เกมอาชา บทที่ 16 : พี่สาวคนนั้น

เกมอาชา บทที่ 16 : พี่สาวคนนั้น

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

 

งานแข่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในอีกสองวันข้างหน้า กรรมการส่วนกลางจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ทว่าวันนี้มีคอกม้า หลายที่เดินทางมาถึงสถานที่จัดการแข่งขัน จึงมีการร้องขอเป็นการส่วนตัวให้สุมิตราเป็นคนตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่แข่งขัน ซึ่งโดยปกติแล้วคนทำหน้าที่นี้ต้องเป็นสัตวแพทย์ส่วนกลางเท่านั้น ยิ่งสุมิตราลงแข่งด้วยยิ่งไม่ควรเพราะอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น สุมิตราอาจให้ม้าที่เห็นว่าเป็นตัวเก็งไม่ผ่านการตรวจสอบได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายนัก เพราะหากจะคัดม้าตัวไหนออก ต้องมีการประชุมทีมสัตวแพทย์ ปรึกษากับสัตวแพทย์สูงสุดที่มีชื่อตำแหน่งว่า Vet President แล้วยังต้องรายงานกับประธานกรรมการแข่งขันหรือ Ground Jury เพื่อให้ตัดสินอีกรอบด้วย

สุมิตราเห็นว่าแมตช์นี้ไม่ใช่แมตช์ควอลิฟายด์ เรียกว่าไม่ใช่แมตช์ที่มีความสำคัญใดๆ กับประวัติของนักกีฬาและม้า จึงตกปากรับคำทำหน้าที่นี้ให้ชั่วคราว หวังก็แค่อย่ามีม้าที่ต้องถูกคัดออกแค่นั้นแหละ

คอกแรกที่มาถึงคือซันแอนด์สกาย แสงฉานมาถึงแต่เช้าตรู่ นำม้ามาสามตัวเพื่อลงแข่งระยะสี่สิบกิโลเมตรสามตัว คือฮันนี่ คมเข้ม ฮันนี่โทสต์ นั่นทำให้สุมิตราประหลาดใจ หันไปทางฟุ้งฟ้าเพื่อถามถึงม้ารักของเจ้าหล่อน

“นึกว่าจะเอาการะเกดมา”

ฟุ้งฟ้าส่ายหน้า “ฟุ้งยังบังคับให้การะเกดลุยแอ่งน้ำไม่ได้เลยค่ะ ตอนพี่ซันขี่ไม่เห็นมีปัญหา พอฟุ้งขี่นางไม่ยอมฟุ้งเลย”

แสงฉานหัวเราะหึ ส่งเอกสารทั้งหมดให้สุมิตรา พลางบอก “ฟุ้งไม่ชอบให้ม้าลงน้ำด้วย กลัวลื่นกลัวนู่นกลัวนี่กลัวไปหมด”

สุมิตราถึงคราวร้องอ้อ ยิ่งฟุ้งฟ้ากับการะเกดเชื่อมต่อกันมากเท่าไร ความรู้สึกของฟุ้งฟ้าก็จะส่งถึงการะเกดมากเท่านั้น พอฟุ้งฟ้าไม่ชอบหรือกังวลตอนจะบังคับให้การะเกดลงน้ำ การะเกดก็เลยไม่ยอมลง หัวเราะได้เมื่อเห็นฟุ้งฟ้าทำหน้ามุ่ย บอกเสียงแผ่ว

“กับตัวอื่นก็ไม่กลัวเยอะนะพี่แซม แต่พอเป็นม้ารัก เป็นการะเกดเป็นน้อยหน่านี่ ฟุ้งกลัวไปหมดเลย”

สุมิตราตบบ่าฟุ้งฟ้า บอกอย่างจะปลอบใจ “เรื่องปกติ… แล้วนี่ใครขี่ใครเนี่ย ฟุ้งขี่ฮันนี่เหรอ”

ฟุ้งฟ้าส่ายหน้า ยิ้มแป้นก่อนบอกชัดเจน “ฟุ้งขี่พี่เข้ม”

สุมิตราเบิกตากว้าง หันไปส่งเอกสารให้หิรัณย์ เข้าไปตรวจไมโครชิปของคมเข้มโดยไม่ลืมยื่นขนมให้ก่อน เรียบร้อยแล้วขโมยจุ๊บแก้มเสียหนึ่งที พอเห็นคมเข้มยืนนิ่งเลยได้ใจจุ๊บจมูกอีกหนึ่งที ก่อนเอาตัวเลขที่ขึ้นบนหน้าจอเครื่องตรวจมาเทียบกับพาสปอร์ต แต่ไม่ได้เป็นคนเทียบเอง ส่งให้หิรัณย์จัดการแล้วหันมาคุยกับแสงฉานและฟุ้งฟ้า “พี่เข้มยอมให้ฟุ้งขี่เหรอ”

ฟุ้งฟ้าพยักหน้า ส่วนแสงฉานหัวเราะ เล่าให้สุมิตราฟัง “ปีก่อนพี่เข้มลากฟุ้ง เยินทั้งตัวเลย หลังจากนั้นไม่รู้ยังไงสงสัยจะรู้สึกผิด ทำตัวน่ารักกับฟุ้งตลอด ยิ่งได้วินมาช่วยฝึกก็ยิ่งนิ่ง”

สุมิตราพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะจากการที่เธอขโมยจุ๊บแล้วคมเข้มไม่มีทีท่าจะงับกลับนั่นก็เป็นคำยืนยันที่ดี เอ่ยถามไปถึงคนที่แสงฉานเพิ่งพูดถึง “แล้วน้องวินกับช้างมาวันแข่งเลยใช่ไหม”

“ใช่ ให้อยู่เฝ้าที่โน่นก่อน หอบมากันหมดฉันจะสติเสียเอา”

สุมิตราหัวเราะ ตรวจม้าของซันแอนด์สกายจนครบทุกตัวและปลุกปล้ำฮันนี่จนพอใจแล้วจึงพาไปคอกชั่วคราว ช่วยตรวจสุขภาพด้วยว่ามีตัวไหนผิดปกติไหม พบว่าทุกตัวล้วนแข็งแรง การเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมงไม่ส่งผลกระทบ อีกอย่างแสงฉานเลือกเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ตีสามช่วงอากาศไม่ร้อนนับว่าดีกับม้ามาก

“วันนี้แกต้องตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่ให้ส่วนกลางใช่ไหม มากี่คอก”

“เดี๋ยวมาอีกสี่ น่าจะทยอยๆ กันมา”

“ฉันช่วยด้วยจะโอเคไหม”

สุมิตราหัวเราะ “ถ้าจะไม่โอเค ก็ไม่โอเคตั้งแต่ฉันทำแล้วแหละ ได้แกมาช่วยก็ดี”

“โอเค งั้นฉันช่วย” แสงฉานพูดจบ ฟุ้งฟ้าก็ยกมือทันที “ฟุ้งช่วยด้วยค่ะ… แต่ทำอะไรไม่เป็นเลย สอนฟุ้งหน่อย งานหน้าจะได้ทำได้”

นั่นเล่นเอาแสงฉานร้องค้าน “ไม่มีงานหน้างานแหนะอะไรทั้งนั้นแหละแม่คุณ”

ฟุ้งฟ้าสวนทันที “พี่ซันไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ฟุ้งไปเอง”

แล้วเขาจะทำได้ยังไง แสงฉานทำได้แค่ส่ายหน้าไปมา ส่วนสุมิตราหัวเราะกับอาการนั้นของเพื่อน ยื่นเครื่องตรวจไมโครชิปให้ฟุ้งฟ้า

“เอ้า ฟุ้งตรวจไมโครชิปม้าแล้วกัน งานง่ายสุด”

ทว่าแสงฉานดึงเครื่องตรวจไปไว้กับตัวเองตัดหน้าฟุ้งฟ้าคนซื่อที่กำลังยื่นมารับไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ตามด้วยการเอาเครื่องยันหน้าผากสุมิตรา พลางพูดกลั้วหัวเราะ

“ตลกละ จะให้ฉันทำก็บอก”

นั่นทำเอาสุมิตราหัวเราะร่วน เพราะการตรวจไมโครชิปม้าไม่ใช่งานง่ายสุดอย่างที่บอกหรอก เพราะต้องเอาเครื่องไปสแกนหาชิปบนตัวม้า แถมในงานแข่งขันยังเป็นม้าแปลกหน้าที่ไม่รู้นิสัยดีร้ายอย่างไร คนที่ทำหน้าที่นี้ควรมีทักษะในการเข้าหาม้าและควรว่องไวในการหลบอันตรายจากม้าด้วย

“สลับกันทำก็ได้ เดี๋ยวคอกไหนมีม้าดีดๆ ฉันทำให้ เห็นใจคนมีครอบครัวแล้ว” สุมิตราว่าอย่างนั้น แสงฉานเลยทำท่าจะเอาเครื่องสแกนจิ้มกะโหลกคนช่างแซะอีกที ก่อนนิ่งไปอย่างตกใจเพราะเครื่องสแกนดันติดมือหิรัณย์เสียก่อน แถมหนุ่มรุ่นน้องยังดึงไปจากมือเขา พูดเสียงเรียบ

“เดี๋ยวช่วยครับ”

สุมิตราส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ดึงเครื่องสแกนจากมือหิรัณย์กลับมา “พอแล้ว นอกจากหมอกับซันแล้วไม่ต้องมีใครทำอะไรทั้งนั้นแหละ ดูเฉยๆ พอ แต่ตอนนี้กินข้าวกันก่อนเถอะ คุณบุษทำข้าวต้มหมูสับมาให้หม้อโตเลย”

แล้วหันไปมองหิรัณย์ ไม่ได้พูดออกไปหรอก แต่เขาคงรู้ว่าในใจเธอกำลังคิดอะไร

ข้าวต้มหมูสับที่ใช้ข้าวกล้องอินทรีย์ ใช้น้ำต้มกระดูกแท้ๆ ไม่ใช้ผงปรุงรส หมูใช้หมูชิ้นเอามาสับเองไม่ใช่หมูสับสำเร็จ กระเทียมเจียวใช้กระเทียมไทยเท่านั้นและไม่ให้มีเปลือกมาปนด้วย… เหนื่อยแทนบุษบัณจริงๆ!

 

หลังสิบโมงไม่นาน คอกม้าอื่นที่เข้าร่วมการแข่งขันก็เริ่มทยอยเดินทางมาถึง สุมิตราพาแสงฉานไปยังจุดตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่โดยมีหิรัณย์กับฟุ้งฟ้าเดินตามแต่ไม่ได้ยุ่งกับการทำงาน ทว่าหิรัณย์มีคำถาม

“ซองตรวจอยู่ไหน”

สุมิตรารู้ว่าเขาหมายถึงซองชั่วคราวไว้สำหรับให้คนดูแลจูงม้าเข้าไปเพื่อให้การตรวจเป็นไปโดยง่ายและปลอดภัย ซึ่งต้องมีเป็นปกติ แต่สำหรับแมตช์บ้านเราที่แค่การตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่อย่างเป็นระบบก็ทำยากอยู่แล้ว การจะให้มีซองนั้น… “คงลืมมั้ง”

จบคำนั้นหิรัณย์ก็ยกโทรศัพท์แล้วเดินหายไปอีกทาง สุมิตราค่อนข้างแน่ใจว่าเขาคงไปโทร.ปรึกษาพ่อจึงไม่ได้สนใจ หันมาไล่ยิงไมโครชิป ตรวจพาสปอร์ตม้า ประวัติการทำวัคซีน ใบรับรองการตรวจเลือด สำรวจด้วยตาว่าม้าดูสมบูรณ์ดี มีอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยหรือไม่ พยายามหลีกเลี่ยงการแตะต้องตัวม้าเพราะไม่อยากให้เกิดข้อขัดแย้งอย่างม้าเจ็บเพราะเธอขึ้น การทำงานยากบ้างง่ายบ้างแล้วแต่นิสัยม้า ซึ่งประสบการณ์ก็ทำให้รู้ว่านิสัยม้าขึ้นอยู่กับการจัดการดูแลของแต่ละคอกด้วย

พอเห็นว่าคอกที่กำลังจะเข้ามาให้ตรวจเป็นคอกไหน สุมิตรากับแสงฉานก็หันมองหน้ากัน ก่อนแสงฉานจะหันไปบอกฟุ้งฟ้า

“อยู่ห่างๆ หน่อย”

ฟุ้งฟ้ากะพริบตาปริบ หากก็พยักหน้ารับด้วยรู้ว่าแสงฉานต้องมีเหตุผลที่ดีในการเตือนเธอ แล้วไหนจะการที่เขาหันไปบอกสุมิตราอีก

“เดี๋ยวฉันตรวจไมโครชิปเอง แกจด”

หากสุมิตราส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ลองดูก่อน”

นั่นทำให้หิรัณย์ที่กลับมารวมกลุ่มได้สักพักอดรนทนไม่ได้ เอ่ยถาม “ทำไมเหรอครับ”

เป็นแสงฉานที่หันมาตอบ “แหล่งรวมม้าเลว แถมมีแต่สตาลเลี่ยน”

คือมีแต่ม้าตัวผู้ที่ยังไม่ได้ตอน เฉพาะม้าตัวผู้ที่ยังไม่ได้ตอนอาจไม่น่ากลัวมาก แต่พอรวมกับคำว่าม้าเลวแล้ว… หิรัณย์หันมองหน้าสุมิตรา บอกทันที “ให้ผมเข้าไปกับพี่ซัน”

สุมิตราทำหน้าหน่าย ไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าเธอจัดการกับม้าสตาลเลี่ยนไม่ได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ เธอก็จัดการได้ แค่ครั้งนี้นอกจากไม่ชอบนิสัยม้าคอกนี้ก็ยังไม่ชอบนิสัยคนของคอกนี้ด้วยก็เท่านั้น อีกอย่างนี่เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ แค่เธอไม่ใช่สัตวแพทย์ของส่วนกลางก็ผิดพอแล้ว จะให้หิรัณย์ซึ่งเป็นนักกีฬาด้วยลงมาทำมันจะยิ่งผิดไปกันใหญ่ “เสียระบบน่า”

หิรัณย์เลยย้อน “เสียตั้งแต่หมอมาทำแล้ว”

สุมิตรากลอกตา ส่ายหน้าแทนการบอกว่ายังไม่เปลี่ยนใจ แต่พอม้าลงมาจากรถ ได้มองหน้าม้าแต่ละตัวที่ต้องเข้าไปตรวจแล้ว ก็หันไปทางหิรัณย์ “ทีหลังเรียนสัตวแพทย์นะ”

หิรัณย์หัวเราะหึ ก่อนนึกได้ วันไหนต้องคลุกคลีกับม้านานหน่อย เขาจะมีกระเป๋าคาดเอวบรรจุขนมม้าไว้เต็มพิกัด คิดว่าสุมิตราน่าจะตีสนิทกับม้าด้วยขนมได้ จึงถอดกระเป๋าคาดเอวยื่นส่งไปให้ ทว่าสุมิตราส่ายหน้า บอกกลับ “คุณก็ไม่ชอบให้คนอื่นเอาอะไรให้ม้าคุณกินก่อนแข่งหรอก”

นั่นทำให้หิรัณย์นึกได้ จึงเอากระเป๋าขนมมาคาดเอวไว้เหมือนเดิม ถอยออกมายืนกับฟุ้งฟ้าตอนสุมิตราเข้าไปทำงาน

สุมิตราพยายามปะเหลาะม้าด้วยการผิวปากเบาๆ ส่งเสียงเรียกอย่างอ่อนโยน ทว่าไม่ได้ผล ม้าซึ่งกำลังหงุดหงิดจากการเดินทางไกลยื่นหน้ามาอ้าปากงับไหล่สุมิตรา ซึ่งเอี้ยวตัวหลบได้ทันที แค่งับยังไม่พอแถมหมุนตัวมาทำท่าจะเตะ ดีที่แสงฉานระวังอยู่แล้วจึงดึงสุมิตราถอยห่างจนพ้นรัศมีการเตะ ทั้งคู่ยืนมองม้านิ่งขณะคนเลี้ยงม้าที่จับสายจูงอยู่หัวเราะร่วน เอ่ยถามเสียงเย้ย

“กลัวเหรอหมอ”

สุมิตรากับแสงฉานยิ้มอ่อนส่งให้คนถาม หันมองหน้ากันแล้วรู้ว่าในใจคิดเหมือนกันแน่… แน่จริงวางแส้สิ

ส่วนหิรัณย์พอเห็นแบบนั้น ก็เดินไปหาคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของ เอ่ยขอ “ผมช่วยจับม้าได้ไหม”

ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดมากหรือเคร่งเรื่องคนอื่นจับม้าเท่าเขา รีบพยักหน้า บอกทันทีด้วยน้ำเสียงอวดโอ่จนหิรัณย์รู้สึกได้ “เอาสิ แต่ต้องระวังนา ม้าคอกนี้มันหนุ่ม แรงมันเยอะ”

พอเห็นหิรัณย์นิ่งคงคิดว่ากลัว จึงหัวเราะแล้วส่งแส้ในมือให้

“เอ้า เผื่อใช้ ฟาดมันสักทีสองทีก็ได้ ไม่ว่ากัน พวกนี้มันอึด ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก”

หากหิรัณย์ส่ายหน้าปฏิเสธแส้ เดินผ่านคนจูงม้าเข้าไปจับม้าให้ที่ขลุม พอม้าขยับตัวเขาก็จุปากเสียงดุ กระตุกขลุมหนักๆ หนึ่งที จ้องหน้ากับม้านิ่ง ซึ่งสุมิตราที่รออยู่แล้วจึงอาศัยจังหวะนั้นกวาดเครื่องอ่านไมโครชิปไปบริเวณลำคอ พอเจอก็รีบเช็กเลขไมโครชิปกับแสงฉานที่ถือพาสปอร์ตอยู่

กลายเป็นว่าม้าหกตัวของคอกนี้หิรัณย์กับแสงฉานช่วยกันจับเรื่อยมากระทั่งถึงตัวสุดท้ายที่ดูจะมีปัญหาสุด ม้าสตาลเลี่ยนสีเชสต์นัต มีมาร์กกิ้งรูปข้าวหลามตัดกลางหน้าผากตัวนั้นสะบัดหัวต่อต้านคนจูงตลอดเวลา พอมาถึง หิรัณย์กำลังจะจับขลุมก็ยกขาหน้าใส่เลยทีเดียว แถมเหวี่ยงคนเลี้ยงล้มกลิ้งไปอีกทางขณะเจ้าของหัวเราะร่วน แสงฉานที่ตรวจเอกสารของม้าตัวก่อนหน้าอยู่รีบหันมองฟุ้งฟ้าพอเห็นว่าอยู่ห่างค่อยเบาใจ ส่วนสุมิตราอาศัยจังหวะขาหน้าของม้าเพิ่งลงแตะพื้นเข้าไปคว้าสายจูงเพราะไม่อยากให้ม้าวิ่งเตลิดเรื่องจะยิ่งแย่ ปากพูดเสียงเบา

“ใจเย็น ไอ้หนู”

แต่ไอ้หนูยักษ์ไม่ยักใจเย็นอย่างที่ขอ เริ่มสะบัดหัวยกตัวอีกครั้ง สุมิตรากระตุกสายจูงเบาๆ เป็นการควบคุมม้า ดูว่าแรงระดับนี้จะคุมได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ค่อยเพิ่มแรง กระตุกอยู่สามรอบแรงขึ้นเรื่อยๆ ม้าก็ยังพยายามรั้งหนี

“ขอ”

สุมิตราได้ยินคำนั้นดังขึ้นข้างหูก่อนสายจูงจะถูกรั้งจากมือเธอไปอยู่ในมือหิรัณย์ เขาจับสายจูงแล้วหันด้านข้างเข้าหาม้า สุมิตราถอยห่างออกมาเพื่อให้หิรัณย์มีพื้นที่ รู้ว่าเขากำลังเลียนแบบพฤติกรรมม้าที่มักข่มกันด้วยการใช้ไหล่ดัน หิรัณย์เอาไหล่ดันไหล่ม้า สลับกระตุกเชือกจูงหนักๆ สุมิตราหันไปเห็นคนจูงเงื้อแส้มาแต่ไกลก็รีบห้ามไม่ให้เข้าไป อยากให้ความรุนแรงเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำ อีกอย่างเธอคิดว่าหิรัณย์น่าจะเอาอยู่เพราะเขาเคยปะมือกับพ่อม้ามาหลากหลายสายพันธุ์โดยเฉพาะกับอาราเบียนซึ่งจัดเป็นม้าที่เปรียวมากแล้ว และจริง หลังต่อสู้กันอยู่พัก ในที่สุดม้าก็ค่อยๆ สงบลงจนยอมยืนนิ่ง แม้หน้าตายังไม่ค่อยอยากยอมนักแต่ก็ยอม

สุมิตราเดินเข้าไปใกล้ หยุดเมื่อเห็นว่าม้ามองเธอแบบไม่เป็นมิตรนักพร้อมกับขยับตัว แต่หิรัณย์กระตุกสายจูงบวกส่งเสียงจุปากปรามจนม้านิ่งจึงรีบเข้าไปเอาเครื่องสแกนลูบคอม้าพรืดเดียวตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย แล้วดันสแกนไม่เจอ! สุมิตราทำอีกครั้งโดยขยับเครื่องสแกนช้าลงหน่อย พอแถบนี้ไม่เจอก็เอื้อมไปถูคออีกฝั่ง แทบจะถอนใจออกมาดังเฮือกตอนได้ยินเสียงติ๊ดแปลว่าเจอไมโครชิปแล้ว รีบถอยห่างออกมาเพื่อไปตรวจข้อมูลกับแสงฉานที่รีบก้าวเข้ามาใกล้เช่นกันเพื่อให้งานจบโดยเร็ว

หิรัณย์เองยังยืนจ้องหน้ากับม้าอยู่อีกพัก พอม้ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ดูหน้าตาไม่น่าจะเข้ามาฉันมิตร ก็ใช้นิ้วชี้เคาะจมูกม้าเสียงดังปุ พูดเสียงดุ

“ดื้อ”

สุมิตรากะพริบตาปริบ สบตากับแสงฉาน รู้ดีว่าม้าคอกนี้แตะไม่ได้ เป็นความภูมิใจแบบผิดๆ ของคอกที่ม้าตนเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วไป เป็นความภูมิใจที่ตนเลี้ยงแต่ม้าสตาลเลี่ยน คิดว่าการที่ม้าดีดม้าเตะทำตัวเกรี้ยวกราดเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเปล่าเลย ม้าสตาลเลี่ยนนั้นก็เปรียบเหมือนวัยรุ่นชายที่ยังใจร้อนอารมณ์รุนแรง แต่ถ้าเลี้ยงดูให้การอบรมดี ความรุนแรงก็จะน้อยลงแต่พลังจะยังเหลือเฟือ นี่ถ้าเธอพาไปเจอลูมอสกับคาเวียร์ของหิรัณย์ คอกนี้ก็จะหาว่าเอาม้าตอนแล้วมาหลอก พอมีคนว่าม้าคอกตัวเองนิสัยแย่ก็หาว่าคนว่าไม่เข้าใจวิถีสตาลเลี่ยน แต่กลายเป็นว่าเจ้าของม้าที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้โกรธในคราวนี้ กลับหัวเราะร่วน พูดกับหิรัณย์

“มันยังหนุ่มก็งี้แหละ… นี่ลูกเฮียเฮงที่ชื่อหินใช่ไหม เห็นจากเฟซบุ๊กเฮีย จำได้ เก่งหมือนกันนะเนี่ย ปราบไอ้ฟาสต์สี่ของอาได้”

อ้อ เพราะรู้สินะว่าหิรัณย์เป็นใคร เลยไม่โวยวายที่ม้าตัวเองโดนว่า

“เห็นว่าไปแข่งชนะที่เมืองนอกเมืองนามาใช่ไหม”

หิรัณย์ยังไม่ได้ตอบ อีกฝ่ายก็พูดกลั้วหัวเราะ

“แต่เห็นเฮียเฮงถ่ายรูปคู่ม้าลง เป็นตัวเมียนี่ แก่แล้วด้วยใช่ไหม”

หิรัณย์หรี่ตาลง รู้ว่าคู่สนทนาพูดถึงจาเมก้าเพราะเป็นตัวเดียวที่พ่อเขาถ่ายรูปคู่ลงเฟซบุ๊ก ความไม่ชอบใจพุ่งสูงทีเดียวที่อีกฝ่ายพูดถึงจาเมก้าในทางที่ไม่ดีสักเท่าไร

“เราเป็นผู้ชายแข็งแรงก็ต้องขี่ม้าหนุ่มๆ แข็งแรงๆ สิ จะไปขี่แม่ม้าแก่ๆ ทำไม แข่งคราวนี้ถ้าแพ้อาก็อย่าร้องไห้ล่ะ ไอ้หนุ่มพวกนี้กำลังไฟแรงเลยโดยเฉพาะให้ฟาสต์สี่เนี่ย อ้อ แต่ไม่ต้องกลัวเรื่องมันจะขึ้นม้าหินนะ พวกนี้สนใจแต่ม้าสาวๆ ม้าแก่ๆ ไม่ค่อยมีแรงแล้วมันไม่ค่อยอยากขึ้นหรอก”

หิรัณย์ถึงกับอึ้ง มองหน้าคนพูดนิ่งอยู่ครู่ก็ยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้นหวังว่าคนมองจะเห็นว่านั่นคือรอยยิ้ม มองหน้าฟาสต์สี่เพื่อจดจำใบหน้าอีกครั้ง แล้วถอยห่างออกมาเพื่อให้ขบวนของคอกนี้เข้าสถานที่จัดการแข่งขัน หันไปมองหน้าสุมิตราซึ่งก็หัวเราะ พูดกับหิรัณย์ด้วยประโยคเดิมที่เคยพูดอีกครั้ง

“เวลคัมทูมายเวิลด์”

“ไม่ต้อง” หิรัณย์ตอบกลับทันที แล้วต่อด้วย “แฟร์เวลล์เลยเถอะ”

นั่นทำเอาสุมิตรา แสงฉาน และฟุ้งฟ้าพากันหัวเราะร่วน อะไรจะเข้ามาแล้วอยากออกด้วยความรวดเร็วปานฉะนี้!

 

เฮงทำตามสัญญา คือทำสเต๊กให้ฟุ้งฟ้าและทุกคนสำหรับมื้อเย็นของวันแรกที่ได้มารวมตัวกัน ระหว่างทุกคนกำลังเอร็ดอร่อย สุมิตราก็ได้ข่าวสำหรับอัปเดตให้ทุกคน

“รุตอยู่กับแม็กซ์แล้ว น่าจะถึงพรุ่งนี้ช่วงสิบเอ็ดโมง ส่วนม่อนรอรับจอร์จตีห้าวันมะรืน แล้วจะตรงมานี่เลย”

หิรัณย์รู้เวลาแล้วจึงบอก “จอร์จน่าจะทันมาดูเกือกก่อนทร็อตอัปนะ”

สุมิตราพยักหน้า “ถ้ามาถึงสิบเอ็ดโมงจริงก็ทันแหละ ทร็อตอัปสี่โมงเย็น แล้วเดี๋ยวให้รุตแวะรับคำนับมา คุณบอกคำนับแล้วใช่ไหม”

หิรัณย์ตอบรับ คนงานที่เลี้ยงม้าอยู่ที่นี่ทร็อตม้าไม่ได้ทุกคน จึงจำเป็นต้องเรียกคำนับมาช่วย ก่อนหันไปสนใจแสงฉานที่บอกกลั้วหัวเราะ

“รู้ไหมว่ามาครั้งนี้ฟุ้งกะมาเอาที่หนึ่งเลยนะ”

หิรัณย์ยิ้ม เอ่ยถาม “กะเอาเดี่ยวหรือทีมครับ จะได้วางแผน”

ฟุ้งฟ้าตอบฉะฉาน “เอาทั้งเดี่ยวทั้งทีมเลยค่ะ”

ความมุ่งมั่นนั้นเรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคน เฮงถึงกับพูด “นี่ถ้าได้ที่หนึ่งทั้งเดี่ยวทั้งทีมจริง ลุงจะทำซอสเห็ดให้ฟุ้งหนึ่งลิตร เอาแช่ฟรีซกินได้เป็นเดือน รสไม่เปลี่ยน เชื่อหัวลุง”

ฟุ้งฟ้าทำตาโต หันมาเขย่าแขนแสงฉาน “ต้องบอกพี่ช้างพี่วินว่าแพ้ไม่ได้นะพี่ซัน!”

แสงฉานยิ้มอ่อน จิ้มหน้าผากฟุ้งฟ้าเบาๆ “บอกตัวเองเถอะจ้ะ พี่ว่าแค่สี่สิบโล ช้างกับวินสบายๆ”

ฟุ้งฟ้าเลยทำได้แค่ทำหน้าตามุ่งมั่น ก่อนบอก “ขอไปสควอตแป๊บ”

แสงฉานล็อกคอภรรยาไว้ทันทีเหมือนกลัวว่าเจ้าหล่อนจะไปทำจริงๆ พร้อมร้อง “เดี๋ยวววว” ดังลั่น ทำให้เสียงหัวเราะอวลไปทั่วบริเวณ

หลังอาหารมื้อเย็นจบลง เฮงขอตัวเข้าไปพักผ่อนด้วยเหน็ดเหนื่อยด้านการประสานงานเรื่องห้องน้ำเคลื่อนที่ น้ำแข็งที่แต่ละทีมต้องใช้ และเรื่องน้ำที่จะใช้สำหรับวอเตอร์พอยต์ ปล่อยให้หนุ่มสาวพูดคุยกันเกี่ยวกับการแข่งขัน ซึ่งก็เป็นการแบ่งม้าแบ่งคนแบ่งทีมเซอร์วิส

ในระยะแปดสิบกิโลเมตร ม้าที่ใช้ลงแข่งมีสี่ตัวคือจาเมก้า หิรัณย์ขี่ แวนเดอร์บิลต์ สุมิตราขี่ โอนิกซ์ แสงฉานขี่ อิซเบลลา แม็กซ์ขี่

ในระยะสี่สิบกิโลเมตร ม้าที่ใช้ลงแข่งมีห้าตัว ฟาโรต์ แม็กซ์ขี่ นัวร์ หิรัณย์ขี่ ฮันนี่ ชนัญญูขี่ คมเข้ม ฟุ้งฟ้าขี่ ฮันนี่โทสต์ วินิทราขี่

ส่วนการแบ่งทีมเซอร์วิสนั้นไม่ยาก เนื่องจากการแข่งทั้งสองระยะแข่งคนละวันกัน ในวันที่แข่งระยะแปดสิบกิโลเมตรจะมีการแข่งระยะยี่สิบกิโลเมตรด้วย ซึ่งทีมของหิรัณย์ไม่มีลงแข่งในระยะนี้จึงไม่มีปัญหา ทีมเซอร์วิสจะแบ่งเป็นสามคัน คนของซันแอนด์สกายที่แสงฉานอธิบายรูปแบบการแข่งขันและฝึกการเซอร์วิสมาอย่างดีหนึ่งคัน คนของหิรัณย์หนึ่งคัน และอีกคันคือวิศรุต กมนนุช และจอร์จ โดยในวันแรกที่มีการแข่งขันแปดสิบกิโลเมตร ฟุ้งฟ้า วินิทรา ชนัญญูที่ยังไม่ได้แข่งก็จะเป็นทีมเซอร์วิสด้วย สลับกัน ในวันแข่งขันสี่สิบกิโลเมตร แสงฉานกับสุมิตราก็จะมาเป็นทีมเซอร์วิส

ซึ่งสุมิตราก็ไม่วายพูด “ถ้าไม่สลายร่างไปก่อนน่ะนะ”

แสงฉานบอกทางแก้ให้ “ถ้าไม่ไหว แกก็สแตนด์บายจุดคูลดาวน์ คอยวัดฮาร์ตเรตกับตรวจม้าก่อนเข้าเช็กพอยต์ ระหว่างทางถ้ามีอะไรก็ให้รุตดู” บอกแล้วหันไปทางหิรัณย์ “แล้วหินว่ายังไง”

หิรัณย์ถามทันที “ทีมสตาลเลี่ยนเมื่อกลางวัน ลงกี่กิโลฯ ครับ”

แสงฉานเอาเอกสารขึ้นมาดู ครู่เดียวก็บอก “งานนี้ลงแค่แปดสิบกิโลฯ ไม่มีสี่สิบกับยี่สิบ”

“ใครขี่ม้าที่ชื่อฟาสต์สี่เหรอครับ”

สุมิตราตอบได้ทันที “ก็เจ้าของคอกนั่นแหละ ม้ารักแก… ทำไมเหรอ”

หิรัณย์บอกเสียงเรียบ “แผนของผมคือทำยังไงก็ได้ให้ชนะทีมนั้น”

แสงฉานนิ่งไป หันไปสบตากับสุมิตรา แล้วอดหัวเราะไม่ได้ เอ่ยถาม “ทำไม แค้นจากเมื่อกลางวันเหรอ”

หิรัณย์พยักหน้าหนึ่งที หน้าตาไม่เปลี่ยน ทว่ายิ่งทำให้แสงฉานกับสุมิตราหัวเราะหนักขึ้นไปอีก สุมิตราหันไปถามทั้งที่ยังไม่หยุดหัวเราะ ขำที่หิรัณย์ผู้เฉยชาและ ‘คีปคูล’ กับทุกสิ่งแค้นใจจนออกอาการขนาดนี้

“ต้องเอาให้ร้องไห้กลับบ้านเลยไหม”

หิรัณย์ตอบกลับทันทีสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง “ได้ก็ดี”

คอกม้าบ้า ม้านิสัยไม่ดี คนก็นิสัยไม่ดี หยามเขาไม่เท่าไรแต่หยามจาเมก้านี่ให้อภัยไม่ได้ จากที่หิรัณย์คิดว่าจะแข่งเล่นๆ ไปเรื่อยๆ จึงต้องเปลี่ยนความคิด… พ่อจะบี้ให้ร้องไห้กลับบ้านไปเลย!

 

“พี่หมอแซมมมม!”

เสียงแหลมเล็กเรียกชื่อเธอลั่นทำให้สุมิตราหันไปมอง พอเห็นว่าใครกำลังวิ่งมาหาก็ย่อตัวลงกางแขนออกโอบรับเด็กน้อยเอาไว้ แต่เอ่ยทักทายไม่ทันอีกฝ่ายที่เจรจาเจื้อยแจ้ว

“คิดถึงพี่หมอแซมม้ากมาก พี่หมอรุตไม่ยอมขี่ม้าเป็นเพื่อนอูโน่เลย พี่หมอรุตเอาแต่บอกว่าขี่ไม่เป็น”

นั่นทำให้วิศรุตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ส่งเสียงทันที “นินทาพี่หมอรุตเหรออูโน่”

“อูโน่ไม่ได้นินทา อูโน่เล่าความจริง”

เสียงบอกซื่อๆ นั่นทำให้ผู้ใหญ่บริเวณนั้นหัวเราะร่วน บรรดาหมอม้าและกรรมการที่รวมตัวกันอยู่ในเต็นท์ดูสดชื่นขึ้นเล็กน้อยจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว สุมิตรารัดร่างเล็กของโอบนิธิแน่นๆ ก่อนลุกขึ้นยืนเมื่อแสงฉานเข้ามาหน้าตาพิศวง

“นี่อูโน่เหรอ ลูกพี่เอื้อพี่นิ้มอะนะ”

“ใช่สิจ๊ะ”

เสียงนั้นทำให้แสงฉานกับสุมิตราหันไปมอง ก่อนยกมือไหว้พ่อแม่ของเด็กน้อยที่เพิ่งเดินตามมาถึง ทั้งสองคนรับไหว้โดยฝ่ายหญิงเป็นคนทักก่อน “เป็นไงบ้างแซม ซัน… ไม่ได้เจอซันนานมากเลย ได้ข่าวว่าแต่งงานแล้วใช่ไหม”

แสงฉานเลยชี้ไปทางฟุ้งฟ้าที่ยืนอยู่อีกทาง รอจนฟุ้งฟ้าสวัสดีทั้งสองคนแล้วเดินมารวมกลุ่ม จึงบอก “ล่าสุดที่ผมเห็นอูโน่คือยังเตาะแตะอยู่เลย น่าจะสักสองขวบได้มั้งครับ”

“ตอนนี้เจ็ดจะแปดขวบแล้ว ม้าพี่จากเจ็ดตัวก็เป็นสิบห้าแล้วนะ”

แสงฉานหัวเราะ “เทียบกับพื้นที่ห้าสิบไร่ของบ้านพี่นิ้ม ยังเลี้ยงได้อีกสิบตัวสบายๆ ครับ”

“โอย ไม่ไหวหรอก เลี้ยงเท่าที่เราดูแลได้ดีกว่า จะได้ไม่เหนื่อยหมอแซม”

นั่นทำให้สุมิตราหันไปกอดนิธินันท์ “พี่นิ้มของแซมน่าร้ากกกก”

นิธินันท์หัวเราะ ก้มมองลูกตนที่เกาะขาสุมิตราอยู่แล้วบอกให้สุมิตรารู้ “อูโน่ดีใจมากเลยนะที่เห็นพี่หมอแซม วิ่งหน้าเริ่ดมาหาอย่างเร็วเลย นี่กลับจากอเมริกาแล้วใช่ไหม หรือว่าต้องกลับไปอีก”

“กลับแล้วค่ะ เดี๋ยวอีกสักสองสามเดือนน่าจะเข้าไปดูม้าได้ตามปกติค่ะ… นี่มาแข่งระยะเท่าไรบ้างคะ”

“พี่เอื้อกับเพื่อนลงแปดสิบ พี่ลงสี่สิบ แมตช์นี้อูโน่ลงยี่สิบด้วยนะ”

สุมิตราตาโต หันมองโอบนิธิที่พยักหน้าด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น นั่งลงรั้งร่างเด็กชายวัยเจ็ดขวบเข้ามาใกล้ เอ่ยถาม “จริงอะ อูโน่ลงแข่งด้วยเหรอครับ”

“จริงครับพี่หมอแซม อูโน่จะลงแข่งกับบับเบิลกัม”

“ว้าววว ต้องสนุกแน่เลยยย ถ้างั้นอูโน่ไปบอกพี่ๆ กรรมการทางโน้นเลยครับ ว่าอูโน่ชื่ออะไร ลงแข่งกับม้าชื่ออะไร แข่งระยะกี่กิโลฯ”

สุมิตรายืนรอจนครอบครัวของโอบนิธิลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย จึงพยักหน้ากับแสงฉานเป็นอันรู้กันว่าจะเดินไปกับครอบครัวนี้ เกาะกลุ่มเดินออกมาจากเต็นท์รายงานตัวได้สักพัก ก็เจอเข้ากับหิรัณย์ที่เดินมาพอดี สุมิตราจึงโบกมือเรียกแล้วเอ่ยชวน “ไปดูม้ากัน”

หิรัณย์จึงเดินตามไปด้วย ยกมือไหว้สองสามีภรรยาเมื่อสุมิตราแนะนำให้รู้จัก กระทั่งถึงคอกชั่วคราว เห็นอาราเบียนอยู่สามตัว เทอโรเบรดหนึ่งตัว และม้าไทยหนึ่งตัว

สุมิตราดิ่งตรงเข้าไปหาม้าไทย กอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างคิดถึง “สบายดีน้าบับเบิ้ลกัมมมม”

ว่าแล้วก็ช่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้ ดึงหนัง ดูเหงือก ดูกีบ พบว่าเป็นอย่างที่คาดคือทุกอย่างไม่มีปัญหา ตามด้วยการจูบจมูกเสียหลายฟอด

แสงฉานอดพูดไม่ได้ “ถ้าม้าไม่นิ่งมาก ก็เก็บอาการรำคาญเก่งมาก”

สุมิตราหันไปค้อนใส่แสงฉาน ก่อนช่วยกันตรวจม้าตัวที่เหลือให้จนนิธินันท์อดพูดไม่ได้

“ส่งบิลมาให้พี่ด้วยนะน้องแซม ซัน”

นั่นทำเอาสุมิตราหัวเราะร่วน รีบบอก “ยังไม่ได้รักษาอะไรเลยค่ะ ไม่มีอะไรให้คิดเงิน ม้าพี่เอื้อพี่นิ้มเป๊ะเว่อร์ทุกตัว แซมปริ่มมาก แล้วนี่ใครทร็อตม้าคะ พี่เอื้อทุกตัวเลยหรือเปล่า”

โอบเอื้อส่ายหน้า ก่อนบอก “พี่ทร็อตอาราเบียน เทอโรเบรดให้นิ้มทร็อต นี่ยังสองจิตสองใจว่าจะให้อูโน่ทร็อตบับเบิลกัมดีไหม”

สุมิตราหันมองอูโน่ที่ตอนนี้ป่ายปีนตัวบับเบิลกัมเล่นอยู่ หันมองหน้ากับแสงฉานเหมือนจะปรึกษา ทว่าไม่ทันหิรัณย์ที่ชิงบอก

“อย่าดีกว่าครับ น้องกับม้าตัวนี้คงไม่มีปัญหา แต่ม้าตัวอื่นเราไม่รู้ว่าเป็นยังไง”

ใช่ นั่นคือสิ่งที่สุมิตรากังวลอยู่ “จริงค่ะพี่นิ้ม พี่นิ้มลองดูนะคะ แซมไม่แน่ใจว่าระยะยี่สิบมีลงกี่คน ถ้าเขาให้ทร็อตม้าทีละตัว แซมว่าอูโน่ทร็อตได้แหละ แต่ถ้าต้องทร็อตพร้อมม้าตัวอื่น อย่าเลยค่ะ กลัวจะมีม้าบินมาดีดเอาแล้วอูโน่จะเจ็บ”

ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไร โอบนิธิก็พูดขึ้น “ไม่เจ็บหรอกครับ อูโน่มีของขลัง”

ของขลัง? ผู้ใหญ่ทุกคนพากันสงสัย ก่อนคนเป็นแม่จะถามได้ก่อน “ของขลังอะไรน่ะอูโน่ รู้จักคำนี้ได้ยังไง ใครสอน”

อูโน่ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบม้าไม้ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งขึ้นมาชูให้ทุกคนเห็น “นี่ไงครับ ของขลัง พี่สาวคนนั้นให้อูโน่ บอกว่านี่เป็นของขลัง ถ้าอูโน่พกติดตัวไว้ อูโน่จะปลอดภัยไม่โดนม้าเตะ และอูโน่จะได้ที่หนึ่งด้วยครับ”

“ตายแล้ว น่ารักจังเลย จำได้ไหมว่าใครให้ แม่จะได้ไปขอบคุณ”

โอบนิธิทำหน้านึกๆ แล้วก็ส่ายหน้า “อูโน่ก็เห็นไม่ชัดครับ มันมืด เมื่อคืนตอนเรามาถึง แล้วอูโน่พาบับเบิลกัมไปเดินเล่นกินหญ้าทางโน้น เจอม้าน่ารักๆ เต็มไปหมดเลย อูโน่หยิบมาเล่น พี่สาวใจดีเลยบอกว่าให้อูโน่ครับ”

ทุกคนหันไปมองทางโน้น ก่อนนิธินันท์จะหันมาคุยกับโอบเอื้อ “ไม่รู้ว่าตรงนั้นคอกไหนอยู่นะพี่เอื้อ ไว้ว่างๆ เราเดินไปดูกันดีกว่า… แซมพอรู้ไหม”

รู้… แต่จะบอกอย่างไร ตอนนี้สุมิตรามองหน้ากับหิรัณย์ ทั้งๆ ที่อากาศร้อนอ้าวทว่าสุมิตรากลับขนลุกไม่หยุด ท้ายสุดก็หันไปบอกนิธินันท์ “ไม่แน่ใจค่ะ” ตอบแล้วก็เหมือนจะพาทุกคนออกนอกเรื่องไป “เอ้อ! พี่เอื้อกับพี่นิ้มจะไหว้เจ้าที่หรือเปล่าคะ”

แต่ไม่ได้นอกเรื่องหรอก เธอถามเข้าเรื่องเลยแหละ ด้วยรู้ว่าสองคนนี้ถือหลักปลอดภัยไว้ก่อน ไปไหนมาไหนแปลกที่ก็มักไหว้เจ้าที่เจ้าทางสวดมนต์ไหว้พระเสมอๆ

“เออ ใช่ พี่ว่าจะถามอยู่ว่าที่นี่มีศาลพระภูมิหรือเปล่า”

“ที่นี่ยังไม่มีศาลพระภูมิค่ะ”

“โอเคจ้ะ ถ้าไม่มีศาลเดี๋ยวพี่จุดธูปบอกแถวนี้แหละเนอะ ขอบคุณมากนะที่เตือน”

สุมิตราพยักหน้ารับ ยิ้มแห้ง มองหน้าหิรัณย์อีกที ได้แต่คิดในใจ ไหว้แถวนี้ได้ยิ่งดี อย่าไป ‘ทางโน้น’ ตามที่โอบนิธิชี้เด็ดขาด เพราะนั่นไม่ใช่ศาลเจ้าที่ แต่เป็นศาลเจ้าแม่ และมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่พี่สาวที่ให้ม้ากับโอบนิธิจะเป็นเจ้าแม่นั่นแหละ!

Don`t copy text!