เกมอาชา บทที่ 18 :  ความเชื่อใจ

เกมอาชา บทที่ 18 : ความเชื่อใจ

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

-18-

การแข่งขันระยะสี่สิบกิโลเมตรปล่อยตัวตอนหกโมงเช้า นักกีฬาและทีมเซอร์วิสจึงมาพร้อมกันในตอนตีห้า ขณะกำลังป้อนอิเล็กโตรไลต์ให้นัวร์ สุมิตราก็ได้ยินเสียงคำนับที่ช่วยจับนัวร์อยู่พูดขึ้น

“วันนี้ได้ออกละนะ ไม่ต้องโวยวายแล้ว”

สุมิตราหัวเราะ รู้ว่าเมื่อวานยามเห็นเพื่อนๆ ออกไปแข่งขันนัวร์ร้องลั่นโวยวายเหมือนทั้งงงทั้งโมโหที่ทำไมตัวเองไม่ได้ไปด้วย เป็นทุกรอบการปล่อยตัว จนคำนับต้องคอยเล่นด้วยเพื่อปลอบใจทั้งวัน

“พอตัวเองได้ออก เพื่อนไม่ได้ออก ก็จะเย้ยเพื่อนด้วย”

สุมิตรากับคำนับหันไปมองคนพูดซึ่งก็คือหิรัณย์ ทำหน้าเหวอให้ดูเหมือนไม่อยากเชื่อว่านัวร์จะเป็นไปได้ขนาดนั้น หิรัณย์เลยบอกเพียง “เดี๋ยวคอยดู”

ดังนั้นพอได้เวลาปล่อยตัว หิรัณย์ขึ้นขี่นัวร์เรียบร้อยแล้ว สุมิตราเลยเห็นชัดเจนเลยว่านัวร์หันมองเพื่อนๆ คนอื่นและส่งเสียงร้องสั้นๆ ฟังแล้วก็เหมือนเสียงหัวเราะเยาะอยู่ไม่หยอก สุมิตราหัวเราะเงยหน้ามองหิรัณย์ก็เห็นว่าเขายิ้มขำ เอื้อมมือไปตบคอนัวร์เบาๆ ส่งเสียงเหมือนจะปราม

“พอแล้ว”

นัวร์เลยร้องสั้นๆ อีกครั้งแล้วเงียบ ตอนเดินออกไปตรงจุดรายงานตัว ก็ยังอุตส่าห์หันไปมองเพื่อนแล้วร้องอีกที หิรัณย์เลยตบคอหนักๆ บอกอีกครั้ง “หยุดเลย”

นั่นเอง ม้าที่เก็บกดมาตั้งแต่เมื่อวานจึงเลิกเย้ยเพื่อนเสียที หิรัณย์พาทีมไปรายงานตัวแล้ววนม้ารอเวลาปล่อยตัว หันไปเห็นฟุ้งฟ้าเพียงแวบเดียวก็ออกปาก “ไม่ต้องเกร็งครับ”

ฟุ้งฟ้าพยายามสักพัก ก่อนส่ายหน้าดิก “ทำไม่ได้ค่ะ ฟุ้งตื่นเต้นมากเลย”

หิรัณย์ยิ้มให้ ตอนนี้ฟุ้งฟ้าแทบจะอยู่ในท่าเดียวกับสุมิตราเมื่อวานคือท่าสวย แต่ความแตกต่างคือฟุ้งฟ้าเกร็งจัดอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาไม่รู้จะพูดอะไรจึงหันไปหาตัวช่วยคือแสงฉานซึ่งยืนรวมอยู่กับสุมิตราและทีมเซอร์วิส กำลังกอดอกมองมาที่ฟุ้งฟ้าพอดี จึงยกมือเรียก พอแสงฉานเดินเลาะสนามเข้ามาถึงได้ ก็บอก “กลัวจะเป็นตะคริวครับ”

แสงฉานหัวเราะร่วน เห็นตั้งแต่ไกลแล้วแหละว่าฟุ้งฟ้าตัวเกร็งขนาดไหน เข้าไปเดินเคียงคมเข้ม จับน่องฟุ้งฟ้าเขย่าเบาๆ พร้อมชวนคุยเพื่อให้ผ่อนคลาย “ตื่นเต้นหรือกลัว”

“เอาจริงๆ นะ… ไม่รู้”

แสงฉานยิ่งหัวเราะหนักขึ้น ทำเป็นยกน่องขึ้นลง ช่วยจัดเท้าฟุ้งฟ้ากับโกลนให้อยู่ในตำแหน่ง ก่อนบอก “นึกถึงตอนออกไปขี่ม้าเล่นหลังบ้านเราก็ได้ ไม่ต่างกันหรอก”

“ทำไมจะไม่ต่าง… เมื่อวานตอนพี่แซมกับคุณหินสปรินต์เข้าเส้นชัยน่ะอย่างเร็วเลย ฟุ้งทำไม่ได้”

แสงฉานเลยได้โอกาสแซะภรรยา “แหม ทีดริฟต์รถข้าวของเทกระจาดหมดยังทำได้ แค่แคนเตอร์พี่เข้มทำไมจะทำไม่ได้”

ฟุ้งฟ้าส่ายหน้าดิก “ไม่เอา ทำไม่ได้”

แสงฉานหัวเราะ เลิกยั่วคนกำลังตื่นเต้น บอกความจริง “ฟุ้ง ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ไม่มีใครบังคับ ฟุ้งจะเดินเข้าเส้นชัยยังได้เลย”

“จริงเหรอ”

“เอ้า จริงสิ จำไม่ได้เหรอหัวใจของการแข่งขันเอ็นดูแรนซ์ แค่แข่งจบก็ชนะแล้ว (เชิงอรรถ – To complete is to win) แค่เข้าเส้นชัยในเวลา พี่เข้มไม่เจ็บไม่อี ไม่จำเป็นต้องเอาอันดับก็ได้”

“ก็ฟุ้งพูดไว้ว่าจะเอาที่หนึ่ง”

“ก็ลืมที่พูดซะ สนุกกับพี่เข้มไป สี่สิบกิโลฯ เอง โอเคไหม”

ฟุ้งฟ้าพยักหน้า สีหน้าดีขึ้น

“ทีนี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ” พอฟุ้งฟ้าทำตามแล้ว แสงฉานก็บอกต่อ “นั่งสบายๆ เอาที่ฟุ้งรู้สึกสบายที่สุด ไม่ต้องท่าสวยมากเหมือนตอนอยู่ในอารีน่าหรอก เอ็นดูแรนซ์ไม่มีคะแนนท่าสวย”

นั่นเอง ฟุ้งฟ้าจึงค่อยหายเกร็ง แสงฉานเห็นแล้วจึงตบขาฟุ้งฟ้าเบาๆ พลางบอก “พี่รอเซอร์วิสเต็มที่เลย”

กระทั่งฟุ้งฟ้าตอบรับแล้ว แสงฉานจึงผละไป ผ่านชนัญญูกับวินิทราที่เดินม้าคู่กันอยู่จึงส่งเสียง “ฝากด้วยนะ”

วินิทราทำมือเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่าโอเคมาให้ ก่อนผละจากชนัญญูไปเดินเคียงฟุ้งฟ้า ชนัญญูตามไปขนาบอีกข้าง พากันเดินตามหิรัณย์ ส่วนแม็กซ์ช่วยปิดท้ายให้… ในที่สุดก็ได้เวลาปล่อยตัว

ทว่าออกจากจุดให้น้ำที่สี่ได้ไม่นาน หิรัณย์ก็พบว่านัวร์เกิดความผิดปกติ เริ่มจากมีการลงน้ำหนักแปลกๆ หิรัณย์จึงผ่อนความเร็วลง เมื่อเดินก็กลายเป็นเดินกะเผลก หิรัณย์รีบลงจากหลังม้าเพราะถ้าม้าเจ็บจริงการมีน้ำหนักเขากดอยู่บนหลังอาจยิ่งทำให้ม้าแย่ รีบโบกมือบอกคนในทีมที่หยุดมองให้ล่วงหน้าไปก่อน ตะโกนบอกชนัญญูที่อยู่ใกล้ที่สุด “นัวร์เจ็บ ไปก่อนเลยครับ”

ชนัญญูตะโกนถามกลับ “พี่อยู่ด้วยดีไหม”

หิรัณย์โบกมือปฏิเสธ ทั้งหมดจึงออกนำห่างไป หิรัณย์ส่งข้อความและจุดที่ตนอยู่ให้สุมิตรา เรียบร้อยแล้วสำรวจตัวนัวร์เพื่อหาความผิดปกติ ไล่ยกขาทั้งสี่ข้างเพื่อดูกีบ ไม่เห็นความผิดปกติแต่ทำให้รู้ว่านัวร์มีปัญหาที่ขาหลังซ้ายเพราะม้าแทบไม่ยอมยกขาหลังด้านขวา หิรัณย์ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ จึงได้แต่ลูบตัวนัวร์แล้วลองจูงเดิน นัวร์เดินให้เขาไม่ถึงสิบก้าวก็หยุด พักหนึ่งก็ยอมเดินต่อด้วยจำนวนก้าวที่น้อยลงเรื่อยๆ กระทั่งไม่ยอมเดิน หิรัณย์มองตาแล้วรู้ว่านัวร์เจ็บมาก จึงไม่ให้เดินอีก เข้าไปกอดคอลูบให้หนักๆ แล้วบอก “โอเค รอหมอนะ”

ยืนเงียบๆ มองม้าตัวอื่นวิ่งผ่านไปอยู่พัก ก็ได้ยินเสียง “อ้าว คุณหิน เป็นอะไรคะ”

หิรัณย์หันไปทางคนถาม จำได้ว่าเป็นแม่ของเด็กน้อยอูโน่ จึงยิ้มนิดๆ ให้ ก่อนตอบ “ม้าน่าจะเจ็บครับ”

“อ้อ นี่รอหมออยู่ใช่ไหม”

“รอหมอแซมครับ”

“โอเค… งั้นเอาน้ำขวดนี้ไว้นะ เผื่อคุณหินไม่ก็ม้าหิว เดี๋ยวพี่ไปเอาเพิ่มวอเตอร์พอยต์หน้าได้”

หิรัณย์เอ่ยขอบคุณแล้วรับน้ำมา เปิดขวดแล้วลองจ่อไปที่ปากนัวร์ พอเห็นว่านัวร์น่าจะอยากกินจึงสอดให้ตรงมุมปาก ถือให้กระทั่งนัวร์กินจนหมดขวด หิรัณย์อดหัวเราะไม่ได้ “ไม่ต้องกินน้ำเผื่อเยอะ ไปได้แค่นี้แหละแมตช์นี้”

“อ้าว คุณหิน ทำไมหยุดล่ะ”

หิรัณย์คิดว่าข้อเสียของการตามสุมิตราไปตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่แข่งขันวันก่อน คือหลายคนพากันรู้จักเขา หิรัณย์เงยหน้ามองนักกีฬาที่อยู่บนหลังม้า ตอบไป “ม้าเจ็บครับ”

คู่สนทนากวาดตามองนัวร์แป๊บเดียวก็ส่ายหน้า “ฮื่อ ไม่เจ็บหรอก อีแบบนี้พี่ว่าขี้เกียจ ฟาดมันหนักๆ เลย เดี๋ยวก็วิ่งฉิว”

หิรัณย์แค่ยิ้ม ขณะอีกฝ่ายยังพูด

“ตามมาเร็วๆ นะ อยากสปรินต์แข่งกับคุณหินแบบเมื่อวาน พี่ดูอยู่ โคตรมันเลย สะใจสุดที่คุณหินกับหมอแซมชนะ”

แสดงว่าคอกสตาลเลี่ยนนั่นขยันสร้างศัตรูจริงๆ สินะ

“นี่ถ้าไอ้ฟาสต์สี่ชนะคุณหิน รับรองได้มีคนโม้ไปอีกสามปี”

หิรัณย์แค่ยิ้มเหมือนเดิม ไม่พูดคำใดกระทั่งอีกฝ่ายโบกมือลาแล้วพาม้าห่างไป หลังจากนั้นไม่นานสุมิตราก็ขับรถมากับจอร์จ หญิงสาวเทียบรถริมถนน รีบเดินลงมาหา

“นัวร์เป็นไงบ้าง”

“น่าจะเจ็บขาหลังซ้าย”

สุมิตราจึงตรวจบริเวณขาหลังและกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ทว่าไม่พบความผิดปกติใดๆ เลย ก่อนหันไปถามจอร์จ “คิดว่าเป็นที่เกือกได้ไหม”

“ไม่” จอร์จตอบกลับทันทีอย่างมั่นใจ ก่อนเดินไปยกขาหลังซ้ายดู แล้วส่ายหน้า “ไม่ใช่ ทุกอย่างปกติ”

สุมิตราพยักหน้ารับ ลูบคอนัวร์พลางถาม “เป็นอะไรเนี่ยฮึ” ก่อนลองพยายามให้นัวร์เดินเพื่อจะได้ดูการเคลื่อนไหว อาจทำให้หาสาเหตุอื่นเพิ่มเติมได้ ทว่านัวร์ไม่ยอมออกเดิน หิรัณย์จึงเสริมให้ “แรกๆ ยอมเดินให้อยู่ หลังๆ ไม่ยอมเลย น่าจะเจ็บมากจริงๆ”

สุมิตราลูบตัวนัวร์อย่างสงสาร ตัดสินใจได้ “ถ้างั้นให้เอารถมารับดีกว่า กลับไปที่คอกน่าจะตรวจได้ดีกว่านี้” แล้วหันไปทางหิรัณย์ เอ่ยถามอย่างเกรงใจ “ถอนตัวแล้วกันเนอะ”

หิรัณย์พยักหน้าทันที “ต่อให้หาสาเหตุเจอตอนนี้ก็ไม่ควรแข่งต่อแล้ว”

สุมิตรายิ้มได้ ตบไหล่หิรัณย์หนึ่งทีก่อนยกสายโทร.หาเฮงเพื่อให้ส่งรถขนม้ามารับ ยืนรออยู่กับหิรัณย์แล้วให้จอร์จขับรถกลับไปเป็นทีมเซอร์วิส เมื่อรถขนม้ามาถึง ต้องปลอบกันอยู่นานกว่านัวร์จะยอมเดินขึ้นรถ ซึ่งยิ่งสุมิตราเห็นการเคลื่อนไหวก็ยิ่งแน่ใจ… นัวร์เจ็บมากจริงๆ

หลังทำเรื่องถอนตัวออกจากการแข่งขัน (เชิงอรรถ – ศัพท์เทคนิคในการแข่งขันเรียกว่า Withdrawal) จนเสร็จเรียบร้อยพานัวร์กลับมาที่คอก สุมิตราพยายามหาสาเหตุของอาการเจ็บขาของนัวร์แต่ไม่พบ จึงเตรียมเครื่องเอกซเรย์ให้พร้อมใช้งาน ตอนนี้เป็นช่วงพักหลังจบเฟสแรก วิศรุต แสงฉาน กมนนุช จึงมาช่วยดูได้ด้วย แสงฉานเห็นเครื่องเอกซเรย์แล้วรู้ทันทีว่าสุมิตราเตรียมดูความผิดปกติของกระดูกแล้ว จึงหยิบเสื้อกันรังสีมาสวม หยิบอีกสองตัวส่งให้วิศรุตกับสุมิตรา เพื่อเริ่มลงมือเอกซเรย์ทันที ทีมหมอถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นสิบจุดเพื่อความมั่นใจ

แม้ในตอนใช้เครื่องเอกซเรย์ แสงฉานจะเลือกให้กมนนุชอยู่วงนอก ทว่าเมื่อได้ภาพแล้วกลับเรียกรุ่นน้องให้มาอยู่ตรงกลาง ให้เห็นภาพชัดที่สุด เห็นว่าใครชี้ตรงไหนและได้ยินการพูดคุยของรุ่นพี่สามคนชัดเจน

หลังดูภาพที่ปรากฏในจอแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับเครื่องเอกซเรย์ ถกกันอยู่พักก็ต่างเห็นตรงกันว่าไม่พบความผิดปกติของกระดูก โครงสร้างกีบ กระดูกเข่าก็ปกติดีทุกอย่าง สุมิตราให้ข้อมูลเสริม

“ฉันตรวจกล้ามเนื้อแล้ว ตึงนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะว่าเส้นเอ็นก็ไม่มีตรงไหนบวมหรือผิดปกติเลย”

สุมิตราเหลืออยู่แค่ความสงสัยเดียวในตอนนี้ นั่นก็คือความผิดปกติที่กีบ แต่จะใช้เครื่องมือหนีบกีบเพื่อตรวจก็ทำไม่ได้เพราะติดเกือกอยู่ หันไปเห็นหิรัณย์ที่ยืนหน้านิ่วอยู่ใกล้ๆ กับจอร์จ แม้เกรงใจแต่เพื่อความปลอดภัยของม้าก็ต้องถาม “จะให้หนีบกีบไหม ถ้าให้หนีบก็ต้องถอดเกือกออก”

ที่เกรงใจมีสองสาเหตุหลักด้วยกัน หนึ่ง เธอรู้ว่าค่าทำเกือกของจอร์จไม่ถูกเลย แพงกว่าเป็นห้าเท่าของช่างเกือกฝีมือดีของไทย ถ้าถอดตอนนี้เท่ากับหิรัณย์ต้องเสียเงินหมื่นไปฟรีๆ ในระยะเวลาแค่สองวัน สอง… จอร์จอาจคิดว่าเธอโยนความผิดให้เขา ซึ่งจริงๆ ต่อให้เป็นเพราะเกือกจริงเธอก็ไม่โทษว่าเป็นความผิดใคร เพราะแน่ใจว่าไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ความผิดพลาดล้วนเป็นอุบัติเหตุ และเอ็นดูแรนซ์เป็นการแข่งขันประเภททีม เมื่อผิดต้องผิดทั้งทีม

หิรัณย์นิ่งคิด ขณะจอร์จรีบบอกสุมิตรา หน้าเครียด

“แต่เราเห็นแล้วนี่ว่ามันไม่ได้เกิดจากกีบหรือเกือก” พูดแล้วหันไปทางหิรัณย์ “คุณก็เห็นใช่ไหม”

หิรัณย์ยังนิ่ง รู้สึกเหมือนครั้งนี้โชคชะตาต้องการให้เขาเลือกว่าจะไว้ใจใครมากกว่า ระหว่างช่างเกือกที่ทำงานด้วยกันมาเป็นสิบปี… กับสุมิตรา คนที่เขารู้ว่าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับม้า สุมิตราไม่เคยพลาด

วิศรุตเอ่ยเสนอ “หรือจะลองบล็อกเนิร์ฟดูไหม”

การให้ยาชาเฉพาะจุดจะทำให้รู้ชัดเจนขึ้นว่าบาดเจ็บตรงไหนกันแน่ ทว่าหิรัณย์ยังเงียบเพื่อครุ่นคิด ก่อนนึกได้… จอร์จนั่งเครื่องมาเป็นวันๆ มาถึงก็เดินทางมานี่แล้วทำงานเลย อาการเจ็ตแล็กไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดังนั้น ความผิดพลาดของเขาอาจเกิดขึ้นได้ คิดดังนั้นจึงตัดสินใจได้

“ถอดเกือก”

จอร์จส่งเสียงแสดงความไม่พอใจ ก่อนหันหลังเดินห่างไป ขณะเดียวกับที่วินิทราส่งเสียงเตือน

“ติดอานเรียบร้อยนะคะ อีกสิบนาทีต้องออก”

หิรัณย์จึงย้ำอีกครั้งอย่างรวดเร็วเพราะรู้ว่าแต่ละคนยังมีหน้าที่อื่นรออยู่ “ถอดเลยครับ”

แสงฉานขยับไปหยิบเครื่องมือมาใช้งานทันที หลังถอดเกือกครบสี่ข้างยังไม่ทันหนีบกีบตรวจ นัวร์ก็อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ยังลงน้ำหนักไม่ดีแต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่อยากลงน้ำหนักเลยเหมือนตอนก่อนหน้า คิดอยู่พักก็บอกสุมิตรา “แซม เช็กภาพเอกซเรย์อีกทีได้ไหม”

สุมิตราหยิบแท็บเล็ตมาเปิดดู แสงฉานมองปราดเดียวก็ชี้ไป “นี่ไง ตะปูเกิน เราเล็งกันแต่โครงสร้างเลยไม่ได้นับตะปูกันแต่แรก ช่างเกือกน่าจะเอาตะปูเก่าออกไม่หมด พอวิ่งไปเรื่อยๆ เลยกระแทกให้มันลึกไปเรื่อยๆ… ถึงว่า เจ็บหนักเลย”

วิศรุตที่เข้ามาดูด้วย รู้ดังนั้นก็เอ่ยถาม “เอาที่ค้างอยู่ออกเลยไหม”

จบประโยคนั้น ทั้งสี่คนก็มะรุมมะตุ้มนัวร์เพื่อเอาตะปูเก่าออก พอเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่งานที่ไม่ต้องใช้คนช่วยสุมิตราจึงรีบบอก “ซัน รุต ม่อน ไปเซอร์วิสได้เลย เดี๋ยวไม่ทัน”

ทั้งสามคนจึงผละไป สุมิตราลองจูงนัวร์ออกเดิน ปรากฏว่าเดินได้… และร้องโวยวายได้ตอนเห็นเพื่อนเดินทิ้งไปจุดปล่อยตัว สุมิตราขำได้แล้วพอเห็นนัวร์อาการดีขึ้น ตบบ่านัวร์เบาๆ ซ้ำเติม “สม เมื่อเช้าเย้ยคนอื่นดีนัก”

นัวร์ยังโวยวายต่อกระทั่งหิรัณย์มาตบคอ จุปากเบาๆ จึงหยุดร้อง หันไปถูหน้ากับไหล่หิรัณย์ ซึ่งลูบหน้านัวร์แล้วพูดเหมือนจะปลอบ “ก็ยูเจ็บ จะไปได้ไง”

พอนัวร์ยังถูหน้ามาไม่หยุด หิรัณย์ก็จุปากดุกว่าเดิมอีกนิด พอนัวร์นิ่งแล้วค่อยบอก “แมตช์หน้าค่อยว่ากัน”

สุมิตราหัวเราะขำ “ปีนี้ไม่ใช่ปีของนัวร์ กล้ามเนื้อฉีก พอหายจนลงแข่งได้ก็เจ็บอีก”

หิรัณย์หัวเราะหึ ก่อนนิ่งไปเมื่อจอร์จซึ่งหายไปสงบสติอารมณ์เดินกลับเข้ามา แค่เห็นก็รู้แล้วว่าจอร์จกำลังรู้สึกผิด จอร์จเดินเข้ามาหานัวร์ ตบไหล่ ก่อนถามหิรัณย์

“เป็นเพราะเกือกจริงๆ ใช่ไหม”

หิรัณย์หันมองสุมิตรา ตัดสินใจตอบตามตรง “ใช่ คุณลืมเอาตะปูเก่าออก”

จอร์จพยักหน้ายอมรับ พร้อมกับถูหน้าตัวเองแรงๆ ก่อนพูดเสียงอ่อย “ผมขอโทษจริงๆ เป็นความผิดผมเอง เดี๋ยวผมทำเกือกให้นัวร์ใหม่ ไม่มีค่าใช้จ่าย”

“ไม่เป็นไร ทุกอย่างโอเคแล้ว ผมเข้าใจว่าคุณเจ็ตแล็ก”

จอร์จพยักหน้า ก่อนหันไปทางสุมิตรา “ขอโทษด้วยที่หัวเสียใส่คุณ ผมควรรู้ว่าเชื่อใจคุณได้ หมอแซม”

สุมิตรายิ้มให้ “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจทุกอย่าง” พอบอกแล้วก็เดินจูงนัวร์วนกลับไปเข้าคอก ปล่อยให้หิรัณย์คุยกับจอร์จสองคน ไม่นานจอร์จก็เดินแยกไปและหิรัณย์เดินกลับมาหาเธอ แล้วให้ข้อมูล “ผมให้จอร์จกลับไปพักเลย”

“ดีแล้ว ดูตาโรยมาก”

“ต้องบินกลับพรุ่งนี้ห้าทุ่มด้วย”

“ไหวเหรอ”

“น่าห่วงอยู่ เห็นว่าเมื่อเช้าก็ยังมีอาการ เลยให้ไปนอน”

สุมิตราพยักหน้า มองหน้าเขาแล้วส่งยิ้มให้ ทว่ายิ้มนั้นกลับทำให้หิรัณย์คลางแคลงใจ

“ยิ้มอะไร”

“เอ้า ยิ้มก็ไม่ได้”

“ไม่ได้บอกว่ายิ้มไม่ได้ แค่ถามว่ายิ้มอะไร”

สุมิตราบิดปากใส่หิรัณย์ มองหน้าเขาอย่างจะกลั่นแกล้งอยู่อีกพัก ค่อยบอก “ขอบคุณนะที่เชื่อใจ”

สุมิตรารู้ว่าเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเธอกับจอร์จ รู้ว่าอาการเจ็ตแล็กของจอร์จทำให้เขาเลือกเชื่อเธอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เกิดจากเขาต้องเชื่อก่อนว่าเธอจะไม่พลาด ก่อนนิ่งไปเมื่อเขาตอบกลับ

“ไม่ได้เชื่อใจ”

สุมิตราหน้านิ่ว มองเขากระทั่ง…

“อย่างเดียว…”

อะไรของเขา

“ไว้ใจด้วย”

หลังเรียบเรียงอยู่พักสุมิตราก็ถึงบางอ้อ คือเขาจะพูดว่าไม่ได้เชื่อใจอย่างเดียว แต่ยังไว้ใจอีกด้วย… สุมิตราหัวเราะ “วรรคผิดชีวิตเปลี่ยนนะนาย เป็นสาวคนอื่นเขาวิ่งหนีตั้งแต่บอกว่าไม่ได้เชื่อใจแล้ว”

“ก็เรื่องของสาวคนอื่น”

เพราะเธอไม่ได้วิ่ง และอยู่รอฟังจนจบ สุมิตราส่ายหน้า เดินออกจากคอกของนัวร์ เอื้อมมือไปบีบคางหิรัณย์ ส่ายหน้าเขาไปมาแล้วปล่อย “ให้มันน้อยๆ หน่อย”

ก่อนเดินเลยไปตั้งใจจะไปนั่งยังที่พัก ชะงักไปนิดหน่อยตอนเห็นว่าเฮงนั่งยิ้มมองมาอยู่แล้ว เลยเดินเป๋ไปเปิดถังน้ำแข็งหยิบเครื่องดื่มติดมือมาแล้วไปนั่งลงตรงข้ามเฮง พูดเฉไฉ “ลูกลุงทำตัวน่าทำร้ายเอง อย่าโทษแซมนะ”

เฮงแค่ยิ้ม หันไปมองลูกตนที่สบตาแล้วก็ม้วนตัวเดินไปทางอื่นไม่ยอมเข้ามานั่งรวมกลุ่มด้วยแล้วได้แต่หัวเราะหึ หันไปตอบสุมิตรา “ทำร้ายร่างกาย ถ้าหินไม่ว่าลุงก็พอทน แต่อย่าทำร้ายจิตใจแล้วกัน ลุงไม่ทนนะ บอกไว้ก่อน”

สุมิตราเลิกคิ้ว ไม่พูดไม่ตอบ ยกน้ำซดอั้กๆ ไม่สนใจเฮงอีก แต่พอเห็นว่าเฮงยังมองมาด้วยรอยยิ้มล้อๆ ก็เลยขอย้อนกลับไป “แล้วคุณบุษไปไหนล่ะ”

เฮงชะงัก หันมองลูกชายตัวเองทันที… ตอบเสียงอ่อย “เขาก็มีงานมีการของเขา”

หากนั่นทำให้สุมิตราแน่ใจ หันไปมองหิรัณย์เห็นว่ากำลังดูแลจาเมก้าอยู่ จึงโน้มหน้าไปใกล้ “มีซัมธิงอะไรใช่ไหม”

เฮงยังมองหิรัณย์อยู่ ขณะส่ายหน้า พูดกับสุมิตราเสียงเบา “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ… อย่าหาเรื่องให้หนูบุษโดนหินอาละวาดใส่ ไม่รู้ว่าแซมรู้ไหม หินมันหวงลุงอย่างกับพ่อหวงลูกสาว”

สุมิตราพยักหน้า “แซมรู้” ก่อนจับข้อมือเฮง บีบแน่น มองลึกเข้าไปในดวงตา “แต่แซมเชื่อว่าความรักชนะทุกสิ่งนะลุงเฮง”

เฮงส่ายหน้า มีรอยยิ้มละไม “ไม่ชนะลุงกับหินหรอก”

หรืออีกทีคือไม่ใช่ชนะความรักที่เฮงมีให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างหิรัณย์ ไม่ว่าเฮงจะรักใคร หากหิรัณย์ไม่ยอม ความรักนั้นก็ไม่มีทางเป็นไปได้…

“นอกจากแซมจะเปลี่ยนหิน”

สุมิตรามองหน้าเฮงที่ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม ดวงตาเบิกโพลง… แล้วเรื่องอะไรมาโยนงานหนักงานยากกว่าลากช้างสามตัวมัดรวมกันให้เธอ ถึงเขาจะเคยบอกว่าจะคิดเรื่องเฮงกับบุษบัณใหม่ก็ใช่ว่าจะการันตีได้ว่าเขาจะยอมเปลี่ยน ทว่าก่อนจะทันได้พูดอะไร เสียงโทรศัพท์เธอก็กรีดดังขึ้น สุมิตราเห็นเป็นชื่อรุ่นน้องสัตวแพทย์ที่รู้จักกัน มาร่วมงานนี้ในฐานะทรีตติ้งเว็ต จึงรีบกดรับ “ว่าไงจ๊ะ”

“พี่แซมออกเซอร์วิสอยู่หรือเปล่าคะตอนนี้”

“เปล่าจ้ะ พอดีม้าคอกพี่เจ็บ เลยอยู่ดู”

“เจ็บมากไหมคะ พี่แซมพอจะมาช่วยทางนี้ก่อนได้ไหมคะ พอดีทรีตติ้งเว็ตบางส่วนท้องเสียหนัก ตอนนี้เหลือหนูอยู่กับเพื่อนแค่สองคนค่ะ”

สุมิตราผุดลุกขึ้นยืนทันที “ได้ๆ ของพี่ไม่มีอะไรแล้ว เกิดอะไรขึ้น”

“ฟาสต์สี่น่ะค่ะ… หนูว่าน่าจะแร็บโดฯ” (เชิงอรรถ – Rhabdomyolysis หรือภาวะกล้ามเนื้อสลาย)

สุมิตราใจหายวับ อาการนั้นค่อนข้างน่าเป็นห่วง หลังจากม้าออกกำลังกายหนักอาจทำให้เกิดปัญหาด้านการควบคุมเกลือแร่ในร่างกายและขาดไกลโคเจน ร่างกายจึงสลายกล้ามเนื้อเพื่อมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้เกิดภาวะแร็บโดไมโอไลซิส หลังกล้ามเนื้อสลายจะได้โปรตีนที่เรียกว่าไมโอโกลบินซึ่งเป็นพิษต่อไต ทำให้ไตทำงานหนัก สิ่งที่ตามมาคือไตวายและอาจเสียชีวิตได้ถ้าสลายไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจ สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้น้ำเกลืออย่างเร่งด่วนเพื่อสลายสารพิษในร่างกาย “เริ่มให้น้ำเกลือหรือยัง”

“เริ่มแล้วค่ะ”

“โอเค อยู่คอกฟาสต์สี่ใช่ไหม เดี๋ยวพี่ไป”

พออีกฝ่ายตอบรับ สุมิตราก็วางสาย รีบบอกเฮง “มีม้าเจ็บค่ะ น้องโทร.มาตามให้ไปช่วย”

เฮงรีบพูด “ไปเลยๆ ถ้าจะใช้อะไรก็หยิบไปได้เลยนะ ไม่ต้องเสียเวลาขอลุง”

สุมิตราตอบรับแล้ววิ่งฉิวออกมา ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมา แต่ไม่ทันหันไปมองเจ้าของฝีเท้าก็ขึ้นมาอยู่ข้างๆ… หิรัณย์

“เกิดอะไรขึ้น”

“ฟาสต์สี่ เห็นว่าแร็บโดฯ แต่ขอให้ไม่ใช่”

หิรัณย์หน้าเครียดขึ้นอีกหลายเท่า การอยู่ในกีฬานี้ทำให้คุ้นเคยกับอาการแร็บโดไมโอไลซิสดี รู้ดีว่ามันอันตรายขนาดไหน พอไปถึงคอกฟาสต์สี่ ก็เห็นมีหมอม้าสองคนยืนหน้าเครียดอยู่แล้ว พอหันมาเห็นสุมิตราก็มีสีหน้าดีขึ้น รีบพาเข้าไปดูฟาสต์สี่ที่ยืนตัวสั่น สุมิตราถามอัตราการเต้นของหัวใจ พบว่าสูงแทบไม่ต่างจากเมื่อวานหลังแข่งเลย

รุ่นน้องชี้ให้ดูจุดหนึ่งบนฟางปูพื้น “นั่นค่ะพี่แซม”

สุมิตรามองไปแล้วรู้ทันที กองฟางที่มีคราบสีน้ำตาลเข้มเปื้อนนั่นเป็นคราบปัสสาวะของฟาสต์สี่แน่ สีเข้มขนาดนี้ค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีไมโอโกลบินในร่างกายสูง เข้าไปตรวจกล้ามเนื้อม้าเห็นว่ามีเหงื่อออกเป็นจุดๆ ซึ่งยิ่งทำให้แน่ใจว่ามีอาการกล้ามเนื้อสลายแน่ หันไปถามเจ้าของคอกที่ยืนหน้าเครียดอยู่ “หลังแข่งเสร็จได้ให้น้ำเกลือไหมคะ”

เจ้าของส่ายหน้า สุมิตราจึงตัดสินใจถามย้อนไปไกลกว่านั้น “ได้ให้ทรีตติ้งเว็ตตรวจหลังแข่งไหมคะ”

เพียงอีกฝ่ายส่ายหน้ามา สุมิตราก็ค่อนข้างรู้สึกห่อเหี่ยว หันไปถามรุ่นน้องสัตวแพทย์ “เริ่มให้น้ำเกลือเมื่อไร”

“เมื่อกี้แหละค่ะ พอเจาะให้น้ำเกลือได้หนูก็โทร.ตามพี่แซม”

ประโยคนั้นทำให้สุมิตราเกือบสิ้นหวัง หันมองฟาสต์สี่แล้วใจหาย กระนั้นก็บังคับตัวเองให้ฮึดสู้ขึ้นมาเพราะถ้าม้ายังยืนอยู่ก็ยังมีความหวัง

“มันเป็นไอ้แร็บโดฯ นั่นจริงเหรอหมอ มันไม่เป็นหรอก ฟาสต์สี่มันอึดจะตาย คราวก่อนๆ มันก็เป็นงี้แหละ เดี๋ยวมันก็หาย”

เธอเกลียดคำว่าอึด… ถ้าทำได้สุมิตราอยากตรวจเลือดหาสารบ่งชี้อาการกล้ามเนื้อสลายเพื่อเอาเอกสารมาปาใส่หน้าเจ้าของตอนนี้เลย ติดแค่มันทำไม่ได้เร็วขนาดนั้น แต่ถ้าเกิดข้อกังขาแบบนี้ สุมิตราคิดว่าส่งเลือดตรวจไว้ยันก็ดีเหมือนกัน “หมอขอเจาะเลือดแล้วส่งตรวจนะคะ”

เจ้าของคิดอยู่ครู่ก็พยักหน้า สุมิตราจึงหันไปสบตากับรุ่นน้องที่หยิบชุดเก็บตัวอย่างเลือดมาใช้งานทันที

“ถ้าตรวจออกมาไม่ใช่แร็บโดฯ หมอจะว่าไง รักษาฟรีไหม”

สุมิตราไม่ตอบเจ้าของ เพราะรู้ว่าเจ้าของไม่ได้ต้องการคำตอบ แค่อยากท้าทายเธอ ตัดสินใจเดินหน้ารักษาอาการที่ตนมั่นใจเต็มตัวเพราะพิจารณาจากภาวะแวดล้อมแล้วมันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้เลย พอเห็นว่าน้ำเกลือมีเจาะเพียงสายเดียวก็บอกทันที “เดี๋ยวเจาะน้ำเกลือสี่สายเลยค่ะ ข้างละสอง มีชุดให้น้ำเกลือมาพอไหมคะ”

คำตอบคือไม่พอ นั่นทำให้หมอม้าอีกคนซึ่งเป็นผู้ชายอาสาวิ่งไปเอาทันที สุมิตราหันไปถามรุ่นน้อง “เช็กกัตซาวด์หรือยังคะ”

เห็นหน้าน้องก็รู้ว่าคงยังไม่ได้นึกไปถึง เพราะอาการของฟาสต์สี่บ่งชี้ไปที่แร็บโดไมโอไลซิสชัดเจน จึงรีบเข้าไปตรวจ ใจยิ่งหายวับไปอีก หันไปบอกรุ่นน้อง “โคลิกด้วย”

จากนั้นหันไปถามเจ้าของ “หลังแข่งม้ากินหญ้ากินอาหารยังไงบ้างคะ”

“ก็ให้อาหารไว้นะ”

“ให้ยังไงคะ กินเยอะไหม”

พอเห็นอีกฝ่ายอึกอัก สุมิตราก็ลอบสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อยากถามนักว่าที่ว่าม้ารักนั้นรักแบบไหนกันแน่

“ก็ให้ไว้ถังหนึ่งแล้วก็ไปกินข้าวกัน เช้ามาก็หมดอยู่นะ”

เช้ามา… “ไม่ได้เฝ้าม้าเหรอคะ”

“โอ๊ย แข่งกันก็เหนื่อยจะแย่ ใครจะอยู่เฝ้า”

บ้าเอ๊ย! สุมิตราหันไปมองหาถังอาหาร เห็นคว่ำอยู่จึงเข้าไปหยิบขึ้นมาดู ก่อนปาทิ้งทันทีเมื่อเห็นอาหารข้นกองเรี่ยราด เห็นได้ชัดว่าไม่ได้กิน หันไปดูถังน้ำก็เห็นว่ายังอยู่เต็ม จึงเอ่ยถามเพื่อความหวังสุดท้าย “แล้วน้ำนี่ให้ตั้งแต่เมื่อไรคะ เมื่อเช้าหรือเปล่า”

“เมื่อคืน”

“มันเสียดด้วยค่ะ” สุมิตราบอกแล้วไม่สนใจเจ้าของคอกอีก หันไปลูบตัวฟาสต์สี่ อดช่วยประคองไม่ได้แม้รู้ว่าไม่มีผลนักเมื่อฟาสต์สี่ค่อยๆ ทรุดตัวลงแต่ดีว่ายังยืดคอมาข้างหน้า ยังสามารถให้น้ำเกลือสี่สายได้อยู่ เมื่อชุดน้ำเกลือมาเพิ่มแล้ว สุมิตรากับหมอรุ่นน้องจึงเข้าคนละข้างเพื่อเจาะเข็มน้ำเกลือ หิรัณย์จึงช่วยด้วยการยกลังน้ำเกลือที่เห็นไปไว้ใกล้ๆ แล้วหาอุปกรณ์มาแขวนน้ำเกลืออีกสามขวด เสร็จแล้วผละออกมายืนเตรียมพร้อมเผื่อหมอต้องการให้ช่วยอีก แล้วพอได้มองหน้าฟาสต์สี่หิรัณย์ก็ใจหวิว… จากม้าที่มีพละกำลังเหลือเฟือ มีเรี่ยวแรงมากมาย กลับกลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่ตัวเองเคยเป็นเพียงเพราะคนใช้งานไม่ระวังไม่ดูแล ไม่เข้าใจธรรมชาติของม้าทำให้ประเมินม้าสูงเกินไปจนประมาท เพียงแค่พาฟาสต์สี่ไปให้ทรีตติ้งเว็ตเช็กแต่แรก เรื่องจะไม่มาไกลขนาดนี้

ชายหนุ่มนั่งลง เอื้อมมือลูบหน้าผากฟาสต์สี่แผ่วเบา ได้แค่บอกให้สู้อยู่ในใจ…

สุมิตราหันไปคุยกับเจ้าของคอก “ส่งเข้าโรงพยาบาลดีกว่าค่ะ เดี๋ยวหมอโทร.ประสานกับหมอที่โรงพยาบาลให้รอรับ”

“มันหนักขนาดนั้นเลยเหรอหมอ”

เห็นอาการแตกตื่นของหมอขนาดนี้ ยังไม่รู้อีก… “ถึงตายได้ค่ะ เสียดก็แย่ แร็บโดฯ ก็แย่ แต่นี่ฟาสต์สี่เป็นสองอาการพร้อมกันเลยนะคะ”

ขนาดพูดอย่างนั้นเจ้าของก็ยังทำหน้าไม่เชื่อ ซึ่งสุมิตราก็ไม่สนใจ บอกเพียง “จะส่งโรงพยาบาลบอกนะคะ ขอคำตอบภายในสิบนาทีค่ะ” แล้วหันไปทางหิรัณย์ “คุณ ไปเอาถุงปั๊มน้ำเกลือของเราให้หน่อย”

หิรัณย์ไม่แม้แต่จะตอบรับคำขอของสุมิตรา หันหลังออกวิ่งกลับไปหยิบถุงปั๊มน้ำเกลือมาทันที รู้ว่าอุปกรณ์นี้จะช่วยทำให้น้ำเกลือเข้าสู่ร่างกายม้าเร็วขึ้น อาจเพิ่มโอกาสรอดให้มากขึ้น ชายหนุ่มหยิบอุปกรณ์มาสี่ชุดรีบเอากลับไปให้สุมิตรา หลังใช้งานเรียบร้อยแล้ว สุมิตราถือวิสาสะตรวจม้าที่เหลือด้วย หันไปถามเจ้าของคอกเสียงแข็ง

“ให้น้ำเกลือดีไหมคะ มันซึมมากเลย” หรือจริงๆ คือม้ามีอาการแห้งน้ำทุกตัว แต่พูดภาษาหมอไปก็กลัวคนฟังจะไม่เข้าใจ แต่กลายเป็นว่า “มันก็แบบนี้ทุกรอบแหละหมอ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น สตาลเลี่ยนมันอึดจะตาย ไม่เหมือนม้าสาวๆ ที่หมอดูแลหรอก”

“มันอึดตอนทำงานค่ะ ไม่ใช่อึดกับอาการผิดปกติ ม้าไม่ว่าเพศไหนก็คือม้า ถ้าป่วยก็ต้องรักษาเหมือนกัน พี่จะเอาแต่คิดว่ามันอึดแล้วไม่ดูแลมันเลยไม่ได้ การแข่งเอ็นดูแรนซ์ไม่ใช่การใช้งานตามปกตินะคะ มันคือการใช้งานที่หนักมาก แล้วหมอถามหน่อยค่ะ พี่จะพิสูจน์ความอึดมันไปเพื่ออะไรคะ ถ้ามันตายพี่คิดว่าคุ้มไหม” สุมิตราพูดยาวเหยียด แต่มองหน้าเจ้าของก็รู้ว่าคงคิดตามไม่ทัน เลยพูดตัวอย่างที่เข้าใจง่ายที่สุด “มนุษย์ผู้ชายยังเสียเหงื่อมากกว่าผู้หญิง กินเกลือแร่มากกว่าผู้หญิง ทำไมถึงคิดว่าสตาลเลี่ยนจะไม่เหมือนกันล่ะคะ”

และถ้านั่นยังเข้าใจง่ายไม่พอ… สุมิตราชี้ไปที่ฟาสต์สี่ “หรือจะรอให้เป็นแบบนี้ยกคอกก็ตามใจนะคะ”

นั่นคงทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น “งั้นก็ได้ ให้เลย”

นั่นทำให้สุมิตราหันไปพยักหน้ากับหมอรุ่นน้อง แล้วช่วยกันเจาะคอให้น้ำเกลือม้าทุกตัวโดยมีหิรัณย์ช่วยจับให้เพราะคนเลี้ยงไม่ขยับตัวกันเลย ทั้งหิรัณย์และสุมิตราไม่แปลกใจเลยที่คราวนี้ม้ากลับนิ่งมาก ไม่พยศเท่าวันมา น่าจะเพราะหมดแรงด้วยและคงรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าสิ่งที่หมอทำนั้นดีต่อตัวเอง

เรียบร้อยแล้วมาเฝ้าระวังฟาสต์สี่ ก่อนหมอรุ่นน้องจะบอกมาอย่างเกรงใจ

“ฝากพี่แซมได้ไหมคะ มีอีกคอกที่ม้าเสียดค่ะ พวกหนูจะไปดูต่อ”

สุมิตราพยักหน้าทันที รู้ว่าตอนนี้เหลือคนทำงานน้อย ต้องกระจายกำลังกันให้ดีที่สุด “สู้ๆ นะ เดี๋ยวสี่สิบโลจบ จะได้พี่รุตกับพี่ซันแล้วก็ม่อนมาช่วยเพิ่ม ไม่ต้องห่วง”

คนฟังถึงกับยกมือไหว้ ก่อนวิ่งหายไปอีกทาง พออยู่ด้วยกันสองคนแล้ว สุมิตราก็บ่นอุบอิบกับหิรัณย์

“เห็นม้าเราฟิตก็คิดว่าจะรอด ไม่ต้องเฝ้าม้าแล้วนะ… ต้องมาเฝ้าม้าคนอื่นอีก”

หิรัณย์ยิ้มนิดๆ ให้อย่างจะปลอบใจ ก่อนต้องตกใจเมื่อฟาสต์สี่ฟุบคอลง ตัวกระตุกแสดงอาการชักชัดเจนแล้วนิ่งไป

สุมิตรากระโจนพรวดเดียวถึงตัวฟาสต์สี่ รีบฟังอัตราการเต้นของหัวใจก่อนแม้แน่ใจว่าไม่มี แต่อย่างไรก็ต้องตรวจก่อน เพราะไม่อยากประมาท เธอเคยเห็นม้าป่วยที่นอนแบ็บ คิดว่าหมดแรงแล้ว แต่เกิดตกใจขึ้นมาก็ยังดิ้นได้รุนแรงเรียกว่าสุดแรงเกิดของม้าซึ่งมันอันตรายมาก ฟังอยู่ครู่เมื่อไม่พบจึงลงมือปั๊มหัวใจอย่างเร่งด่วนโดยใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหวังว่าจะยื้อชีวิตม้าไว้ได้ สุมิตราปั๊มหัวใจม้าจนตัวเองเริ่มหน้ามืด แต่ไม่ยอมหลีกทางให้หิรัณย์ที่พยายามรั้งเธอออก พลางพูด

“ผมทำต่อเอง” พอบอกดีๆ ครบสามรอบสุมิตรายังไม่สนใจ รู้เลยว่าตอนนี้สุมิตราไม่ยอมเสียเวลาฟังอะไรแล้ว อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพยายามบอกอะไร หิรัณย์จึงบอกเสียงเข้มขึ้นอีกนิดเพื่อเรียกสติให้ด้วย “ผมทำได้!”

นั่นทำให้สุมิตราชะงัก มองหน้าหิรัณย์เพียงเสี้ยววินาทีก็ตัดสินใจผละออกให้หิรัณย์เข้าไปทำแทน… ซึ่งสุมิตราก็ดีใจเหลือเกินที่เชื่อใจเขา ดูจากท่าทางและจังหวะแล้วเขาทำได้ เขาปั๊มหัวใจให้ม้าได้จริงๆ

ทว่าใครทำก็ไร้ความหมาย…

ครู่ใหญ่หิรัณย์ก็หยุด… เพราะรู้ว่าหมดเวลาที่จะดึงฟาสต์สี่กลับมาได้แล้ว นี่คือการจากไปตลอดกาล

หิรัณย์กับสุมิตรามองหน้ากัน นอกเหนือจากความเสียใจที่รักษาชีวิตม้าไว้ไม่ได้ สุมิตราก็ยังใจหาย เธอไม่ควรให้หิรัณย์ช่วยเลย จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หิรัณย์เห็นม้าตาย เขาเคยเห็นม้าตายมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งตายอย่างสงบด้วยการการุณยฆาต ตายอย่างทารุณในสนามแข่ง ทว่าเธอแน่ใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ม้าตายคามือเขา

สุมิตรารู้ว่ามันจะทำให้โลกของเขาเปลี่ยนไป เขาจะค้นพบว่ามีอีกอาณาเขตหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในโลกใบเดิม เป็นอาณาเขตแห่งความมืดมน… เธอรู้เพราะเคยก้าวเข้าไปอยู่ในอาณาเขตนั้นมาแล้ว ตอนนี้หิรัณย์ก้าวข้ามเขตนั้นตามมาและเธอจะไม่มีวันยินดีต้อนรับเขาเด็ดขาดเพราะในเขตแดนนี้ไม่มีความน่ายินดีอยู่เลย

ทว่าหิรัณย์ที่ลงจากตัวม้ามานั่งอยู่ข้างเธอ กลับบอกเสียงเบาราวกับรู้ว่าเธอห่วงอะไร

“ผมไม่เป็นไร”

สุมิตรามองหน้าเขาเพื่อหาคำยืนยัน และพบว่าจริง เขาเสียใจแต่จัดการความรู้สึกนั้นได้ พลันนึกออก ระยะเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอ หรือหากเจอก็ไม่ได้สนิทสนมใกล้ชิด ทำให้เธอไม่รู้ว่าเขาผ่านพบอะไรมาบ้าง สนามเอ็นดูแรนซ์ในตะวันออกกลางที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดเขาก็ผ่านมาแล้ว… เขาไม่ใช่น้องหินคนที่เธอเคยลูบหัวปลอบใจตอนเสียม้ารักอีกแล้ว

“ขอบคุณที่เชื่อใจ”

สุมิตราเพียงพยักหน้ารับคำบอกนั้นของเขา ไม่พูดคำใดออกไปเพราะยังพูดไม่ออก ได้แต่คิดในใจ ต้องขอบคุณเขาเช่นกันที่ไม่ทำให้ผิดหวัง… ขอบคุณ

Don`t copy text!