เกมอาชา บทที่ 15 : ง้อ

เกมอาชา บทที่ 15 : ง้อ

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

 

วันนี้เป็นวันที่มะปรางใจสลาย เพียงเหตุการณ์นี้เกิดเร็วกว่านี้เพียงสามวัน เพียงสถานการณ์นี้เกิดก่อนมะปรางจะรู้จักว่าความรักเป็นอย่างไร มะปรางคงไม่ต้องเจ็บปวดหัวใจถึงเพียงนี้

“นี่คงเป็นโชคชะตาหนุนนำ ทำให้ลูกได้เจอเจ้าเมืองหนามะปราง เรื่องร้ายในเรือนเรากลับกลายเป็นเรื่องดีเพราะลูกโดยแท้”

มะปรางนิ่งเงียบ ก้มหน้านิ่ง ฟังพ่อพูดต่อ

“ต่อไปภายหน้า พ่อคงได้พึ่งพาวาสนาของลูกบ้างหนามะปราง”

มะปรางยิ้มให้พ่อทั้งที่ในใจร่ำไห้ พ่อเดินออกจากห้องไปแล้วทว่ามะปรางยังนั่งนิ่ง เมื่อวานมะปรางกรองมาลัยสุดฝีมือ แกะสลักผลไม้อย่างสุดความสามารถ ทั้งหมดเพื่อให้หมื่นอาชารักษาต้องใจ ทว่าผู้ที่ขอเธอจากพ่อกลับกลายเป็นท่านเจ้าเมือง มะปรางนั่งนิ่งยามน้องสาวคลานเข้ามาใกล้ กระซิบถามน้ำเสียงหวาดหวั่น

“พี่มะปรางต้องไปด้วยท่านเจ้าเมืองฤๅจ๊ะ”

แล้วพอพี่สาวไม่ตอบ แต่ทำตาแดงๆ ให้เห็น ลูกจันก็น้ำตาคลอ กอดพี่สาวแน่น “แล้วแบบนี้น้องจะอยู่กับใครเล่าจ๊ะ ไหนพี่ว่าจะอยู่กับน้อง ทำไมทิ้งน้องไป”

มะปรางโกรธเกรี้ยวจนอยากจับลูกจันเหวี่ยงออกไปให้ห่างตัว เธอต้องเป็นเมียท่านเจ้าเมืองโดยไม่เต็มใจ ต้องออกเรือนไปกับชายที่สนทนาพาทีกันหาเกินสิบประโยคไม่ นั่นเลวร้ายมากพออยู่แล้ว แล้วเหตุใดลูกจันจึงต้องโยนความผิดทั้งหมดมาให้อีก… ทว่าพอเห็นลูกจันร้องห่มร้องไห้กอดเอวตนแน่น มะปรางก็ใจอ่อน ลูกจันอาจเป็นคนเดียวในเรือนนี้ก็ได้ที่เสียใจกับการจากไปของเธอ

ที่ทำให้รวดร้าวราวกับโดนยักษ์ร้ายบดขยี้ทั้งร่างกายแลหัวใจคือเธอต้องไปเป็นเมียน้อย แบบแม่ของลูกจัน แบบคนที่มะปรางเกลียด… มะปรางก้มมองลูกจัน บอกเสียงสั่น “พี่มิได้อยากไปแม้สักน้อย”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็อย่าไปสิจ๊ะ พี่อยู่กับน้องที่นี่ อย่าไปไหน”

มะปรางน้ำตาหยาดริน ต้องกลั้นสะอื้นพักใหญ่กว่าจะตอบได้ “พี่อยู่กับลูกจันที่นี่ไม่ได้”

ลูกจันสะอื้นฮัก นิ่งไปพักใหญ่ก่อนพูดประสาซื่อ “แล้วถ้าเป็นที่อื่นเล่าจ๊ะ พี่มะปรางจะอยู่กับน้องได้ฤๅไม่ เราไปอยู่ที่บ้านคุณป้าของน้องดีฤๅไม่จ๊ะ นั่งช้างไปเจ็ดวันก็ถึง”

ครานี้เป็นมะปรางที่นิ่งไป ความคิดที่ไม่เคยผุดขึ้นในหัวมาก่อนกลับบังเกิดขึ้น เอ่ยถามน้องสาวตนทันที “แล้วถ้าเราไม่นั่งช้างไป ลูกจันจะไปกับพี่ไหม”

ลูกจันนิ่วหน้าอย่างสงสัยในแวบแรก หากต้องเดินทางไกลๆ ก็ต้องนั่งช้างไปเท่านั้น แต่พอมองหน้าพี่ ลูกจันก็ไม่สนใจอีกแล้วว่าจะเดินทางด้วยวิธีไหน ขอแค่ให้ได้อยู่กับพี่ ลูกจันก็จะไป…

 

“มะปรางกับลูกจันหนีออกจากบ้านเหรอครับ”

“ใช่”

“อ้าว แล้วโผนละครับ หรือว่าโผนเป็นคนพาหนี ตกลงสองคนนี้ได้คู่กันไหมครับ”

แม้นเพียงยิ้ม นิ่งอยู่พักค่อยพูดขึ้น “จะให้ลุง… สมัยนี้เขาว่าอะไรนะ ส้มป่อยรึ”

ส้มป่อย… สุมิตรานึกอยู่พักค่อยเดาได้จากบริบท “สปอยล์เหรอคะ ที่แปลว่าเฉลยตอนสำคัญๆ ของเรื่องใช่ไหม”

“ใช่ นั่นแหละ จะให้ลุงทำเหรอ จะไม่สนุกเอานา อีกนิดเดียวก็ได้รู้แล้วว่าโผนคู่กับมะปรางหรือเปล่า แต่ตอนนี้จะเที่ยงแล้ว ลุงขอพักกินข้าวก่อนนะ… กินด้วยกันไหม”

หิรัณย์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู แน่นอนว่าคนที่รู้ตัวว่ากินยากกินเย็นอย่างหิรัณย์เอ่ยปากปฏิเสธแม้น แต่ไม่มีท่าทีจะร่ำลา เหมือนจะรอจนแม้นกินข้าวเสร็จแล้วให้มาเล่าต่อ จนสุมิตราต้องพูด

“คุณ เรากลับบ้านก่อนเถอะ ลุงเฮงทำข้าวกลางวันเผื่อแล้วด้วย ไว้ค่อยมาฟังใหม่”

หิรัณย์มีท่าทีอิดออด ทว่าพอสุมิตราลุกขึ้นยืนสวัสดีแม้นแล้วเดินออกไปโดยไม่สนใจเขา ก็จำต้องรีบลาแม้นแล้ววิ่งตามไปจนถึงรถ ขับรถออกจากบ้านของแม้นเพื่อกลับบ้านตน ขณะที่ผ่านศาลเจ้าแม่ก็อดมองไม่ได้ ขัดใจอย่างบอกไม่ถูกที่ไม่เห็นสิ่งใดไม่ว่าคนหรือม้า แหม… กะว่าถ้ามาให้เห็นจะลงไปถามเสียหน่อยว่าตกลงเจ้าแม่ชื่ออะไร ม้าชื่ออะไร อดเลย

หรือเขาควรจะลองไม่สบายอีกสักที เผื่อจะทำให้ติดต่อเจ้าแม่ง่ายขึ้น…

พอเข้าพื้นที่หิรัณย์ก็รู้ว่าสี่วันที่ตนไม่อยู่ การจัดการงานแข่งคืบหน้าไปมาก เขาเห็นเต็นท์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในหลายจุด เห็นมีอ่างวงกลมขนาดใหญ่วางกอง หิรัณย์อดถามสุมิตราไม่ได้ “พร้อมแข่งหรือยังเนี่ย”

สุมิตราตอบได้ทันทีอย่างหนักแน่นมั่นใจ “ไม่พร้อม”

ไม่เคยพร้อมและจะไม่มีวันพร้อมด้วย บอกเลย!

 

หลังรถเข้าใกล้จุดพักแรม สุมิตราได้ยินเสียงจึ้กจั้กจากหิรัณย์จึงหันไปมองหน้าเขา เห็นแล้วรู้เลยว่าเขากำลังไม่สบอารมณ์ พอมองตามสายตาเขาไปก็เห็นมองอยู่ที่รถของบุษบัณ สุมิตราไม่แน่ใจว่าเขาโมโหเรื่องอะไร จึงเอ่ยถาม “มีอะไรเหรอ”

หิรัณย์บุ้ยปากไปทางรถของบุษบัณ “ระหว่างที่ผมไม่อยู่ คุณบุษมาค้างที่นี่”

หือ? สุมิตราหันไปมองรถบุษบัณอีกครั้ง คิ้วขมวด จำต้องถามไปอีก “รู้ได้ไง อาจจะเพิ่งมาก็ได้”

“ไม่มีรถเพิ่งจอดที่ไหนสภาพนั้นหรอก ดูไม่ออกเหรอ”

อ้าว… พาล เดี๋ยวสวย “ก็ดูไม่ออกน่ะสิ ไม่ได้ช่างจับผิดชาวบ้านแบบนายนี่”

หิรัณย์เลยส่งเสียงจึ้กจั้กมาอีกรอบ พารถเข้าไปจอดในที่จอดด้วยลักษณะที่ดูออกว่าหงุดหงิดเต็มที่ ความแรงในการเปิดประตูก็ด้วย นั่นทำให้สุมิตราดึงหิรัณย์ไว้พร้อมกับดึงประตูรถปิดด้วย เอ่ยถามเสียงเขียว

“จะทำอะไร”

“ไปถามคนว่าไม่มีบ้านอยู่หรือไง”

สุมิตราจ้องหน้าหิรัณย์ พยายามระงับอารมณ์ตัวเองไม่ให้สติหลุดด่าเขาไปว่าอย่างี่เง่า ดึงการเจรจาด้วยเหตุผลมาใช้ “จะทำแบบนั้นเพื่ออะไร”

“เพื่อให้คุณบุษรู้ว่าอย่าล้ำเส้น”

“นายนั่นแหละ อย่าล้ำเส้น”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรา แววตาแสดงความโกรธเกรี้ยวชัดเจน ก่อนสะดุ้ง นิ่งอึ้ง ตะลึงงันไปเลยเมื่อสุมิตราคว้าคางตนไว้แล้วบีบเบาๆ เหมือนอยากบังคับให้มองหน้ากันตลอด ดุเสียงเฉียบ

“นายนิสัยเสียมากเกินไปแล้วนะ ลุงเฮงตามใจนายทุกอย่างไม่ได้หมายความว่านายเป็นเจ้าชีวิตลุงเฮง เข้าใจไหม”

หิรัณย์ยังพูดอะไรไม่ได้ มองสุมิตราที่ยังบีบคางไว้แบบนั้น ก่อนเม้มปากเมื่อโดนถาม

“ถ้าพ่อนายรักคุณบุษด้วย นายจะกีดกันเหรอ”

หิรัณย์ดึงคางตัวเองออกจากมือสุมิตรา ตอบทันที “ใช่ จะกีดกันถึงที่สุดด้วย”

สุมิตรามองหน้าดื้อดึงของหิรัณย์แล้วถอนใจยืดยาว ลองใช้ไม้อ่อน “คิดไหมว่าลุงเฮงทุ่มเทให้นายคนเดียวมายี่สิบปี อาจถึงเวลาที่จะมีคนมาทุ่มเทให้ลุงเฮงบ้าง”

“ผมนี่ไง”

“เดี๋ยวนายก็ไปแข่งเมืองนอก ทิ้งลุงเฮงให้อยู่คนเดียวอีก”

“ไม่ ผมไม่ไปไหนแล้ว จะกลับมาทำโรงพยาบาลม้าไง”

ประโยคนั้นทำสุมิตราเสียสมาธิ เพราะแวบหนึ่งมันราวกับเขาบอกว่าการกลับมาครั้งนี้ นอกจากเพื่อพ่อแล้วยังเพื่อเธอด้วย ก่อนต้องรีบดึงตัวเองกลับมา เอ่ยถามต่อ “ไม่คิดว่าลุงเฮงจะเหงาบ้างเหรอ”

“พ่อมีผม”

โอยยยย… สุมิตราอยากกลอกตารัวๆ ให้เป็นดอกสว่าน และอะไรสักอย่างดลใจให้เธอพูด “จะกีดกันลุงเฮงกับคุณบุษไม่ให้ลงเอยกันเหมือนโผนกับมะปรางเหรอ”

ไม่ทันคิดว่าประโยคนั้นจะส่งผลกับหิรัณย์มากขนาดนั้น… แวบหนึ่งเหมือนสุมิตราเห็นเขาน้ำตาคลอ ทว่าอีกแวบก็คิดว่าคงคิดไปเองเพราะเขาก็ไม่ได้เสียน้ำตา แถมกระแทกเสียงใส่เธอได้ด้วย

“คุณเป็นคนนอก อย่ายุ่ง!”

บอกแล้วเปิดประตูลงจากรถไปโดยสุมิตราไม่ทันได้รั้งไว้เพราะมัวแต่อึ้งกับประโยคล่าสุดที่ได้ฟัง ก่อนนึกได้ ก็จริงของเขา เธอคนนอก สุมิตราถอนใจเฮือกแล้วเดินลงจากรถรีบตามหิรัณย์ไปเผื่อว่าเขาจะไปอาละวาดจะได้ช่วยเฮงรับมือ ทว่าเปล่า… เขาเดินลิ่วผ่านเฮงกับบุษบัณไปไม่หยุดทักทายพูดคุย ดิ่งเข้าห้องนอนตน ปิดประตูเสียงดังปังใหญ่แบบที่สุมิตราอยู่ห่างๆ ยังได้ยิน จนเธอเดินเข้าไปใกล้ เฮงจึงหันมาถาม

“ทะเลาะกันเหรอ”

สุมิตรายิ้มน้อยๆ ตอบเลี่ยงไปไม่อยากให้เฮงกับบุษบัณไม่สบายใจ “ม้าเจ็บเยอะ คงหงุดหงิด”

“อ้าว ทำไมเจ็บ เห็นอัมรายงานว่าเพิ่งได้ผู้จัดการคนใหม่มานี่”

สุมิตราทำหน้าหน่าย “เรื่องยาวเลยฮะลุง” จากนั้นก็ร่ายยาวในหัวข้อเรื่องชวลิตและผลงานของเขา ดึงความสนใจจากเฮงได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ…

 

โผนเพิ่งพามะเกลือกลับเข้าคอกได้สักพัก กำลังนั่งพักเหนื่อยเงียบๆ ใต้ต้นไม้ ยามปลายสายตาเห็นเงาวูบวาบผ่านไป โผนขยับตัวว่องไวแต่เงียบเชียบ มือขยับจับดาบที่วางข้างตัวทันที ก้มตัวหมอบต่ำเพื่อเล็งว่าเงาที่เห็นนั้นเป็นใคร ยิ่งบนเรือนมีเจ้าเมืองพักอยู่ด้วยโผนยิ่งต้องระวังความปลอดภัยเป็นพิเศษ แม้แต่แมวสักตัวเขาก็ต้องตรวจตราเสียก่อน

โผนหน้านิ่วเมื่อแน่ใจว่าเงาวูบวาบที่ตนเห็นคือสิ่งใด… คือผู้ใด ใจและร่างกายคลายความระแวดระวังลงเกือบหมดสิ้น ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็มีเหลือไว้ระวังให้เงานั้นเสียมากกว่า โผนเดินตามไปไม่ต้องใช้ทักษะในการหลบเลี่ยงมากนัก เพราะดูเหมือนเงาสองร่างนั้นจะลุกลนจนไม่สังเกตสังการะแวดระวังสิ่งต่างๆ รอบตัว โผนหยุดเมื่อสองคนนั้นหยุด ได้ยินเสียงพูดคุยชัดเจนราวกับคนคุยแน่ใจว่าอยู่เพียงลำพังแล้ว

“น้องจำทางได้ฤๅไม่ ถึงตรงนี้แล้วเดินไปทางใด”

คนน้องส่งเสียงงึมงำอยู่ในลำคอ มองซ้ายมองขวาให้โผนหัวเราะ ตัดสินใจเอ่ยถาม

“จะไปที่ใดกันเล่า เผื่อข้ารู้ทางจะบอกให้”

แลได้เห็นสองพี่น้องสะดุ้งโหยงกอดกันถอยกรูดไปหลายก้าว มองโผนอย่างหวาดกลัว ตอนนี้คนพี่ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ส่วนคนน้องกอดคอคนพี่ มองมาที่โผนอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ในที่สุดก็เอ่ยถามประสาซื่อ

“จะบอกจริงๆ ฤๅเจ้าคะ เราอยากไปบ้านท่าแพรกเจ้าค่ะ”

มะปรางพยายามเขย่าแขนน้อง ทว่าอีกฝ่ายยังมองโผนอย่างมีความหวังว่าจะได้คนบอกทาง โผนเองส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู ถามสืบไป

“จะไปทำกระไรบ้านท่าแพรก”

“ไปหาคุณป้าเจ้าค่ะ น้องกับพี่มะปรางจะไปอยู่บ้านคุณป้า”

โผนเหลือบมองมะปรางที่ตอนนี้สะอื้นฮัก ดูรู้เรื่องกว่าน้องมาก คงรู้ดีว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดมหันต์ จึงพูดกับลูกจันทว่าตั้งใจสื่อสารกับมะปราง “คิดฤๅไม่ว่าหนีมาเยี่ยงนี้ จะเกิดสิ่งใดกับพ่อของออเจ้า”

“พ่อจะให้พี่มะปรางไปอยู่ที่อื่น น้องจะไม่ได้อยู่กับพี่มะปรางถ้าเรายังอยู่เรือนนี้”

“แต่พี่มะปรางของออเจ้าจะได้ไปอยู่สุขสบายในจวนเจ้าเมือง ไม่อยากเห็นพี่สาวออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝาแลอยู่อย่างสุขสบายฤๅลูกจัน”

ลูกจันนิ่งเงียบ หันมองพี่สาวตนที่สะอึกสะอื้นปิ่มว่าจะขาดใจ หันบอกโผนเสียงเบา “แต่น้องอยากให้พี่มะปรางอยู่กับน้องมากกว่า”

“จวนเจ้าเมืองมิไกลจากเรือนนี้สักเท่าใด จะไปหาเมื่อไรก็ย่อมได้”

ลูกจันเงียบไป ก่อนหันไปถามพี่ตนเสียงแผ่ว “พี่อยากไปอยู่กับน้องที่บ้านป้าฤๅไม่จ๊ะ”

มะปรางอ้ำอึ้ง ยังมีท่าทีลังเลใจ ครานี้โผนจึงคุยกับมะปรางโดยตรง “เหตุใดจึงต้องหนี หญิงค่อนเมืองต่างอยากเป็นเช่นออเจ้า”

มะปรางมองหน้าโผน ก่อนหลบตาและบอกเสียงเบา “หญิงค่อนเมืองคงยังมิรู้จักความรัก”

มีฤๅที่โผนฟังแล้วจะไม่รู้ เอ่ยถามทันที “ออเจ้ามีชายที่ต้องใจอยู่แล้วฤๅ”

มะปรางกลั้นใจมองหน้าโผนขณะพูดประโยคนี้ “หาได้สำคัญไม่”

สายตาโผนแสดงความเห็นใจ กระนั้นก็ยังคิดว่านี่ดีกว่าสำหรับมะปราง จึงปลอบใจ “วาสนาออเจ้าดีเกินชายทั่วไป ไม่มีชายใดเหมาะสมเท่าท่านเจ้าเมืองแล้ว”

“หากตัวข้ากลับรู้สึกอาภัพนัก”

โผนนิ่งงัน ก่อนถอนใจยาว หันไปมองทางตัวเรือนด้วยเกรงว่าจะมีคนอื่นมาเห็นแล้วจะไม่ดีกับทุกคน รีบบอกมะปราง “รีบกลับเรือนเถิด หากใครมาเห็นเข้า การณ์อาจยิ่งแย่กว่าโจรปล้นเรือน รู้ใช่ฤๅไม่แม่มะปราง เจ้าเมืองอาจหมายถึงเจ้าชีวิต สั่งเป็นสั่งตายก็ย่อมได้”

“หากข้าเลือกได้…”

โผนแน่ใจ มะปรางอยากบอกว่าหากเลือกได้อาจยินดีเลือกความตาย “แล้วพ่อกับน้องเล่า อยากเลือกสิ่งใดให้เขา”

มะปรางนิ่งไป คิดถึงพ่อ หันมองหน้าน้อง ท้ายสุดก็พูดกับลูกจันเสียงเบา “กลับเรือนกันเถิดลูกจัน”

“แต่…”

มะปรางรีบชิงบอกเหตุผลกับน้อง ไม่อยากให้เวลาเนิ่นนานไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้นมะปรางอาจอยากหนีห่างเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ “ท่านเจ้าเมืองขอพี่กับพ่อ แลพ่อยกพี่ให้แล้ว หากพี่หนี พ่ออาจได้รับโทษ”

ลูกจันตาลุก “พ่อจะโดนหวายฤๅจ๊ะ”

โผนชิงตอบให้ “อาจเป็นยิ่งกว่าหวาย รู้จักคำว่าประหารฤๅไม่ ลูกจัน”

เพียงเห็นสีหน้าของลูกจันโผนก็ได้คำตอบ ยิ่งเห็นลูกจันหันไปพยักหน้ากับพี่สาวเป็นเชิงบอกให้รีบกลับเรือนยิ่งแน่ใจว่าลูกจันเข้าใจความหมายของคำว่าประหารเป็นอย่างดี ลอบถอนใจเมื่อเห็นสองพี่น้องจูงมือกันเดินกลับเรือน โผนจึงคอยช่วยดูต้นทางให้ ทว่าไม่ทันเสียแล้วเพราะได้ยินเสียงเอะอะบนเรือน จึงพาทั้งสองคนเลี่ยงมาทางคอกม้า ให้มะปรางยืนเสียไกลหน่อย รีบพาลูกจันเข้าใกล้มะเกลือแล้วอุ้มขึ้นหลัง เพียงหันสบตากันแล้วลูกจันพยักหน้า โผนก็เบาใจว่าเด็กหญิงรู้ทันอุบายตน โผนนิ่งรอกระทั่งได้ยินเสียงเจ้าเมืองตะโกนเรียกตน จึงส่งเสียงดังตอบรับ

“ขอรับท่านเจ้าคุณ”

เจ้าเมืองเดินลิ่วมาหา ก่อนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นทั้งมะปรางแลลูกจัน แวบแรกพลันโกรธเกรี้ยวที่เห็นมะปรางอยู่กับโผนแม้มีลูกจันอยู่ด้วยก็ตามที ทว่าพอทบทวนอีกรอบเห็นว่ามะปรางอยู่ห่างเพียงใด ประกอบกับโผนก็สนใจอยู่แต่ลูกจันจึงคลายความหึงหวง หันไปมองเจือซึ่งหน้าซีดเผือด แล้วค่อยเดินเข้าไปใกล้โผน รอจนมะปรางเดินมารวมกลุ่มจึงถามสองพี่น้องเสียงดุอย่างโกรธเกรี้ยว “รู้ฤๅไม่ว่าทั้งเรือนวุ่นวายเพียงใด เหตุใดไปไหนมาไหนไม่บอกกล่าวเล่าแจ้งพวกบ่าวไว้เสียหน่อย”

ลูกจันประนมมือแนบตัวลงกับหลังม้า บอกเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนจึงต้องกลัวท่านเจ้าเมืองกันหนักหนา “ลูกจันผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ลูกจันเพียงอยากขี่ม้า มิได้หมายใจจะให้ท่านเจ้าเมืองกับคุณพ่อวุ่นวาย ลูกจันเห็นว่ามีพี่มะปรางมาเป็นเพื่อนจึงมิได้เรียกพี่เพียร พี่สา พี่แก้วเจ้าค่ะ ขอรับประทานโทษเจ้าค่ะ”

ยิ่งเห็นลูกจันสะอื้นฮักจนตัวโยน เจ้าเมืองก็ยิ่งมีสีหน้าอ่อนลงด้วยสงสาร หันไปเห็นมะปรางคุกเข่าตัวสั่นอยู่ก็รีบระงับความโกรธของตน หันไปบอกบ่าวไพร่ที่ติดตามอยู่ “พวกเอ็งไปนอนเสีย ไม่มีเรื่องอันใดแล้ว”

หลังบ่าวไพร่ไปกันหมดแล้ว ยกเว้นเพียงบ่าวคนสนิทของสองพี่น้อง เจ้าเมืองก็เดินเข้าไปใกล้มะปราง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ลุกเถิดแม่มะปราง มิมีสิ่งใดต้องกลัว ข้าเพียงเป็นห่วงคิดว่าออเจ้าทั้งสองถูกลักพา เมื่อปลอดภัยดีก็ดีแล้ว” บอกแล้วผละไปลูบหัวลูกจัน “เงียบเสียนางหนู จะร่ำไห้ไปไยกัน”

ลูกจันปาดน้ำตา พยายามกลั้นสะอื้น ท่าทางนั้นทำให้เจ้าเมืองพูดอีกหวังให้บรรยากาศดีขึ้น

“นางหนูขี่ม้าทีไร ข้าเป็นต้องมาขัดเสียทุกคราไป” ว่าแล้วหันไปทางโผน “เอ็งทิ้งม้าไว้ให้ออลูกจันสักตัวดีฤๅไม่”

โผนหันมองลูกจันซึ่งก็หันมองโผนด้วยดวงตาแวววาว จริงอยู่ว่ามันยังเคลือบไปด้วยหยดน้ำแต่มองผ่านม่านน้ำตาลึกลงไปโผนเห็นความลิงโลดใจอย่างมาก ก่อนโผนต้องรีบขยับจับมะเกลือไว้เมื่อลูกจันเหวี่ยงขาข้ามหลังม้าแล้วไถลตัวลงมาเพื่อนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าเจ้าเมือง เรียกว่าลงจากหลังม้าโดยไม่ต้องอาศัยโผนหรือกระทั่งแคร่ไม้ไผ่ เอ่ยถามเจ้าเมืองเสียงแจ๋ว

“ให้จริงฤๅเจ้าคะ”

เจ้าเมืองหัวเราะเตรียมตอบรับ ทว่าเจือกลับร้องห้าม

“อย่าเลยขอรับท่านเจ้าคุณ เท่านี้ลูกจันก็แก่นแก้วราวกับม้าดีดกะโหลก หาได้เรียบร้อยอย่างมะปรางไม่ แม้นว่าท่านหมื่นทิ้งม้าไว้ให้คงเอาแต่ขี่ม้าเที่ยวเล่นมิยอมฝึกงานบ้านงานเรือน มีหวังไร้ชายมาหมายตา กลายเป็นสาวเทื้อคาเรือนไปเสีย”

ทั้งเจ้าเมืองทั้งโผนหัวเราะอย่างชอบใจ ขณะลูกจันหน้ามุ่ย มิใช่กังวลเรื่องสาวเทื้อสาวแถะนั่น แต่ขัดใจที่ตนอดได้ม้า

“นี่ก็มืดค่ำแล้ว อย่าขี่ม้าต่อเลยหนาลูกจัน ขึ้นเรือนเถิด” เจ้าเมืองเอ่ยเกลี้ยกล่อม ซึ่งแน่นอนว่าลูกจันตอบรับทันที “เจ้าค่ะ”

แล้วลุกเดินไปหาเพียร แก้ว สา ที่อ้าแขนรับพร้อมผ้าเช็ดหน้าเช็ดตา เรียกได้ว่าแทบจะอุ้มขึ้นเรือนไป ส่วนเจ้าเมืองก็หันไปทางมะปราง

“แม่มะปรางก็ด้วย ขึ้นเรือนพักผ่อนเสีย”

มะปรางตอบรับเจ้าเมืองเสียงเบา เดินเข้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนก่อนเดินกลับขึ้นเรือน ทว่าก่อนจะก้าวขึ้นบันไดก็หันมองชายสามคนที่กำหนดชีวิตมะปรางได้มากกว่าตัวมะปรางเอง

พ่อ… ผู้ให้ลมหายใจแรก

เจ้าเมือง… ผู้ซึ่งกำลังเป็นเจ้าของลมหายใจเธอต่อจากนี้

หมื่นอาชารักษา… ผู้ซึ่งเธออยากมอบลมหายใจให้ ผู้ซึ่งทำให้เธอรู้จักความรัก และเป็นผู้ทำลายความรัก

แวบหนึ่งในใจที่มะปรางโกรธเกลียดและเคียดแค้น ถ้าหมื่นอาชารักษาอยากเป็นผู้ทำลายความรักนัก เธอก็ขอให้เขาจงเป็นได้อย่างใจ ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน ขอจงเป็น!

 

หิรัณย์ลุกพรวดขึ้นนั่ง… มองไปรอบๆ ตัวอย่างสับสนอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะมีสติระลึกได้ เขาไม่ได้อยู่ต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในโรงแรม ไม่ได้อยู่ระหว่างการแข่ง แต่อยู่ในที่ดินผืนใหม่ ส่วนท้องที่ร้องและแสบเหลือเกินอยู่ตอนนี้คงเป็นเพราะไม่ยอมออกไปกินข้าวเมื่อเย็นที่ผ่านมา พลันนึกได้ พ่อเคาะประตูห้องแล้วบอกว่าวางกล่องอาหารไว้หน้าห้องเผื่อเขาอยากกิน

หิรัณย์ก้าวลงจากเตียง เปิดประตูห้องออก เห็นกล่องโฟมเก็บอุณหภูมิวางอยู่หน้าห้อง จึงนั่งลงแล้วเอื้อมไปเปิดกล่องโฟมออก เห็นกระเป๋าเก็บอุณหภูมิก็หยิบมาเปิดออกดูจึงเห็นอาหารในกล่อง… ยังอุ่นๆ อยู่ด้วยซ้ำ ส่วนน้ำส้มคั้นสดในกระบอกเก็บความเย็นก็ยังเย็นอยู่ตอนหิรัณย์ลองยกจิบ เห็นได้ชัดว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อให้อาหารและน้ำคงสภาพสดใหม่นานที่สุดต่อให้เขากินช้ากว่านี้อีกสักชั่วโมง

หิรัณย์รู้ว่าพ่อรักเขามาก เขาก็รักพ่อมาก… และเขากลัวเสียพ่อไป

เขาเสียแม่ไปแล้ว และเขาจำได้ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน เขาคิดถึงแม่แล้วร้องไห้อยู่เป็นปี โชคดีที่ได้เจอกับม้าความรู้สึกจึงเริ่มดีขึ้น ถ้าเขาต้องเจ็บปวดขนาดนั้นอีกครั้งก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนอยู่กับมันได้ไหม

แต่นั่นคือความเห็นแก่ตัวใช่ไหม… เขาคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่คิดเผื่อว่าพ่อจะเจ็บปวดแค่ไหนหากเขากีดกันและทำลายความรักของพ่อ

เหมือนที่เขาทำกับมะปราง จนมะปรางต้องสาปแช่งเขาสินะ ถึงตรงนี้หิรัณย์ก็สลัดหัวเบาๆ ให้คลายความมึนงงแล้วบอกตัวเอง เขาอาจไม่ใช่โผนก็ได้ อย่าเพิ่งคิดมากไป ชายหนุ่มตักอาหารเข้าปากสลับจิบน้ำส้มไปเรื่อยๆ ในตอนใกล้จะหมดนี่เองปลายสายตาเขาก็เห็น… หิรัณย์หันขวับไปมอง เห็นเงาผู้หญิงคนนั้นยืนนิ่งอยู่หน้าตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลงหลังที่สุมิตราอยู่ เหมือนรู้ว่าเขามอง ผู้หญิงคนนั้นหันหน้ามาทางเขาช้าๆ แล้วพยักหน้าคล้ายจะเรียก…

หิรัณย์รีบเก็บของลงกล่องโฟม ลุกขึ้นยืนถอยเข้าบ้าน ทว่าสายตายังจับจ้องผู้หญิงคนนั้น ก่อนเขาจะปิดประตูลงก็เห็นผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าอีกครั้ง… ใช่ เรียกแน่ หิรัณย์หันมองไปรอบๆ เพราะได้ยินเสียงม้าร้องลอยลมมา ก่อนหันไปอีกทางเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าวิ่งห้อมา… ม้าสีดำตัวนั้น หิรัณย์เห็นมันวิ่งห้อทะลุผ่านตู้นอนหลังที่สุมิตราอยู่ พร้อมๆ กับที่ผู้หญิงคนนั้นหายวับไป เกินกว่าจะทันได้คิดว่าควรกลัวหรือควรตกใจกับเหตุการณ์นี้ระดับไหน หิรัณย์รีบวิ่งไปยังตู้นอนของสุมิตรา เคาะประตูและส่งเสียงเรียกทันที “แซม!”

ครู่เดียวประตูก็เปิดออก หิรัณย์ผวารับร่างสุมิตราที่ล้มใส่ทันที ค่อยๆ ประคองให้หญิงสาวนั่งลงกับพื้น ปัดผมที่ปิดใบหน้าออกประคองแก้มขึ้นเพื่อดูให้ชัดว่าสุมิตรามีสติไหม เห็นการสูดลมหายใจอย่างตะกรุมตะกรามนั่นแล้ว จึงส่งเสียงเรียกเบาๆ “แซม”

โล่งใจไปเปลาะหนึ่งเมื่อสุมิตราพยักหน้าเป็นการบอกว่ารับรู้ที่เขาเรียก มือที่ยกขึ้นมาจับมือเขาเย็นเฉียบจนหิรัณย์ต้องคว้ามันมาบีบเบาๆ หวังช่วยให้ความอบอุ่น ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าสุมิตราจะดูสงบลงจนเป็นปกติ หิรัณย์จึงนั่งลงข้างๆ เอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น”

สุมิตรามองหน้าหิรัณย์ ทบทวนสิ่งที่ตนเพิ่งเผชิญมาอยู่พัก ก็ค้นหาคำจำกัดความได้ “ผีอำ หายใจไม่ออกเลย”

หิรัณย์ถามทันที “ฝันร้ายด้วยหรือเปล่า”

สุมิตราพยักหน้ารับ ก่อนยกมือขึ้นกดบริเวณหัวใจ หลับตาลงเหมือนอยากผ่อนคลายตัวเอง ก่อนลืมตาขึ้น หันไปทางหิรัณย์อย่างข้องใจ “แล้วคุณมายังไงเนี่ย”

หลังนิ่งไปเพื่อหาคำตอบ หิรัณย์ก็ไม่รู้จะโกหกไปทำไม จึงตอบตามตรง “ผมก็ฝันไม่ค่อยดี”

“ผีอำด้วยหรือเปล่า”

“เปล่า ฝันเฉยๆ แล้วตื่น เลยหิว”

พอได้ยินคำนั้นสุมิตราก็คล้ายจะลืมอาการของตัวเอง ทับถมเขาทันทีด้วยหมั่นไส้เก็บกดจากตอนเย็น “สม ถ้าไม่เห็นแก่ลุงเฮงฉันจะเทอาหารทิ้งให้หมด”

หิรัณย์มองสุมิตราอย่างเคืองๆ “ขอบคุณแล้วกันที่ไม่ทิ้ง ผมเลยได้กินข้าว”

อ้อ แสดงว่าเขาออกมากินข้าว แล้วทำไมเขาถึงมาเคาะห้องเธอล่ะ… “ฉันเสียงดังเหรอ”

หิรัณย์ส่ายหน้า บอกตามตรงอีก “แล้วผมก็เห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่หน้าห้องแซม เห็นม้าตัวนั้นวิ่งเข้าไปในห้องด้วย เลย… รีบวิ่งมาดู”

สุมิตรากะพริบตาปริบ บอกไม่ถูกเลยว่าตอนนี้เขาหรือเธอโชคดีกว่ากัน เธอฝันร้าย ขยับตัวไม่ได้ หายใจไม่ออกเหมือนมีคนนั่งทับอยู่บนอก ทรมานเสียจนนึกว่าจะตาย ส่วนเขาแม้ไม่มีอาการกระทบกระเทือนใดๆ แต่ก็… เห็นของจริง

“ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่า”

เสียงอ่อนอ่อยของหิรัณย์ที่ถามมาเกือบทำสุมิตรายิ้ม ทว่ารีบห้ามตัวเองเอาไว้ แกล้งเขาด้วยการประชด “ฉันจะไปโกรธคุณเรื่องอะไรได้ ฉันมันคนนอก”

หิรัณย์เม้มปาก มองหน้าสุมิตราที่ดูแล้วไม่ยอมลงให้ตนง่ายๆ แน่ บอกเสียงเบา “ผมไม่เคยง้อใคร”

“รู้ คุณไม่ต้องง้อใครชีวิตคุณก็ดีอยู่แล้ว พ่อคุณจัดสรรให้ได้ทุกอย่าง จะต้องง้อคนอื่นให้เสียแรงทำไม”

“ผมง้อแซมก็ได้”

สุมิตรานิ่งไปเหมือนรอให้เขาง้อ แต่พอเขาไม่พูดไม่ทำอะไรสักทีก็จำต้องกระตุ้น “เอ้า ง้อสิ”

“ง้ออยู่นี่ไง”

ฮะ? สุมิตราอ้าปากหวอ ยิ่งเห็นหน้าขัดอกขัดใจของเขาแล้วยิ่งหมั่นไส้ เอ๊อออ เชื่อแล้วว่าไม่เคยง้อใครจริงๆ ถึงได้ง้อได้ห่วยแตกขนาดนี้ “ทำได้ดีที่สุดแค่นี้ใช่ไหม”

“ก็… ผมจะคิดใหม่เรื่องพ่อกับคุณบุษ”

นั่นทำให้สุมิตรายิ้มได้ เอื้อมมือไปบีบคางเขาจับหน้าขาวนั้นส่ายไปมาอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดูขณะสอนสั่ง “ทีหลังก็อย่าปากเบาแบบนี้ ไม่ใช่เกิดงอนเกิดไม่พอใจขึ้นมาก็จ้องแต่จะทำร้ายกันด้วยคำพูด ง้อสาวคนอื่นไม่ง่ายเหมือนง้อฉันหรอกนะ”

จากที่เคยยอมให้สุมิตราจับหน้าเขาส่ายไปมาได้ตามใจ หิรัณย์ถึงกับหยุด มองสุมิตราสีหน้าไม่พอใจ บอกชัดถ้อยชัดคำ “จะไปง้อสาวคนอื่นทำไม”

สุมิตราปล่อยมือจากคางเขา และได้แต่นั่งมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น กระทั่ง…

ปัง!

เสียงดังปังใหญ่ที่มาพร้อมลมกระโชกแรงทำเอาสุมิตราดีดตัวขึ้นไปนั่งตักหิรัณย์ โอบรอบคอเขาไว้ซบหน้าลงกับไหล่อย่างอยากได้หลักยึด พูดระรัวอย่างหวาดกลัว

“โอ๊ยยย ไม่เอาแล้ว คืนนี้พอแค่นี้เถอะ อย่ามาให้เห็นอีกเลยยยย กลัวแล้วววว”

หิรัณย์จากที่ตกใจเสียงและลม ก็กลายเป็นตกใจที่สุมิตราขึ้นมานั่งตักแล้วกอดตนมากกว่า แต่ไม่นานก็ปรับตัวได้ จึงโอบสุมิตราไว้ก่อนมองไปรอบๆ อย่างหวั่นใจนิดๆ เพราะจริงๆ เขาก็อาจไม่ไหวแล้วสำหรับค่ำคืนนี้ มองไปยังตู้นอนของตนก็พลันรู้ที่มาของเสียงปังใหญ่เมื่อกี้ ประตูห้องเขาที่เปิดทิ้งไว้ตีปิดเพราะลมนี่เอง

ผู้หญิงคนนั้นกับม้าตัวนั้นอยู่หน้าห้องเขา…

หิรัณย์ไม่แน่ใจว่าตาเขาฝาดหรือเพราะการรับรู้ของเขาคลาดเคลื่อน แต่เขาเห็นผู้หญิงคนนั้น… ยิ้ม

ไม่ใช่ยิ้มเยาะ ไม่ใช่ยิ้มหลอกยิ้มหลอน ไม่ใช่ยิ้มที่จะทำให้เขาต้องระวังตัว หิรัณย์แน่ใจ… มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขาอยากยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่รู้สึกได้ว่าคนยิ้มเอ็นดูเขาเหลือเกิน

แต่ทำไมถึงทำร้ายสุมิตราเล่า นี่คือสิ่งที่หิรัณย์ไม่เข้าใจ…

Don`t copy text!