเท้าตอนบรรทุกคนเลยได้ คงต้องให้บรรทุกของเพื่อฝึกรับน้ำหนักไปพลางๆ เมื่อถึงบ้านแล้วคงได้ฝึกอีกที

เมื่อถึงเวลาตามฤกษ์พา โผนกับบ่าวก็ออกเดินทาง โดยมีบ่าวคนหนึ่งที่ตัวเบาที่สุด ไม่บรรทุกสิ่งใด เพียงสะพายไถ้ที่บรรจุเสบียง ทำหน้าที่เป็นม้าเร็ววิ่งไปให้ถึงวัดสาวหยุดเพื่อขออนุญาตเจ้าอาวาสและดูที่ทางสำหรับพักแรม

ออกเดินทางมาได้สักพัก โผนเห็นชัดว่ามะเกลือร่าเริงมาก วิ่งดีดแข้งดีดขาไม่ต่างจากคนที่ได้ออกเที่ยวครั้งแรก จังหวะที่เขาลองควบอ้ายด่างที่จัดว่าเป็นม้าฝีเท้าจัด มะเกลือก็ควบตามได้ด้วยความเร็วไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยามหยุดให้พักกินน้ำกินหญ้าก็กินได้ดีไม่เซื่องไม่ซึม ยิ่งทำให้โผนลิงโลดใจที่ได้มะเกลือไปให้ท่านเจ้าเมือง

ในการหยุดพักรอบสุดท้ายนี่เอง ที่โผนสังเกตเห็นความผิดปกติของม้าตัวหนึ่ง เห็นมันเดินแล้วแน่ใจทันทีว่าเจ็บขาไหน จึงเดินเข้าไปยกขาหลังซ้ายขึ้นดู แล้วถึงกับนิ่วหน้า… มีหินแหลมฝังอยู่ เลือดไหลโซม หันไปเอ็ดคนขี่ทันทีอย่างฉุนเฉียว “อ้ายลั่น มึงขี่ม้าอย่างไรถึงไม่รู้ว่าม้ามันเจ็บ กูควรเอามีดปักตีนมึงแล้วให้วิ่งแบกม้าตามไปดีฤๅไม่”

เท่านั้นอ้ายลั่นก็นั่งคุกเข่าพนมมือบอกปากคอสั่น “กระผมผิดไปแล้วขอรับท่านพัน กระผมรู้ว่าม้าวิ่งแปลก แลหมายใจว่าจะบอกท่านพันตอนถึงวัด ด้วยไม่อยากให้ช้าขอรับ”

ฟังเหตุผลแล้วโผนก็ด่าไปอีกสองสามคำ ก่อนเรียกกลอยมาจับม้า “จับดีๆ กูจะดึงหินออก”

นั่นทำให้กลอยตาเหลือก รีบหันไปเรียกเพื่อนอีกสองคนของตนมาช่วยด้วย

“อ้ายลั่น มึงเอาน้ำมา” โผนตะโกนสั่ง พอได้น้ำมาแล้วก็รีบราดลงไปบนแผล ยื่นกลับไปให้ลั่น “ไปเอามาอีก”

แล้วเริ่มดึงหินออกจากกีบม้า รั้งขาม้าเอาไว้สุดแรงแม้ว่าม้าจะกระตุกหนีแค่ไหนจนดึงออกสำเร็จ หันไปมองข้างหน้าก็เห็นว่ามีบ่าวสามคนรวมอ้ายกลอยกอดม้าแน่น เหมือนรู้ว่าหากปล่อยม้าขยับมาก เขาดึงหินออกไม่สำเร็จเป็นโดนเอ็ดตะโร เรียกเอาน้ำจากอ้ายลั่นมาล้างแผล สั่งเติมอยู่สามรอบจนเห็นว่าแผลสะอาดดีแล้ว จึงสั่งอีก “เอาผ้ามา”

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำตาม แต่โผนได้ผ้ามาชนิดแทบจะไม่ทันขาดคำ หลังซับน้ำจนแห้ง ก็เอาผ้าแห้งอีกผืนพันแผลให้ม้า เรียบร้อยแล้วยืดตัวขึ้นยืน ลองให้ม้าเดินและวิ่ง พบว่าม้ายังกะเผลกอยู่ จึงส่ายหน้าอย่างหัวเสีย ให้ลั่นขี่มะเกลือไม่ได้แน่อาจโดนดีดจนเจ็บสาหัส การจะให้ขี่ด่างย่อมไม่มีทาง “อ้ายลั่น!”

“ขอรับพระเดชพระคุณของอ้ายลั่น”

“เอ็งเดินจูงม้าเอ็งไป”

ลั่นตาโต “เดินฤๅขอรับ”

จากพอหายโมโหได้บ้างแล้ว โผนชักฉิวขึ้นอีกรอบ “จะเดินดีๆ ฤๅจะให้กูเอามีดเสียบตีนมึงด้วย”

“เดินขอรับ เดิน” ลั่นตอบพลางเข้ามารับม้าไปจูง โผนมองลั่นอย่างคาดโทษแล้ว จึงหันไปบอกคนอื่น “พวกเอ็งล่วงหน้าไปให้ถึงวัดก่อน ถึงแล้วใครไม่เหนื่อย จึงเอาม้ามารับอ้ายลั่น”

ลั่นมองเพื่อนๆ ขึ้นหลังม้าหน้าตาตื่น หันไปถามนายตน “อ้ายลั่นเดินคนเดียวฤๅขอรับ”

“กับกู”

ลั่นตกใจในแวบแรก ตามมาด้วยความตื้นตัน นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ลั่นไม่เคยคิดหนีไปไหน พันอาชารักษาเป็นนายที่บ่าวรักใคร่ ด้วยไม่ข่มเหงรังแก ถือว่าตนเหนือกว่า ถ้าโกรธขึ้นมาก็เพียงดุด่าสั่งสอน แต่ไม่เคยทุบตีทำร้าย นอกจากเป็นความผิดซ้ำสอง ซ้ำสาม จึงค่อยสั่งลงหวาย การณ์เช่นนี้หากเป็นบ้านอื่นเขาอาจโดนหวายเมื่อกลับบ้าน ตอนนี้คงถูกทิ้งให้เดินลำพัง อย่างดีก็อาจให้บ่าวด้วยกันเดินเป็นเพื่อน แต่ลั่นสังเกตมาหลายครา นายจะเลือกอยู่กับบ่าวที่คิดว่าน่าเป็นห่วงที่สุด ปล่อยเขาเดินกลางป่าลำพังย่อมอันตรายกว่าคนที่ไปเป็นกลุ่ม พันอาชารักษาจึงเลือกไปกับเขาเพื่อให้อุ่นใจ

“อ้ายกลอยขออยู่ด้วยพ่อนายได้ฤๅไม่ขอรับ”

โผนพยักหน้ารับ ก่อนหันไปบอกให้คนที่พร้อมอยู่บนหลังม้ารีบออกเดินทาง หนึ่งนายสองบ่าวสามม้าเดินลัดเลาะไปตามทาง ตะวันชายบ่ายคล้อยล่วงไปจนย่ำค่ำ จนถึงเวลาสองทุ่มจึงมีคนย้อนกลับมารับ ทั้งหมดจึงได้ขึ้นม้ากันอีกครา ประกอบกับม้าที่บาดเจ็บอาการดีขึ้น จึงสามารถวิ่งได้เร็วพอประมาณ

โผนเห็นวัดอยู่ข้างหน้าลิบๆ โน่นแล้ว ทว่ากลับต้องดึงให้ม้าหยุดเพื่อจะย้อนไปยังจุดหนึ่ง… โผนเห็นจุดไฟเล็กๆ ที่ไม่ควรจะให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย ทว่ามันกลับทำให้สังหรณ์ของโผนส่อไปในทางไม่ดี เมื่อเข้ามาจนใกล้โผนก็เห็นว่าจริง จุดไฟเล็กๆ นั่นคือธูปซึ่งมันดับไปทันทีที่เขาเห็นชัด ตรงหน้าเขาตอนนี้คือศาลเพียงตาพร้อมเครื่องบัตรพลีที่…

“พ่อนาย… เลือด”

เสียงอ้ายกลอยทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้มองผิดไป ในกาบกล้วยที่เจาะเป็นภาชนะนั้นคือเลือด มันใช้เลือดเป็นเครื่องบัตรพลี… ถ้านี่เป็นพวกโจรชุดดำ มันคงตั้งศาลทำพิธีก่อนออกปล้น

“ระยำแบบนี้ เป็นอ้ายโจรชุดดำแน่ขอรับท่านพัน”

เสียงลั่นย้ำมาอีกคราว่าที่เขาคิดไว้ไม่ผิด “ผีป่าผีไพรคงอยากให้ข้าเห็นศาลนี้ธูปจึงติดอยู่… คืนนี้อ้ายโจรชุดดำลงมือแน่ กลอย เอ็งเร่งไปส่งข่าวให้ท่านเจ้าเมือง ขอคนมาเพิ่ม ไหวฤๅไม่”

กลอยพยักหน้ารับหากมีสีหน้าลังเล โผนจึงรีบพูด

“ข้ารู้ว่าเอ็งอยากอยู่ด้วยข้า แต่เอ็งคือคนที่ข้าไว้ใจที่สุด เกิดเอ็งไปเจอพวกมันกลางทาง ข้าแน่ใจว่าเอ็งจะหาทางรอดไปส่งข่าวได้ เร็ว รีบไป”

นั่นทำให้กลอยพยักหน้า ถ่ายของออกจากหลังม้าของตนแล้วชักม้าตัดป่าเพื่อให้ไปถึงจวนเจ้าเมืองโดยเร็วที่สุด ส่วนโผนรีบพาบ่าวไปยังวัด เมื่อถึงก็นึกดีใจที่มีพระกับเด็กวัดกำลังให้การต้อนรับ จึงรีบเข้าไปหาพระรูปหนึ่ง ยกมือประนม

“นมัสการขอรับพระคุณเจ้า กระผมมีเหตุเร่งด่วนอยากปรึกษา”

“เหตุอันใดฤๅโยม”

“ก่อนถึงที่นี่ กระผมเห็นศาลเพียงตาที่ใช้เลือดเป็นเครื่องบัตรพลีขอรับ”

เท่านั้นพระคุณเจ้าก็หน้าถอดสี ด้วยตอนนี้ย่อมรู้กันถ้วนทั่วหัวระแหงที่โจรชุดดำอาละวาด “มันมาถึงนี่แล้วฤๅ รูปจะทำเยี่ยงไรดี”

“มีกรมการเมืองอยู่ใกล้ๆ บ้างฤๅไม่ขอรับ กระผมจะไปส่งข่าวให้”

“อยู่อีกฟากโน่นเลย ให้อ้ายแกละนั่งม้าไปด้วยดีฤๅไม่ ให้มันบอกทาง”

“ดีขอรับ”

โผนหันไปเรียกบ่าวตนซึ่งรีบขยับอย่างรู้งาน คว้าเด็กแกละวัยประมาณเจ็ดแปดขวบขึ้นม้าออกไปทันที

“แต่รูปเกรงจะไม่ทัน รูปตีระฆังเตือนดีฤๅไม่”

หากเป็นตอนก่อนหน้าจะทำพิธี วิธีนี้ย่อมดีแน่เพราะคงทำให้กลุ่มโจรไม่กล้าเข้าปล้น แต่ตอนนี้โผนเชื่อว่ากลุ่มโจรกระจายกำลังล้อมบ้านเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว อาจเริ่มลงมือแล้วด้วย หากตีฆ้องร้องป่าวอาจยิ่งทำให้มันเร่งรีบและรุนแรงยิ่งขึ้น “เพียงบอกกระผมว่าละแวกนี้มีเรือนเศรษฐีกี่หลัง อยู่ใกล้ไกลมากน้อยเพียงไร พวกกระผมจะรีบออกลาดตระเวนขอรับ”

พระคุณเจ้าขยับรวดเร็วไปหยิบถ่าน ปลดอังสะของตนปูกับพื้น วาดแผนที่คร่าวๆ แสดงตำแหน่งของบ้านเศรษฐีทั้งสองบ้านพร้อมอธิบาย โผนตั้งใจฟังและเข้าใจอย่างรวดเร็ว รับอังสะจากพระคุณเจ้า รวบรวมคนที่เหลือแลตัวเองนับรวมได้เก้า ขึ้นหลังม้าแล้วออกเดินทางทันที

เพียงบ้านเศรษฐีหลังแรกปรากฏแก่สายตาโผนก็แน่ใจ พวกโจรอยู่บ้านนี้แน่ด้วยเห็นแสงไฟและควันไฟคละคลุ้ง ยิ่งเข้าใกล้เสียงกรีดกราดโวยวายยิ่งชัดเจน โผนสั่งให้ทหารเจ้าเมืองทั้งสี่กระจายกำลังไปโดยรอบ ตัวโผนเองกับพวกอีกสี่คนกระโจนขึ้นบันได ป่ายดาบฟันพวกโจรที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาใกล้ บุกทะลวงเข้าไปจนถึงหอกลาง เห็นภาพที่ทำเอาเดือดดาลกับความใจทมิฬหินชาติของอ้ายโจร ตอนนี้ศพชายหญิงก่ายกองกันอยู่เบื้องหน้า คนหนึ่งกำลังทุบตีตาผู้เฒ่า โผนจึงพุ่งดาบไปปักอกมัน ก่อนวิ่งไปชักดาบของตนกลับมาถือไว้ คนซึ่งถูกทำร้ายจนไม่น่ามีสติแล้วกลับรวบรวมกำลังชี้มือไปอีกทาง

“ช่วย… ช่วยลูกสาว… ข้าด้วย”

โผนจึงวิ่งไปตามมือ ซึ่งการมาของเขาทำให้ผู้หญิงสองคนหลุดจากการกระทำจาบจ้วง ถ้ามองไม่ผิด อีกคนหนึ่งยังไม่โตเป็นสาวเสียด้วยซ้ำ

โผนรับมือโจรคนแรกที่คว้าดาบวิ่งร่าเข้ามาฟาดฟันเขาด้วยท่าทางบ้าเลือด ไม่มีแบบแผนใดๆ ทั้งสิ้น แค่อาศัยพละกำลังและความเร็วในการฟาดดาบเท่านั้น เจอแบบนี้อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่เป็นเพลงดาบจะกลัว แม้แต่คนที่ฝึกมาแล้วแต่หามีสติไม่ก็ยังกลัว แต่ไม่ใช่กับโผน เพราะนอกจากสอนเพลงดาบเพลงมวยแล้ว พ่อยังสอนให้โผนมีสมาธิและสติพร้อมรับทุกเหตุการณ์ โผนพลิกสันดาบรับดาบโจรแล้วพลิกเอาด้านคมตัดแขนมันทิ้งตั้งแต่ข้อศอกลงไป จากนั้นหมุนตัวปาดเข้าที่ท้องเพื่อปลิดชีพ การกระทำทั้งหมดเป็นไปอย่างไหลลื่นรวดเร็วชนิดคนตายอาจไม่ทันได้รู้ตัว โผนฆ่าด้วยแน่ใจว่าดาบไร้ครูแบบนี้ไม่มีทางเป็นหัวหน้าได้แน่ โผนจ้องโจรอีกคนที่ยืนมองมานิ่ง การไม่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามา การจับดาบวาดไปมา การก้าวย่างทำให้รู้ว่าคนนี้มีวิชา ประกอบเข้ากับรอยสักยันต์ที่มีทั่วตัวทำให้โผนแน่ใจ อ้ายนี่เป็นหัวหน้าโจรชุดดำที่เขาร่ำลือ มองหน้าหยั่งเชิงกันอยู่พัก มันก็เอ่ยถาม

“มึงเป็นใครวะ”

“กูแค่ผ่านมา”

“งั้นมึงจงผ่านไป ถ้าอยากรักษาชีวิตของมึงไว้”

โผนหัวเราะ “นั่นมึงกลัวกูใช่ฤๅไม่”

โจรปามีดใส่โผนอย่างรวดเร็วชนิดไม่ทันเห็นว่ามันหยิบมาจากที่ใด หากโผนซึ่งระวังตัวอยู่แล้วทุกขณะจิตสามารถเบี่ยงหลบได้ทันที เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายวิ่งเข้ามาหมายฟันคอจึงยกดาบขึ้นรับแล้วย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า ข้าซ้ายก้าวไปเบื้องหน้าพร้อมกับหมุนตัวอย่างรวดเร็วโดยใช้ขาขวาเหยียดกวาดไปด้านข้างเพื่อรักษาสมดุล ตอนนี้โผนไปอยู่ด้านหลังโจร ปาดข้อเท้าหมายผลที่เส้นเอ็นทันทีไม่มีลังเล ทว่าไม่ทันได้ลงลึกเพราะอ้ายโจรขยับหนีได้ทันที ทำให้โผนต้องรีบหมุนตัวพร้อมกับลุกยืนก้าวถอยออกมาตั้งหลัก เพราะการอยู่ในมุมต่ำกว่าย่อมอันตรายและรับมือยากกว่า แต่กระนั้นก็ยังใช้ปลายดาบตนเกี่ยวดาบของอีกฝ่ายให้หลุดมือไถลไปอีกทางได้ ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายหยิบกริชออกมาอีก โผนแน่ใจว่าอ้ายโจรอาจมีอาวุธสำรองอีกสักชิ้นสองชิ้น

“อ้ายชาติชั่ว!”

คนโดนด่ากลับหัวเราะหึ “แค่ปาดขามึง มึงด่าอ้ายชาติชั่ว กับมึงที่ฆ่ามาไม่รู้กี่ศพ ต้องด่าเยี่ยงไรจึงสาสม”

พลันสมาธิของโผนกลับเสียไปเพราะร่างเล็กที่กำลังสะอึกสะอื้นค่อยๆ คลานชิดผนังเรือน โผนไม่แน่ใจว่ายายหนูจะไปไหน แต่มันทำให้ใกล้กับโจรมากกว่าเขา และทันทีที่เห็นโจรหันไปมอง โผนก็ร้องลั่น “อย่า!”

หากไม่ทัน เพราะอ้ายโจรโผไปจับข้อเท้าคนที่กำลังคลานเอาไว้ได้แล้วลากมาใกล้ตัวเพื่อเอากริชจ่อคอโดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องของเด็ก และแม่สาวคนพี่ที่เกือบได้เป็นเมียเขาอยู่แล้วเมื่อกี้นี้

“เสียแรงเกิดเป็นชาย เสือกเอาเด็กผู้หญิงมากำบังมึงเสียได้”

“หุบปาก มึงจงวางดาบมึงลงเสีย หาไม่กูจะปาดคอมันให้ดิ้น”

แล้วพอเห็นคนที่ตกเป็นตัวประกันสะอื้นไห้ เรียก ‘แม่จ๋าๆ’ ตาคอยแต่จะหันไปมองที่กองศพ โผนก็พอเดาได้ว่ายายหนูจะคลานไปไหน… คงอยากไปหาแม่

“มึงก็ไม่ต้องเรียกหาแม่นัก เดี๋ยวมึงได้ตามไปแน่ ถ้าอ้ายเวรนั่นไม่วางดาบ” พูดแล้วกดดาบลงบนผิวเนื้ออ่อนหนักอีกนิดจนเลือดไหลพรู คนโดนทำร้ายกรีดร้องเสียงลั่นอย่างขวัญเสีย

แล้วจะให้โผนทำอย่างไร… ในที่สุดโผนก็ยอมวางดาบ ภาวนาให้คนของตนเข้ามาถึงในนี้โดยไว มองอ้ายโจรเดินกะเผลกลากนางหนูมาใกล้ เห็นตามันแล้วรู้ว่าหมายจะปักกริชลงกลางกระหม่อมเขา ไม่มีทางผิดไปจากนี้…

Don`t copy text!