เกมอาชา บทที่ 13 : Let the game begin.

เกมอาชา บทที่ 13 : Let the game begin.

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

หิรัณย์นอนหลับสนิทตั้งแต่สามทุ่ม ตื่นมาอีกทีก็แปดโมงเช้า เป็นการนอนเต็มอิ่มในรอบหลายวันจนรู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อวานหลายเท่าตัว แน่ใจว่าอาการไม่สบายของตนหายเป็นปลิดทิ้ง หลังอาบน้ำแต่งตัวออกมาจากห้องนอนในตอนเก้าโมงก็แน่ใจว่าตนอยู่คนเดียวในบ้าน จึงเดินไปหาป้าชมพู่ถึงห้องแม่บ้านเพื่อสั่งวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวัน ก่อนกลับมาหาข้าวเช้าให้ตัวเอง อิ่มหนำสำราญนั่งย่อยอยู่ไม่นานวัตถุดิบที่ต้องการก็มาถึง หิรัณย์ตั้งใจจะทำปลาทับทิมทอดกระเทียมโรยหน้าด้วยตะไคร้ทอดกรอบ น้ำจิ้มสามรสและน้ำจิ้มแจ่ว กับพะแนงหมู แล้วค่อยเจียวไข่เพิ่มอีกอย่างตอนพร้อมกิน แค่นั้นน่าจะพอสำหรับสองคน

หิรัณย์ให้ชมพู่อยู่ช่วยเพียงคนเดียว เพราะรู้ว่าเป็นคนที่ทำอาหารเก่งที่สุดและจะไม่ทำอะไรขัดใจเขาแน่ เป็นคนที่ทำอาหารไปล้างมือไปด้วยความถี่รองจากเขาและพ่อ ส่วนคนอื่นเท่าที่เคยลงครัวด้วยกัน ล้วนต้องให้เขาเตือนเรื่องล้างมือเกินสามครั้งทั้งนั้น และชมพู่ไม่มีปัญหากับการทำอาหารกับเขาซึ่งเป็นการทำอาหารที่แทบไม่ใช้ของสำเร็จเลย พริกแกงตำเอง กะทิขูดเนื้อมะพร้าวเองคั้นเอง ปกติถ้าเป็นคนอื่นทำหิรัณย์จะไม่ยุ่ง ทำออกมาแล้วกินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ไม่กินไม่บ่นไม่ว่า แต่ถ้าเขาลงมือทำเองทุกอย่างต้องได้อย่างใจตั้งแต่วัตถุดิบยันคนที่ทำอาหารด้วยกัน ไม่สนด้วยว่าใครจะว่าเรื่องมากเพราะถือว่าเป็นเรื่องของเขาที่จะควบคุมสิ่งที่ควบคุมได้ ถ้าทำอาหารกินเองแล้วทำให้ดีไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำเองไปทำไม หิรัณย์คิดแบบนั้น

ระหว่างรอปลาในน้ำมันร้อนๆ สุกได้ที่ หิรัณย์ลงมือตำตะไคร้หั่นท่อนให้เป็นฝอย ปรุงรสเพื่อเตรียมทอดกรอบ ไม่ลืมถามชมพู่ที่กำลังดูพะแนงว่าจะเอาตะไคร้ทอดด้วยไหม รู้ว่าการตำตะไคร้ต้องใช้แรงเยอะ และเท่าที่เขารู้ คนงานชายของบ้านเขาไม่มีใครช่วยงานครัว ซึ่งเป็นเป้าหมายใหม่ของการรับคนงานในรอบถัดไป เขาต้องหาผู้ชายที่ทำครัวได้สักคนมาเพิ่ม

ในตอนอีกสิบห้านาทีจะเที่ยง หิรัณย์ก็ให้ผู้ช่วยนำปลาทอดขึ้นจากกระทะ สั่งโรยกระเทียมเจียวกลิ่นหอมสีเหลืองทองกรอบกำลังดีลงไปแทบท่วมปลา ส่วนตัวเองทอดตะไคร้ต่อโดยไม่ลืมเบาไฟลงพร้อมออกปากขอถาดที่มีตะแกรงวางด้านบนเพื่อกรองน้ำมันจากตะไคร้ เมื่อตะไคร้ได้ที่ แบ่งครึ่งหนึ่งโปะลงไปบนตัวปลาเป็นอันเสร็จ ส่วนอีกครึ่งหิรัณย์เอาใส่อีกจาน ยื่นส่งให้แม่บ้านพร้อมบอก “ตักพะแนงเองนะครับ”

“ค่ะ ให้ป้าเจียวไข่ให้เลยไหมคะ”

หิรัณย์ส่ายหน้า “ฝากตั้งโต๊ะพอครับ”

ฝากแล้วเดินออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังคอกม้าเพราะรู้ว่าจะหาสุมิตราได้ที่นั่น แค่เห็นภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ยิ้มได้แล้ว สุมิตราตรวจม้าตัวอื่นอยู่ แต่มีอาชาชัยนัวเนียไม่ห่าง… อาชาชัยเป็นม้าไม่กี่ตัวจริงๆ ที่สามารถปล่อยให้เดินเองได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องมีคนจูงหรือมีเชือกผูก ที่ต้องระวังคือปัญหาด้านการมองเห็น ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดว่าอาชาชัยดูแลตัวเองได้อย่างดี หิรัณย์หัวเราะได้เบาๆ เพราะดูเหมือนอาชาชัยคงคันคอ เลยถูคอเข้ากับหลังของสุมิตรา เล่นเอาคนโดนถูเกือบหน้าคะมำจนม้าอีกตัวต้องขยับหลบ หญิงสาวบ่นอาชาชัยเสียงดังจนเขาได้ยิน

“โอ๊ย อีหนูลูกกกก เป็นม้าหรือเป็นแมวเนี่ย หืออออ”

หิรัณย์เดินเข้าไปใกล้ ส่งเสียงบอก “ข้อเสียของการไม่เคารพพื้นที่ม้า ม้าก็จะไม่เคารพพื้นที่คน”

สุมิตราหันขวับไปมองหิรัณย์ โต้ทันที “ฉันมีความสุขย่ะ”

หิรัณย์ไม่ตอบกลับ ยืนดูอยู่สักพักจึงค่อยบอก “เสร็จตัวนี้แล้วไปกินข้าวก่อน”

สุมิตราตอบรับ ตรวจสุขภาพและทำวัคซีนจนเรียบร้อยแล้วเดินเคียงหิรัณย์เข้าบ้าน ทว่าต้องชะงักเมื่อเห็นบางอย่าง หันหาคนเลี้ยงม้าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เมื่อเห็นคนหนึ่งก็เดินเข้าไปถาม

“ทำไมหญ้าม้าหมด หมดหลายคอกเลย”

“เขาให้ให้หญ้าม้าแค่สองครั้งต่อวันครับ”

สุมิตราถึงกับตาโต ถามกลับทันควัน “เขานี่ใคร”

“ผู้จัดการคนใหม่ครับ หมอน่าจะยังไม่เคยเจอ เพิ่งมาทำงานได้อาทิตย์เดียว”

สุมิตราพยักหน้า ก่อนออกปาก “ให้หญ้าม้าเหมือนเดิม”

“แต่เห็นผู้จัดการว่าถ้าให้หญ้าม้าเยอะแล้วม้าจะเสียด”

คนฟังถึงคราวตาลุก แต่รู้ว่าเด็กคนงานเพียงรับคำสั่งมา จึงพยายามระงับอารมณ์ “ที่ผ่านมาเราให้หญ้าม้าตลอดเวลา มีม้าเสียดไหม”

คนถูกถามนิ่งไป ก่อนส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ใช่ ให้หญ้าม้าเดี๋ยวนี้ แล้วตอนเย็นหมอขอเรียกประชุม ฝากเชิญผู้จัดการคนใหม่ด้วยนะ”

พอคนเลี้ยงม้าพยักหน้ารับ สุมิตราก็มุ่งหน้ากลับบ้าน พอเข้าบ้านได้หิรัณย์ก็ชี้ไปยังห้องน้ำแทนการเตือนให้เธอล้างมือให้เรียบร้อยก่อนเดินแยกตัวไป สุมิตราอดค้อนเขาไม่ได้กับท่าทางนั้น ล้างมือล้างแขนจนแน่ใจว่าสะอาดแล้วจึงเดินไปยังโต๊ะอาหาร มองหิรัณย์กำลังเจียวไข่อยู่หน้าเตาโดยใช้กระทะเหล็กจึงแน่ใจว่าต้องอร่อยแน่ เข้าไปเปิดฝาชีที่ครอบโต๊ะอยู่ดู เห็นเป็นพะแนงหมูกับปลาทอดของโปรดก็ร้องอย่างดีใจ

“ดีงามมม ป้าพู่รู้ใจที่สุดดดด” แล้วต้องหันไปมองหิรัณย์เมื่อเขาเอาตะหลิวเคาะกระทะเสียงดัง เห็นสายตาที่มองมาแล้วรู้ทันทีว่าคนทำคงไม่ใช่ป้าพู่เสียแล้ว “เอ้า! ใครจะไปรู้ว่าคุณทำ… หายดีแล้วเหรอถึงลุกมาทำกับข้าว”

หิรัณย์ไม่ตอบ ทอดไข่จนเสร็จแล้วตักใส่จานนำมาวางบนโต๊ะ ส่วนสุมิตราพอเห็นความน่ากินของไข่สีเหลืองทองฟูฟ่องแล้วก็ถูมือเข้าหากัน หน้าตาหมายมั่นปั้นมือว่าไข่จานนี้ต้องไม่เหลือแน่ รอจนหิรัณย์ที่ลุกไปเตรียมน้ำกับแก้วมานั่งลงบนเก้าอี้ ค่อยอังหลังมือตัวเองบนแขนเขา

“เออ ตัวไม่ร้อนแล้วนะ ถ้าเย็นๆ คุณกลับมาตัวร้อนอีกฉันว่าต้องไปหาหมอแล้วแหละ”

“ไม่น่าร้อนแล้ว”

สุมิตราส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอ ตักไข่ใส่จานตัวเองพลางออกปาก “แกะปลาหน่อย”

“นี่ขอหรือสั่ง”

สุมิตราทำหน้าหน่าย บอกเสียงหน่ายไม่แพ้กัน “ขอ”

“พูดจาดีๆ สิ คะขาควรมี”

“นายไม่แกะฉันก็แค่ไม่กิน กินแค่พะแนงกับไข่ก็ได้” สุมิตราว่าแล้วทำตามนั้นจริงๆ ก่อนยิ้มออกมาเมื่อในที่สุดก็มีเนื้อปลามาวางบนจานเธอตามด้วยตะไคร้ทอดและกระเทียมโปะหน้า เพื่อตอบแทน หญิงสาวเลยตักไข่ไปวางบนจานเขาบ้าง “เอ้า แลกกัน”

หิรัณย์หัวเราะหึ อยากจะประชดว่านี่ถ้าไม่ได้สุมิตราคงไม่ได้กินไข่ แต่พูดได้แค่คำว่า “แหม…” เพราะสุมิตราขัดทันที “ไม่ต้องพูดเลย”

หิรัณย์เลยหัวเราะอีกหึ ไม่พูดคำใดตามที่โดนสั่ง กินข้าวไปสักพักค่อยถาม “คอกเราดูแปลกๆ ไปใช่ไหม เห็นม้าเจ็บหลายตัว หญ้าหมดอีก”

“ใช่ เดี๋ยวประชุมเย็นนี้คงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

ชายหนุ่มส่งเสียงตอบรับในลำคอ กินข้าวต่ออีกสักพักค่อยถามสิ่งที่ค้างคาใจ “ทำงานฟรีแบบเมื่อวานบ่อยไหม”

สุมิตราเลิกคิ้ว ก่อนนึกได้ เขาคงหมายถึงม้าตัวที่เธอแคะกีบและตรวจดูฟันให้ ซึ่งเป็นม้าตัว ‘แถม’ คือเจ้าของไม่จ่ายเงินนั่นแหละ “เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแล้ว”

“เดี๋ยวนี้… แล้วเมื่อก่อนเป็นไง”

“เมื่อก่อนยิ่งกว่านี้อีก สักสี่ห้าปีก่อน ถ้าเจอแบบนี้ฉันทำให้เสร็จทั้งตัดแต่งกีบทั้งตะไบฟัน เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น ขอแค่ม้าดีขึ้น”

หิรัณย์พยักหน้า รู้ว่าสุมิตรามีมรดกจากครอบครัวโขอยู่ ชนิดถ้าหญิงสาวอยากรักษาม้าฟรี ไม่ต้องเก็บเงินจากเจ้าของม้าก็ย่อมได้ “มีจุดเปลี่ยนเหรอ”

“อืม… ซันน่ะ บอกว่ายิ่งรักษาฟรียิ่งทำให้ม้าแย่ลง เจ้าของมักง่ายก็จะมักง่ายต่อไปเพราะไม่จำเป็นต้องปรับต้องเปลี่ยนอะไร ถ้าม้าป่วยหมอก็รักษาให้ฟรีนี่ ซันอยากให้ทุกอย่างมีราคา ทำม้าเจ็บน้อยก็จ่ายน้อย เจ็บมากก็จ่ายมาก ซันแอนตี้สุดๆ เวลาเจอเคสเรี่ยไรเงินรักษาม้า”

หิรัณย์นิ่งคิด “บางคนก็อาจไม่มี”

สุมิตราส่ายหน้า “ม้าไม่เหมือนหมาแมวที่จะเก็บจากข้างทางมาเลี้ยงได้ ม้าเป็นสัตว์มีราคา อย่างถูกก็หลายหมื่น เป็นแสนเป็นล้าน สิบล้านก็มี คุณก็รู้ ม้าไม่ใช่สัตว์ที่ซื้อมาใช้งานหรือใช้ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ คนที่คิดจะเป็นเจ้าของม้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ได้ถ้าคิดจะเลี้ยง อยู่ๆ มาเรี่ยไรเงินรักษาม้ามันคือการปัดความรับผิดชอบ”

หิรัณย์พยักหน้า บอกเสียงเบา “ถูกของพี่ซัน… จริงๆ ผมกำลังจะบ่นเรื่องแซมทำงานฟรี”

สุมิตราเลยค้อนเข้าให้ ก่อนยอมรับ “กว่าจะยอมปล่อยวางได้ก็โดนซันด่าไปหลายยกเหมือนกัน ต้องพยายามคิดว่ายิ่งรักษาฟรียิ่งเป็นการสนับสนุนวงจรอุบาทว์ แล้วอีกอย่างก็ควรต้องให้เกียรติวิชาชีพแล้วก็คนร่วมอาชีพด้วย เลยต้องลดความสงสารลง คิดเรื่องเงินให้มากขึ้น”

ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอเป็นการตอบรับ ก่อนถามอีก “แล้ว… คอกม้าแบบนั้นมีเยอะไหม”

“คอกม้าบ้านเรามีทุกแบบแหละ ห่วยกว่านั้นก็มี กลางๆ ก็มี ที่ดีมากๆ ก็มี อยากเห็นแบบไหนล่ะ จะพาไปดู”

“แซมน่าจะเลือกเข้าคอกม้าที่ดีหน่อย”

สุมิตราพยักหน้า “เลือก แต่บางทีมันเลือกไม่ได้ ถ้ารู้ว่าม้าเจ็บแล้วเจ้าของเรียกเรา ก็ต้องเข้าไปรักษาม้า”

“เจอแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้แซมอยากหยุดอีก”

“อยากหยุดก็คงหยุด หยุดพอแล้วก็ทำต่อ”

“ไม่กลัวอยากเลิกเหรอ”

สุมิตราหัวเราะ บอกไปตามตรง “มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว ฉันเคยอยากเลิกมาทีหนึ่งตอนทำๆ ไปแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ก็ได้พ่อคุณกับร็อบนั่นแหละช่วยสอนให้ฉันเลิกคาดหวังคนอื่น… ตอนนี้ฉันคิดซะว่าตัวเองกำลังเล่นเกม”

“เกม?”

“ใช่ เกมรักษาม้า เจอเคสก็เหมือนการผ่านด่าน ผ่านไปได้ก็ไปเจอด่านใหม่ เจอโหดๆ คิดว่านี่บอสแน่ แต่สามวันถัดมาเจอโหดกว่า ไอ้ที่เจอกลายเป็นแค่ลูกกระจ๊อกบอส ก็สนุกดี”

หิรัณย์ส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอ เอ่ยถามหลังวางปลาที่แกะก้างแล้วลงจานสุมิตรา “เคยคิดอยากทำโรงพยาบาลไหม”

สุมิตราตอบได้ทันที “ฉันทำแบบนี้เพราะคิดว่าพาหมอไปหาม้า ง่ายกว่าพาม้าไปหาหมอ”

“อย่างน้อยก็มีโรงพยาบาลเป็นฐานที่มั่น หรือวันหนึ่งคุณก็สร้างทีม ให้ทีมออกไปหาม้าแทน คุณรอรับเคสที่โรงพยาบาล”

สุมิตราถึงกับส่ายหน้ายิก “ไม่เอา ใครจะไปอยากอยู่”

“ผมอยากให้แซมอยู่”

คนฟังกะพริบตาปริบ เหล่มองหิรัณย์ที่กินข้าวหน้าตาท่าทางไม่รู้ร้อนหนาว ก่อนพูดออกมาอีกด้วยหน้าตาเฉยเมย

“จะได้เป็นบอสรอคนผ่านด่านมาเจอไง”

ได้เป็นบอส พลังเยอะสุด อาวุธหนักสุด ตายยากสุด… เออ เข้าท่า!

 

หลังอาหารกลางวัน สุมิตราทำวัคซีนและตรวจสุขภาพม้า สลับกับการหันไปดูหิรัณย์ขี่ลูมอส ฮาโนเวอเรียนตัวโปรดของเขาในอารีน่า ม้าเธอไม่ห่วง เธอห่วงคน กลัวเขาเพลินแล้วหักโหมจนลืมไปว่าตัวเองเพิ่งหายไข้ พอเห็นว่าเขาเพียงขี่เดินเบาๆ ยังไม่ออกวิ่งเรียบด้วยซ้ำ จึงหันมาเพลินกับการบีบนวดให้โฉมงาม ม้าเทอโรเบรดวัยสิบห้าปีที่มีอาการตึงกล้ามเนื้อหลัง ตึงจนสุมิตรางงว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่แค่โฉมงามด้วย เท่าที่ตรวจยังมีม้าอีกสี่ตัวที่เกิดอาการนี้ ยังไม่ทันได้ถามหาสาเหตุจากคนเลี้ยงที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกมาแต่ไกล หันไปมองก็เห็นเป็นคนแปลกหน้า

“อะไรเนี่ย คุณเป็นใคร อยู่ๆ เอาม้ามาขี่แบบนี้ได้ยังไง ลงมาเดี๋ยวนี้เลย”

สุมิตรานิ่งอึ้ง มองคนซึ่งกล้าโวยวายใส่หิรัณย์แบบนั้น หันไปมองหิรัณย์ที่หยุดม้ามองคนโวยวายนิ่งแล้วได้แต่คิดในใจ… มีคนชะตาขาด

“ยังอีก! บอกว่าให้ลงมา”

เออ ยังอีก… ยังไม่รู้ตัว สุมิตราเดินเข้าไปใกล้หวังช่วยคลี่คลายสถานการณ์ หากยังไม่ทันได้ทักทาย อีกฝ่ายก็หันมาหา

“เป็นหมอใช่ไหม เห็นตรวจม้าอยู่”

สุมิตราทำได้แค่พยักหน้า ยังไม่ทันพูดอะไร อีกฝ่ายก็กระชากเสียงถาม

“เรื่องอะไรมายุ่งเรื่องให้หญ้าม้า”

สุมิตรายังอึ้งๆ อยู่ ตอนอีกฝ่ายถามมาอีกด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่ได้ดีขึ้น

“แล้วที่ขี่ม้าอยู่นั่นมากับหมอหรือเปล่า หมอมีสิทธิ์ให้คนมาขี่ม้าที่นี่โดยไม่ต้องแจ้งผมก็ได้เหรอ หมอทำอะไรก็ต้องรายงานให้ผมรู้สิ”

หือ? สุมิตราเบิกตากว้าง เธอไม่ได้เข้ามาทำงานที่นี่นานขนาดไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเลยหรือ คนที่เอ็ดตะโรอยู่นี่คงเป็นผู้จัดการใหม่จึงไม่รู้จักเธอ แต่เมื่อไรกันที่ที่นี่มีนโยบายให้เชื่อผู้จัดการคอกมากกว่าหมอหากเป็นเรื่องสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของม้า เมื่อไรกันที่เธอต้องอยู่ใต้อำนาจของผู้จัดการคอก แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ยังไม่พังเท่าเขาไม่รู้จักหิรัณย์

“เอ่อ… คุณลิตคะ” มาลี คนเลี้ยงม้าที่เห็นเหตุการณ์แต่ต้นส่งเสียงขึ้นเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับโดนเอ็ดเอาก่อนได้พูด

“ไม่ต้องเรียกเลยยัยลี เดี๋ยวเธอโดนหนักแน่ มีอย่างเหรอปล่อยให้คนอื่นขี่ม้าเราเฉยๆ แถมเป็นไอ้คาเวียร์ด้วย”

สุมิตราแก้ให้ “ลูมอส”

ม้าทั้งสองตัวสีดำเหมือนกันก็จริง แต่ลูมอสจะหน้าผากแคบกว่า หูยาวกว่า มีถุงเท้าที่ขาทั้งสี่ข้าง และนั่นทำให้คนพูดชื่อม้าผิดหันไปมองม้าที่เข้ามาหยุดใกล้ๆ อีกที ทำหน้าไม่เชื่อ ก่อนหันไปทางมาลี รอจนอีกฝ่ายพยักหน้ายืนยันว่าม้าตัวนั้นคือลูมอส จึงพยักหน้าเหมือนเสียไม่ได้ ก่อนเอื้อมมือไปรั้งสายบังเหียนตั้งใจจะดึงออกจากมือหิรัณย์ ทว่าหิรัณย์จับสายบังเหียนแน่นเป็นนิสัยอยู่แล้วจึงกระตุกกลับได้ทันที ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถึงขนาดสติขาด ตวาดลั่น

“ลงมา!”

ผลคือลูมอสโผเตี้ยๆ เพื่อยกตัวผินหน้าหนีตัวต้นเสียง สุมิตรามองหิรัณย์กับลูมอสนิ่งเกร็งกล้ามเนื้อเฝ้าระวังสถานการณ์ด้วยไม่รู้ว่าลูมอสจะตื่นถึงขั้นไหน ขณะมาลีก้าวมาหลบหลังเธอทันที ดีที่เป็นอย่างที่คิดไว้คือหิรัณย์ควบคุมสถานการณ์ได้ เขาทรงตัวอยู่ เพียงเอื้อมมือตบคอลูมอสพร้อมส่งเสียงชู่ปลอบเบาๆ ม้าหนุ่มขี้ตื่นก็สงบลง

เสียงดังลั่นหลายระลอกคงเรียกคนงานหลายคนบริเวณนั้นให้เยี่ยมหน้ามาดู พอหิรัณย์หันไปเห็นคำนับ คนเลี้ยงลูมอสก็พยักหน้าเรียกให้เข้ามาหา ลงจากหลังม้ารอส่งลูมอสให้คำนับแล้วจึงหันมาประจันหน้ากับคนที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นใคร

“ตกลงมากับหมอเหรอ จะขี่ม้าที่นี่ต้องแจ้งสิ ไม่ใช่ว่าจะให้ขี่ได้ฟรีๆ แล้วแต่งตัวอะไรแบบนี้ ที่นี่ต้องแต่งตัวให้ถูกต้อง สวมกางเกงขี่ม้า ใส่บู๊ตยาว ไม่งั้นก็ต้องมีแชปส์ ใส่ยีนส์มาขี่ไม่ได้”

สุมิตรามองกางเกงของหิรัณย์ เหลือบมองหน้าเขาแล้วมองหน้าคนพูด อยากบอกเบาๆ ว่าช่างไม่ให้เกียรติกางเกงขี่ม้าตัวละหลายหมื่นของหิรัณย์บ้างเลย มันแค่สีเหมือนยีนส์เท่านั้นเอง สุมิตราเดาว่าเขาคงไม่ได้คิดจะมาขี่ม้าจริงจังจึงไม่ได้เอารองเท้ามา หมวกขี่ม้าก็ไม่ใส่ คงขี้เกียจเดินกลับไปเอาของตัวเอง และสไตล์หิรัณย์ ไม่ใช้หมวกส่วนกลางที่มีให้บริการเพราะไม่ชอบใช้ของร่วมกับใคร แต่จุดนี้เดี๋ยวเธอคงต้องติงตอนอยู่กันลำพัง อย่างไรก็ไม่อยากให้ประมาท จะขี่จริงขี่เล่นก็ควรสวมหมวกไว้เสียหน่อย

ส่วนมาลีก็จำต้องเรียกอีกรอบ “คุณลิตคะ”

หิรัณย์ไม่รอฟังว่ามาลีต้องการพูดอะไรกับ ‘คุณลิต’ ชิงถามมาลีก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใคร”

“คุณชวลิตค่ะ”

หิรัณย์หันไปหาชวลิต เอ่ยถาม “ผู้จัดการใหม่ของที่นี่เหรอ”

“อ้าว ใช่สิครับ ผมดูแลที่นี่อยู่”

หิรัณย์พยักหน้า ถามต่อด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่เปลี่ยนจากเดิมสักนิด “ใครอบรมมารยาท”

พอเห็นอีกฝ่ายแค่เบิกตา ยังไม่ตอบ ก็ถามอีก “ใครอบรมเรื่องความปลอดภัย ใครอบรมเรื่องวิธีปฏิบัติกับม้า และกับม้าที่มีคนอยู่บนหลัง”

เหมือนชวลิตจะตั้งตัวไม่ติดจึงยังพูดไม่ออก หิรัณย์จึงถามต่อ “ถ้าเมื่อกี้ผมตกม้ารับผิดชอบได้ไหม เมื่อกี้ถ้าม้าตื่นวิ่งเตลิดแล้วบาดเจ็บ รับผิดชอบได้ไหม”

สุมิตราลอบกลอกตา บอกแล้วว่ามีคนชะตาขาด น้ำเสียงเยียบเย็นกับสีหน้าเย็นชา ถามเอาคำตอบแต่ไม่รอฟังคำตอบแบบนี้แหละที่น่ากลัว ไล่บี้แบบนี้แปลว่ามีคนตกงานแน่ๆ

“ถ้าผมเป็นแขกของรีสอร์ตจะทำยังไง”

“โดนปรับสิครับ ลูมอสไม่ใช่ม้าให้เอาไว้ขี่เล่น ตัวหนึ่งหลายล้านนะครับ”

“ถ้าผมเป็นแขกของเจ้าของที่นี่จะทำยังไง”

“ก็ต้องมีคนแจ้งผมก่อน ผมจะได้เตรียมม้าให้”

“แล้วถ้าผมเป็นเจ้าของที่นี่จะทำยังไง”

ชวลิตนิ่งไป ไม่รู้เพราะเสียงนิ่งๆ หน้านิ่งๆ ของคนพูดหรือเปล่าที่อยู่ๆ ก็เชื่อขึ้นมาว่าคนตรงหน้าเป็นเจ้าของจริงๆ แต่เจ้าของที่นี่เป็นอาแปะแก่ๆ ชื่อเฮง ไม่ใช่ไอ้ตี๋ที่ยังหนุ่มอย่างนี้แน่ กระนั้นชวลิตก็เริ่มตอบอย่างปกป้องตัวเอง “ไม่รู้แหละครับ ถ้าไม่แจ้งผมก่อนก็ต้องเป็นเรื่องทั้งนั้น ผมมีหน้าที่ดูแลม้าของที่นี่”

หิรัณย์สวนกลับทันที “ตกลงใครอบรมคุณตอนเข้าทำงาน เรามีลำดับขั้นตอนปฏิบัติเวลาเกิดกรณีต่างๆ อยู่ ได้อ่านเอกสารหรือเปล่า”

ชวลิตอ้ำอึ้ง รู้สึกบรรยากาศไม่เป็นมิตรกับตนนัก จะโวยวายเบ่งอำนาจต่อก็มีบางอย่างสะกิดบอกว่าไม่ควรทำ จึงหาทางนอกเรื่องไป “ถ้าคุณอยากขี่ม้าก็ขี่ตัวอื่น โฉมงามก็ได้ หมอตรวจเสร็จพอดีใช่ไหม”

สุมิตราส่ายหน้า “ไม่ได้ค่ะ โฉมงามเจ็บ”

ชวลิตถึงกับเสียงสูง “ฮื้อ เจ็บอะไร”

“กีบขาหน้าเจ็บ กล้ามเนื้อหลังกับสะโพกตึงค่ะ”

“อะไร เมื่อวานก็ยังวิ่งดีๆ อยู่”

ถ้าม้าวิ่งดีก็แปลว่าม้าไม่เจ็บ ปัญหาอยู่ที่คนพูดดูออกหรือเปล่าว่าม้าวิ่งดีหรือแย่… “หมอจะนวดแล้วทำเลเซอร์ให้ แนะนำให้พักโฉมงามสักสามวันดีกว่าค่ะ”

“พักอะไรกันหมอ โฉมงามมันสวย ใครมาเห็นก็อยากขี่ทั้งนั้นแหละ แค่นิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอก”

สุมิตราจ้องหน้าชวลิตนิ่ง “เราไม่ได้ให้ทุกคนขี่ม้าที่อยากขี่นะคะ เราจะให้ขี่ม้าที่เหมาะสมค่ะ”

“ก็นั่นแหละหมอ เย็นนี้มีลูกค้าประจำจองขี่โฉมงามไว้”

สุมิตราพูดอีกครั้ง เน้นทุกถ้อยคำหวังให้คนฟังเข้าใจ “หมอสั่งพักโฉมงามสามวันค่ะ โฉมงามเจ็บ”

“มันไม่ได้เจ็บ หมอจะมารู้ดีกว่าผมได้ยังไง”

สุมิตรายังไม่ทันได้เซ็งเพราะคนดูแลม้าที่พูดใส่เธอแบบนี้ไม่ใช่คนแรก พลันมีเสียงหนึ่งประกาศิตขึ้น

“พอแล้ว”

เขาไม่ได้พูดเสียงดังกว่าปกติสักนิด หน้าตาก็ไม่ได้แสดงออกว่าเกรี้ยวกราดด้วย แต่สุมิตรารู้เลยว่าพายุกำลังก่อตัว หันไปมองหน้าเขาก็เห็นเขามองมาแล้วพูดด้วย

“หมอไม่ต้องพูดแล้ว”

สุมิตรารู้ทันทีว่าหิรัณย์ไม่อยากให้เธอเสียเวลาเสวนากับชวลิตอีก และเขาจะเป็นคนจัดการเอง แต่คนจะโดนจัดการไม่ยักรู้ตัว

“ใช่” ชวลิตเหมือนได้ที รีบบอก “ที่นี่ผมคุม ผมใหญ่สุด”

ชวลิตยังไม่ทันได้พูดต่อ เสียงฝีเท้าที่ดังถี่รัวบอกให้รู้ว่ามีคนวิ่งตรงมาทางนี้ก็ทำให้ต้องหันไปมอง พบว่าอัมพิกา คนที่รับเขาเข้ามาทำงานที่นี่ กำลังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เมื่อถึงก็หอบแฮ่ก ละล่ำละลักถาม

“เด็กโทร.ไปบอกว่าเกิดเรื่องค่ะ มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ”

หิรัณย์หันไปหาอัมพิกา ซึ่งทำงานที่นี่มาราวห้าปี ไม่ได้เจอหิรัณย์บ่อยแต่อย่างน้อยก็รู้จักกันแล้ว “กำลังจะให้คนไปตาม”

อัมพิกายังเลิ่กลั่ก มองหน้าหิรัณย์สลับชวลิต ก่อนกระตุ้นตัวเองให้พร้อมรับสถานการณ์ทันทีเมื่อหิรัณย์บอกเสียงเรียบ

“ไปคุยในออฟฟิศ”

“ได้ค่ะ ออฟฟิศอัมหรือออฟฟิศฟาร์มดีคะ”

หิรัณย์รู้ว่าพนักงานที่นี่จะไม่พูดคำว่าคอก จะใช้คำว่าฟาร์มด้วยเหตุผลคืออยากให้รื่นหูแขกของรีสอร์ต เช่น ถ้าแขกจะขี่ม้าแล้วบอกว่าเชิญไปที่คอกก็จะฟังดูแปลกๆ อัมพิกาเป็นผู้จัดการของรีสอร์ตซึ่งมีหน้าที่จัดสรรหาคนมาทำงานที่คอกม้าด้วย หิรัณย์พิจารณาอารมณ์ตัวเองตอนนี้แล้วไม่อยากไปไกลถึงห้องทำงานของอัมพิกา จึงตอบไป “ที่ใกล้ที่สุด”

“ค่ะๆๆ” อัมพิกาตอบรับถี่รัว ออกเดินนำไปยังห้องทำงานที่ตอนนี้ชวลิตใช้อยู่ เหลือบไปมองเห็นชวลิตเดินตามมาแล้วอยากบอกว่าให้อยู่ห่างๆ ก่อน แต่ขืนพูดตอนนี้หิรัณย์อาจพุ่งเป้ามาที่เธอได้ จึงตัดสินใจเงียบ

หิรัณย์เองหลังประตูปิดลงก็เอ่ยถามทันที “รับคุณชวลิตเข้ามาทำหน้าที่อะไร”

อัมพิกามองหน้าชวลิต ที่คงรู้แล้วว่าหิรัณย์เป็นเจ้าของคอกม้าจริงๆ จากท่าทีของอัมพิกาจึงยอมยืนเงียบผิดวิสัย ปกติชวลิตมักพูดแทรกคนอื่นตลอด ใครพูดใครคุยเรื่องอะไรก็รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“ตอบครับ”

นั่นทำอัมพิกาสะดุ้ง รู้เลยว่าตอนนี้ถ้าจะเอาตัวรอดต้องตอบคำถามหิรัณย์ให้เร็วที่สุด “อัมให้คุณลิตเข้ามาเป็นผู้จัดการฝึกหัดค่ะ”

“ได้อบรมก่อนเข้าทำงานไหม”

อัมพิกาหน้าจ๋อย แต่ตัดสินใจบอกความจริง “อัมเห็นว่าคุณลิตเคยทำงานด้านนี้มาก่อนหน้านี้ เลยยังไม่ได้อบรมค่ะ”

หิรัณย์เพียงหันไปมองชวลิต ยังไม่ได้เอ่ยถามอีกฝ่ายก็บอกมา

“ผมทำงานกับม้ามาหลายปีแล้ว คอกเก่าที่ผมคุมมีม้าเป็นร้อยตัว”

สุมิตราที่ยืนฟังอยู่หน้านิ่ว เอ่ยถาม “ที่ไหนคะ”

แล้วพอฟังชื่อที่อีกฝ่ายตอบมาก็พยักหน้า ไม่แปลกใจกับนิสัยของชวลิตอีกต่อไป เพราะคอกนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในหมู่หมอม้าว่าเหนียวหนี้สุด บอกอะไรไม่เคยฟังจนม้าเจ็บระนาว และตายเฉลี่ยสักเดือนละตัวได้ เธอเคยเข้าไปที่คอกแห่งนี้และอาจเคยเจอชวลิตด้วยแต่จำไม่ได้

“ผมไม่สนว่าคุณเคยทำงานที่ไหน แต่อยู่ที่นี่คุณจะตะคอกใส่คนอื่นไม่ได้ต่อให้เป็นมาลี ไม่มีสิทธิ์กระชากบังเหียนจากมือใคร ไม่ควรทำม้าตกใจตอนมีคนนั่งอยู่บนหลังหรือต่อให้ไม่มี”

ชวลิตนิ่งเงียบ แต่สีหน้าบอกชัดว่ายังไม่ยอมรับความผิดตน ซึ่งหิรัณย์ไม่สนใจ พูดต่อ

“ที่นี่ไม่ต้องมีคนคุม เราไม่ใช่แก๊งมาเฟีย ถ้าเป็นเรื่องดูแลจัดการทั่วไปผู้จัดการมีอำนาจเต็มที่ แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับม้า คนมีอำนาจสูงสุดคือหมอ หมอสั่งพักม้าต้องพัก สั่งให้หญ้าต้องให้”

สีหน้าชวลิตแสดงออกชัดเจนว่ารับไม่ได้ โต้เถียงทันที “ผมทำงานมาตั้งแต่หมอยังไม่ได้เป็นหมอ เผลอๆ รักษาม้ามามากกว่าหมออีก”

สุมิตราเบื่อจะฟังประโยคแนวนี้แล้ว ที่รักษามั่วๆ แล้วม้าหายเอามาคุย แต่ทำม้าตายไปเท่าไรไม่นับ เลี้ยงม้าจนม้าเสียดยกคอกแล้วรักษาหายไม่กี่ตัวกลายเป็นผลงาน ส่วนเธอที่วางระบบการเลี้ยงจนม้าไม่เสียดกลายเป็นไม่มีผลงานไปสินะ

“ไข้ลงกีบคืออะไรครับ” หิรัณย์ถาม และอีกฝ่ายตอบทันที “ก็ม้าเป็นไข้หนักจนมันลงไปที่กีบ”

“รักษายังไงครับ”

“โอ๊ย ทำอะไรไม่ได้หรอก ขุดหลุมรอเลย”

“ผิด ไข้ลงกีบไม่เกี่ยวกับเป็นไข้ รักษาได้ ผมไม่ใช่หมอคุณยังรู้ไม่เท่าผม ทำไมถึงคิดว่าตัวเองรู้มากกว่าหมอ”

“ผมมีประสบการณ์ เลี้ยงม้ามาเป็นสิบๆ ปี”

“แล้วทำไมไม่รู้จักไข้ลงกีบ”

“รู้จัก”

“ที่คุณรู้มันผิด ไข้ลงกีบรักษาได้ คนไม่รู้แล้วอวดฉลาดยังรักษายากกว่า”

“เฮ้ย!” ชวลิตร้องดังลั่นท่าทางโกรธเกรี้ยว ทว่าหิรัณย์กลับยืนกอดอกนิ่งไม่รู้ร้อนหนาว ซ้ำยังหันไปบอกอัมพิกา “หาคนใหม่แทนคุณชวลิต ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้ ขอคนสุภาพ พร้อมเรียนรู้ เคารพม้า เคารพหมอ”

อัมพิกาอึกอัก มองไปทางชวลิตอย่างเกรงๆ ท่าทางนั้นทำให้หิรัณย์พูด

“คุณกลัวเขาเหรอ ถ้ารู้ว่าควบคุมไม่ได้ทำไมรับเข้าทำงาน นี่ไม่กล้าไล่ออกใช่ไหม”

“ไม่ต้องไล่โว้ย! กูคนจริง ไม่ง้อพวกมึงหรอก ยังมีอีกหลายที่อยากได้ตัวกู”

พูดแล้วผลุนผลันเดินออกไป สุมิตราจึงหันไปบอกให้คนงานชายสองคนตามไปดูห่างๆ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าเวลาคนพวกนี้โกรธมักหาทางลงกับสิ่งรอบตัว ลงกับข้าวของสุมิตราไม่ห่วง ห่วงแต่จะลงกับม้านี่แหละ ก่อนหันกลับไปสนใจหิรัณย์ที่ยังไม่จบเรื่องกับอัมพิกา

“ทำไมถึงรับเข้ามา”

อัมพิกาหน้าเซียว ก่อนตอบ “เห็นว่าเขาเคยทำงานกับฟาร์มใหญ่มาค่ะ”

“คราวหน้าตัดทิ้งไปเลย มันไม่ใช่ข้อได้เปรียบ”

“ค่ะ… เห็นเขาว่าจะช่วยดูแลลดรายจ่ายได้เยอะด้วยค่ะ เลยให้ลองงาน”

“ใครเป็นคนอยากลดค่าใช้จ่าย”

อัมพิกานิ่งอึ้ง ไม่สามารถตอบคำถามของหิรัณย์ได้ กัดปากตัวเองตอนได้ยินคำเดิมที่เคยทำสะดุ้งมาแล้ว รอบนี้เธอไม่สะดุ้งแต่ก็ให้แสยงใจ

“ตอบครับ”

“ก็… ไม่มีค่ะ อัมแค่คิดว่าน่าจะดี”

“ทีหลังอย่าคิดไปเอง เราไม่ได้ต้องการลดค่าใช้จ่าย และพร้อมจะเพิ่มด้วยถ้าจำเป็น”

“ค่ะ”

“อย่าพลาดเรื่องนี้อีก” รอจนอีกฝ่ายตอบรับหน้าเหี่ยวหน้าแห้งแล้ว หิรัณย์จึงปรับน้ำเสียงให้ดีขึ้นนิด “กลับไปทำงานเถอะ”

เพียงได้รับคำอนุญาต อัมพิกาก็หมุนตัวเดินลับหายไปอย่างรวดเร็ว จนเหลือหิรัณย์อยู่กับสุมิตราสองคน มองหน้ากันอยู่ครู่ หิรัณย์ก็เดินไปยังคอมพิวเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะอีกทาง เปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดพลางบอกสุมิตรา

“อยากรู้ว่าทำไมม้าเจ็บ”

สุมิตราเลยแนะนำ “ลองดูย้อนไปแค่สามสี่วันก็น่าจะรู้”

ทั้งสองสุมหัวกันอยู่หน้าจอไม่นานก็เห็นสาเหตุ หิรัณย์ถึงกับทุบโต๊ะ บ่นอย่างหงุดหงิด “บ้าเอ๊ย ขี่ม้าแบบนี้ขี่ตัวไหนก็เจ็บตัวนั้น ขี่ผิดวิธีแล้วยังขี่หนัก ม้าตัวหนึ่งให้วิ่งไม่หยุดสามสี่ชั่วโมงแบบนี้มันได้เหรอ นี่ไปหรือยังเนี่ย ควรให้รู้ว่าขี่ม้าได้พินาศมาก”

ไม่บ่อยนักหรอกที่จะเห็นหิรัณย์เสียกิริยาแบบนี้ แต่เท่าที่ดูภาพสุมิตราเข้าใจได้ เพราะเธอก็โกรธเช่นกัน ม้าที่นี่สุขกายสุขใจอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็มีคนบ้าเข้ามาทำให้ม้าเจ็บ “ปล่อยเขาไปเถอะ บอกก็ใช่ว่าจะฟัง เดี๋ยวหมอไล่ตรวจม้าไล่ทำเลเซอร์ให้”

“มีเลเซอร์แบบยิงแล้วขาขาดเลยไหม ยิงมันที จะได้ไปขี่ม้าที่ไหนอีกไม่ได้”

สุมิตราหัวเราะ เอื้อมมือไปลูบผมเขา “ใจเย็นคุณหนู”

หิรัณย์มองสุมิตราตาขวาง ส่งเสียงจึ้กจั้กในลำคอ บ่นพึม “พูดไม่เคยฟังเลย บอกว่าอย่าเรียกคุณหนู”

เพราะรู้ว่าเขาหงุดหงิดเรื่องชวลิตอยู่แล้ว จึงไม่อยากยั่วเขาเพิ่ม “ก็ได้ๆ… ใจเย็นคุณชาย”

หิรัณย์ส่ายหน้ากับความกวนประสาทของสุมิตรา ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง ก่อนเอ่ยถาม “เจอแบบนี้บ่อยไหม”

สุมิตราตอบได้ทันที “บ่อยมาก”

“ทีหลังเจอคนแบบนี้ไม่ต้องพูดด้วย เสียเวลา”

“ก็ไม่ได้อยากพูดหรอก แต่บางทีก็ต้องพูดก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง”

“ฟังที่ไหน… พูดไปคนไม่ฟังไม่เหนื่อยเหรอ ผมพูดเมื่อกี้ยังเหนื่อยเลย”

รู้อยู่ว่าปกติเขาไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ “อะไร แข่งเอ็นดูแรนซ์ร้อยหกสิบกิโลฯ ได้ แต่พูดแค่นี้เหนื่อย”

“เหนื่อยใจ”

คนฟังหัวเราะหึ ก่อนยอมรับ “ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากพูดหรอก แต่บางคอกก็ไม่มีคนอย่างคุณชายมาคอยช่วยดีลให้นี่คะ แถมบางครั้งเป็นเจ้าของคอกเองด้วยที่พูด”

หิรัณย์หน้าตึง ตึงกว่าตอนคุยกับอัมพิกาเมื่อกี้หลายเท่า “ก็ไม่ต้องเข้าไป”

เอ้า… “ก็บอกแล้วว่าบางทีมันเลือกไม่ได้”

หิรัณย์นิ่ง ยืนจ้องหน้าสุมิตราท่าทางหงุดหงิดอยู่ครู่ ก็บอกเสียงเบา “ผมจะคุยกับพ่อเรื่องทำโรงพยาบาล”

แล้วเดินออกไปไม่ถามไถ่สุขภาพสุมิตราเช่นเคย… ให้ตายสิ ทำเอ็นดูแรนซ์ก็ไม่ถามความสมัครใจ ทำโรงพยาบาลก็ไม่ถามความเห็น แล้วยังมาทำหน้าเหมือนเธอต้องรับผิดชอบเรื่องโรงพยาบาลนี้ด้วย หนีออกนอกประเทศตอนนี้ทันไหม

หากสุมิตราก็ต้องชะงัก เมื่อหิรัณย์โผล่หน้ากลับเข้ามาอีกที

“เย็นนี้อยากกินอะไร”

“กับข้าวอะไรก็ได้ แต่อยากกินคุกกี้ อบคุกกี้ให้กินหน่อย”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตราด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ถอนใจเฮือกสั้นๆ พูดเหมือนจะบ่น “เหนื่อยใจ”

สุมิตราเลยช่วยด้วยการ… “ใส่อัลมอนด์ตู้มๆ เลยนะ”

อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่กลอกตาให้ดูแล้วหมุนตัวเดินหายไป ส่วนสุมิตราก็ตัดสินใจได้… กินมื้อเย็นกับคุกกี้ฝีมือเขาก่อนแล้วค่อยคิดแผนหนีแล้วกัน!

Don`t copy text!