เกมอาชา บทที่ 14 : หาความจริง

เกมอาชา บทที่ 14 : หาความจริง

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

“หั่นหมูผิด”

“หั่นต้นหอมผักชียาวไป”

“ปอกแครอตเข้าเนื้อเยอะไปแล้ว”

“โอ๊ย ไปนั่ง”

สุมิตราขำ… เธอแค่อยากช่วยหิรัณย์ทำกับข้าว ไม่คิดจริงๆ ว่าจะกลายเป็นสร้างปัญหาให้เขานะนี่ ยิ่งหันไปเห็นชมพู่มองมาหน้าตาหวั่นๆ ค่อนไปทางเกรงอกเกรงใจก็ยิ่งขำ ยิ้มส่งให้แทนการบอกว่าไม่ต้องคิดมาก เธอเป็นคนโดนบ่นยังไม่คิดอะไรเลยนอกจากขำ ยังไม่วายหันไปถามหิรัณย์ “ไม่นั่งได้มะ อยากยืน”

หิรัณย์เหล่มองคนกวน รวบของทำอาหารทั้งหมดให้ห่างจากสุมิตรา ตอบไม่แยแส “อยากทำอะไรก็ทำเถอะ”

“เอ้า งั้นช่วยต่อ”

หิรัณย์สวนทันควัน “ไปนั่งหรือยืนก็เรื่องของหมอ แต่อย่ามายุ่งกับตรงนี้”

“คุณหินใจเย็นๆ ค่ะ คุณหมอแค่อยากช่วย” ชมพู่พูดขัดเสียงเบาอยากช่วยปรับบรรยากาศให้ดีขึ้น หากหิรัณย์กลับหันมาตอบไม่เกรงใจคุณหมอเอาเลย “ช่วยให้ยุ่งขึ้นน่ะสิ” แล้วพอหันไปเห็นว่าสุมิตราหยิบโถคุกกี้กำลังจะเปิดก็รีบถาม “ล้างมือหรือยังหมอ”

สุมิตรามองบนจนตาแทบกลับ วางโถคุกกี้ลงเดินไปใช้เสื้อหิรัณย์นั่นแหละเช็ดมือจนเจ้าของเสื้อดึงตัวหนีแทบไม่ทัน บอกหน้าตาเฉย

“เสื้อผมก็ไม่ได้สะอาด”

สุมิตราคร้านจะพูด รีบล้างมือให้เสร็จๆ แล้วกลับไปที่โถคุกกี้ เปิดออกแล้วหยิบขึ้นมากิน แต่ยังมิวาย…

“ทำไมไม่เอาใส่จานให้ดี หยิบกินแบบนั้นเศษมันจะร่วงลงโถ”

“แล้วไง”

“เศษที่ร่วงลงไปมันอาจโดนน้ำลายหมอแล้ว มันจะปนเปื้อน”

สุมิตราไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ได้แต่ส่ายหน้าถี่รัวอย่างไม่อยากรับรู้อะไรแล้วเดินหนีออกจากครัวไปเลยแต่แน่นอนว่าหนีบโถคุกกี้ติดมาด้วย เหลือแค่สิบกว่าชิ้น เธอกินเองคนเดียวก็ได้ถ้ากลัวเรื่องปนเปื้อนนัก เป็นหมอผ่าตัดกลับชาติมาเกิดหรือไงก็ไม่รู้ถึงได้กลัวเรื่องนี้จัง หญิงสาวเดินมานั่งบนโซฟาหน้าทีวี เห็นกองหนังสือบนโต๊ะกลางแล้วเพิ่งสังเกต ระยะนี้หิรัณย์อ่านแต่หนังสือเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด การระลึกชาติ โลกนี้โลกหน้า… ท่าจะเป็นเอามาก

สุมิตราเปิดดูโปรแกรมสนทนาออนไลน์เมื่อมันส่งเสียงแจ้งเตือน พบข้อความจากวิศรุตเข้ามาในกลุ่มหมอม้าและเทคนิคการสัตวแพทย์ในฟิลด์ม้าที่สนิทสนมกัน เมื่อวานเธอไปถามเรื่องคนชื่อชวลิตเพราะยังติดใจที่จำไม่ได้

‘ลิต ชวลิต ฉันจำได้นะแซม เคยอยู่คอกที่แกว่านั่นแหละ แต่ไม่ใช่ผู้จัดการนี่’

สุมิตราคิดอยู่ครู่ ก็พิมพ์ตอบกลับ ‘เออ ก็ถึงว่า จำไม่ได้’

‘เหมือนตอนอยู่ที่นั่นเป็นคนเลี้ยงม้านะ ไม่ใช่ผู้จัดการ’

มีข้อความจากแสงฉานเข้ามา ‘อัปเกรดโพรไฟล์ตัวเองง่ายๆ แบบนี้ก็ได้เหรอ’

สมุิตราหัวเราะหึ รัวนิ้วพิมพ์ตอบกลับไป ‘ต้องแปลกใจเหรอ บางคนได้อบรมสามชั่วโมง นึกอยากจะเรียกตัวเองว่าโปรยังเรียกได้เลย’

‘มีเรื่องตลก’ นั่นเป็นข้อความจากแสงฉาน ก่อนหายไปพักใหญ่ ระหว่างนั้นคนอื่นก็พูดคุยสัพเพเหระ ก่อนแสงฉานจะกลับมาด้วยการส่งรูปถ่ายเข้ากรุ๊ป สุมิตรารีบกดขยายดู แล้วอดหัวเราะไม่ได้ นั่นเป็นใบสมัครเข้าทำงานของชวลิต ไปสมัครที่คอกซันแอนด์สกายในตำแหน่ง ‘ครูผู้สอน’ นี่มันตลกร้ายยยยย

สมุิตราตัดสินใจกดโทรศัพท์โทร.หาแสงฉานด้วยขี้เกียจพิมพ์ พอเพื่อนรับก็รีบบอก “ห้ามรับเชียวนะแก ไม่งั้นม้าแกจะพังยกคอก บอกเลย”

แสงฉานหัวเราะ “โห ขนาดนั้น”

“เอ้า จริงงงง ฉันกับหินนั่งดูคลิปเขาขี่ม้าเมื่อวันที่ไล่เขาออกนั่นแหละ คุณชายหินถึงกับเสียกิริยา บอกว่ามันขี่ม้าได้พินาศมาก ดูจากคลิปยังเห็นเลยว่าเขาหนีบขาจนม้าแทบหายใจไม่ได้ กระตุ้นม้าแรงมาก แล้วจังหวะยกตัวก็บรรลัยมากจนงงว่าทำไมเขาไม่เจ็บวะ”

“เหอะ คนพวกนี้เจ็บยากตายยากอยู่แล้ว แกก็รู้”

“เออ แต่ม้าจะตายก่อน ม้าลุงเฮงเจ็ดแปดตัวอะแก ฉันนวดม้าจนร่างฉันจะพังเองแล้ว”

“ทีหลังก็โทร.เรียกสิ ฉันไปช่วยได้อยู่แล้ว ขับรถไปแป๊บเดียว”

สุมิตราหัวเราะ บอกอย่างต้องการยั่วเพื่อน “อยากให้แกเก็บแรงไว้งานเอ็นดูแรนซ์”

“เออ ฉันเจาะเลือดม้าส่งแล็บแล้ว วันก่อนคอกที่จะไปแข่งด้วยก็โทร.มาขอให้เข้าไปช่วยเจาะให้… เขาคิดว่าหมอแซมยังอยู่อเมริกาจ้าาา”

นั่นทำให้คนฟังหัวเราะร่วน หากเป็นปกติในช่วงใกล้แข่งเช่นนี้ เธอจะได้เข้าคอกนั้นออกคอกนี้เพื่อเจาะเลือดม้าส่งแล็บตรวจหาโรคติดต่อ เพราะต้องใช้เอกสารยืนยันจากทางโรงพยาบาลว่าม้าปลอดโรคจึงจะสามารถนำม้าเข้าพื้นที่จัดการแข่งขันได้ สุมิตราเคยเจองานแข่งที่ไม่เคร่งเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีเซอร์ร่าระบาดจนมีม้าหลายตัวได้รับเชื้อ เรื่องการตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่แข่งเป็นเรื่องที่สุมิตราเน้นย้ำกับเฮงว่าจะไม่ลดมาตรฐานเรื่องนี้ลงเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของม้าเอง ตามที่แสงฉานว่าแสดงว่าหลายคนยังไม่รู้จริงๆ ว่าเธออยู่เมืองไทย “เออ คงได้พักอีกแป๊บเดียวแหละ พอถึงงานปุ๊บฉันจะเนียนว่าเพิ่งกลับมา”

“แล้วแต่แกเถอะ ขนาดอยู่เงียบๆ ยังได้ข่าวว่ามีเคส”

สุมิตราทำได้แค่หัวเราะเหอะๆ ไม่อยากแสดงความเห็นกลัวจะยิ่งทำให้มีเคสเข้า ฟังเพื่อนพูดต่อ

“เรื่องไอ้คุณชวลิตนี่ ช้างว่าควรส่งข่าวให้คอกม้าเครือข่ายรู้ด้วยนะว่าถ้าไปสมัครตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่คนเลี้ยงม้าอย่ารับ”

“เอาจริงๆ นะ ภาคมารของฉันบอกว่าแม้แต่คนเลี้ยงม้าก็อย่ารับ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าคอกไหนขาดคนเลี้ยง มีก็ยังดีกว่าไม่มี… มั้งนะ” พูดแล้วสุมิตราก็หันขวับไปมองด้านหลังเพราะมีคนมาสะกิดบ่า เห็นเป็นหิรัณย์ซึ่งชี้ไปที่โต๊ะอาหารให้รู้ว่าอาหารพร้อมกินแล้ว จึงพยักหน้า รีบบอกแสงฉาน “ไปล่ะ ฉันกินข้าวก่อน เดี๋ยววันนี้ต้องย้ายกลับไปค่ายลูกเสือ”

แสงฉานหัวเราะ รู้ว่าค่ายลูกเสือหมายถึงที่ดินผืนใหม่ของเฮงที่ตอนนี้เป็นคอกม้าชั่วคราว และกำลังจะเป็นสถานที่ใช้จัดการแข่งขัน “เออ แล้วเจอกัน”

สุมิตราวางสายแล้วรีบไปนั่งประจำที่ อดเล่าให้หิรัณย์ฟังไม่ได้เรื่องชวลิตไปสมัครงานที่ซันแอนด์สกาย แต่ไปสมัครในตำแหน่งผู้ฝึกสอน เห็นหน้าเหวอๆ ของหิรัณย์แล้วสุมิตราก็หัวเราะ “งงเลยสิ”

“งงสิ… เขาไม่คิดว่าแต่ละคอกจะรู้จักกันเหรอ”

สุมิตรายักไหล่ บอกความเป็นไปได้ “จริงๆ มันก็คนละโซนกัน แถบเราเหมือนเป็นม้ากีฬา เป็นคนละกลุ่มกับคอกเก่าของเขา… แต่พูดก็พูด วงการนี้มันไม่กว้างหรอก ถึงเจ้าของม้าจะรู้จักกันไม่หมด แต่หมอม้าก็รู้จักกันเกือบหมด เรื่องส่งข่าวนี่ไม่ยากหรอก”

และหิรัณย์ยังคงไม่เข้าใจ “ทำไมถึงกล้าโกหก”

“เราไม่รู้ใจเขาหรอก”

“แล้วคอกเก่าเขาทำอะไร”

“ก็… บรีดม้าขาย”

หิรัณย์นิ่งไป มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยถาม “ม้าสวยไหม พาเข้าไปดูหน่อยสิ”

สุมิตรากะพริบตาปริบ มองหน้าหิรัณย์แล้วบอกตามตรง “ถ้าอยากดูม้าสวย จะพาไปดูที่อื่น ที่นี่… ซันเคยพูดไว้ว่า ม้าปกติยังเลี้ยงให้ดีไม่ได้ อย่าหวังจะได้ลูกม้าดี”

“ยังไง…”

“ก็… คอกนั้นเขาไม่สนใจเรื่องนูทริชั่นเท่าไร ไม่สนเรื่องสภาพและสุขภาพแม่ม้าด้วย แม่ม้าท้องใหม่เร็วมาก แล้วก็ผอมจนซี่โครงขึ้น”

“ฮื่อออ” หิรัณย์ส่งเสียงยาวอย่างตกใจ “แม่ม้าต้องเลี้ยงลูกต้องให้นม ถ้าผอมลูกจะเอาสารอาหารจากไหน”

“ม้าคอกนั้นถึงได้มีปัญหาเรื่องข้อเรื่องกระดูกไง มาขุนตอนโตยังไงก็ไม่ทัน บอกปากเปียกปากแฉะก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ได้ยินแต่คำว่าเลี้ยงม้ามาก่อนหมอจะเกิด เลี้ยงม้ามาก่อนหมอจะเรียนหมอ”

หิรัณย์นิ่งอึ้ง ยังไม่อาจพูดคำใด

“ที่แย่คือ เขาคิดว่าที่แม่ม้าผอมน่ะเป็นเรื่องปกติ” พูดแล้วมองหน้าหิรัณย์ที่เอาแต่เงียบ อดถามไม่ได้ “คิดอะไรอยู่”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรา บอกเสียงเบา “อย่ารู้เลย มีแต่คำหยาบ”

สุมิตราหัวเราะร่วน มองหน้าหิรัณย์อีกครั้งแล้วถอนใจยืดยาว “เวลคัมทูมายเวิลด์ โลกของหมอก็ต้องเจออะไรแบบนี้แหละ”

หิรัณย์ไม่ตอบอะไรอีก กินข้าวไปได้สักพักแล้วนั่นเองจึงพูด “เรื่องโรงพยาบาล ทำให้ได้ในปีนี้ก็ดี”

สุมิตราขมวดคิ้ว อ้าปากค้าง ก่อนถามเสียงลั่น “นี่บอกฉันเหรอ”

หิรัณย์ส่ายหน้า ตอบกลับเสียงเรียบ “บอกตัวเอง”

เออ… ค่อยสบายใจหน่อย!

 

อ้าว… เขาไม่ได้เข้าไปในค่ายลูกเสือ สุมิตรายืดตัวตรง เอ่ยถามคนขับรถ “ไปไหน”

“ไปหาคุณลุง”

หือ? “คุณลุงไหน”

“ที่ตัดหญ้าให้ม้าเรา… ชื่ออะไรนะ”

“ลุงแม้น”

“ใช่” จบคำนั้นครู่เดียว หิรัณย์ก็พารถมาจอดหน้าบ้านของแม้น คราวนี้ไม่มีหลงทางให้เสียเวลา แถมเป็นคนเดินเข้าบ้านแบบไม่ต้องรอใครเชิญ จนสุมิตราอดเหน็บไม่ได้ “ไม่กลัวข้างในมีคนรอปล้นอยู่เหรอ”

หิรัณย์เพียงหันมามอง ทำตาหน่ายใจให้เห็น ไม่พูดคำใด กระทั่งถึงประตูไม้บ้านเล็กจึงยกมือขึ้นเคาะ ครู่เดียวมันก็เปิดออกด้วยฝีมือเจ้าของบ้าน หิรัณย์กับสุมิตรายกมือไหว้ ก่อนหิรัณย์จะบอกต่อทันที

“ผมอยากมาฟังเรื่องนั้นต่อครับ”

“อ้อ เข้ามาสิ”

ทั้งสามคนเข้าไปนั่งที่เดิม แม้นพึมพำอย่างไม่แน่ใจ

“เอ ลุงเล่าไปถึงไหนแล้วนะ”

ทว่าหิรัณย์ไม่สนใจหรอกว่าแม้นเล่าถึงไหน เขามีเรื่องที่อยากรู้อยู่แล้ว “มะปรางได้ลงเอยกับโผนหรือเปล่าครับ”

แม้นมองหน้าหิรัณย์ ยิ้มให้ พลันนึกออกว่าตนเล่าถึงจุดใด…

 

ใบหน้าท่านเจ้าเมืองคลายความเครียดขึ้งลงทันทีที่เห็นว่าโผนปลอดภัย รีบลงจากหลังม้าตรงเข้ามาหาโผนที่นั่งกระหย่งยกมือไหว้ ตบบ่าแล้วรั้งให้ลุกขึ้นเอ่ยถามย้ำ “เอ็งปลอดภัยดีใช่ฤๅไม่”

“กระผมปลอดภัยดีขอรับ”

“คนอื่นเล่า”

“ส่วนใหญ่เรียบร้อยดี มีโดนฟันสองคนแต่ปลอดภัยแล้วขอรับ นอกนั้นล้วนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ท่านเจ้าคุณวางใจเถิดขอรับ”

“ดี พวกโจรอยู่ที่ใด”

โผนจึงพาเจ้าเมืองไปยังจุดที่โจรถูกควบคุมตัวไว้ ซึ่งโทษที่เจ้าเมืองมอบให้โจรชั่วคือการประหาร จากนั้นเจ้าเมืองก็ปูนบำเหน็จให้ทหารของตนที่ร่วมกับโผนเมื่อคืนนี้ ก่อนหันมาทางโผน “ด้วยความดีความชอบนี้ของเอ็ง ข้าจะเสนอต่อขุนหลวงให้อวยยศเอ็งเป็นหมื่น แลข้าจะปูนรางวัลให้บ่าวของเอ็งด้วย”

ประโยคนั้นทำเอาบ่าวของว่าที่ ‘หมื่นอาชารักษา’ ยิ้มแต้กันถ้วนหน้าต่างพากันยกมือไหว้ท่วมหัว ส่วนท่านหมื่นรอแต่งตั้งยกมือประนม “ท่านเจ้าคุณเมตตากระผมกับบ่าวนัก ขอบพระเดชพระคุณขอรับ”

เจ้าเมืองสั่งให้แต่ละคนแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ แล้วตรงเข้าไปคุยกับโผน “แล้วนี่พวกมันปล้นผู้ใดกัน”

“มันปล้นเศรษฐีเจือขอรับ เห็นว่ามันฆ่าทั้งเมียและลูกชายตายสิ้น เหลือเพียงตัวเศรษฐีกับลูกสาวอีกสองคนเท่านั้น”

“มันช่างโหดเหี้ยมนัก ข้าต้องสั่งประหารมันกี่สิบครั้งจึงสาสม” เจ้าเมืองพูดอย่างฉุนเฉียว ก่อนบอกโผน “ข้าจะไปเยี่ยมเศรษฐีเจือเสียหน่อย เอ็งพาข้าไปทีรึ”

“ขอรับ”

“เอ้อ แล้วเอ็งได้ม้าพ่อพันธุ์มาฤๅไม่”

“ได้ขอรับ ลักษณะดี ฝีเท้าดี ฉลาดเหลือเกินขอรับ”

“พาข้าไปดูที”

โผนจึงออกเดินพาเจ้าเมืองไปหามะเกลือซึ่งมองไกลๆ ยังโดดเด่นออกมาจากม้าของโผนที่ผูกอยู่ในบริเวณเดียวกัน ขนาดว่าม้าของโผนก็สวยทุกตัว เจ้าเมืองถึงกับจุปาก

“สวยจริงเสียด้วย ชื่อกระไรเล่านี่”

“เจ้าของมันให้ชื่อว่ามอแมขอรับ แต่กระผมเห็นว่าชื่อไม่เป็นมงคล จึงเปลี่ยนให้เป็นมะเกลือ”

“มะเกลือ เหมาะนัก ขนดำมันปลาบเป็นเงา สวยแท้เจียว”

“เจ้าของคงเกรงว่ากระผมจะไม่รับซื้อ จึงให้ราคาถูก มะเกลือตอนอยู่ที่คอกมันร้ายนัก แต่พอออกมามันเปลี่ยนราวกับเป็นม้าคนละตัวขอรับ”

“มันเปลี่ยนเพราะมีบุญได้เจอเอ็ง อ้ายโผน… เอ” ท่านเจ้าเมืองส่งเสียงแล้วหันมองไปรอบๆ ก่อนหันมาถามโผน “แล้วอ้ายด่างเล่า ข้าไม่เห็นมัน”

โผนก้มหน้านิ่ง ทำใจอยู่ครู่จึงค่อยตอบ “มันบุญน้อยขอรับ”

“เกิดอันใดขึ้น!”

“ด่างมันถูกอ้ายโจรชั่วฟันตายขอรับ อ้ายลั่นเล่าว่ามันเข้าสู้กันพวกโจรเพื่อให้เพื่อนๆ มันได้หลบหนีจนตัวตายขอรับ”

ท่านเจ้าเมืองนิ่งงัน ก่อนทอดถอนใจยืดยาว “ประเสริฐแท้อ้ายด่าง แล้วนี่เอ็งเป็นอย่างไร”

โผนไม่ตอบเพราะยังไม่อาจตอบได้ ท่านเจ้าเมืองเห็นโผนก้มหน้านิ่ง ขอบตาแดง ปากสั่นแล้วเห็นใจ จึงตบบ่าหนักๆ หันไปมองมะเกลือแล้วตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น “อ้ายด่างมันไปดีแล้ว บุญมันหนักคงได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าแน่… เอ็งจะรับอ้ายมะเกลือเป็นม้าคู่ใจเอ็งแทนอ้ายด่างได้ฤๅไม่”

โผนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่านเจ้าคุณว่ากระไรนะขอรับ”

“ข้าจะยกมะเกลือให้เอ็ง”

“แต่…” โผนยังไม่ทันได้พูดจนจบก็ต้องหยุด เพราะเจ้าเมืองยกมือห้าม บอกอย่างเด็ดขาด “ข้ายกมะเกลือให้เอ็ง นอกเสียจากว่าเอ็งคิดว่ามันดีไม่เทียบอ้ายด่าง”

“มิมีทางเป็นเช่นนั้นแน่ขอรับ”

“ดี เช่นนั้นเอ็งเป็นเจ้าของอ้ายมะเกลือนับแต่นี้”

โผนทรุดตัวลงคุกเข่าเพื่อไหว้เจ้าเมืองที่เมตตาขนาดนี้ ก่อนหันไปมองมะเกลือซึ่งราวกับจะรู้เรื่อง เพราะมันเองก็กำลังมองเขาอยู่ เมื่อได้สบตากันก็ส่งเสียงร้องเบาๆ ให้โผนยิ้มได้ รีบลุกไปโอบมะเกลือ อีกมือหนึ่งลูบคอหนักๆ สีหน้าแช่มชื่น

ท่าทางนั้นของโผนทำให้ผู้ซึ่งเอ็นดูโผนราวกับลูกมีรอยยิ้มเช่นกัน

 

โผนส่งบ่าวไปบอกเศรษฐีเจือเสียก่อนว่าเจ้าเมืองจะไปเยี่ยมเยือนถึงเรือน ดังนั้นพอโผนไปถึง จึงไม่แปลกใจเลยที่เรือนเศรษฐีเจือสะอาดเรี่ยมเร้แทบดูไม่ออกว่าเมื่อคืนเกิดเหตุอันใดขึ้น ยกเว้นก็แต่ร่องรอยไฟไหม้ที่คงกลบเกลื่อนยากสักหน่อย ตอนนี้เศรษฐีเจือกับลูกสาวทั้งสองออกมาหาเขาที่ล่วงหน้ามาก่อนเพื่อดูความเหมาะสม เศรษฐีถามด้วยท่าทางตื่นเต้นค่อนไปทางลนลานจนได้เห็นชัด ซึ่งโผนเข้าใจ ไม่ใช่ว่าใครจะได้ต้อนรับเจ้าเมืองซึ่งมาหาถึงเรือนชานบ่อยๆ

“ข้าต้องทำสิ่งใดเพิ่มเติมอีกฤๅไม่ท่านพัน”

โผนอ้าปากจะตอบ แต่ไม่ทันกลอยที่ชิงบอก

“ผิดแล้วท่านเศรษฐี ท่านเจ้าเมืองเสนออวยยศให้พ่อนายของข้าเป็นหมื่นแล้ว”

เจือเบิกตากว้าง ก่อนมีรอยยินดีปรากฏบนใบหน้า “ดีจริงท่านหมื่น ข้าคิดไว้ไม่ผิดว่าท่านต้องได้อวยยศ”

โผนยิ้มรับ กำลังจะบอกว่ายังต้องรอคำสั่ง ให้เรียกยศเดิมก่อนได้ ทว่าไม่ทันลูกจันที่ถามเสียงแจ๋ว

“อย่างนี้เราก็ต้องเรียกคุณพี่โผนว่าหมื่นอา… ษา ฤๅเจ้าคะคุณพ่อ”

ชื่อตรงกลางเขาที่หายไปนั้นทำโผนหัวเราะ รู้เลยว่าแม่หนูยังพูดไม่ถูก รีบห้ามเมื่อมะปรางตีแขนน้องสาวตัวเอง ส่งเสียงดุ

“ลูกจัน น้องจะเรียกท่านหมื่นอาชารักษาเยี่ยงนั้นไม่ได้”

“มิเป็นไรดอกออมะปราง ข้าหาถือสาไม่” จากนั้นถือโอกาสบอกเจือและบ่าวตนที่อยู่ใกล้ๆ “อีกอย่างข้ายังไม่ได้รับพระราชทานแต่งตั้ง เรียกพันอาชารักษาไปก่อนเถิด”

แล้วหันไปบอกลูกจันโดยตรง “ส่วนเจ้าจะเรียกข้าว่ากระไร ก็เอาตามแต่เจ้าคล่องปากเถิดลูกจัน”

ลูกจันยิ้มแต้ ก่อนหลบไปอยู่กับบ่าวคนสนิทของตน ปล่อยให้พ่อกับพี่สาวพาโผนสำรวจเรือนว่าพร้อมต้อนรับเจ้าเมืองหรือไม่ ซึ่งโผนคิดว่านี่เหมาะสมแล้ว เพราะต่อให้ไม่ต้องทำสิ่งใดปล่อยเรือนอยู่ในสภาพเมื่อคืน โผนรู้ว่าเจ้าเมืองย่อมไม่ถือด้วยเป็นเรือนที่เพิ่งเกิดเหตุร้าย โผนจึงบอกให้เจือเบาใจจะได้เลิกเอ็ดตะโรบ่าวไพร่ให้จัดเรือนเสียที… กระนั้นเจือก็ยังไม่หยุด โผนจึงเลี่ยงมานั่งอีกทาง ส่งยิ้มให้มะปรางที่นำขันน้ำฝนลอยดอกมะลิมาให้ เอ่ยถาม

“ยังเจ็บตรงไหนอยู่ฤๅไม่”

มะปรางส่ายหน้าเล็กน้อย ตอบเสียงเบา “ไม่แล้วเจ้าค่ะ แล้วท่านหมื่นเล่าเจ้าคะ เจ็บตรงไหนบ้างฤๅไม่”

“ไม่เจ็บดอก” แล้วพอยังมีเสียงเจือตะโกนสั่งงานบ่าวไพร่ให้ได้ยิน โผนก็ต้องหัวเราะ หันไปบอกมะปราง “บอกพ่อของออเจ้าให้พักเถิด ถึงเวลาท่านเจ้าเมืองมาถึงจะหมดแรงเสียเปล่าๆ”

มะปรางพลอยอมยิ้มไปด้วย ตัดสินใจเดินไปหาพ่อตนแล้วเกลี้ยกล่อมประคับประคองให้มานั่งพักพูดคุยกับโผนจนได้ ไม่นานนักเจ้าเมืองก็มาถึงเรือน

หลังเจ้าเมืองนั่งบนตั่งในหอกลางได้แล้ว ยังเห็นเศรษฐีเจือสั่งบ่าวไพร่ไม่หยุดหย่อนเรื่องของต้อนรับ หันมองหน้าโผนก็เห็นกำลังขบขัน เจ้าเมืองจึงรีบยกมือห้าม แล้วบอกเศรษฐีเจือ “ตามสบายเถิด ไม่ต้องพิธีรีตองนัก พวกเจ้าเพ่อผ่านเรื่องร้ายมา อย่าให้ข้าทำเจ้าลำบากเพิ่ม… นั่นฤๅ ลูกสาวเจ้าที่เหลือรอด”

เจือรีบหันไปกวาดลูกสาวทั้งสองให้เขยิบเข้าใกล้ตน แล้วหันไปตอบเจ้าเมือง “ขอรับกระผม คนโตชื่อมะปราง ส่วนคนเล็กชื่อลูกจันขอรับ”

เจ้าเมืองพิจารณาใบหน้าซีดเซียวของทั้งมะปรางแลลูกจัน เห็นขอบตาบวมแดงของทั้งคู่แล้วเห็นใจ “วาสนาออเจ้าดีหนักหนาแล้วที่รอดตายได้” แลยิ่งพิศก็ยิ่งพึงใจมะปราง ด้วยถึงแม้เพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้ายหากความงามก็ยังประจักษ์ ดวงตากลมโตดำขลับ รูปร่างอรชรบอกชัดว่าถึงวัยออกเรือน กระนั้นก็เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “อายุอานามเท่าไรกันแล้วหนา”

เศรษฐีเจือตอบแทนลูกสาวตน “ปีนี้มะปรางย่างสิบเจ็ดแล้วขอรับ ส่วนลูกจันเพิ่งสิบเอ็ด”

เจ้าเมืองยิ้มอย่างพึงใจ ก่อนเอ่ยชวนคุยสืบไป “นางหนูลูกจันอายุเท่าออขวัญ ลูกสาวคนเล็กของข้า แม้นได้เจอกันคงได้เป็นเพื่อนรัก อยากมีเพื่อนวิ่งเล่นฤๅไม่ นางหนู”

เห็นลูกจันตอบรับเจ้าค่ะทว่าสีหน้าเหงาหงอยแล้ว เจ้าเมืองก็ให้สงสาร ลอบถอนใจก่อนหันไปบอกเศรษฐีเจือ “ข้าจะอยู่ช่วยงานเจ้าสักสองวันก่อนกลับจวนด้วย”

เจือลุกลี้ลุกลนขึ้นทันตา ยกมือประนมก่อนละล่ำละลัก “แล้วท่านเจ้าเมืองจะพักแรมที่ใดขอรับ พักที่เรือนกระผมดีฤๅไม่ กระผมจะให้การต้อนรับเป็นสามารถ”

“ได้ ข้าจะพักเรือนเจ้านี่แล”

“เช่นนั้นกระผมจะรีบสั่งให้บ่าวไพร่เตรียมห้องให้ท่านเจ้าเมืองขอรับ”

เจ้าเมืองสบตากับโผนซึ่งอมยิ้มอย่างขบขัน ให้อ่อนใจกับความกระตือรือร้นของเจือหากก็ทำได้เพียงออกปาก “ตามแต่ใจเถิด”

เจือจึงยกมือไหว้แล้วถอยไปสั่งการบ่าวไพร่ ให้มะปรางคุมคนกรองมาลัยแลแกะสลักผลไม้

เจือเคยหวังว่าหมื่นอาชารักษาอาจต้องใจมะปราง ลูกสาวตนคงได้เป็นเมียขุนน้ำขุนนาง แต่พอเจือเห็นสายตาของเจ้าเมืองยามมองมะปรางแล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คาด… เจือได้ลูกเขยเป็นเจ้าเมืองแน่!

 

โผนเห็นแล้ว… อดขำไม่ได้ที่แม่หนูหลบแวบหลังต้นไม้ทันทีที่หันมาเห็นเขา ราวกับว่าการทำอย่างนั้นจะทำให้เขาไม่เห็น โผนเดินเข้าไปหามะเกลือ แสร้งเอ่ยถาม “เอ็งโดนใครรังแกฤๅไม่ตอนข้าไม่อยู่ มะเกลือ”

“เปล่ารังแกนะเจ้าคะ” ลูกจันโผล่หน้ามาจากหลังต้นไม้เพื่อพูดประโยคนั้น แล้วพอได้สบตากับโผน เห็นแล้วว่าใบหน้าอีกฝ่ายไม่มีแววขึ้งโกรธที่ไปยุ่มย่ามใกล้ม้าเขา กลับมีรอยยิ้มขบขันอยู่จึงกล้าพูดอีก “มันชื่อมะเกลือฤๅเจ้าคะ”

“ใช่”

“มันกัดฤๅไม่เจ้าคะ”

โผนหัวเราะ “กัด กัดเจ็บกว่าหมาเสียด้วย กลัวฤๅไม่”

ลูกจันส่ายหน้า แต่หน้าตาหวั่นหวาด ลูกจันมายืนใกล้ๆ จ้องมองมะเกลือนานแล้ว แต่มิกล้าเข้าใกล้มากเพราะไม่คุ้นเคยกับม้า

“แล้วนี่ทำไมมาอยู่คนเดียวเล่า บ่าวไปไหนเสียหมด”

“พี่ๆ อยู่ในครัวเจ้าค่ะ”

“แล้วเหตุใดออเจ้าไม่อยู่” ถามแล้วเห็นรอยยิ้มเจื่อนของคู่สนทนา โผนก็หัวเราะ แล้วกวักมือเรียก “มาสิ อยากจับมะเกลือฤๅไม่”

ดวงตาลูกจันทอประกายวาววาม ขาขยับเข้าใกล้ แต่พอมะเกลือขยับตัวก็ชะงักด้วยความกริ่งเกรง

“มาเถิด มิต้องกลัว”

นั่นทำให้ลูกจันขยับเข้าไปใกล้ วางมือลงบนคอของมะเกลือ ลูบขึ้นลงด้วยท่าทางตื่นเต้น โผนประเมินน้ำหนักลูกจัน คิดว่าไม่น่าเกินน้ำหนักสิ่งของที่ให้มะเกลือลองบรรทุก จึงเอ่ยถาม

“อยากนั่งฤๅไม่”

ลูกจันหันขวับมองคนถาม “ได้ฤๅเจ้าคะ”

แทนคำตอบ โผนจูงมะเกลือไปใกล้แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ แล้วบอกลูกจัน “ขึ้นยืนบนแคร่ แล้วค่อยขึ้นมะเกลือ”

ลูกจันรีบทำตาม ท่าทางคล่องแคล่วยามป่ายปีนทำให้โผนรู้ว่าแม่หนูต้องซุกซนอยู่มาก จะให้เรียบร้อยทำงานบ้านงานเรือนแบบพี่สาวตนคงเป็นไปได้ยาก พอลูกจันนั่งได้แล้วโผนจึงรวบแผงคอของมะเกลือขึ้นแล้วให้ลูกจันจับไว้ ก่อนจับก็ยังอุตส่าห์ถาม

“มันเจ็บฤๅไม่เจ้าคะ”

โผนยิ้มให้ความจิตใจดีของเด็กหญิง รีบตอบ “ไม่เจ็บ”

ลูกจันจึงกล้าจับ พยายามทรงตัวให้ได้ยามโผนพามะเกลือออกเดิน พักหนึ่งก็อดพูดไม่ได้ “นั่งง่ายกว่าตอนนั่งบนหลังวัวหลังควายอีกเจ้าค่ะ”

โผนเพียงยิ้มขำ อดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีลูกสาวเศรษฐีกี่คนที่เคยนั่งหลังวัวหลังควาย ก่อนหยุดเดินเมื่อมีบ่าวสามคนวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นพลางส่งเสียงร้องเรียกคุณหนู ทำให้มะเกลือดีดตัวด้วยความตกใจ โผนจึงต้องดึงมะเกลือให้อยู่นิ่ง ส่วนอีกมือจับแขนลูกจันไม่ให้ร่วงหล่น รีบส่งเสียงบอก “คุณหนูของพวกเอ็งจะตกม้าก็เพราะเสียงพวกเอ็งนี่แล”

นั่นทำให้บ่าวทั้งสามคนหยุดนิ่ง เกรงทั้งหมื่นอาชารักษา เกรงทั้งม้า และเกรงว่าคุณหนูของตนจะบาดเจ็บ ส่วนโผนเมื่อเห็นว่าลูกจันทรงตัวได้แล้วจึงปล่อยมือ ฟังลูกจันเอ่ยถามบ่าวสนิทของตน

“พี่เพียร พี่แก้ว พี่สา หนีสิ่งใดมาฤๅ”

เพียรตอบเป็นคนแรก “คุณหนูเจ้าขาาา หนีกระไรเล่าเจ้าคะ พวกพี่หันมาไม่เห็น ใจหายเลยเจ้าค่ะ”

ตามด้วยแก้ว “คุณหนูลงจากหลังม้าเถิดเจ้าค่ะ น่ากลัวจะตาย”

ลูกจันหน้านิ่ว ตอบกลับทันควัน “ไม่เห็นน่ากลัวสักนิด”

สารีบเกลี้ยกล่อมด้วย “เกิดคุณหนูตกลงมาพวกพี่เป็นโดนเฆี่ยนหลังลายแน่เจ้าค่ะ”

โผนฟังอยู่นานจึงขัดขึ้นเสียงเรียบ “ข้าจะดูแลมิให้เกิดเหตุนั้น พวกเอ็งควรให้คุณหนูของเอ็งมีอะไรทำ ดีกว่านั่งเฉยๆ แลคิดเรื่อยเปื่อย”

นั่นทำให้คนได้รับคำเตือนอ้อมๆ นึกได้ ลูกจันเพิ่งผ่านการสูญเสียมารดา หากไม่มีสิ่งใดให้ทำเพื่อความเพลิดเพลินก็อาจหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าโศก สามบ่าวมองหน้ากันไปมา ก่อนเพียรจะพูด “จริงของท่านหมื่นเจ้าค่ะ”

“พี่ๆ ทั้งสามไปช่วยพี่มะปรางเถิด”

ทั้งสามคนมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะตกลงกันว่าแก้วกับสาจะกลับไป ส่วนเพียรจะอยู่ด้วยคุณหนูของตน ทว่าโผนเหนื่อยจูงม้าอีกไม่นานนัก เพราะเจ้าเมืองปรากฏตัวให้เห็น โผนจึงรีบจูงม้าไปที่แคร่เพื่อให้ลูกจันลงจากหลังม้า ลูกจันลงจากแคร่มานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเพียร ก้มหน้าอย่างหวั่นๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าท่านเจ้าเมืองพูดด้วย

“ชอบม้าฤๅลูกจัน”

พอมองหน้าแล้วเห็นว่าท่านเจ้าเมืองดูใจดี ไม่ควรเลยที่คนอื่นจะเกรงกลัวหนักหนา จึงยิ้มแลตอบชัดถ้อยชัดคำ “เจ้าค่ะ”

เจ้าเมืองยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนออกปาก “ข้ามาขัดเสียได้ แต่ข้ามีเรื่องอยากคุยกับคนจูงม้าของออเจ้าเสียหน่อย”

นั่นทำให้เพียรรีบหันมาบอก “ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”

รอจนทั้งสองคนออกห่างไปแล้ว เจ้าเมืองจึงเดินไปนั่งบนแคร่ โผนผูกมะเกลือเรียบร้อยแล้วเดินตามมานั่งบนพื้นดินเบื้องหน้าเจ้าเมือง

“ข้าขอถามเอ็งได้ฤๅไม่”

โผนตอบรับทันที “มิมีสิ่งใดที่ท่านเจ้าคุณจะถามกระผมไม่ได้ขอรับ”

“เอ็งต้องใจออมะปรางฤๅไม่”

โผนขมวดคิ้วอย่างไม่ทันคิดว่าจะได้ยินคำถามนี้ หัวเราะเบาๆ ก่อนตอบ “ไม่ขอรับ”

“นางจิ้มลิ้มพริ้มเพรานัก เหตุใดจึงไม่ถูกใจเอ็ง”

โผนยิ้ม ตอบกลับเจ้าเมืองอย่างรู้ทัน “คงเพราะกระผมมิบังอาจถูกใจหญิงที่ท่านเจ้าคุณถูกใจกระมังขอรับ”

เจ้าเมืองหัวเราะร่วนอย่างชอบใจคำตอบแลชอบใจที่โผนรู้ใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่ก็เอ่ยถาม “เอ็งว่าข้าแก่เกินไปสำหรับนางฤๅไม่”

“ที่ไหนกันเล่าขอรับ ท่านเจ้าคุณอายุอานามเพียงสี่สิบสอง ต่อให้แก่กว่านี้อีกห้าปีก็หาได้แก่เกินออมะปรางไม่”

เจ้าเมืองยิ้มอย่างพึงใจ ก่อนบอกคล้ายกังวล แต่โผนดูจากสีหน้าท่าทางแล้วรู้ว่ามิใช่ความกังวล เพียงเป็นการลำดับสิ่งที่ต้องทำต่อไป “ไม่รู้ว่าเศรษฐีเจือจะคิดเช่นเอ็งฤๅไม่”

“เพียงท่านเจ้าคุณเอ่ยปาก กระผมคิดว่าเศรษฐีเจือมิขัดข้องเป็นแน่ขอรับ”

เจ้าเมืองตบเข่าฉาดอย่างเบิกบาน “ดีจริง” ว่าอย่างนั้นแล้วจ้องหน้าโผน “ว่าแต่เอ็งเถอะ เมื่อไรจะออกเรือน ข้ารอเป็นเฒ่าแก่ (เชิงอรรถ – ใช้ได้ทั้งคำว่าเถ้าแก่ และเฒ่าแก่ สมัยนี้มักใช้คำว่าเถ้าแก่มากกว่า) ขอสาวให้เอ็งอยู่”

โผนเพียงหัวเราะ ไม่ตอบคำใด จนเจ้าเมืองต้องล่อใจเพิ่ม “รีบๆ แต่งเถิด หาคนมาดูแลเหย้าเรือน มีลูกตัวแดงๆ มันชื่นใจหนาเอ็ง”

“หากกระผมเจอหญิงต้องใจ จะรีบบอกท่านเจ้าคุณทันทีขอรับ”

เจ้าเมืองตบบ่าโผนหนักๆ ก่อนลุกขึ้นเดินห่างไป โผนจึงเดินไปหามะเกลือ ตรวจตราเนื้อตัวแข้งขาและกีบ เมื่อเห็นว่ายังปกติทุกประการก็ยืดตัวมาพูดด้วย “ข้าตัวหนักกว่าออลูกจันมากนักมะเกลือ เอ็งไหวฤๅไม่”

เพียงมะเกลือส่งเสียงในลำคอมาตอบรับ โผนก็หัวเราะ ลูบหน้ามะเกลือแรงๆ “เอ็งฟังข้ารู้เรื่องหรือทำส่งเสียงไปอย่างนั้น หือ มะเกลือ”

ครานี้มะเกลือตอบด้วยการเอียงหน้ามาถูแขนโผน โผนตบไหล่มะเกลือหนักๆ ก่อนบอก “พรุ่งนี้เอ็งกับข้ามาลองกันดู”

มะเกลือส่งเสียงตอบรับมาอีกให้โผนแน่ใจ พรุ่งนี้จะเป็นวันที่เขามีความสุขไม่ต่างจากวันที่ได้ขี่ด่างเป็นครั้งแรกแน่…

 

“ทำไมโผนพูดแบบนั้นกับเจ้าเมืองละครับ ทำไมยุเจ้าเมืองเรื่องมะปราง แล้วจะลงเอยกันได้ยังไงครับ”

สุมิตราหันขวับมองหิรัณย์ ยังไม่ทันมีใครได้พูดอะไรหิรัณย์ก็ถามอีก

“หรือมะปรางไม่ยอมแต่งงานกับเจ้าเมืองหรือเปล่า”

แม้นหัวเราะ อธิบายอย่างใจเย็น “ยุคนั้นต่างจากยุคนี้เยอะ พ่อหนุ่ม จะไม่ยอมแต่งคงลำบาก ยิ่งเป็นหญิงยิ่งไม่มีสิทธิ์มีเสียง… ผู้หญิงบางคนถึงได้อยากเกิดเป็นชาย”

“หมายความว่ามะปรางถูกบังคับแต่งงานกับเจ้าเมืองเหรอครับ”

คราวนี้สุมิตราไม่อยู่นิ่ง สะกิดหิรัณย์ เอ่ยคล้ายจะปราม “จะใส่อารมณ์ทำไม”

หิรัณย์ปฏิเสธทันที “ผมไม่ได้ใส่อารมณ์”

สุมิตราไม่พูดอะไร แต่ทำหน้าให้หิรัณย์ทบทวนตัวเองและสำนึกเองว่าเป็นอย่างที่พูดหรือเปล่า ไม่นานหิรัณย์ก็เม้มปาก แปลว่ายอมรับแล้วว่าผิด

แม้นมองภาพนั้นแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู เอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ฟังต่อดีไหม”

หิรัณย์ตอบรับทันที…

Don`t copy text!