เกมอาชา บทที่ 11 : ผู้ช่วยจำเป็น

เกมอาชา บทที่ 11 : ผู้ช่วยจำเป็น

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

แต่โผนคิดว่านี่คงเป็นวันที่อ้ายโจรชั่วถึงฆาต เหตุใดจึงคิดว่าการวางดาบหมายถึงเขายอมทุกอย่าง เหตุใดจึงคิดว่าจะสู้กับเขาทั้งที่ตัวเองขากะเผลกได้

ดังนั้น โผนจึงอดทนรอ จังหวะที่มันดึงกริชออกจากคอยายหนูเพื่อจะทำร้ายเขา โผนทะลึ่งตัวจับข้อมือมันไว้แล้วพลิกตัวเพื่อหมุนแขนมันรอบโดยไม่สนใจความสามารถของไขข้อ เลียนแบบพฤติกรรมของจระเข้ที่พ่อเขาสู้อุตส่าห์พาไปยืนมอง จนได้กริชมาไว้ในมือพร้อมๆ กับที่โจรร้องลั่น จากนั้นย่อตัวลงปาดข้อเท้าทั้งสองข้างลึกถึงเส้นเอ็นด้วยกริชของมันเอง โผนตั้งใจจับเป็น อยากให้เจ้าเมืองเป็นคนลงโทษมันด้วยตัวเองจึงไม่ปลิดชีวิตเสียแต่แรก ตอนนี้มันเดินไม่ได้สมใจแล้ว ได้แต่นอนร้องโหยหวนด่าทอเขาแต่ฟังแทบไม่เป็นภาษาคน พอคนของเขาเข้ามาสมทบอีกสองคน จึงบอกให้หาอะไรมามัดไว้ ก่อนหันไปสนใจเมื่อมีเสียงแหลมเล็กดังขึ้น

“แม่จ๋า”

พอเห็นยายหนูวิ่งไปดึงแม่ตัวเองออกจากกองศพที่ทับกันอยู่แล้ว โผนอดเข้าไปช่วยไม่ได้ สะเทือนใจไม่น้อยที่เห็นคนเป็นลูกทุ่มตัวลงกอดศพและเรียกร้องหาแม่ จึงยกมือขึ้นลูบผมกระเซอะกระเซิงแผ่วเบา หันไปมองอีกคนก็เห็นว่าเข้าไปนวดเฟ้นคนที่เขาเห็นว่าโดนทุบทำร้ายอยู่ พอเห็นเขามองอยู่ก็บอกเสียงสั่น

“ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ ช่วยคุณพ่อดีฉันด้วย”

โผนจึงหันไปทางทหารของเจ้าเมืองคนหนึ่งซึ่งรักษาคนได้อยู่บ้าง พยักหน้าให้สัญญาณแล้วเข้าไปดูเศรษฐีพร้อมกัน ระหว่างยืนมองอีกคนจับร่างเจ้าของเรือนไปทั่ว ก็ฟังลั่นรายงานไปด้วย

“พวกกระผมจับโจรได้สามคนขอรับ ที่เหลือตายสิ้น”

“แล้วพวกบ่าวไพร่เล่า”

“ให้รวมกันไว้ขอรับ”

“เกณฑ์พวกผู้ชายมาช่วยกันยกศพไปข้างล่าง พวกผู้หญิงทำความสะอาดเสียให้ดี” โผนพูดแล้วเหมือนนึกขึ้นได้ จึงนั่งลงเพื่อให้คุยกับลูกสาวเศรษฐีสะดวก “ออเจ้าชื่อกระไร”

“มะปรางเจ้าค่ะ”

“ชื่อพี่เลี้ยงเล่า”

“พี่บัว พี่มาด พี่เหมือนเจ้าค่ะ”

“ข้าจะให้คนของข้าเรียกทั้งสามคนมาดูแลออเจ้า” เพียงหันไปมอง คนของโผนก็รับคำทันทีโดยไม่ต้องพูดซ้ำ ทว่าก่อนที่จะทันได้ห่างไป โผนกลับเรียกให้รอก่อน แล้วเดินไปหาคนที่นอนซบอกแม่ตัวเองนิ่งอยู่ ถามเหมือนกับที่ถามเมื่อกี้ ด้วยน้ำเสียงเอ็นดูสงสารอย่างยิ่งยวด “ออเจ้าชื่อกระไร”

คนถูกถามสะอื้นตัวโยนอีกหลายฮัก กว่าจะตอบได้ “ลูกจันเจ้าค่ะ”

“พี่เลี้ยงของออลูกจันเล่า ชื่อกระไร”

“พี่เพียร พี่แก้ว พี่สาเจ้าค่ะ”

ได้คำตอบแล้ว โผนก็หันไปทางคนของตน “ตามนางสามคนนี้ขึ้นมาด้วย”

หลังลับร่างคนของตนไปแล้ว โผนก็หันมาทางลูกจัน เกลี้ยกล่อม ด้วยไม่อยากให้แม่หนูอยู่กับศพคนตายนานไปกว่านี้ “แม่ไปสบายแล้ว อย่าให้น้ำตาเปื้อนศพแม่ไปมากกว่านี้เลย ออลูกจัน ไปช่วยพี่ดูแลพ่อดีฤๅไม่”

ลูกจันหันไปมองอีกทางก็เห็นว่าพี่สาวตนกำลังนั่งร้องไห้ขณะนวดเฟ้นพ่อ หันมองแม่ แล้วสบตากับคนบอก ก่อนต้องพยักหน้าลงอย่างว่าง่าย แต่ก่อนจะไปก็เอ่ยถาม “คุณพี่ชื่อกระไรเจ้าคะ”

โผนยิ้ม ก่อนตัดสินใจตอบเพียงชื่อตน ไม่ใช่ชื่อพร้อมตำแหน่ง “โผน”

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะการเล่าของแม้น หิรัณย์เอ่ยปากขอโทษ ก่อนรีบรับโทรศัพท์เมื่อเห็นคำว่าพ่อปรากฏบนหน้าจอ “ครับพ่อ”

“เป็นยังไงกัน เจอคนตัดหญ้าไหม ถ้ายัง กลับมากินข้าวก่อนไหม พ่อทำเสร็จแล้ว”

นั่นทำให้หิรัณย์ยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดู แล้วต้องประหลาดใจ… เขามาอยู่ในบ้านหลังนี้สองชั่วโมงแล้ว ถ้ารวมกับที่ขับหลงวนๆ อยู่อีกกว่าชั่วโมง ก็เป็นสามชั่วโมง รีบตอบพ่อ “ได้แล้วครับ กำลังจะกลับ”

สุมิตราอ้าปากทำท่าจะร้องค้าน แต่พอหิรัณย์เอานิ้วเคาะนาฬิกาเป็นสัญญาณ สุมิตราก็ยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดู ตาโตเป็นไข่ห่าน “ฮ้า เที่ยงแล้วเหรอ”

ไม่อยากเชื่อว่าจะฟังแม้นเล่าเพลินจนลืมเวลาขนาดนี้ สุมิตรารีบหันไปทางแม้น “แซมกวนคุณลุงนานมากเลย”

แม้นยกมือโบกไปมา “ไม่กวน คุยกันเพลินดี ลุงก็เล่าเยอะ นี่ยังไม่เข้าเรื่องเลย”

“งั้นวันหลังแซมมาฟังใหม่ได้ไหมคะ”

“ได้ เมื่อไรก็ได้ ลุงอยู่ตลอด… เดี๋ยวลุงกินข้าวแล้วจะไปเกี่ยวหญ้าให้นะ”

สุมิตราลุกขึ้นยืน เตรียมยกมือไหว้ลา ทว่านึกออกเรื่องหนึ่งจึงถามก่อน “แล้วคุณลุงไปยังไงคะ แซมไม่เห็นรถ”

แม้นยิ้มนิดๆ ตอบไปเสียงซื่อ “เดินไป” ก่อนหันไปทางหิรัณย์ “ลุงขอเข้าตรงใกล้ๆ ศาลได้ไหมล่ะ เดินไปเข้าประตูมันจะไกลไป”

หากเป็นปกติหิรัณย์คงไม่ชอบใจนักหรอกกับการไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าออกอาณาบริเวณของตนตอนไหนและเข้าจากจุดใด ทว่ากับที่ดินผืนใหม่นี้ต่อให้แม้นเดินเข้าข้างหน้าเขาก็ไม่รู้ เพราะจุดพักแรมอยู่ลึกเข้าไปในที่ดินอีก กล้องวงจรปิดก็ยังไม่มี ถือว่าค่าเท่ากัน จึงอนุญาตง่ายๆ “ได้ครับ”

หิรัณย์กับสุมิตราสวัสดีแม้น เดินกลับไปยังรถแล้วขับกลับไปหาเฮง จังหวะที่ผ่านศาลนั้นหิรัณย์ถึงกับส่ายหน้าเพราะสุมิตราก้มหน้า เอาหน้าผากแปะแผงคอนโซล ยกสองมือปิดหูอย่างไม่อยากรับรู้สิ่งใดอีกแล้ว ส่วนเขา… มองไปยังศาล

ผู้หญิงคนนั้นกับม้าตัวนั้น

จู่ๆ หิรัณย์ก็รู้สึกว่าแปลก เขาไม่รู้สึกถึงอันตราย ความอาฆาต หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาไม่สบายใจยามเห็นทั้งคู่เลย แต่ความรู้สึกครั้งโดนกิ่งไม้ตกใส่ และเมื่อสดๆ ร้อนๆ ตอนมีเสียงทุบรถรอบคันก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดขึ้นคงไม่หวังดีกับเขานัก

หรือบางทีเจ้าแม่จะมีจริง และอาจไม่ชอบใจที่เขามาครอบครองที่ดินผืนนี้จึงพยายามขับไล่…

หิรัณย์คิดว่าจะลองให้มีการจัดแข่งขึ้นสักครั้งเร็วๆ นี้ ดูซิว่าถ้ามีคนมาอยู่เยอะๆ จะมีใครเจออิทธิฤทธิ์เจ้าแม่บ้างไหม ถึงตอนนั้นถ้ามันร้ายแรงน่ากลัวเกินกว่าจะสู้ เขาค่อยถอยอีกทีก็ยังไม่สาย ขายต่อให้เจ้าของใหม่ไปหาทางรับมือเองแล้วกัน

 

พอหิรัณย์บอก สุมิตราก็สงบใจลำบาก คอยแต่จะสังเกตท่าทีของบุษบัณอยู่เรื่อย แล้วก็พบว่าบุษบัณไม่เห็นมีทีท่ากับเฮงเลย… ก็เห็นตักอาหารเอาใจหิรัณย์อยู่นี่

“หินลองกินนี่ดูสิ พี่เคี่ยวไว้สองคืน ผักเปื่อยเนื้อนุ่มสุดๆ”

ทว่าหิรัณย์กลับใช้ช้อนตัวเองกั้นช้อนของบุษบัณไว้ไม่ให้เทจับฉ่ายลงจานเขาได้ บอกสั้นๆ “ไม่กินครับ”

บุษบัณหน้าเจื่อน เดือดร้อนเฮงต้องอธิบายให้

“หินเขากินแต่ผักสดน่ะหนูบุษ หรือไม่ก็แค่พอสลบ ถ้าสุกมากหรือเปื่อยแบบจับฉ่ายนี่ เขาไม่กินเลย”

พอรู้ดังนั้นบุษบัณก็ร้อง “ตายจริง พี่ไม่รู้เลย โอเค ต่อไปจะไม่เอาจับฉ่ายดีกว่าเนอะ… ถ้างั้นพรุ่งนี้เอาซีซาร์สลัดดีไหม พี่ทำมาให้ พี่ทำน้ำสลัดซีซาร์อร่อยนะ”

หิรัณย์ชะงัก มองหน้าพ่อตนเพียงครู่ ก่อนหันไปพูดกับบุษบัณ “อย่าเลยครับ ผมเรื่องมาก”

บุษบัณถึงกับงง คิ้วขมวด เอ่ยถาม “ยังไงเหรอจ๊ะ”

“ผักต้องปลอดสารแล้วก็แช่น้ำเย็นจัดๆ ก่อน พริกไทยต้องใช้พริกไทยดำเม็ดแล้วป่นเอง ใช้เกลือทะเล ใช้กระเทียมจีน แอนโชวีผลิตไม่เกินหนึ่งเดือน ครูตองส์ทำใหม่จากขนมปังโฮลวีต เบคอนทอดแบบไม่ใช้น้ำมัน และผมไม่กินเชดดาร์ชีส”

เกิดความเงียบอยู่ชั่วอึดใจ ตามมาด้วยประโยค

“โฮะ ไม่ต้องกินอะ แบบนั้น” ไม่ใช่บุษบัณที่พูด แต่เป็นสุมิตราที่นั่งอ้าปากหวอฟังเขาร่ายยาวจนจบแล้วห้ามความหมั่นไส้เอาไว้ไม่ได้จนต้องพูดอย่างนั้น หิรัณย์เองก็หันมาทางสุมิตรา บอกเสียงเรียบ “ก็บอกแล้วว่าเรื่องมาก”

“แต่พี่ทำให้ได้นะ”

ทั้งหิรัณย์และสุมิตราหันขวับไปมองบุษบัณ หิรัณย์เลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย ส่วนสุมิตราทำหน้าทึ่งในความพยายาม

“บ้านพี่กินแต่ผักออร์แกนิกอยู่แล้ว แล้วรายละเอียดที่หินว่า ถ้าทำเองจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากหรอก… แต่เดี๋ยวพี่ขอจดดีกว่า จะได้ไม่ลืม”

หิรัณย์หันมองหน้าพ่อตนซึ่งก็ยิ้มๆ อยู่ในใบหน้า ก่อนบอกอย่างจะเกลี้ยกล่อม

“ลองดูก็ได้ เผื่อหนูบุษทำถูกใจ”

หิรัณย์เลยหันไปพูดกับบุษบัณ “ได้ครับ แต่ถ้าผมไม่กินไม่ต้องเสียใจนะครับ ส่วนใหญ่จะไม่กิน”

เกินกว่าที่จะทันได้ห้ามตัวเองหรือเห็นแก่หน้าเฮง สุมิตราบิดปากแทบจะเป็นเลขแปด หันไปพูดกับบุษบัณ “คุณบุษทำอะไรมาแซมกินหมดแหละค่ะ นี่อร่อยทุกอย่างเลย เมื่อเช้าแซมกินข้าวต้มกุ้งไปตั้งสามถ้วย”

บุษบัณหน้าบาน หันมาส่งยิ้มให้สุมิตราอย่างจะขอบคุณ เอ่ยถามอย่างจะเอาใจ “แล้วพรุ่งนี้หมอแซมอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวบุษทำมาให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ อะไรก็ได้ แค่ทำซีซาร์สลัดคุณบุษก็คงหมดแรงแล้วแหละ แซมว่า”

สีหน้าบุษบัณเหมือนอยากหัวเราะ แต่เหลือบไปมองหิรัณย์ที่ตาเขียวใส่สุมิตราอยู่ก็จำเป็นต้องห้ามตัวเองไว้ ไม่อยากเรียกร้องความสนใจให้ตาเขียวๆ นั่นหันมาทางเธอ เสหันไปหาเฮง “แล้วคุณอาล่ะคะ”

เฮงยิ้ม มีรอยขบขันอยู่ในแววตา “ก็สลัดนั่นแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้อาหมักสเต๊กรอไว้กินด้วยกันเนอะ”

บุษบัณยิ้มกว้างตอบรับ ก่อนเอ่ยขอตัว “ถ้าแบบนั้นบุษกลับก่อนนะคะ ขาดเหลืออะไรคุณอาโทร.บอกบุษนะ ย้ายที่นอนฉุกละหุกแบบนี้เผื่อมีอะไรตกหล่นค่ะ นี่โชคดีนะคะว่าน้ำไฟของเดิมมีอยู่แล้วใช้งานได้ปกติ ไม่อย่างนั้นคงลำบากกว่านี้อีก”

สุมิตราหัวเราะหึ “ลำบากกว่านี้คนแถวนี้ก็ไม่มาอยู่หรอกค่ะ”

โดยไม่ได้นัดหมาย… ทุกคนหันไปทางหิรัณย์ ซึ่งพูดเสียงเรียบหน้าตาเฉยขณะมือตักกับข้าวใส่จานด้วยท่าทางไม่สนใจใคร “คงทนอยู่ได้สักวันสองวัน”

จ้ะ พ่อคนมีความอดทน!

 

พอรู้ว่าห้ามสองพ่อลูกไม่ได้แน่เรื่องการเร่งจัดแข่งขันเอ็นดูแรนซ์ ประกอบกับเป็นช่วงว่างที่แมตช์ประจำไม่ได้จัดก่อนหน้า และไม่ได้จะจัดเร็วๆ นี้ ทำให้ไม่ติดช่วงเวลาพักม้า สุมิตราก็แนะนำให้หิรัณย์และเฮงติดต่อผู้ใหญ่ในวงการเอ็นดูแรนซ์เพื่อปรึกษาเรื่องการจัดงาน ยิ่งได้มืออาชีพมาช่วยทุกอย่างก็ดูรวดเร็วจนสุมิตราได้แต่ทำใจ… เรื่องจัดงานก็เรื่องหนึ่ง เรื่องต้องมีคนเห็นและรู้ว่าเธออยู่เมืองไทยแล้วก็อีกเรื่อง ที่ว่าจะพักจนกว่าจะขึ้นปีใหม่คงเป็นไปไม่ได้แล้ว

เรื่องที่ต้องทำระหว่างทำใจคือการดูว่านัวร์กับฟาโรต์หายจากอาการกล้ามเนื้อฉีกหรือยัง เพราะหิรัณย์ว่าอยากให้ทั้งสองตัวลองลงแข่งในระยะสี่สิบกิโลเมตรดู และอีกหนึ่งอย่างคือ…

“หมอ วิ่งหรือยัง”

สุมิตราละจากการยืดกล้ามเนื้อให้นัวร์หันขวับไปมองหิรัณย์ตาขวาง แต่เห็นว่ามีคนเลี้ยงม้าอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วยอีกสองคน จึงตอบไปเพียง “เดี๋ยววิ่ง” ทั้งๆ ที่ในใจไปไกลและรุนแรงกว่านั้นมาก มันเรื่องอะไรที่เขาต้องมาบังคับเธอลงแข่งด้วยกัน แล้วนี่จะให้ลงทั้งแปดสิบกิโลเมตรและสี่สิบกิโลเมตรด้วย เขาจะฆ่าเธอใช่ไหม พูดดดด

“หมดแรงบนหลังม้า จะอายเขานะหมอ”

สุมิตราหันไปมองเขาตาขวางอีกรอบ แล้วเมินกลับ ไม่พูดคำใด

“พี่ซันบอกคุณฟุ้งซ้อมหนักทุกวันเลย ขนาดลงแค่สี่สิบโล”

พอกันที สุมิตราปล่อยขานัวร์ ยืดตัวขึ้นยืนยกสองมือเท้าสะเอว หันไปประจันหน้ากับหิรัณย์ “หมอเป็นทีมเว็ต ไม่แข่ง”

“หมอรุตเป็นแล้ว คุณม่อนก็มาช่วย”

“ก็หมออีกคน”

“ผมไม่จ้าง ถ้าหมออยากทำงานฟรีก็แล้วแต่”

สุมิตราหรี่ตาลงมองหิรัณย์ เหลือบมองรอบตัวเห็นว่าคนเลี้ยงม้าห่างไปแล้วคนหนึ่ง อาจเพราะรู้ว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี แต่อีกคนยังคงกวาดพื้นคอกอย่างตั้งอกตั้งใจคงไม่ได้ยินสิ่งใด พูดกับหิรัณย์เสียงเบา ระวังไม่ให้คนอื่นได้ยิน “อย่าให้มันมากนัก ทนไม่ไหวขึ้นมาฉันเทยกคอก เททั้งพ่อทั้งลูกเลย อยากลองไหม”

หลังสบตาวัดใจกันอยู่พัก หิรัณย์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชายหนุ่มเม้มปาก ก่อนบอกด้วยน้ำเสียงเหมือนจะ ‘งอน’ “แค่อยากให้แน่ใจว่าพร้อม”

สุมิตราค้อน บอกไปเด็ดขาด “หมอจะลงแปดสิบกิโลอย่างเดียว สี่สิบกิโลไม่ลง”

“ผมอยากให้หมอไปด้วยกัน”

สุมิตราหันมองหน้าเขาอีกครั้ง เกือบกลอกตาตอนอีกฝ่ายบอกมาอีก

“เผื่อนัวร์กับฟาโรต์ไม่ไหว”

“ถ้าสองคนนั้นไม่ไหวคุณก็รู้ ไม่ต้องถึงหมอ แล้วถ้าจะให้หมอตามจริง ขับรถเซอร์วิสตามให้ดีกว่า เกิดอะไรขึ้นจะดูแลง่ายกว่า แรงจะได้มีเยอะกว่าด้วย”

หิรัณย์นิ่งไปอีกพัก ที่สุดก็ตัดสินใจพยักหน้า “ก็ได้ ตามนั้น… แต่ยังไงหมอก็ต้องซ้อมด้วย”

เออน่ะ เธอรู้อยู่แล้วว่าความแข็งแรงสำคัญมากสำหรับกีฬาชนิดนี้ แต่หลังจากขี่มูนสโตนแค่ราวๆ สิบกิโลเมตรแล้วเธอไม่ไหว สุมิตราก็ออกกำลังกายมากขึ้น ทำสควอตและแพลงก์วันละหลายสิบเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกับขาแข็งแรงด้วยเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับม้า ทว่าก่อนที่จะทันได้พูดอะไร เสียงโทรศัพท์ก็ทำให้สุมิตราหยิบมันขึ้นมาดู พอเห็นเป็นวิศรุตโทร.มาก็รีบรับ “ฉันไม่ได้อยู่ไทยนะแก”

“เอาจริงเปล่า จะได้รีบหาคนอื่น”

สุมิตรานิ่งไป ได้ยินเสียงเพื่อนก็พอรู้ว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์เร่งด่วน หญิงสาวถอนใจเบาๆ ตัดใจเดินหน้าเพื่อให้เรื่องมันจบๆ ไป “เอาเถอะแก มีอะไรก็ว่ามาเลย”

“มีเคสม้าเป็นแผลที่ขา เจ้าของโทร.หาบอกพี่แฟลร์ว่าบวมมาก ใหญ่เท่ากำปั้น ถามสถานที่แล้วใกล้คอกใหม่ลุงเฮง เลยคิดถึงแก”

“อ้าว พี่แฟลร์ล่ะ” สุมิตราถามถึงพราวรัศมิ์ซึ่งเป็นคนแรกที่เจ้าของเคสโทร.หา ได้คำตอบจากวิศรุตทันที “เจ้าของเขาไม่สะดวกส่งม้าเข้าโรงพยาบาล แล้วพี่แฟลร์ก็มีเคสด่วนที่โรงพยาบาลด้วย เห็นว่าเคสเยอะมาก ทีมหมอขยับตัวทำอะไรไม่ได้เลยตอนนี้”

“อ้อ อยากให้ฉันเข้าไปดูใช่ไหม”

“ใช่ แต่ฉันกับม่อนอยู่สงขลานะ”

“เท่ากับฉันไม่มีคนช่วย”

“อื้อ… ถ้าแกไม่รับฉันว่าไม่รอด เตรียมขุดหลุมได้เลย”

“แหม นี่เกลี้ยกล่อมหรือข่มขู่ ไอ้คุณวิศรุต พูดดด”

ปลายสายหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบ “แค่ให้ข้อมูล”

“เออๆ เดี๋ยวฉันดูเอง”

“โอเค เดี๋ยวฉันส่งโลเกชันคอกม้าให้ แล้วแกโทร.ตามซันได้ไหม จะได้มีผู้ช่วย”

“เดี๋ยวฉันลองเข้าไปดูก่อน ถ้าเคสมันเล็กๆ อาจไม่ต้องกวนซัน” สุมิตราบอกแล้วลาเพื่อน กดดูแผนที่เมื่อเพื่อนส่งตำแหน่งที่ตั้งของคอกม้าจุดเกิดเหตุมาให้ทางการสนทนาออนไลน์ ขณะกำลังพินิจดูว่าไกลจากจุดนี้มากไหม หิรัณย์ก็เอ่ยถาม

“มีอะไร”

“มีม้าขาบวม รุตว่าอยู่ใกล้ๆ แถวนี้ อยากให้หมอไปดู” ตอบแล้วสุมิตราก็ชะงักไปเมื่อหิรัณย์แบมือมาตรงหน้า พร้อมคำถาม “ขับรถให้ไหม”

หลังมองเขาอย่างไม่ค่อยแน่ใจอยู่ครู่ สุมิตราก็ส่งโทรศัพท์ตนไปให้เขา “ขอบคุณนะ”

“ดูเคสเสร็จแล้วหมอต้องกลับมาวิ่งอย่างน้อยห้ากิโล”

สุมิตราส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ไม่ตอบคำใด เดินดิ่งตรงไปยังที่เก็บอุปกรณ์การแพทย์ที่เฮงเอามาสำรองไว้สำหรับม้าทั้งหกตัวที่คอกนี้ ตระเตรียมแล้วเดินไปบอกเฮงที่อ่านกติกาเอ็นดูแรนซ์หน้าดำคร่ำเครียด “ลุงเฮง แซมดึงพวกอุปกรณ์ทำแผล พวกยาอะไรแบบนี้ไปใช้นะ พอดีรุตโทร.มาบอกว่าแถวนี้มีม้าขาเจ็บ แซมจดใส่โน้ตไว้ให้ว่าหยิบอะไรไปบ้าง เดี๋ยวให้รุตเอามาคืน แซมไปดูม้าแป๊บ เดี๋ยวมา”

เฮงกำลังจะถามว่าจะไปดูม้าที่ไหน อย่างไร กับใคร แต่พอหันไปเห็นลูกชายตนหันหน้าจอโทรศัพท์มือถือมาให้ดู เห็นเป็นโปรแกรมแผนที่เลยเดาเรื่องได้ เบาใจแล้วว่าสุมิตราไม่ได้ไปคนเดียวจึงเพียงส่งเสียงตอบรับ บอกเพียง “มีอะไรก็โทร.มานะ” แล้วกลับมาตั้งใจอ่านกติกาเอ็นดูแรนซ์ต่อ

เฮงเคยทำพลาดด้วยการเลี้ยงม้าแบบไม่รู้อะไรเลย จนต้องเสียม้าไปเพราะการดูแลของตัวเอง หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำอะไรเฮงจะศึกษาให้เข้าใจถี่ถ้วนเสมอด้วยรู้แล้วว่าความรู้พื้นฐานนั้นสำคัญขนาดไหน และไม่ว่ากับกีฬาใดแต่พื้นฐานการเล่น พื้นฐานกติกาย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องควรรู้ เฮงอยากให้ตัวเองแม่นกติกาเข้าไว้ เผื่อใครมาโกงลูกเฮงจะได้ตบด้วยกติกาให้ตายไปข้าง หลอกเขาหลอกได้ โกงเขาได้ก็โกงไป แต่กับลูกชายเขา อย่าหวัง!

 

ออกจากคอกเฮงได้เกือบชั่วโมงจึงถึงจุดหมายปลายทาง พอถึงสุมิตราก็แนะนำตัวกับเจ้าของว่าเป็นหมอม้า หิรัณย์ขับรถตามไปจนถึงจุดที่ม้ายืนรออยู่ เห็นว่าม้าอยู่ในซองง่ายๆ ที่ทำด้วยไม้ยูคาลิปตัส มีตัวกั้นหน้าหลังปิดกันม้าวิ่งออกเรียกว่าพร้อมรักษาแล้ว เล็งปราดเดียวก็เห็นว่าจุดที่มีปัญหาอยู่ที่ขาหน้าด้านขวาด้วยมันบวมเป่งอย่างเห็นได้ชัด และดูท่าจะเจ็บมากจนม้าไม่ยอมลงน้ำหนักที่ขาข้างนั้น เป็นไปได้ว่าอาจกระดูกหัก หรือเลวร้ายที่สุดก็ติดเชื้อที่ข้อ

สุมิตราทำความรู้จักกับม้าก่อนในเบื้องต้น ลูบหน้าลูบคอลูบไหล่ ไต่ถามอาการไปเรื่อยแม้รู้ว่าไม่ได้คำตอบ ก่อนนั่งลงสำรวจบริเวณที่บวมอีกครั้ง พอดูใกล้ๆ ก็เห็นว่ามีรอยแผลขนาดประมาณสามเซนติเมตร จับดูแล้วรู้สึกถึงความร้อนแสดงว่ามีการอักเสบ

“มันเป็นอะไรเหรอหมอ”

สุมิตราหันมองเจ้าของซึ่งถามไถ่มา แล้วถามกลับแทนการตอบ “เป็นมานานหรือยังคะ”

เจ้าของม้าครุ่นคิดอยู่พัก ก่อนตอบ “สามสี่วันได้แล้วมั้ง”

สุมิตราชี้ไปที่แผลเปิดสามเซนติเมตร “ตอนแรกคือเป็นแผลแค่นี้ใช่ไหมคะ”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ซึ่งสุมิตราไม่แปลกใจ ดูจากสภาพคอกที่ไม่สะอาดนักและการที่ไม่มีแม้แต่รอยเบตาดีนแล้ว ไม่รู้ว่าเปิดแผลแล้วจะเจออะไรบ้าง “เดี๋ยวหมอจะเปิดแผลดูว่าเป็นยังไงค่ะ… เลี้ยงเองหรือว่ามีคนเลี้ยงคะ”

“มีคนเลี้ยง”

“รบกวนเรียกมาฟังหมอนิดนะคะ จะแนะนำวิธีดูแลแผลให้จนกว่าแผลจะแห้งค่ะ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นอีก”

“ได้ หมอทำเสร็จแล้วไปเรียกผมนะ ตรงโน้น”

บอกแล้วออกเดินไปตรงโน้น ซึ่งก็ห่างไปจากจุดนี้ราวๆ สามร้อยเมตร เล่นเอาสุมิตราเรียกไม่ทัน… ถ้าเป็นไปได้สุมิตราก็อยากมีผู้ช่วยสักนิด อย่างน้อยให้ช่วยหยิบของถือของก็ยังดี หมอม้าสาวถอนใจเฮือก ตบบ่าม้าที่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้ ก่อนหันไปทางหิรัณย์ซึ่ง… ใส่หน้ากากอนามัยเรียบร้อยแล้ว ดูจากตาเรียวๆ ของเขาแล้วรู้เลยว่าถ้าทำได้ก็อยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด สุมิตราอดยิ้มขำไม่ได้ เอ่ยขอร้อง “ช่วยหน่อยได้ไหม”

สิ่งแรกที่หิรัณย์ทำหลังประโยคนั้น คือหยิบหน้ากากอนามัยอีกชิ้นส่งให้สุมิตรา ซึ่งสุมิตราก็รับมาใช้ก่อนเข้าไปเปิดท้ายรถเพื่อหยิบอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งถุงมือยาง มีด คีมหนีบ ถาด แอลกอฮอล์ ยาทาฆ่าเชื้อและอื่นๆ ไม่ลืมหยิบถุงมือยางให้หิรัณย์ด้วยหนึ่งคู่และให้เขาถือถาดใส่อุปกรณ์ไว้ พร้อมแล้วกลับไปหาม้า เริ่มขั้นตอนการรักษาด้วยการเปิดน้ำล้างขาข้างนั้น ระหว่างใช้สบู่ถูบริเวณขาก็สังเกตอาการม้าไปด้วย เห็นอาการเซื่องซึมแล้วแน่ใจว่าไม่ต้องใช้ยาซึมเพิ่มเติม สามารถทำแผลได้เลย

“ไอ้นี่อะไร”

สุมิตราหันไปทางหิรัณย์ เห็นเขาลูบๆ แตะๆ บางอย่างที่กระจายตัวอยู่บนข้อขาม้า หน้าตาสงสัย… โถ อยู่กับม้ามาเป็นยี่สิบปี ไม่รู้จักสิ่งนี้ คงไม่เคยเจอคอกม้าที่สะอาดน้อยกว่าคอกที่บ้านเลยสินะ “แพสเทิร์นเดอร์มาติติส” (Pastern Dermatitis – เป็นอาการอักเสบในบริเวณ Pastern คือส่วนที่อยู่ระหว่างข้อเท้ากับกีบ)

คิ้วหิรัณย์ขมวดเข้าหากันแน่น “อ้อ มันเป็นแบบนี้เหรอ เป็นได้ไง”

“หมอเรียกเล่นๆ ว่าอาการแอลดีเอส”

หิรัณย์เลิกคิ้วอย่างงุนงงแทนการถาม ครู่เดียวสุมิตราก็อธิบายเพิ่ม

“เลซี่แอนด์เดอร์ตี้ซินโดรม”

ขี้เกียจและสกปรก… หิรัณย์พิจารณาสองคำนั้นประกอบกับสภาพคอกที่เขาได้สัมผัสแล้วเข้าใจได้ทันที ตั้งแต่ก้าวลงจากรถจนถึงตอนนี้หน้าเขาชนแมลงวันไปหลายรอบ กลิ่นมูลม้าที่หมักหมมตลบอบอวลจนแสบจมูก ถ้าไม่ติดว่าเห็นเจ้าม้าตัวนี้ยืนซึมอยู่ เขาจะลากสุมิตรากลับบ้านจริงๆ

“ชาวบ้านเรียกขี้ไคลตอ จริงๆ แค่รักษาความสะอาด หมั่นดูแลบ่อยๆ ก็ไม่เป็นแล้ว” ตอบแล้วสุมิตราก็เริ่มโกนขนบริเวณรอบๆ บาดแผล ล้างให้สะอาดอีกรอบก่อนใช้น้ำยาสครับฟอกแผลเพื่อความสะอาด พอสิ่งที่เกรอะกรังหลุดออกหมด ได้เห็นแผลชัดๆ แล้วสุมิตราก็ผงะไปเล็กน้อย

หิรัณย์เห็นอาการนั้น จึงเอ่ยถาม “อะไร”

สุมิตราเบี่ยงให้เขาชะโงกหน้าเข้ามาดูได้ถนัดๆ ขำจนหัวเราะออกมาเมื่อหิรัณย์ผงะแรงกว่าเธอสามเท่า ตัวเขาไปอยู่ห่างจากม้าประมาณสองเมตรได้ ตอนนี้ถ้าใครชะโงกหน้ามาดูที่แผล ก็จะเห็นจุดดำๆ หลายสิบหรืออาจเป็นร้อยคู่ และนั่นคือดวงตาของหนอน… ใช่ พอเปิดแผลปุ๊บสุมิตราก็ได้สบตากับหนอนน้อยๆ จำนวนหลายสิบหรืออาจถึงร้อย เธอแค่ตกใจเพราะไม่ทันคิดมาก่อนว่าจะเจอ แต่ใช่ว่าไม่เคยเจอ ส่วนหิรัณย์น่ะ… “ไม่เคยเห็นหนอนเหรอ”

“หนอน…” หิรัณย์พูดเสียงแผ่ว ก่อนถามเสียงแผ่วพอกัน “อยู่ในแผลจริงๆ เหรอ”

สุมิตราพยักหน้า หยิบอุปกรณ์มาคีบดึงหนอนออกมาหนึ่งตัว ชูไปทางหิรัณย์ “นี่ไง หนอนจริงๆ เอาถาดมาเร็ว”

หิรัณย์สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกเลยว่าตัวเองตัวสั่น ไม่ใช่เพราะกลัว แต่มัน… ขยะแขยง หนอนเฉยๆ เขาไม่หวั่น แต่หนอนอยู่ในแผลนี่มัน…

“นี่ ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาทำตัวเป็นภาระนะ ขับรถกลับบ้านไปเลยไป” สุมิตราบอกเพื่อเปิดทางให้ เห็นแล้วว่าใบหน้าส่วนที่โผล่พ้นผ้าปิดจมูกนั้นค่อนข้างซีด แถมมีเหงื่อเม็ดโตหยดไหล ถ้าเขาเป็นลมไปสุมิตราคงไม่แปลกใจ แต่เธอรักษาม้าพร้อมๆ กับดูแลคนไม่ได้จึงต้องปรามเขาไว้ก่อน หญิงสาวขยับลุกไปหยิบยาฆ่าหนอนมาหยอดลงแผล ผสมน้ำเกลือกับเบตาดีนไว้สำหรับล้างแผล เรียบร้อยแล้วหันไปคว้าถาดจากมือใหญ่ตั้งใจดึงกลับมาทำงานต่อ ทว่าหิรัณย์ไม่ปล่อย… สุมิตรามองหน้าเขา บอกด้วยน้ำเสียงดีขึ้นกว่าเมื่อกี้นิด “ปล่อยสิ คุณไปรอในรถก็ได้”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตราอยู่ครู่ ก็ขยับตัว บอกเสียงเบา “เดี๋ยวช่วย”

จากนั้นก็เข้ามาใกล้ม้าอีกครั้ง เอาถาดไปรองรอให้สุมิตราฉีดยาที่ผสมไว้ใส่แผลสลับกับคีบหนอนออกใส่ถาด สุมิตราให้หิรัณย์ไปหยิบถุงขยะสีดำมารองใต้ถาดอีกทีเพื่อให้แน่ใจว่าบริเวณนี้จะสะอาดที่สุด เพราะแน่ใจว่าไม่มีใครทำความสะอาดอย่างระมัดระวังแน่

สุมิตราสครับแผลไปเพียงสองรอบ หิรัณย์ก็วางถาดลงกับพื้นแล้ววิ่งไปเกาะต้นไม้ใหญ่ที่อยู่อีกทาง… โก่งคออาเจียน

สุมิตรามองตามแล้วสงสาร รีบถอดถุงมือออกทิ้งในถุงดำ พ่นแอลกอฮอล์ใส่มือตัวเองเพื่อทำความสะอาดแล้วเดินไปหยิบขวดน้ำก่อนตรงไปหาเขา ช่วยลูบหลังให้แผ่วเบากระทั่งเขาหยุดอาเจียน ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้น จึงเปิดน้ำให้แล้วนำไปจ่อปากเขา รู้ว่าตอนนี้เขาไม่กล้าใช้มือตัวเองถือขวดน้ำแน่ ขนาดตอนนี้เขายังมองมือเธออย่างไม่แน่ใจ จึงให้ข้อมูล “ล้างแอลกอฮอล์แล้วเรียบร้อย”

นั่นเองหิรัณย์จึงค่อยจิบน้ำ นั่งสูดลมหายใจเข้าออกอยู่อีกพักก็พูดเสียงเบา “ไม่ได้อยากทำตัวเป็นภาระนะ”

สุมิตราหัวเราะหึ บอกอย่างจะหยอก “ตอนนี้เป็น” แล้วพอเห็นสีหน้ารู้ว่าเขายิ่งรู้สึกแย่ก็รีบพูด “แต่เข้าใจ ขอบคุณนะที่ช่วย”

หิรัณย์ค่อยมีสีหน้าดีขึ้น พยักหน้า ก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดอีกเฮือกใหญ่ บุ้ยหน้าไปทางม้าที่ยืนยกขาข้างที่เจ็บรออยู่ “ทำต่อไหม”

ฟังแล้วแน่ใจว่าหิรัณย์ยังอยากช่วยอยู่ สุมิตราเลยถามเพื่อความแน่ใจ “ไหวเหรอ”

“ไหว”

พอเขายืนยันแบบนั้นสุมิตราก็เดินกลับไปหาม้า หยิบถุงมือคู่ใหม่มาใช้เริ่มสครับแผลม้าอีกครั้ง ครั้งนี้ผู้ช่วยจำเป็นไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ไปกลางคันอีกแล้ว แม้จะเห็นว่าแอบมือสั่นบ้างตอนมีหนอนตัวใหญ่หน่อยหล่นลงถาด แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีจนถึงขั้นตอนการใส่ยา ปิดแผล สุมิตราทำอย่างระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการติดเชื้อเพิ่มเติม

หลังรอเจ้าของม้าโทร.ตามคนเลี้ยงม้าอยู่ราวๆ สิบนาที สุมิตราก็ขอตัวกลับก่อน เพราะอย่างไรเธอก็ต้องมาดูแผลนี้อีกอยู่แล้ว ต้องมาดูจนกว่าจะแน่ใจว่าทั้งหนอนและไข่หมดไปจากแผลแล้วจริงๆ หญิงสาวอาสาขับรถให้ซึ่งถ้าหิรัณย์ไหวเขาจะค้าน แต่เขาไม่ค้าน แถมขึ้นไปนั่งรอบนเบาะด้วยท่าทางหมดเรี่ยวหมดแรง คอพับ หลับตา เห็นแล้วก็สงสารขึ้นมาอีกจึงเดินไปหยิบผ้าสะอาดเทน้ำดื่มลงไปแล้วบิดหมาด นำไปโปะหน้าให้ ทว่าเขาดึงออกทันที…

“น้ำอะไร”

แหม… สุมิตราทำหน้าหน่ายใจ “น้ำกิน จากขวดที่คุณกินไม่หมดไง”

นั่นเองเขาจึงเอาผ้าปิดหน้าตัวเองอีกครั้ง สุมิตราขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับ หันไปเห็นหิรัณย์ยกสองมือปิดหน้าเหมือนอยากกดผ้าให้แนบหน้ามากขึ้นอีกนิด รู้สึกเลยว่าอารมณ์เขาดำดิ่งไปมาก จึงเอื้อมมือไปจับไหล่ เอ่ยถาม “เป็นอะไรหรือเปล่า”

อีกฝ่ายเพียรส่ายหน้าอยู่หลายวินาที ทว่าท้ายสุดก็บอกเสียงอู้อี้ “ลองนึกภาพถ้าจาเมก้าเป็น”

พอคิดว่าม้ารักของตัวเองเป็นแบบนั้นเขาก็สะเทือนใจขึ้นอีกสินะ สุมิตรานึกย้อนไปถึงตอนที่ม้ารักตัวแรกของเขาตาย ตอนนั้นหิรัณย์ยังเป็นเด็กมัธยมปลายอยู่เลย แล้วเธอก็เป็นเพียงนักศึกษาฝึกงาน พอหมอบอกว่าจำเป็นต้องการุณยฆาตม้า เขาก็ร้องไห้โฮ… ตอนนี้ก็คงร้องไห้อยู่ สุมิตรารู้หลังได้ยินเสียงเขาสูดจมูก สงสารก็สงสาร แต่ก็ขำด้วยที่เขาจินตนาการไปไกลและอ่อนไหวไปได้ขนาดนั้น หญิงสาวหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปขยี้ผมหิรัณย์ก่อนปลอบ “ใจเย็นๆ ใครจะไปยอมให้ม้าคุณหนูเป็นแบบนั้น”

สุมิตราชะงักไปเมื่อมือใหญ่คว้าข้อมือเธอ ขณะหิรัณย์ซึ่งดึงผ้าออกให้เห็นเพียงตาจ้องมองมายังเธอนิ่ง สายตาไม่พอใจ จะว่าไม่พอใจเพราะเธอเล่นหัวคงไม่ใช่ เพราะจริงๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอทำ แต่คงไม่พอใจเพราะ

“บอกว่าอย่าเรียกคุณหนูไง”

ใช่ เธอเคยเรียกเขาว่าน้องหิน เขาก็ไม่ชอบ พอแซวว่าเป็นคุณหนูก็ไม่ชอบ ถ้าเป็นคุณชายยังพอได้ เอาแต่ใจสุดๆ “เรียกไปแล้วให้ทำไง”

“ก็อย่าเรียกอีก”

สุมิตราไม่ตอบ มองหน้ากับเขาอยู่อย่างนั้นจนเขายอมปล่อยมือแล้วกลับไปเอาผ้าปิดหน้าปิดตาต่อ ยิ้มขำแล้วบอกก่อนออกรถ “หลับให้สบาย ถึงบ้านแล้วจะปลุกค่ะคุณหนู”

มีเพียงมือยาวๆ ของเขาที่ตวัดมาเหมือนจะทำร้าย แต่ก็เบาเสียจนสุมิตราปัดออกได้โดยง่ายแถมหัวเราะใส่อีกต่างหาก แต่หลังจากนั้นสุมิตราก็เงียบ เปิดเพลงคลอเบาๆ เพื่อให้หิรัณย์พักผ่อนให้เต็มที่… เดี๋ยวเย็นนี้คุณหนูจะรับประทานอาหารไม่ลง!

Don`t copy text!