เกมอาชา บทที่ 19 : มีดราม่า

เกมอาชา บทที่ 19 : มีดราม่า

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

 

‘เป็นการตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิตที่ไปแข่งแมตช์นี้ ทำให้ผมต้องเสียม้าที่ผมรักที่สุดไปหนึ่งตัว เงินรางวัลห้าหมื่นบาทสำหรับคนชนะ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมกระเสือกกระสนไป ทุกคนคงรู้ว่าห้าหมื่นสำหรับผมคือแค่เศษเงิน แต่ผมแค่อยากไปร่วมสนุกกับพี่น้องทุกคน ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ฟาสต์สี่ได้จากผมไปแล้วครับ… จากไปพร้อมข้อกังขาที่อยู่ในใจผมมากมาย

ทั้งที่วันแรกที่ถึงสนามแข่ง หมอแซม (ซึ่งลงแข่งด้วย) ก็มาตรวจม้าให้ เห็นว่าฟาสต์สี่แข็งแรงดีไม่อย่างนั้นหมอคงไม่ให้แข่ง ผมไม่ติดใจที่ลูกชายเฮียเฮง (ซึ่งลงแข่งด้วย) เป็นคนช่วยจับม้า ผมไม่รู้ว่าทำไมฟาสต์สี่ถึงไม่กินน้ำเลยระหว่างแข่งขัน ไม่รู้ทำไมม้าที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่สามหลังที่หนึ่งที่สองไม่เกินนาทีถึงตื่นจนฮาร์ตเรตไม่ยอมลง ไม่รู้ทำไมม้าที่หลังแข่งยังคึกคักดีกลับยืนตัวสั่นในช่วงสาย… และตายในที่สุด

ถ้าหาสาเหตุไม่ได้ ก็คงต้องบอกว่าที่นั่นเจ้าที่แรงจริงๆ ครับ

ป.ล. ผมแนบคลิปการจับม้าของลูกลุงเฮงกับการรักษาของหมอแซมมาด้วย ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับ’

 

นั่นเป็นข้อความที่โพสต์หน้าเฟซบุ๊กของเจ้าของคอกสตาลเลี่ยน ประกอบคลิปวิดีโอตอนหิรัณย์สู้กับฟาสต์สี่ และคลิปตั้งแต่ตอนหมอม้าคนหนึ่งเจาะน้ำเกลือ สุมิตรากับหิรัณย์วิ่งหน้าตาตื่นมา กระทั่งฟาสต์สี่ตาย แต่เสียงทั้งหมดถูกดูดออก จงใจให้เห็นแต่ภาพ…

หลังการแข่งขันเสร็จสิ้น หลายคอกเดินทางกลับทันที ยกเว้นเพียงคอกซันแอนด์สกายและคอกของครอบครัวโอบนิธิเพราะต้องการพักม้าก่อน หากแข่งเสร็จแล้วออกเดินทางเลยอาจทำให้ม้าเครียดเพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายได้ ตอนนี้ลานหน้าที่พักของเฮงจึงมีสมาชิกของซันแอนด์สกาย และครอบครัวโอบนิธิมารวมตัวกินอาหารมื้อเย็นด้วยกัน แต่ต่างเงียบกันไปหมดหลังได้อ่านข้อความและดูคลิปนั้น

ที่สุดแสงฉานก็เอ่ยขึ้นก่อน “โคตรเจตนาไม่ดี” ว่าแล้วหันไปทางสุมิตรา “ไม่ต้องอ่านคอมเมนต์นะแซม”

สุมิตราบอกเสียงเรียบ “อ่านแล้ว”

ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความคิดเห็นที่ทำร้ายจิตใจ ทั้งการท้วงว่าสุมิตรากับหิรัณย์ไม่ควรเป็นคนตรวจม้า บางคนถามว่าหลังจากเธอตรวจแล้วเจ้าของคอกได้ตรวจฟาสต์สี่ซ้ำหรือไม่ว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า บ้างว่าหิรัณย์จงใจทำร้ายฟาสต์สี่ บ้างอวยว่าถ้าฟาสต์สี่ไม่โดนหิรัณย์ทำแบบนั้นคงได้ที่หนึ่งแน่นอน แม้มีบางคนเข้ามาบอกว่าวิธีที่หิรัณย์ทำเป็นวิธีที่เทรนเนอร์ระดับโลกใช้ ดีกับม้ามากกว่าการฟาดแส้ ทว่าคอมเมนต์ที่ไม่สามารถปลุกระดม ‘ดราม่า’ ได้ ก็ถูกมองข้ามไปไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจนัก ลามมากระทั่งถึงการรักษาของเธอ บางคนถามว่าทำไมเธอถึงไม่ฉีดยาแก้ปวด แก้อักเสบ หรือยาอื่นๆ ซึ่งยาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับอาการของฟาสต์สี่ ทำไมให้น้ำเกลือถึงสี่สาย ม้าช็อกเพราะให้น้ำเกลือเยอะเกินไปหรือเปล่า หนักสุดคือมีการบอกว่าการปั๊มหัวใจของเธอและหิรัณย์นั่นแหละที่ทำให้ฟาสต์สี่เสียชีวิต

หลายคนไม่รู้ความจริง และคงไม่รู้ว่าถ้อยคำนั้นทำร้าย เธอตั้งใจดี เจตนาดี เธอพยายามยื้อชีวิตม้าอย่างที่สุดแล้ว และรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของหมอ สุมิตราไม่ได้ต้องการคำชม แต่อยู่ๆ มาด่าการรักษาของเธอนั้นอยุติธรรม มันทำให้เธอคิดขึ้นมาแวบหนึ่งจริงๆ ว่าถ้าแบบนี้ไม่รักษาดีกว่า ไม่ต้องถูกด่า การตั้งคำถามด้วยความไม่รู้นั้นทำได้ แต่การตั้งคำถามพร้อมคำด่าแสดงออกชัดว่าไม่ได้ต้องการคำตอบหรือคำอธิบายมันทำให้รู้สึกแย่

ชนัญญูดึงโทรศัพท์ออกจากมือสุมิตราเอาไปวางอีกทางด้วยไม่อยากให้อ่านสิ่งใดเพิ่ม ฟุ้งฟ้าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ทางนั้นไม่พูดความผิดตัวเองสักนิด ฟุ้งเห็นพี่แซมเข้าไปเตือนเขาตั้งแต่แข่งยังไม่จบ แล้วยังกล้าพูดแบบนี้อีก”

จบประโยคของฟุ้งฟ้า ชนัญญูที่เหลือบไปเห็นว่าวินิทรากำลังจะทำอะไรก็ต้องฮะขึ้น “วิน ไม่เอาน่า”

วินิทรามองหน้าสามีตน รู้ว่าเขาไม่อยากให้ต่อความยาวสาวความยืด แล้วพอได้หยุดคิดวินิทราก็คิดว่าเคสนี้บางทีเงียบไว้อาจดีกว่า จึงยอมลบข้อความที่พิมพ์ไว้เตรียมตอบโต้โพสต์นั้น อุบอิบบอก “แค่อยากโพสต์ความจริงอีกฝั่ง”

“โพสต์ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ มีหลายคอมเมนต์ช่วยอธิบายแล้ว คนไม่ฟังก็ไม่ฟังอยู่ดี เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไปโพสต์จะยิ่งบานปลายเปล่าๆ”

สุมิตราได้ยินประโยคนั้นจึงช่วยเสริม “จริงค่ะน้องวิน อย่าโพสต์เลย เปลืองตัว”

โอบเอื้อซึ่งเพิ่งอ่านข้อความเจ้าปัญหานั้นจบพูดขึ้น “นี่เขาไม่พูดถึงที่อาเฮงช่วยค่าย้ายม้าไปห้าหมื่นเลยนะครับ”

เฮงหัวเราะหึ พลิกปลาเผาไปมา ไม่พูดคำใด โอบเอื้อพูดต่อด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ผมคืนเงินรางวัลให้อาได้ไหมครับ”

เฮงหัวเราะ รีบโบกมือปฏิเสธ โอบเอื้อได้ที่สามในระยะแปดสิบกิโลเมตร เงินรางวัลคือสามหมื่นบาท แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร โอบนิธิได้ยินพ่อตัวเองพูดแบบนั้นก็ยกมือขึ้น พูดบ้าง

“อูโน่ก็อยากคืนครับ อูโน่ไม่อยากได้เงิน อูโน่แค่อยากมาขี่ม้า”

โอบนิธิได้ที่หนึ่งในระยะยี่สิบกิโลเมตร เงินรางวัลสองหมื่นบาท ประโยคนั้นทำผู้ใหญ่ยิ้มได้ไม่เว้นแม้แต่สุมิตราที่กำลังเศร้าใจอยู่ เฮงดึงโอบนิธิเข้ามากอดแน่นๆ ก่อนบอก

“ปู่ให้อูโน่แล้ว ไม่เอาคืนหรอก อูโน่จะได้เอาไปซื้อของอร่อยๆ ให้บับเบิลกัมไง”

โอบนิธิหันไปมองพ่อกับแม่ตน เห็นพยักหน้าให้จึงหันไปตอบเฮง ยกมือไหว้ด้วย “ขอบคุณมากครับคุณปู่”

เฮงดึงแก้มโอบนิธิอย่างเอ็นดู ก่อนหันไปมองลูกชายตนที่นั่งหน้าตึงอยู่ เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “เป็นไงหิน”

หิรัณย์สบตาพ่อตน ตอบหน้านิ่ง “ตลกดี”

เท่านั้นเฮงก็แน่ใจว่าลูกตนรับมือได้ อาจไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน จึงออกปาก “ปลาสุกแล้ว กุ้งได้หรือยังช้าง”

“ได้แล้วครับ เอาถาดมาใส่เลย”

นั่นเป็นเหมือนสัญญาณบอกให้อาหารมื้อเย็นเริ่มอย่างเป็นทางการ ทุกคนลงมือกินและพยายามทำบรรยากาศให้เฮฮาเพื่อปลอบใจสุมิตราที่แทบไร้รอยยิ้มในตอนนี้ มายิ้มได้อย่างมีความสุขจริงๆ ก็ตอนเริ่มอิ่มหนำ แล้วอูโน่เดินมานั่งข้างๆ เอาหนังสือภาพของต่างประเทศที่มีการบรรยายเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ของสัตว์แต่ละชนิดมาให้ดู โดยเปิดไปที่หน้าม้า บอกเสียงแจ๋ว

“อูโน่จำของม้าได้หมดเลยนะพี่หมอแซม อูโน่ตั้งใจว่าจะเป็นหมอม้าแบบพี่หมอแซมด้วยแหละ”

สุมิตราโอบร่างเล็กของโอบนิธิไว้ “จริงเหรอครับอูโน่ อยากเป็นหมอม้าจริงๆ เหรอ”

“จริงครับ”

“งานหนักมากนะ”

“ก็ต้องหนักสิครับ ม้าตัวโต๊โตนี่นา หนักเป็นร้อยๆ กิโลฯ เลยนะครับ”

นั่นทำสุมิตราหัวเราะได้รวมไปถึงผู้ใหญ่ทุกคน แสงฉานถึงกับเอ่ยแซว

“เออออ แค่นี้หมอไม่รู้ได้ไง”

สุมิตราเหล่ใส่แสงฉาน ก่อนหันมาทางโอบนิธิ รั้งร่างเล็กมานั่งตัก หยิบปากกาที่เสียบกระเป๋าเสื้อไว้มาถือ “พี่หมอแซมเขียนเพิ่มลงไปได้ไหมครับ”

โอบนิธิตาโต รีบพยักหน้าทันที สุมิตราจึงเขียนชื่อของกระดูกแต่ละส่วนเพิ่มลงไปโดยสอนโอบนิธิไปด้วย จนครบชิ้นที่สำคัญๆ แล้วจึงบอก “เอาแค่นี้ก่อนนะ ครั้งหน้าเจอกันถ้าอูโน่ท่องได้ครบ พี่หมอแซมค่อยเขียนเพิ่มให้”

โอบนิธิพยักหน้า “ได้ครับ อูโน่จะท่องทุกวันเลย… พี่หมอแซมสอนอูโน่ปั๊มหัวใจให้ม้าด้วยได้ไหมครับ”

สุมิตราเบิกตาอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าโอบนิธิจะได้เห็นคลิปนั้นด้วย… ก่อนเสียดในอกจนน้ำตาคลอเมื่อเด็กน้อยพูดต่อ

“เมื่อกี้อูโน่เห็นที่พี่หมอแซมปั๊มหัวใจให้ม้า พี่หมอแซมเท่มากเลยครับ อูโน่อยากทำเป็น”

สุมิตราเม้มปากแน่น พยายามกล้ำกลืนน้ำตาลงไป กอดโอบนิธิแน่นขึ้นอีกเหมือนอยากได้เป็นแรงใจ บอกเสียงสั่น “แต่พี่หมอแซมก็ช่วยม้าไม่ได้ทุกตัวหรอกนะครับ”

“อูโน่รู้ครับ คุณพ่อก็บอกว่าถึงอูโน่เป็นหมอม้า อูโน่ก็ช่วยม้าไม่ได้ทุกตัว เหมือนที่คุณหมอช่วยคุณย่าของอูโน่ไม่ได้เพราะถึงเวลาที่คุณย่าต้องไป แต่ก่อนถึงเวลาของคุณย่า อย่างน้อยคุณหมอก็ได้ช่วยคุณย่านะครับ”

ใช่… อย่างน้อยหมอก็ได้ช่วย ได้ลงมือช่วย

แสงฉานพูดขึ้นอีก ทว่าคราวนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง สื่อชัดเจนว่าต้องการเตือนสติและให้กำลังใจสุมิตราไปในคราวเดียวกัน “ใช่ อย่างน้อยเราก็ได้ช่วย แค่นี้หมอไม่รู้ได้ไง”

สุมิตรามองหน้าแสงฉาน รู้สึกว่าห้ามน้ำตายากขึ้นอีกเมื่อเพื่อนเอื้อมมือมาขยี้ผมแรงๆ พอแสงฉานปล่อย ชนัญญูก็ช่วยจัดผมที่เสียทรงให้… นั่นคือคำปลอบใจของเพื่อน สุมิตราซบหน้าลงด้านหลังของโอบนิธิเพื่อซับน้ำตา ครู่เดียวก็ห้ามตัวเองได้ จึงยืดตัวตรง ส่งยิ้มให้โอบนิธิ “เดี๋ยวไว้คราวหน้าพี่หมอแซมจะสอนนะครับ”

โอบนิธิยิ้มกว้างตอบรับ ก่อนนาฬิกาที่ข้อมือจะส่งเสียงดังขึ้น จึงหันไปหาพ่อตน “คุณพ่อครับ ได้เวลาพาบับเบิลกัมไปเดินเล่นกินหญ้าแล้ว อูโน่ไปหาบับเบิลกัมก่อนนะ”

โอบเอื้อจึงเตรียมลุกเพื่อไปกับลูก ทว่าเฮงอยากให้เด็กๆ ใช้เวลาด้วยกันมากกว่า ประกอบกับอยากดูแลโอบนิธิด้วยเป็นการซ้อมเลี้ยงหลาน จึงกดบ่าโอบเอื้อให้นั่งลง แล้วหันไปพูดกับโอบนิธิ

“เดี๋ยวปู่พาอูโน่ไปดีกว่า ปู่รู้ว่าหญ้าตรงไหนอร่อยสุด”

โอบนิธิจึงวิ่งไปจับมือเฮงแล้วพากันเดินห่างไป ลับร่างเฮงกับลูกชายไม่นานนิธินันท์ก็เกริ่นขึ้น

“พูดถึงเรื่องเจ้าที่… พี่ขอเล่าหน่อยนะ ก่อนฟ้าจะมืด”

สุมิตราหันมองหน้ากับหิรัณย์เหมือนเป็นระบบอัตโนมัติ เงียบฟังนิธินันท์เล่า

“เรื่องพี่สาวที่ให้ม้ากับอูโน่ พี่ให้อูโน่พาไปดูว่าหยิบม้ามาจากตรงไหน… เห็นศาล พี่ขนลุกไปหมดเลย แล้วยิ่งอูโน่ว่าพี่สาวที่ให้ม้ากับคนที่ชี้ทางให้อูโน่เป็นคนเดียวกัน และไม่ได้อยู่ในทีมจัดแข่งขัน ไม่ใช่นักกีฬาด้วย พี่ถึงกับพาอูโน่เดินสวัสดีทุกคนเลยนะ… พี่เริ่มคิดว่าอาจจะเป็นเจ้าที่ คงเอ็นดูอูโน่”

สุมิตรายิ้มแห้ง ก่อนรู้สึกดีขึ้นนิดเมื่อนิธินันท์บอกอีก รู้ว่าเพื่อต้องการปลอบใจเธอ

“เพราะงั้นที่ตานั่นบอกว่าเจ้าที่แรง ม้าเลยตาย พี่ว่าไม่เกี่ยวเลย ออกจะน่ารักกับอูโน่ หรือถ้าเป็นเพราะเจ้าที่จริง ก็คงต้องคิดแล้วแหละว่าทำอะไรให้ เจ้าที่ถึงต้องทำให้ม้าตาย… นี่ดีนะที่หมอรุตกลับไปแล้ว ไม่งั้นพี่คงไม่กล้าเล่า หมอรุตไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เอาเสียเลย”

สุมิตราออกตัวแทนเพื่อน “ไม่ใช่ไม่เชื่อหรอกค่ะ รุตเบื่อเรื่องพวกนี้มากกว่า เพราะบางทีคนก็เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นแพะรับบาป ม้าเจ็บม้าป่วยก็โทษเจ้าที่แต่ไม่ย้อนดูการดูแลม้าของตัวเอง พอบอกสาเหตุก็ไม่สน หรือบางทีก็เทคเครดิต หมอรักษาม้าหายก็บอกว่าเจ้าที่ช่วยทั้งๆ ที่หมอเฝ้าม้าอยู่ทั้งคืน จริงๆ ถ้าความเชื่อไม่ทำร้ายใครรุตก็โอเค เพราะรุตก็เป็นคริสต์ที่เชื่อในพระเจ้ามากเหมือนกัน”

แสงฉานเป็นคนเสริม “ก็วกเข้าเรื่องความแตกต่างระหว่างศรัทธากับงมงายแหละครับพี่นิ้ม ถ้าเชื่อแบบมีสติไม่ทิ้งหลักการ การศรัทธาก็เป็นเรื่องดี ผมมองว่าอย่างน้อยๆ ข้อดีของการไหว้เจ้าที่เจ้าทางมันเป็นการสอนให้เรารู้จักเคารพกันและกัน แต่ถ้าเชื่อแบบไม่มีสติไร้เหตุผลไร้หลักการ ก็เข้าข่ายงมงาย อันนี้ก็ไม่มีอะไรจะพูดครับ”

ฟุ้งฟ้าที่นั่งฟังอยู่นานออกความคิดเห็นของตัวเองบ้าง “แต่ไม่ว่าจะศรัทธาหรืองมงาย ฟุ้งมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะคะ ถ้าเราไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ไม่ควรไปยุ่งกับคนอื่นนอกจากเจตนาจะช่วย ไม่ควรไปเหยียดคนอื่นด้วยค่ะ อันนั้นก็นิสัยไม่ดี”

นิธินันท์ส่งเสียงตอบรับอย่างเห็นด้วย ก่อนหันไปถามตามตรงกับสุมิตรา “แล้วแซมเคยเจออะไรแปลกๆ ที่นี่บ้างไหม”

สุมิตราเลยได้หันมองหน้ากับหิรัณย์อีกครั้ง เป็นแสงฉานที่กระตุ้น

“เล่ามาเลย อยู่กันเยอะๆ แบบนี้อุ่นใจดี” ว่าไปแล้วแสงฉานก็นึกได้ บอกทุกคน “คนงานผมคนหนึ่ง เป็นลมตอนมาถึงนี่ เขาว่าเห็นผี”

สุมิตราพูดต่อ “เป็นผู้หญิงกับม้าไทยสีดำ… จำวันที่เราออกเทรลสำรวจเส้นทางได้ไหม วันนั้นฉันก็เห็น”

โอบเอื้อถึงกับถาม “แบบนี้ก็แปลว่าไม่มีอะไรน่ากลัวใช่ไหม แซมถึงอยู่ต่อ”

มันก็มีบ้างที่ไม่โอเค ที่อยู่ต่อก็เพราะอยากรู้เรื่องม้าโดยเฉพาะ แต่จะให้บอกก็ไม่ดี เพราะครอบครัวโอบเอื้อยังต้องอยู่ต่ออีกคืน จึงบอกกลางๆ “ก็ไม่มีอะไรนะคะ”

นิธินันท์เสริมทันที “จะน่ากลัวได้ยังไง ใจดีกับอูโน่ขนาดนั้น… แล้วคุณหินเห็นเจ้าที่ด้วยไหม”

หิรัณย์พยักหน้าเป็นการตอบ แต่ด้วยสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกของเขาทำให้นิธินันท์เข้าใจไปเอง

“แต่คุณหินคงไม่กลัวหรอกเนอะ”

หิรัณย์ไม่ตอบ แค่ยิ้ม และได้แต่คิดในใจ ตอนแรกกลัว หนักเข้าชักโกรธ ตอนนี้เริ่มชินและกลายเป็นอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดไปแล้ว อยากมาให้เห็นนักก็เตรียมรับมือกับการโดนขุดคุ้ยได้เลย ถ้ายังไม่รู้ว่าเจ้าแม่เป็นใครมาจากไหนเขาไม่เลิกขุดจริงๆ!

 

หลังอาหารมื้อเย็นจบลง นั่งคุยกันอยู่อีกเป็นชั่วโมงๆ จนเวลาสามทุ่ม ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าที่พัก ซึ่งทั้งโอบเอื้อและทีมซันแอนด์สกายก็กลับไปยังรถบ้านของตนที่จอดอยู่ใกล้คอกม้าชั่วคราว หิรัณย์หลังเข้าห้องแล้วตัดสินใจอาบน้ำอีกรอบทั้งที่อาบก่อนกินข้าวเย็นแล้ว ถึงเขาจะไม่ได้นั่งใกล้เตาแบบพ่อแต่ควันก็ปลิวตามลมมาบ้าง กลิ่นอาหารเผาผสมกลิ่นควันติดตัวติดจมูกจนแน่ใจว่าเขานอนไม่ได้แน่ถ้าไม่ได้อาบน้ำ

แต่อาบน้ำเสร็จแล้วก็ยังนอนไม่ได้อยู่ดี…

หิรัณย์คว้าโทรศัพท์มากดข้อความหาสุมิตรา ‘นอนหรือยัง’

‘ยัง’

พออ่านคำนั้น หิรัณย์ก็ลุกยืน ตอนถึงหน้าประตูก็มีข้อความเข้ามาอีก

‘มีอะไรหรือเปล่า’

นั่นทำให้หิรัณย์ยิ้ม รู้ว่าสุมิตราเป็นห่วง เปิดประตูเดินออกจากห้องตัวเอง เดินไปเคาะประตูห้องสุมิตรา ซึ่งก็เปิดออกในเวลาไม่นานนัก แต่เจ้าหล่อนเพียงเปิดประตู เลิกคิ้วใส่ ไม่ได้เปิดทางให้เข้าไปข้างใน หิรัณย์จึงบอก “อยากคุยด้วย”

สุมิตรายังนิ่งอยู่พัก แต่มองหน้าเขานานเข้าแล้วกลัวว่าเขาจะไม่สบายใจกับเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการที่ฟาสต์สี่เสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ทั้งการกลายเป็นประเด็นให้คนเอาไปติฉินนินทา จึงยอมเปิดทางให้ ซึ่งหิรัณย์ก็เข้าไปภายในทว่าไม่ได้ปิดประตู เพียงดึงม่านกันแมลงที่เป็นแม่เหล็กมาใช้งาน เห็นสุมิตรานั่งบนพื้นโดยมีเบาะปูรอง ใช้เตียงต่างพนักพิง มีโต๊ะทำงานตัวเล็กที่ตอนนี้ถูกดึงเข้าไปทำงานต่อ จึงเดินไปนั่งบนขอบเตียงข้างๆ สุมิตรา ก้มหน้ามองว่าสุมิตรากำลังทำอะไร ไม่คิดว่านั่นจะทำให้เกิดประเด็น เพราะหญิงสาวเงยหน้ามาถาม

“อาบน้ำใหม่เหรอ”

“อื้อ”

สุมิตราทำหน้าเซ็ง ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น พอเขาเข้ามานั่งใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นสบู่หอมสะอาดเลยรู้ว่าเขาอาบน้ำ แล้วเธอที่เป็นผู้หญิงก็นั่งหมกกลิ่นควันอยู่ มันทำให้รู้สึกเหมือนเธอไม่ควรเกิดมาเป็นผู้หญิงอย่างไรก็ไม่รู้

“คิดว่าผมสำอางเหรอ”

สุมิตราไม่ตอบ แค่ทำหน้าให้รู้ว่าคำตอบคือใช่

“คิดว่าผมเรื่องเยอะด้วยใช่ไหม”

สุมิตราทำเหมือนเดิมอีก

“แต่แซมรู้ใช่ไหม ว่าตอนแข่งผมต้องเจออะไรบ้าง”

ใช่… ตอนแข่งเอ็นดูแรนซ์จะเรื่องมากไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะร้อนจะเหนื่อยจะตัวเหม็นแค่ไหนก็ไม่ได้อาบน้ำจนกว่าการแข่งขันจะสิ้นสุด หรือถ้าเป็นการแข่งแบบสองวันจบ ก็คือต้องรอจบเฟสสุดท้ายของวันจนได้กลับที่พัก บางแมตช์ก็ต้องไปพักกลางทางกางเต็นท์นอน ห้องน้ำห้องท่าหาไม่ได้หรือหาได้ก็ไม่ค่อยดี มีอะไรให้กินก็ต้องกิน จะมาเลือกนั่นเลือกนี่ไม่ได้หรืออาจพูดได้ว่าไม่มีสิทธิ์เลือก นอกจากเรื่องน้ำดื่มที่เขาย้ำทีมเซอร์วิสว่าขอให้เปิดขวดก่อนจะส่งให้เขา ไม่เปิดขวดทิ้งไว้ นอกนั้นหิรัณย์ไม่เรื่องเยอะเหมือนตอนอยู่นอกสนามเลย อะไรก็กินได้ อะไรก็ยอมทั้งนั้น

“พอออกนอกสนามแข่ง ผมขอกินดีอยู่ดีบ้างไม่ได้เลยเหรอ”

สุมิตรายังไม่ตอบ แค่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น เห็นเลยว่าหิรัณย์เริ่มตาขุ่นที่เธอยังทำเป็นไม่เข้าใจ

“แล้วผมก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย ผมอยากได้อะไรผมก็หาเอง อยากกินอะไรก็ทำของผมเอง หรือไม่ก็กวนแค่พ่อคนเดียว”

สุมิตราอยากขัดว่าแค่พ่อนายคนเดียวก็หาให้ได้ทุกอย่างแล้วไหมล่ะ แต่จากอารมณ์ของเขาตอนนี้ ไม่ขัดดีกว่า

“ผมอยากอาบน้ำผมก็อาบเอง… ไม่ได้ขอให้ใครอาบให้สักหน่อย”

สุมิตรานิ่งไป ก่อนหัวเราะ “คงตลกน่าดู ถ้านายให้พ่ออาบน้ำให้”

“ผมไม่ใช่เด็กแล้ว… ไม่อยากให้แซมมองผมเป็นเด็กด้วย”

แล้วทำไมสุมิตราต้องร้อนๆ หนาวๆ กับประโยคนั้นของเขา และเพราะไม่อยากรู้สึกมากไปกว่านี้จึงหาทางกลบเกลื่อน “ยังไงนายก็เด็กกว่าฉันอยู่ดี”

“สามปี มีผลมากเหรอ”

แล้วมีผลกับอะไรล่ะ… บ้าจริง อย่ามาทำให้คิดได้ไหม! สุมิตราไม่ตอบ เลี่ยงกลับมาทำงานของตัวเองต่อ ครู่ใหญ่คนที่เคยพูดน้อยซึ่งเมื่อกี้นี้เปลี่ยนเป็นคนพูดมาก ก็พูดขึ้นมาอีกขณะเอนตัวลงนอนบนเตียงเธอ

“เขียนบทความเหรอ”

สุมิตราตอบโดยไม่ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ของตน “ใช่”

“เรื่องอะไร”

“แร็บโดฯ”

“อธิบายเหตุการณ์นั้นเหรอ”

“ใช่ แต่ไม่ได้อธิบายตัวหมอ อธิบายเรื่องแร็บโดฯ เลย ไอ้เหตุการณ์นั้นใครจะไม่เข้าใจหมอก็ช่างเถอะ แต่อยากให้เข้าใจเรื่องแร็บโดฯ… ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก” พูดแล้วสุมิตราก็ชะงัก เหมือนคิดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่ แร็บดงแร็บโดคืออะไรเกือบลืมหมด เพราะหิรัณย์จับผมเธอเล่น เขาจับผมเธอเป็นปอยเล็กๆ แล้วเอาม้วนนิ้วตัวเอง สุมิตราหันไปมองก็พบว่าเขานอนขวางเตียงอยู่ หันหัวมาทางเธอ หน้าเขาห่างจากหน้าเธอไม่ถึงคืบ จึงรีบหันหน้ากลับมาสู้กับจอคอมพิวเตอร์ คิดว่ามันน่าจะทำให้เธอหน้าร้อนได้น้อยกว่าเขา ก่อนนิ่งไปเมื่อเขาถาม

“เสียใจหรือเปล่าที่โดนหาว่าทำม้าตาย”

มันเป็นคำถามที่ตรงประเด็นเกินไป… สุมิตราเงยหน้ามองเขา ก่อนหลุบตาลง ไม่อยากให้เขาเห็นคำตอบที่ซ่อนอยู่ในแววตา เธอเสียใจมากอยู่แล้วทุกครั้งที่เห็นม้าตาย เสียใจที่รักษาม้าไม่ได้ เธอแน่ใจว่าตัวเองรักม้าไม่น้อยไปกว่าใคร และการถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ม้าตายยิ่งทำให้ความเสียใจทบเท่าทวีคูณ

“ตอนซบอูโน่ ร้องไห้ใช่ไหม”

ตอนนี้ก็กำลังจะร้อง… และร้องในที่สุด สุมิตราร้องไห้เงียบๆ พิมพ์งานของตัวเองไป รู้สึกขอบคุณหิรัณย์มากด้วยที่เขาไม่พูดอะไร แค่ซบหน้าผากลงบนไหล่เธอและอยู่เงียบๆ เนิ่นนานกว่าเขาจะพูดขึ้นอีก

“อยากหยุดหรือเปล่า… ไปหาร็อบกันไหม”

สุมิตราทบทวนตัวเอง แล้วตอบได้แทบจะทันที “ไม่หรอก เสียใจที่โดนว่าแต่ก็ไม่ได้บั่นทอนขนาดนั้น รู้อยู่แล้วว่าคนคอกนี้เป็นไง ว่าไปก็ไม่ได้แปลกใจที่เกิดเรื่องนี้”

“ขอโทษนะ”

หือ? “ขอโทษอะไร”

“ขอโทษที่จัดงาน”

เขาโทษตัวเองว่าเป็นคนทำให้เธอเจอเหตุการณ์นี้ สุมิตราเช็ดน้ำตา ก่อนบอกไป “ขอโทษทำไม สนุกออก”

“งั้นจัดอีก”

สุมิตราเลยยกมือขึ้นสอดนิ้วเข้าไปรวบผมหิรัณย์แล้วดึงแรงๆ เป็นคำตอบ เล่นเอาหิรัณย์ร้องลั่น พลิกตัวลงจากไหล่สุมิตราลงมานอนหงายข้างๆ แทน

“เจ็บนะ”

“พูดไม่คิดนี่… แต่สนุกมากจริงๆ… ยอมรับก็ได้ว่าชอบงานนี้มาก ได้ดังใจเกือบทุกอย่าง ส่วนการดูแลม้าของแต่ละคอก เรายุ่งไม่ได้มากอยู่แล้ว ฉันอยู่มานาน เข้าใจดี”

“อืม แต่งานหน้าต้องมีซองตรวจม้าก่อนเข้าพื้นที่ และคนที่ตรวจต้องเป็นส่วนกลาง ถ้ามีม้าเจ็บคนดูแลต้องเป็นทรีตติ้งเว็ตเท่านั้น”

สุมิตราหันไปมองหน้าเขาที่ตอนนี้หัวห้อยลงมาเพราะเป็นส่วนที่พ้นขอบเตียง อดบอกไม่ได้ “ถามพ่อนายเถอะว่าจะมีงานหน้าหรือเปล่า ไม่อยากคิดว่างานนี้ลุงเฮงเสียไปกี่แสน สปอนเซอร์ก็ไม่ได้ขอ ค่าสมัคร ค่าที่พัก ค่าคอกก็คิดถูก เงินรางวัลเยอะเว่อร์ด้วย แถมให้เจ้านั้นไปฟรีๆ อีกห้าหมื่น ห้าแสนอยู่ไหมเนี่ย”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรา ก่อนตัดสินใจบอก “เงินผม นอกจากเงินห้าหมื่นที่ให้ไอ้บ้านั่นไป อันนั้นเงินพ่อ”

สุมิตราเลิกคิ้ว จริงๆ แล้วการแข่งขันเอ็นดูแรนซ์ไม่ได้ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ ยกเว้นก็แต่แมตช์ในตะวันออกกลาง บางแมตช์มีเงินก้อนให้นักกีฬาที่เพียงจบการแข่งขันได้ ไม่ต้องได้ตำแหน่ง และสำหรับรางวัลของผู้ชนะนั้นสูงลิ่วตีเป็นเงินไทยก็หลายล้านบาท หิรัณย์ลงแข่งกับทีมของชีคญะนีสบ่อย มักได้อันดับดีๆ ด้วย ดังนั้นเขาคงมีเงินเก็บอยู่โข แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ “ลุงเฮงยอมให้นายจ่ายเหรอ”

“ก็บอกว่าขอจ่ายเอง”

ซึ่งเฮงคงไม่ขัดใจลูกอยู่แล้ว อีกอย่างเฮงคงคิดแหละว่าเงินพ่อก็เหมือนเงินลูก ไม่จ่ายตอนนี้ก็เท่ากับเก็บไว้ให้ลูกในอนาคตอยู่ดี ว่าแต่… “รู้สึกไหมว่านายเกรี้ยวกราดขึ้นนะ เมื่อกี้เรียกคนอื่นว่าไอ้บ้า”

หิรัณย์หัวเราะหึ “บีคอสออฟยัวร์เวิลด์ไง”

อ้าว มาโทษว่าเป็นเพราะโลกของเธอได้ยังไง คนอุตส่าห์ยินดีต้อนรับ “ไม่พอใจก็ออกไป”

หิรัณย์ไม่ตอบไม่พูดว่าจะออกหรือไม่อย่างไร แต่พลิกตัวนอนหงาย นิ่งคิดเมื่อสุมิตราเอ่ยถาม

“แล้วนายโอเคไหมที่โดนด่าออกสื่อ”

“คนแบบนั้นผมไม่ให้ค่า คลิปที่เขาโพสต์มันบอกทุกอย่าง”

“คิดแบบนายก็ดีเนอะ”

หิรัณย์เลยต้องหันมองหน้าสุมิตราอีกที พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิ่งที่เขาพูดไม่ได้เปลี่ยนความจริงนะแซม ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่แซมทำด้วย”

รอจนสุมิตราส่งยิ้มให้เป็นการตอบรับ หิรัณย์ค่อยเขยิบให้หัวตัวเองเข้ามาอยู่ในเตียงก่อนบอก “เขียนเสร็จแล้วขออ่าน”

สุมิตราส่งเสียงตอบรับในลำคอ ตั้งใจเขียนบทความต่อ มองในอีกแง่การที่มีคนมาสนใจดราม่าเรื่องนี้เยอะก็เป็นการดี ถือโอกาสให้ความรู้พ่วงไปด้วยเลย รู้ว่าคงมีคนสนใจไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ และในบรรดาคนสนใจนั้นก็คงไม่เชื่อทั้งหมด แต่อย่างน้อยถ้ามีคนเชื่อเรื่องนี้ ใส่ใจกับคำว่าแร็บโดไมโอไลซิสเพิ่ม แม้แต่คนเดียวสุมิตราก็ถือว่าคุ้มกับที่อดหลับอดนอนทำบทความ ทั้งๆ ที่ความจริงร่างเธอก็จะแหลกอยู่แล้วเพราะการขี่ม้ารวมระยะทางแปดสิบกิโลเมตรไม่ใช่เรื่องเบา แข่งเสร็จก็ยังไม่ได้พัก วันนี้ก็ยังเป็นทีมเซอร์วิสต่อ แต่นั่นยังไม่ทำให้หมดแรงเท่าการปั๊มหัวใจฟาสต์สี่ที่ต้องทุ่มทั้งตัวจนคนไม่รู้คิดว่ามันรุนแรงเกินไป หัวใจของม้าโดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ฟาสต์สี่หนักราวห้าร้อยกิโลกรัม หัวใจจึงมีน้ำหนักราวห้ากิโลกรัม ยิ่งฟาสต์สี่เป็นม้าพันธุ์เทอโรเบรดน้ำหนักหัวใจจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย การจะทำให้หัวใจม้าปั๊มเลือดได้จึงต้องใช้แรงมาก แต่นั่นเอาไว้เป็นประเด็นต่อไปเถอะ ตอนนี้เธอขอเขียนเกี่ยวกับภาวะแร็บโดฯ ก่อน

เธอตั้งใจอุทิศบทความชิ้นนี้ให้ฟาสต์สี่ หวังว่าเรื่องของฟาสต์สี่จะเป็นอุทาหรณ์ สามารถช่วยชีวิตเพื่อนม้าของตัวเองได้อีกหลายตัว

สุมิตราใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงสำหรับบทความหนึ่งหน้ากระดาษ อันที่จริงหากเขียนภาษาทางการแพทย์คงใช้เวลาไม่นานนัก เธอสามารถพิมพ์จบได้ภายในสิบห้านาที ทว่าทุกครั้งที่เธอเขียนบทความเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ไม่ใช่บทความเพื่อให้นิสิตนักศึกษาสัตวแพทย์อ่าน สุมิตราจะพยายามเลือกใช้คำที่เข้าใจง่ายที่สุด ใช้รูปประโยคไม่ซับซ้อน ถ้าเป็นอาหารก็เรียกได้ว่าเคี้ยวให้จนละเอียดพร้อมกลืน พยายามหากรณีตัวอย่างอื่นๆ มาเพิ่มเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ที่ยากที่สุดตอนนี้คือต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้เผลอใส่ลงไปในบทความ เธอต้องระวังไม่ให้เป็นการกล่าวโทษเจ้าของฟาสต์สี่ ต้องทำเหมือนการเสียชีวิตของฟาสต์สี่กับบทความนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลยเพราะทุกคนที่เกี่ยวข้องย่อมรู้อยู่แล้วว่าเกี่ยว แต่เธออยากให้บทความนี้เป็นข้อเท็จจริงและเป็นกลางที่สุด ไม่เข้าข้างใครเลยแม้แต่ตัวเธอเอง

พอเขียนจบ สุมิตราก็หันไปทางหิรัณย์ ตั้งใจจะให้เขาอ่านก่อน กะถามว่าเขาอ่านแล้วเข้าใจหรือเปล่า ทว่าภาพที่เห็นก็ทำเอาต้องอึ้ง… ตอนนี้หิรัณย์ไม่ได้นอนขวางเตียงอีกแล้ว แต่นอนหันหัวไปทางหัวนอนอย่างถูกต้อง ใช้หมอนเธอขดตัวใต้ผ้าห่มเธอ ดูท่าจะหลับสนิทสบายใจเฉิบ

โอ๊ยยยย พ่อคุณเอ๊ยยยย ทำไมไม่กลับไปนอนห้องตัวเองงงงง นี่ถือว่าเป็นผู้ชายหรือไงถึงเที่ยวมานอนเรี่ยราดห้องคนอื่นแบบนี้

สุมิตราส่งบทความเข้าไลน์กลุ่มที่เล็กลงมาหน่อย คือมีแค่เธอ แสงฉาน ฟุ้งฟ้า ชนัญญู วินิทรา แล้วเขียนกำกับ

‘ฟุ้งกับวินอ่านที อยากรู้ว่าถ้าคนที่ไม่ได้เป็นหมอหรือเป็นเทคนิคฯ จะอ่านเข้าใจไหม ช้าง แกอ่านด้วยนะ’

แสงฉานตอบกลับมาก่อน ‘ฟุ้งหลับไปแล้ว หรือตายก็ไม่รู้เนี่ย แกล้งเขย่าตัวยังไม่ตื่นเลย’

สุมิตรายิ้มได้ ก่อนตอบกลับ ‘น่าจะเหนื่อย’

‘คงงั้น โทรศัพท์ช้างอยู่ในห้อง ช้างฝากบอกว่าวินก็หลับแล้ว คงได้อ่านตอนเช้า แต่ช้างกำลังอ่านจากคอมฯ ฉันอยู่ อ่านเสร็จแล้วจะบอกว่าเข้าใจไหม’

อ้อ แปลว่าตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน… ‘แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่ ไม่หลับไม่นอน เล่นชู้เหรอ’

แสงฉานส่งสติกเกอร์เอียงอายมาให้ ตามมาด้วยประโยคที่ทำให้สุมิตราอารมณ์พลิก จากขำสติกเกอร์เขาก็กลับน้ำตารื้นเสียอีกรอบ

‘เสิร์ชหาคลิปปั๊มหัวใจม้าอยู่ ไม่ค่อยมี เลยขอจากเพื่อนๆ ร็อบส่งมาให้สองคลิป ตอนนี้มีแล้วเจ็ดคลิป อยากได้สิบ จะตัดต่อให้อยู่ในคลิปเดียวกัน’

เพื่อโพสต์ให้คนอื่นดูว่าที่ไหนๆ ก็ปั๊มหัวใจม้าแบบที่เธอกับหิรัณย์ทำ… สุมิตราส่งข้อความกลับไป ‘ขอบคุณมาก รักพวกแก’

แสงฉานตอบกลับมาทันที ‘ฉันมีเมียแล้ว เมียฉันก็อยู่ในกรุ๊ปนี้ อย่ามารักฉัน’

สุมิตราส่งสติกเกอร์หน้าเซ็งไปให้ ก่อนยุติการสนทนา หันไปมองหน้าหิรัณย์อีกที… กลายเป็นว่าเหตุการณ์นี้หิรัณย์รับมือได้ดีกว่าเธอ ทั้งเรื่องการตายของฟาสต์สี่ และเรื่องการถูกใส่ร้ายป้ายสี เขานิ่งมาก และเป็นความนิ่งที่เกิดจากการไม่รู้สึกอะไรจริงๆ ไม่ใช่นิ่งเพราะต้องการเก็บอาการแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่ทำให้เขาเสียใจคือรู้สึกว่าเพราะงานนี้เธอจึงต้องเจอเรื่องแบบนี้ หญิงสาวไถลตัวลงเพื่อเอาศีรษะพาดกับขอบเตียง หลับตาลงหวังพักสายตาระหว่างรอให้ชนัญญูอ่านบทความจบ

‘ช้างว่าอ่านแล้วเข้าใจนะ ฉันให้ลองปิดบทความแล้วอธิบายก็อธิบายถูก แกโพสต์ได้เลย’

ทว่าสุมิตราคงไม่ได้โพสต์ เพราะจากการพักสายตาได้กลายเป็นการหลับปุ๋ยไป

ไม่แน่ใจว่าหากสุมิตราตื่นอยู่จะเห็นหรือไม่ว่าเบื้องนอก หลังมุ้งแม่เหล็กกันแมลงนั้น มีเงาของร่างหนึ่งยืนอยู่ ด้านหลังของเงานั้นคือม้าสีดำ ทั้งสองจ้องนิ่งมายังสุมิตราและหิรัณย์… มุมปากของผู้หญิงคนนั้นยกขึ้นคล้ายจะยิ้ม

Don`t copy text!