เกมอาชา บทที่ 20 : คนน่าเอ็นดู

เกมอาชา บทที่ 20 : คนน่าเอ็นดู

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

 

“พ่อนาย เจ้าเมืองมาขอรับ รออยู่บนเรือน”

คำบอกนั้นทำให้โผนผละจากการตรวจความพร้อมของมะเกลือ ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดก่อนรีบเดินออกจากคอกม้าไปยังเรือน อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นมะปรางอยู่ด้วย… ตั้งแต่มะปรางแต่งงานกับเจ้าเมือง จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่าขวบปีแล้ว เขาไม่เคยเจอมะปรางอีกเลยทั้งที่เจอกับเจ้าเมืองอยู่บ่อยครั้ง

โผนไปนั่งบนพื้นเบื้องหน้าเจ้าเมือง ยกมือประนมทำความเคารพ ก่อนบอก “ท่านเจ้าคุณให้บ่าวมาเรียกกระผมไปพบก็ได้ขอรับ”

เจ้าเมืองหัวเราะ “นี่ถ้าข้าไม่มาอยู่บนเรือนเอ็งแล้ว คงคิดว่าเอ็งซ่อนเมียไว้ไม่อยากให้ข้ารู้”

โผนยิ้มขัน รีบอธิบาย “กระผมเพียงไม่อยากให้ท่านเจ้าคุณลำบากมาถึงนี่”

“ลำบากกระไรได้ ข้าใคร่อยากมาดูว่าเรือนเอ็งเรี่ยมเร้ดีฤๅไม่ เอ็งเล่นไม่แต่งเมียเสียทีนี่หนา นางกาบยอมแพ้ไปแล้วอีกรายใช่ฤๅไม่”

โผนเพียงยิ้ม ไม่ตอบคำใดเพราะแน่ใจว่าเจ้าเมืองรู้ดีอยู่แล้ว ลูกสาวของแม่นายกาบเพิ่งออกเรือนไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนหน้าจะยกให้คนอื่นก็เดินทางมาพูดคุยกับเขาด้วยตัวเองถึงเรือน พอเขาปฏิเสธไป งานมงคลของลูกสาวนางกาบก็เกิดขึ้นแทบจะทันที ครู่เดียวเจ้าเมืองก็บอกธุระของตน

“เอ็งกำลังจะไปคอกม้านายเริงอีกรอบใช่ฤๅไม่”

“ขอรับ ปีกลายที่กระผมไป ยังเห็นแม่ม้าอีกตัวสวยนัก เสียแต่อายุยังไม่ได้เกณฑ์ จึงตั้งใจกลับไปอีกในครานี้”

เจ้าเมืองถอนใจยาว “เอ็งจะไปเมืองเทศอยู่แล้วหนาโผน ไม่คิดฤๅว่าควรหยุดพักเตรียมตัวเดินทาง”

“กระผมอยากให้ท่านเจ้าคุณได้แม่ม้าตัวนี้จริงๆ ขอรับ”

“ตามใจเอ็ง ไปครานี้คงพักเรือนพ่อตาข้าสิหนา”

“ขอรับ เศรษฐีเจือเอ่ยปากไว้ว่าหากผ่านไปให้แวะพัก ปีที่ผ่านมาเศรษฐีเจือส่งของมาให้กระผมเรื่อยทั้งข้าวคนข้าวม้า กระผมจึงหมายใจจะแวะไปพร้อมของกำนัลบ้าง”

“ดีจริง… แม่มะปรางอยากฝากผ้าไปให้พ่อกับน้องสักหน่อย จะกวนเอ็งมากไปฤๅไม่”

โผนเหลือบมองมะปราง ก่อนตอบเจ้าเมือง “มิกวนเลยขอรับ ครานี้กระผมไปกับอ้ายกลอย ยังมีที่ให้บรรทุกข้าวของได้อีกมาก”

เจ้าเมืองจึงหันไปหาเมียตน “ฝากของกับโผนเสียสิมะปราง”

มะปรางจึงขยับตัวออกมาจากด้านหลังเก้าอี้ของเจ้าเมือง ดึงห่อผ้าหนาสองคืบออกมาตั้งหนึ่ง พูดกับโผน “ห่อสีดำนี้ของพ่อข้า” จากนั้นดึงห่อผ้าขนาดเท่ากันแต่เป็นสีแดงออกมาอีก “ห่อสีแดงนี้ของลูกจัน”

มะปรางนิ่งแล้ว โผนจึงเอ่ยถามให้แน่ใจ “มีอีกฤๅไม่”

พอมะปรางส่ายหน้า โผนก็เหลือบไปมองกลอย ซึ่งขยับมารับห่อผ้าไปทันที

“กระผมจะเอาไปเก็บเพื่อป้องกันมิให้หลงลืมขอรับ”

หลังกลอยห่างไปแล้ว มะปรางจึงบอกเสียงเบา “ขอบน้ำใจท่านหมื่นนัก ฝากบอกพ่อว่าข้าอยู่ดีมีสุข แลฝากท่านช่วยดูว่าพ่อกับน้องข้าอยู่ดีฤๅไม่”

หลังประโยคของมะปราง เจ้าเมืองค่อยเสริมต่อ “ปีนี้กิจการงานเมืองยุ่งนัก หากข้าหมายใจว่าสงกรานต์หน้าจะพาแม่มะปรางกลับไปเยี่ยม”

“กระผมจะส่งข่าวให้ขอรับ” โผนอยากถามเพิ่มว่ามะปรางมีข่าวดีอื่นอีกฤๅไม่ หากเกรงจะทำให้หมองใจ โผนรู้ว่าเจ้าเมืองตั้งหน้าตั้งตารอให้มะปรางตั้งท้อง อยากเลี้ยงลูกที่เกิดแก่มะปราง กระนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวอันน่ายินดี ที่สุดโผนจึงเงียบ เดินลงไปส่งเจ้าเมืองถึงท่าหน้าบ้าน ร่ำลาเรียบร้อยจึงเดินย้อนไปหามะเกลืออีกครา ตรวจตราเนื้อตัวแข้งขาทั้งสี่ข้างเรียบร้อยแล้วยืดตัวขึ้น ตบบ่ามะเกลือหนักๆ เอ่ยถาม “พร้อมเดินทางฤๅไม่มะเกลือ”

มะเกลือส่งเสียงตอบรับ แลในครานี้โผนไม่มีคำถามอีกแล้วว่ามะเกลือตอบรับด้วยรู้เรื่องหรือส่งเสียงไปอย่างนั้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่อยู่ด้วยกันโผนแน่ใจแล้ว มะเกลือฟังเขาเข้าใจ แต่จะทำตามใจเขาหรือตามใจตัวเองก็อีกเรื่อง…

 

“ท่านเศรษฐีขอรับ หมื่นอาชารักษามาถึงแล้วขอรับ”

ก่อนที่เจือจะทันได้ขยับตัว คนที่ลุกพรวดขึ้นก่อนคือลูกจัน เด็กหญิงทิ้งมีดคว้านในมือลง อีกมือจับชิ้นมะม่วงไว้แล้วหันไปทางพ่อตน “พ่อจ๋า ลูกขอไปหามะเกลือนะจ๊ะ”

ทว่ากลับไม่รอให้พ่อตอบ วิ่งฉิวตึงๆ ลงเรือนไป พอเห็นคนกับม้าอยู่เบื้องหน้าก็ตะโกนเรียกเสียงลั่น “มะเกลือ!”

เล่นเอาหมื่นอาชารักษาหัวเราะ ถามเมื่อลูกจันเข้ามาใกล้ ขณะบ่าวสนิททั้งสามยังอยู่ห่างออกไปเห็นได้ชัดว่าวิ่งตามไม่ทัน “คิดถึงอ้ายมะเกลือกระนั้นเจียวฤๅ ลูกจัน”

ลูกจันยิ้มกว้าง ก่อนนึกได้จึงยกมือขึ้นประนม ก่อนถาม “ท่านหมื่นอาชารักษาสุขสบายดีฤๅไม่เจ้าคะ”

ท่านหมื่นถึงกับเลิกคิ้ว “เรียกชื่อข้าได้แล้วกระนั้นฤๅ”

ลูกจันหน้ามุ่ย “เมื่อรู้ว่าท่านหมื่นจะมา พ่อก็ให้ข้าท่องชื่อท่านหมื่นเช้าเย็นเลยเจ้าค่ะ”

โผนหัวเราะร่วน รวมไปถึงกลอยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วย กลอยอดถามลูกจันไม่ได้

“ชื่อท่านหมื่นยากขนาดนั้นเจียวฤๅคุณหนูลูกจัน”

“ยากกว่าคุณพี่โผนเยอะหนาพี่กลอย”

กลอยหน้าบาน “คุณหนูจำอ้ายกลอยได้ด้วย”

“จำได้ซีเล่า พี่กลอยขี่อ้ายแหล่น คุณพี่โผน เอ้ย ท่านหมื่นอาชารักษาขี่มะเกลือ”

โผนหัวเราะหึ เอ่ยอนุญาต “เรียกพี่โผนเถิดลูกจัน ถ้าหมื่นอาชารักษามันยากนัก”

“ไม่เจ้าค่ะ ข้าอุตส่าห์ท่องมาตั้งหลายวันหนาเจ้าคะ”

โผนหัวเราะ ก่อนหยุดเมื่อลูกจันยื่นมะม่วงในมือมาเบื้องหน้า เห็นแล้วว่าชิ้นมะม่วงมีรอยสลักทว่าดูท่าจะยังไม่เสร็จ

“เอามะม่วงให้มะเกลือกินได้ฤๅไม่เจ้าคะ”

โผนยังไม่ทันได้ตอบ เพียร แก้ว สาก็วิ่งมาคุกเข่าข้างนายตน หอบหายใจเสียงสนั่น มองไกลไปตรงชานบันได ก็เห็นเศรษฐีเจือยืนรออยู่หน้าตายิ้มแย้ม จึงรีบบอกลูกจัน “ลองให้มันดู ให้อย่างไรจำได้ฤๅไม่”

ลูกจันยิ้มแป้น ก่อนเอามะม่วงวางบนฝ่ามือแล้วยื่นไปใต้ปากมะเกลือ บอกชัดว่าจำที่โผนสอนเมื่อปีก่อนได้ หัวเราะคิกคักเอามือลูบหน้ามะเกลือเมื่อมันงับมะม่วงเข้าปากไป จนเพียรต้องปราม

“คุณหนูเจ้าขา วันก่อนพี่เพียรเพิ่งบอกเรื่องการยิ้มแลหัวร่อนี่เจ้าคะ”

ลูกจันถอนใจเฮือก ไม่สนใจเพียร หันไปถามโผน “ขี่มะเกลือได้ฤๅไม่เจ้าคะ”

คราวนี้สามบ่าวประสานเสียงกันเลยทีเดียว “คุณหนู!”

ลูกจันเลยหันไปพูดด้วย “ไหนว่าพูดเสียงดังไม่งาม เมื่อกี้เสียงพี่สามคนคงดังไปถึงวัดท้ายบ้าน”

โผนกับกลอยถึงกับต้องกลั้นหัวเราะ ก่อนโผนจะเป็นคนยุติข้อพิพาทระหว่างนายกับบ่าว “วันนี้ไม่ได้ดอกหนาลูกจัน ข้าแวะมาประเดี๋ยวเดียวแล้วต้องไปต่อ ไว้อีกสองวันข้าแวะมาค้างเรือนเจ้า ค่อยว่ากันอีกที”

แก้วถึงกับยิ้มแต้ พูดกับโผน “เชิญท่านหมื่นขึ้นบนเรือนเถิดเจ้าค่ะ”

โผนพยักหน้าตอบรับ เดินไปผูกม้าใต้ร่มไม้แล้วเดินไปไหว้เศรษฐี เดินขึ้นเรือนรับน้ำฝนเย็นชื่นใจหอมดอกมะลิที่ลอยอยู่มาจิบ นำของฝากจากมะปรางและของกำนัลของตนส่งต่อให้พ่อลูก ส่งข่าวทั้งหมดที่มะปรางแลเจ้าเมืองฝากมาให้เศรษฐีรับรู้ แล้วจึงบอก “ข้าตั้งใจแวะเอาของฝากจากแม่นายมะปรางมาให้เสียก่อน เกรงว่าหากนำติดตัวไปแล้วจะทำเสียหาย”

“ขอบน้ำใจท่านหมื่นแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ ท่านหมื่นจะแวะพักสักคืนดีฤๅไม่”

“วันนี้มิได้จริงๆ ท่านเศรษฐี แต่อีกสองวันข้าจะมารบกวนเป็นแม่นมั่น”

เศรษฐีเจือจึงไม่เหนี่ยวรั้ง ส่วนหมื่นอาชารักษาก็ร่ำลาเดินลงจากเรือน ให้สัญญากับลูกจันว่าอีกสองวันลูกจันจะได้ขี่มะเกลือแน่ แล้วจึงออกเดินทางต่อจนถึงคอกม้าของเริง

โผนพักกับเริงหนึ่งคืน รุ่งเช้าจึงดูตัวแม่ม้า สอนคาถาให้เริงที่ทวงถามมา แลโผนตรวจดูแล้วว่าม้าใหม่ในคอกไม่มีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากการเฆี่ยนตี เห็นได้ชัดว่าเริงทำตามสัญญาจึงรักษาสัญญาเช่นกัน เรียบร้อยแล้วออกเดินทางตามฤกษ์พานาทีที่คำนวณไว้

ย่ำค่ำก็มาถึงเรือนของเศรษฐีเจือ ซึ่งเตรียมการต้อนรับขับสู้ไว้อย่างดี โผนกินข้าวกินปลาแล้วรีบเข้านอนด้วยแน่ใจว่าพรุ่งนี้ตนต้องรับศึกหนัก… ลูกจันขอขี่มะเกลือแต่เช้า ซึ่งโผนคงไม่ตามใจเด็กหญิงขนาดนี้ถ้าไม่เพราะโผนกำลังจะต้องเดินทางไกล แลลูกจันคงได้ขี่มะเกลือเป็นครั้งสุดท้ายจนกว่าโผนจะกลับมาซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี

 

“จริงฤๅเจ้าคะพี่หมื่น พี่หมื่นต้องไปเมืองเทศฤๅเจ้าคะ” ลูกจันถามย้ำหน้าตาตื่น โผนพยักหน้ารับ บอกสาเหตุให้ชัดเจนขึ้น “ขุนหลวงทรงเห็นว่าม้าที่เจ้าเมืองส่งไปให้งามนัก เจ้าเมืองเอ่ยชมมาถึงพี่ ขุนหลวงหมายพระทัยให้พี่เดินทางไปเมืองเทศเพื่อดูม้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่จะซื้อ แลอยากให้อยู่ดูแลกระทั่งมันติดลูก กว่าจะได้กลับมาเจ้าคงโตเป็นสาว คงไม่ชอบขี่ม้าไปแล้ว ออลูกจัน”

“ไม่มีทางดอกเจ้าค่ะ ขี่ม้าสนุก ข้าชอบนัก” บอกแล้วลูกจันก็เซื่องซึม ลูบคอมะเกลืออย่างห่วงหาเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้เจออีกหลายปี ครู่ใหญ่ก็เอ่ยถาม “หากเป็นเยี่ยงนั้น พี่หมื่นทิ้งมะเกลือไว้ให้ข้าดูแลดีฤๅไม่เจ้าคะ”

โผนยิ้มให้ลูกจัน ก่อนบอก “มะเกลือต้องไปด้วยพี่ มิเช่นนั้นยามถึงเมืองเทศใครจะพาพี่ไปไหนต่อไหนเล่า”

ลูกจันหน้าเหี่ยวหน้าแห้ง ก่อนขอคำมั่นสัญญา “หากพี่หมื่นกลับมาเมื่อใด พี่หมื่นพามะเกลือมาหาข้าโดยไวได้ฤๅไม่”

โผนหัวเราะ ก่อนรับปาก “ย่อมได้ เมื่อพี่กลับถึงเรือน ขอพักสักสามสี่วัน แล้วจะรีบพามะเกลือมาหา”

ลูกจันยิ้มกว้างอย่างที่ทำให้เพียร แก้ว สาส่งเสียงเรียกทว่าคราวนี้เรียกเพียงเบาๆ พอให้นายตนได้ยิน ลูกจันหันมองคนสนิททั้งสามแล้วจึงค่อยหันกลับมามองโผน อมยิ้มแบบที่พี่ๆ ทั้งสามเพียรสอนส่งให้ บอกด้วยดวงตาที่ทอประกายวับวาว “ข้าจะตั้งตารอเจ้าค่ะ”

 

หิรัณย์ลืมตาตื่น พลันต้องหรี่ตาลงเมื่อพบความสว่างจ้า หันมองข้างตัวก็เห็นว่าสุมิตรานอนอยู่… ยังหลับตาพริ้ม นั่นทำให้หิรัณย์ยิ้มได้ ค่อยกระเถิบตัวเข้าไปใกล้ปลายจมูกห่างแก้มเนียนไม่กี่นิ้ว ขณะกำลังคิดว่าจะลองเอาจมูกชนแก้มเบาๆ ดีไหมก็ได้รับคำเตือน

“อย่าเนียน” จบคำบอกนั้น สุมิตราก็ลืมตา ตามด้วยคำถาม “ฝันไหม”

หิรัณย์พยักหน้า สุมิตราก็ทวนเพื่อความแน่ใจ

“โผนกำลังจะไปเมืองเทศ กำลังลาลูกจัน”

หิรัณย์พยักหน้ารับอีกรอบ หน้านิ่วเมื่อสุมิตราถาม

“นายว่าโผนโลลิฯ ไหม”

หิรัณย์รู้ว่าโลลิฯ ที่สุมิตราว่า มาจากคำว่าโลลิค่อน เป็นคำที่เอาไว้เรียกคนที่ชอบเด็ก และเขาไม่ใช่ เอ้ย โผนไม่ใช่ “ไม่ รักเด็กอายุไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์ มันโรคจิต”

สุมิตรากะพริบตาปริบ เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมต้องใส่อารมณ์ตลอดเลย เป็นโผนหรือไง”

จบประโยคนั้นสุมิตราก็ได้สติว่าอยู่ในอิริยาบถที่ใกล้ชิดกับหิรัณย์มากเกินไป จึงลุกขึ้นนั่ง ก่อนขมวดคิ้ว หันไปถามหิรัณย์ “นี่ฉันขึ้นมานอนบนเตียงได้ไง”

หิรัณย์ลุกนั่งตาม ตอบตามตรง “ผมไม่รู้… รู้แค่แซมไม่ได้อาบน้ำ”

พอสุมิตราทำหน้าเหมือนเขารู้ได้ยังไง หิรัณย์ก็ตอบตามตรงไปอีกรอบ “ได้กลิ่นปลาเผา”

สุมิตรานิ่งไป ก่อนรีบจับผมตัวเองมาดมตามด้วยยกคอเสื้อขึ้นสูดกลิ่น… จริงแฮะ “จมูกดีเกิ๊น”

หิรัณย์กำลังจะตอบว่าไม่ใช่จมูกดี แค่อยู่ใกล้ ทว่าไม่ทันได้ตอบ เสียงพูดคุยที่ดังอยู่ภายนอกก็ทำให้หันไปมอง พอเห็นสุมิตราลุกเดินออกไปจึงลุกตาม… และพบว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

ผิดพลาดมหันต์เลยด้วย!

เพราะตอนนี้ทุกคนอยู่กันครบ โอบเอื้อ นิธินันท์ โอบนิธิ แสงฉาน ฟุ้งฟ้า ชนัญญู วินิทรา และพ่อเขา! ทุกคนหันมามองทางนี้เป็นตาเดียว และพากันอ้าปากค้างที่เห็นเขากับสุมิตราออกมาจากห้องเดียวกัน

สุมิตราเองก็ชะงัก เพิ่งนึกได้เหมือนกันว่าน่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิดไปไกล รีบโบกมือเตรียมปฏิเสธ ทว่าไม่ทันโอบนิธิที่เอ่ยถาม

“พี่หมอแซมอยู่บ้านหลังเดียวกับพี่หินเหรอครับ”

สุมิตราไม่ทันได้ตอบ โอบนิธิก็เบะแล้วถามต่อ

“พี่หมอแซมอยู่บ้านหลังเดียวกับพี่หินเหมือนคุณพ่ออยู่บ้านหลังเดียวกับคุณแม่เหรอครับ”

ตอนนี้สุมิตราได้แต่เบิกตากว้าง ทำอะไรไม่ถูกเพราะโอบนิธิร้องไห้จ้า วิ่งมากอดขาเธอแล้วโวยวาย

“พี่หมอแซมแต่งงานกับพี่หินเหรอครับ ทำไมพี่หมอแซมแต่งงานกับพี่หินล่ะครับ อูโน่ก็อยากแต่งงานกับพี่หมอแซมเหมือนกัน ทำไมพี่หมอแซมไม่แต่งงานกับอูโน่ก่อน”

สุมิตราตอบไม่ถูกเลยทีเดียว หันมองโอบเอื้อกับนิธินันท์อย่างจะขอความช่วยเหลือก็เห็นว่าปิดปากกำลังขำกันอยู่ หันมองหิรัณย์ก็เห็นว่าเขายืนนิ่ง สีหน้าไม่รู้ร้อนหนาว แต่วินาทีต่อมามือใหญ่ของเขาก็จับไหล่ของโอบนิธิเหมือนเตรียมจะดึงออก ทว่าโอบนิธิสลัดออกได้แสดงว่าเขาไม่ได้ใช้แรงเลย

“อูโน่ก็แข่งได้ที่หนึ่งเหมือนพี่หินนะพี่หมอแซม”

“นายแข่งยี่สิบ” หิรัณย์ท้วงเสียงเบา พอโอบนิธิหันมองก็บอกอีก “พี่แข่งแปดสิบ”

“แต่เราก็ได้ที่หนึ่งเหมือนกัน อูโน่ไม่ได้แพ้พี่หินสักหน่อย”

หิรัณย์นิ่งไปเหมือนไม่รู้จะเถียงอย่างไรเพราะที่โอบนิธิพูดก็ถูก เด็กน้อยไม่ได้แพ้เขา แถมสุมิตราส่งสายตาดุมาให้ท่าทางไม่ชอบใจที่เขาเถียงกับเด็ก มานิ่งไม่ได้ก็ตอนได้ยินเสียงโอบนิธิ

“พี่หมอแซมแต่งงานกับอูโน่นะครับ”

“ไม่ได้” หิรัณย์บอกเสียงเด็ดขาด ก่อนชะงักไป สบตากับแต่ละคนที่มองมาแล้ว พูดกับโอบนิธิด้วยเสียงที่ดีขึ้นอีกนิด “โตให้เท่าพี่ก่อน”

โอบนิธิมองหิรัณย์ แล้วเงยหน้ามองสุมิตรา “ถ้าอูโน่ตัวโตเท่าพี่หิน พี่หมอแซมจะแต่งงานกับอูโน่ไหมครับ”

สุมิตรายิ้มอย่างเอ็นดู นั่งยองลงไปเพื่อพูดกับโอบนิธิ “ถ้าอูโน่ตัวโตเท่าพี่หิน แล้วยังอยากแต่งงานกับพี่หมอแซมอยู่ และพี่หมอแซมอยากแต่งงานกับอูโน่ เราจะได้แต่งงานกันครับ”

โอบนิธิยิ้มกว้าง โอบรอบคอสุมิตรา ก่อนผละออกแล้วหันไปถามหิรัณย์ “พี่หินสูงเท่าไรครับ”

“ร้อยแปดสิบสาม”

คนถามถึงกับยกมือขึ้นมานับนิ้วมือเป็นระวิง ท้ายสุดก็หันไปถามพ่อตน “คุณพ่อครับ อูโน่ต้องสูงอีกเท่าไรครับ”

โอบเอื้อยิ้มขำ แต่ก็ตอบลูกไป “ตอนนี้อูโน่สูงร้อยยี่สิบห้า ก็เหลืออีกห้าสิบแปดเซ็นฯ ครับ”

นั่นทำให้โอบนิธิหันมาบอกสุมิตรา “อูโน่แค่เจ็ดขวบแต่อูโน่สูงร้อยยี่สิบห้าแล้ว อีกไม่นานอูโน่ก็สูงเท่าพี่หิน”

นิธินันท์เดินเข้ามาหาลูก จับมือไว้พลางบอก “โอเค ถ้างั้นเดี๋ยวพอกลับไป อูโน่ต้องกินข้าวเยอะๆ กินนมเยอะๆ นะครับ จะได้โตเท่าพี่หินไวๆ”

โอบนิธิตอบรับเสียงแข็งขัน ก่อนจำใจบอกลาสุมิตราเมื่อพ่อกับแม่บอกว่าได้เวลากลับบ้าน หลังครอบครัวของโอบเอื้อห่างไปแล้ว ก็เป็นแสงฉานที่พูดขึ้น

“มีเสน่ห์กับเด็กเนอะ”

ซึ่งสุมิตรารู้ทันที ‘เด็ก’ ที่เพื่อนว่าไม่ได้หมายถึงโอบนิธิหรอก สุมิตราถลึงตาใส่เพื่อน ยกนิ้วโป้งให้ฟุ้งฟ้าที่หยิกเอวแสงฉานให้ ก่อนหันไปทางเฮง “ไม่มีอะไรนะลุงเฮง ลูกลุงไม่ได้บุบสลาย เมื่อคืนแซมเขียนบทความ หินมารออ่านจนหลับไปเฉยๆ”

เฮงพยักหน้า ก่อนบอก “ดีที่เปิดประตูไว้”

ใช่ เพราะนั่นเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ใจได้อีกอย่าง คงต้องขอบคุณหิรัณย์สินะ

พอพูดถึงบทความ ฟุ้งฟ้ากับวินิทราก็นึกได้ จึงบอกเกือบพร้อมกัน “อ่านบทความแล้ว”

ทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนฟุ้งฟ้าจะพยักหน้าให้วินิทราพูดก่อน

“วินเข้าใจนะคะ เข้าใจง่ายมากด้วย”

“ฟุ้งก็เข้าใจค่ะ”

เฮงถามขัดขึ้น “บทความอะไรเหรอ”

สุมิตราเป็นคนตอบ “แซมเขียนอธิบายเรื่องแร็บโดฯ อาการที่ฟาสต์สี่เป็น อยากให้คนเข้าใจอาการมากขึ้น”

เฮงพยักหน้า เอ่ยถาม “อธิบายตัวเองไปด้วยหรือเปล่า”

สุมิตราส่ายหน้า “ไม่ อธิบายอาการอย่างเดียว”

“ดีแล้ว” เฮงว่า ก่อนบอกทุกคน “เพราะลุงจัดการแล้ว”

หือ… หนุ่มสาวต่างมองหน้ากันไปมาอย่างไม่เข้าใจ จนเฮงต้องชี้ช่องให้ “ดูเฟซบุ๊กลุงสิ”

นั่นทำให้สุมิตรากับหิรัณย์ต้องหันหลังแยกย้ายเข้าห้องไปหยิบมือถือตัวเองมาเปิดเข้าเฟซบุ๊กของเฮง และพบว่าเฮงโพสต์คลิปเหตุการณ์เดียวกับที่เจ้าของฟาสต์สี่โพสต์ แค่เป็นมุมมองจากกล้องติดอกของหิรัณย์… และมีเสียง!

รวมไปถึงตอนเฮงส่งเช็คห้าหมื่นให้ด้วย!

สุมิตราเดินออกมาจากห้อง หน้ายังเหวออยู่ ส่วนเฮงผิวปากขณะพลิกไส้กรอกบนเตาย่าง บอกชัดว่าอารมณ์ดี รอจนลูกชายตนที่ไปเอามือถือออกมาจากห้องแล้วจึงค่อยบอก

“เมื่อคืนพ่อไปเอากล้องที่ห้องหิน เห็นแล้วแหละว่าไม่อยู่ นึกว่าไปขี่ม้าเล่น ที่แท้อยู่ห้องแซมนี่เอง”

หิรัณย์กับสุมิตราหันมองหน้ากัน ก่อนต้องหันไปมองแสงฉานที่พูดขึ้น

“ผมโพสต์ตามลุงเฮงไปติดๆ”

สุมิตรากดดูหน้าเฟซบุ๊กเพื่อน เห็นคลิปรวมการปั๊มหัวใจม้าที่คงนั่งตัดอยู่ทั้งคืน แต่แสงฉานเด็ดกว่าตรงติดแท็กชื่อเจ้าของฟาสต์สี่ด้วย เขียนข้อความประกอบว่า ‘ไว้เป็นความรู้ครับ’

“เออ เข้าท่า ลุงแท็กบ้าง”

เฮงแท็กชื่อเฟซบุ๊กเจ้าของฟาสต์สี่ทันที เรียกได้ว่าโอบล้อมข้าศึกทุกทิศทาง และเฮงจะไม่ปล่อยจนกว่าจะยอมขอโทษลูกชายเขา… บอกแล้วโกงเฮงโกงได้ ด่าเฮงด่าได้ แต่อย่าคิดแหยมลูกชายเขา เฮงไม่ยอม!

 

หลังเฮงโพสต์คลิปพร้อมเสียง แสงฉานโพสต์คลิปปั๊มหัวใจม้า กระแสดราม่าตีกลับ มีคนออกมาเข้าข้างสุมิตรากับหิรัณย์กันเยอะขึ้นจนเจ้าของฟาสต์สี่ต้องลบโพสต์นั้น แต่แน่นอนว่าหิรัณย์กับสุมิตราไม่เคยได้รับคำขอโทษจากคนที่ด่าไปแล้ว วันสองวันต่อจากนั้น เจ้าของฟาสต์สี่ยังมีดราม่าโพสต์คิดถึงม้า กระแหนะกระแหนสุมิตรา หิรัณย์ เฮง การจัดงานอยู่เป็นระลอก ก่อนเงียบสนิทเมื่อผลเลือดออกมา หมอม้ารุ่นน้องของสุมิตราโพสต์หน้าวอลล์ของเจ้าของฟาสต์สี่ว่า ‘ส่งผลเลือดให้เรียบร้อยนะคะ’ นั่นเป็นสาเหตุทำให้หลายๆ คนที่ติดตามเรื่องนี้กดดันให้เปิดเผยผลเลือด จะด้วยรู้สึกผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าของฟาสต์สี่ยอมเปิดเผยผลเลือด ซึ่งผลออกมาชี้ชัดว่ามีภาวะแร็บโดไมโอไลซิสจริง ในที่สุดดราม่าก็จบลงพร้อมคำขอโทษของคนหาเรื่อง ขอโทษเฮง หิรัณย์ และสุมิตรา

แต่สุมิตราไม่สนใจหรอก ไม่เข้าไปรับคำขอโทษด้วย ไม่ยุ่งกับใครทั้งนั้น หยิบโทรศัพท์ยังไม่อยากหยิบเลย

เธอร่างแหลกอยู่…

นอกจากขี่ม้า สุมิตราเคยลองเล่นกีฬาอยู่สองสามอย่าง พบว่าอาการกล้ามเนื้ออักเสบนั้นจะเป็นหนักวันรุ่งขึ้นหลังจากเล่นหนักๆ และค่อยๆ บรรเทาลง แต่ไม่ใช่กับการขี่ม้าที่จะค่อยๆ ปวดเพิ่มขึ้นและปวดที่สุดประมาณวันที่สามแล้วจึงค่อยบรรเทาลง

วันนี้วันที่สาม…

สุมิตรานอนนิ่งไม่ขยับตัว ไม่สนใจเสียงเคาะประตูที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ และเสียงเรียกของหิรัณย์

“แซม ยังอยู่ไหม”

“โอ๊ยยยย” แล้วสุมิตราก็เงียบเมื่อนึกได้ว่าเธอร้องออกไปจริงๆ ด้วยความหงุดหงิดไม่ใช่แค่ร้องอยู่ในใจ แล้วพอเขายังเคาะประตูไม่หยุดเธอก็ตะโกนบอก “ฉันไม่ลุกไปไหนทั้งนั้น อย่ามายุ่ง”

เสียงเคาะประตูและเสียงหิรัณย์เงียบไปพัก ก่อนดังขึ้นอีก

“ไขกุญแจนะ”

เดี๋ยว… สุมิตรายังไม่ทันตอบ อีกฝ่ายก็ไขกุญแจห้องเข้ามา เธอหันไปมองเขาหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนพูด “ควรรอให้ฉันอนุญาตไหมล่ะ”

“ก็ไม่ได้ห้ามนี่”

เกลียดดดด ตอนนี้เธอเกลียดทุกคนทุกผู้ทุกนามทุกสิ่งทุกอย่างที่มารบกวนการประกอบร่างของเธอ ยิ่งเกลียดคนที่มายืนมอง ยิ้มเหยียดกันอยู่นี่… โอเคๆ เขาไม่ได้เหยียดเธอหรอก เขาขำ แต่เธอถือว่านั่นคือการเหยียดหยามอย่างรุนแรง สุมิตราเลยคว้าหมอนอิงใบเล็กใกล้มือปาไปทางเขา ซึ่งอีกฝ่ายก็รับไว้ แล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม ส่วนเธอก็… “โอ๊ยยยย”

พอปาหมอนแล้วมันต้องเกร็งท้องเกร็งแขน และเธอเจ็บบบบบ

“ยาคลายกล้ามเนื้อไหม”

“ไม่ อย่ามายุ่ง นอนอีกนิดเดี๋ยวก็หาย”

“ซ้ำดีกว่า”

ซ้ำ? สุมิตรามองหน้าเขาแทนการถาม ไม่อยากขยับปากแล้วตอนนี้

“ขี่ม้าซ้ำ”

“ลงจากเตียงยังไม่ไหวเนี่ยนะ” สุมิตราพูดไปแล้วก็มองหน้าเขา หลายวินาทีผ่านไปก็ต้องแหว “หยุดยิ้ม!”

หิรัณย์เลยหัวเราะหึ เอ่ยถาม “เอาข้าวผัดหรือโจ๊ก” พอสุมิตราไม่ตอบ ก็เสนออีก “หรือน้ำเกลือ”

สุมิตราทำได้แค่ยกแขนชี้หน้าหิรัณย์ในตอนนี้ แต่แล้วก็ต้องเอาลงเพราะแขนเธอก็ล้ามากเช่นกัน พึมพำ “นี่จะแร็บโดฯ ตามฟาสต์สี่ไปไหมเนี่ย”

มีเสียงจุปากมาจากหิรัณย์ เอ็ดเสียงเบา “พูดอะไรแบบนั้น… โจ๊กแล้วกัน”

แล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินจากห้อง จนสุมิตราต้องรีบบอก “โอ๊ย เอาข้าวผัด”

หลังจากนั้นไม่นานสุมิตราก็ได้ข้าวผัดมาเสิร์ฟถึงเตียงนอน มีหิรัณย์มานั่งบนขอบเตียง เอาโจ๊กมากินเป็นเพื่อน พักหนึ่งสุมิตราก็เอะใจ “ลุงเฮงล่ะ”

“กลับบ้าน”

“อ้อ” สุมิตราว่าแบบนั้น มองหน้าหิรัณย์ บอกอย่างจงใจยั่ว “สงสัยคิดถึงคุณบุษ”

เพราะช่วงจัดการแข่งขันเอ็นดูแรนซ์บุษบัณไม่ได้มาหาเลย เข้าใจว่าไม่อยากมาเป็นภาระ หรือไม่รู้เพราะเจอหิรัณย์ปิดประตูใส่หน้าไปวันนั้นแล้วเฮงอาจบอกให้ห่างไปสักหน่อย… อดหัวเราะไม่ได้พอเห็นว่าประโยคนั้นของเธอทำหิรัณย์หน้าบูดทันที เขาหันมามองเธอสายตาไม่เป็นมิตร บอกเสียงเบา

“กินไป”

“อ้าว ไม่เจอกันหลายวันอยู่นะ ออกจากนี่คงตรงไปหาเลยแหละ”

หิรัณย์หรี่ตามอง วางถ้วยโจ๊กของตัวเองลงบนชั้นวางหัวเตียง ขยับเข้าไปใกล้สุมิตราที่นั่งพิงหัวเตียงเหยียดขายาวอยู่ เท้ามือลงบนเตียงจงใจวางข้ามขาสุมิตรา ทำท่าคุกคามเต็มที่ “พ่อผมไม่อยู่”

แต่สุมิตราไม่แสดงอาการตื่นตระหนกสักนิด กลับมองหิรัณย์ด้วยสายตาเบื่อหน่าย พยักหน้าให้หนึ่งทีราวกับจะถามว่า ‘แล้วยังไง’

“ทำตัวให้ดี ผมจะดีกับแซม”

แทนที่จะกลัว สุมิตรากลับเอียงหน้ามอง “แล้วไง ถ้าทำตัวไม่ดีนายจะทำไม่ดีกับฉันเหรอ”

หิรัณย์ชักอยากรู้ว่าเขาต้องเล่นใหญ่ระดับไหนสุมิตราถึงจะกลัว เลยขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ก้มหน้าเข้าไปใกล้ “จะลองก็ได้”

สุมิตรากลอกตา “นี่… นายจะทำอะไรฉันตอนนี้ฉันไม่ขัดขืนหรอกนะ แค่ขยับก็ปวดไปทั้งตัวแล้ว ถ้าคิดว่ารับผลที่ตามมาได้ก็ทำเลย”

“ผลที่ตามมาคืออะไร”

“ฉันไม่แจ้งตำรวจหรอก เพราะฉันท้าทายนายเองและบอกเลยว่าจะนอนนิ่งเป็นศพอยากทำอะไรทำ แต่ฉันจะตัดขาดทั้งลุงเฮงทั้งนาย เพราะงั้นถ้านายพร้อมจะไม่เห็นหน้าฉันแล้วก็ทำเลย”

“ไม่เห็นหน้า… นานแค่ไหน”

“เข้าใจคำว่าตัดขาดไหมล่ะ”

“หนึ่งเดือน” พอสุมิตราแค่ทำหน้าเซ็ง หิรัณย์ก็ให้เพิ่ม “สองเดือน”

วุ้ยยยย สุมิตราบอกความหมายคำว่าตัดขาดของเธอไป “ตลอดชีวิต”

นั่นทำให้หิรัณย์ถอยออกมา ถามอย่างแบไต๋ว่าที่ทำตัวคุกคามนี่ต้องการอะไร “ไม่กลัวผมเลยเหรอ”

สุมิตราหัวเราะร่วน “เป็นอะไรเนี่ย ทำไมถึงอยากให้กลัว”

หิรัณย์ยักไหล่ เอื้อมไปหยิบโจ๊กมากินต่อ ก่อนบอก “เผื่อแซมจะคิดได้ว่าผมเป็นผู้ชาย”

สุมิตราถึงกับเสียงสูง “นายเป๊นนน นายเป็นผู้ชายอยู่แล้ว… ตอนนี้เหลือแค่นายจะทำให้ฉันมองนายเป็นผู้ชายแบบไหนแค่นั้นเอง”

หิรัณย์หันมองหน้าสุมิตรา “อยากให้เห็นเป็นผู้ชายเต็มตัว”

“แต่ที่ทำเมื่อกี้เป็นผู้ชายสั่วๆ”

คนที่เพิ่งแสดงเป็นผู้ชายสั่วๆ เมื่อกี้เลยหน้ามุ่ย ซึ่งพอสุมิตราเห็นหน้านั้นนานเข้าก็เอื้อมมือไปจะขยี้ผมเขา แต่กลับชะงัก เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่ควร เขาบอกอยู่นี่ว่าอยากให้เห็นเขาเป็นผู้ชาย และเธอก็ไม่ควรจะถูกเนื้อต้องตัวกับผู้ชายโดยเฉพาะในสถานการณ์ล่อแหลมแบบนี้ด้วย และเขาอาจจะถือสากับการที่เธอเล่นผมเล่นหัวเขาขึ้นมาก็ได้ ทว่ากลับเป็นหิรัณย์ที่เห็นอาการนั้น เอ่ยถามทันที

“ทำไมไม่ทำ”

“อ้าว ก็นายอยากให้เห็นนายเป็นผู้ชายเต็มตัวไม่ใช่เหรอ ถ้าฉันขยี้หัวนายก็จะหาว่าเห็นเป็นเด็กน้อยอีก”

หิรัณย์นิ่ง คล้ายกำลังถามตัวเองอยู่ว่าชอบแบบไหนกันแน่ ครู่หนึ่งจึงย้อนถามสุมิตรา “แซมขยี้หัวผมเพราะอะไร”

สุมิตราตอบได้ทันที “เอ็นดู”

“เพราะเห็นผมเป็นเด็กแบบอูโน่เหรอ”

“ไม่ใช่ ฉันรู้แล้วว่านายเป็นผู้ใหญ่… แต่บางทีนายก็เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเอ็นดู” พอเห็นหน้าเขาไม่ค่อยพอใจกับคำอธิบาย สุมิตราเลยเปลี่ยน “เอ้า เป็นผู้ชายเต็มตัวที่น่าเอ็นดูก็ได้ พอใจไหม”

และรอยยิ้มของหิรัณย์ก็บอกได้อย่างดีว่าพอใจหรือไม่ วินาทีต่อมาเขาก็เอียงศีรษะมาให้ซึ่งสุมิตราก็ไม่รอช้า ขยี้ผมสั้นๆ อย่างเอ็นดูผสมหมั่นไส้เลยใช้แรงเยอะนิดหน่อย อดแซะไม่ได้ “เยอะ”

“ผมไม่ได้เยอะกับทุกคน”

สุมิตราหัวเราะหึ ส่ายหน้า ตักข้าวเข้าปากไม่พูดอะไรอีกได้แต่คิดในใจ ทำไมเขาถึงพูดความโชคร้ายให้ฟังแล้วกลายเป็นโชคดีได้อย่างนั้น นานทีเดียวจนเธอใกล้กินข้าวหมดแล้ว กว่าหิรัณย์จะพูดขึ้นอีก

“ผมทำใจเรื่องพ่อกับคุณบุษอยู่ แต่มันไม่ง่าย”

แล้วที่เธอทำก็ไม่ดีกับจิตใจเขาสักเท่าไร “โอเค จะไม่แกล้งเรื่องนี้แล้ว”

“แซมว่าจะเป็นยังไง… ถ้าพ่อรักคุณบุษมากกว่าผม”

สุมิตราทอดถอนใจ ทั้งขำทั้งรำคาญและใช่ ‘เอ็นดู’ ปนๆ กันไปที่เขากังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง “มันไม่มีทางเกิดขึ้น”

หิรัณย์มองสุมิตรา เอ่ยถามเพื่อขอความมั่นใจ “จริงเหรอ”

“จริง ลุงเฮงไม่มีทางรักคนอื่นมากกว่านาย… นายเชื่อใจฉันได้ทำไมเชื่อใจพ่อตัวเองไม่ได้”

นั่นทำให้หิรัณย์เงียบไปอีกพักใหญ่ จนสุมิตรากินข้าวหมดจานเขาจึงรับจานไปถือไว้ ลุกขึ้นยืนแล้วบอก “ผมจะไปหาลุงแม้น”

สุมิตราพยักหน้า “อือ ไปเถอะ ฉันจะนอน”

“ไปกับผม”

ฮะ? อะไรอะ เธอร้าวไปหมดทั้งตัว ทำไมเขาต้องบังคับให้เธอไปด้วย

“จะอยู่คนเดียว ไม่กลัวผีก็กลัวคนเถอะ”

สุมิตราได้แค่อ้าปาก จะพูดอะไรก็ไม่ทันเพราะหิรัณย์เดินออกประตูไปแล้ว ก่อนเขาจะย้อนกลับมาอีกทีเพื่อพูด

“โดยเฉพาะคนสั่วๆ ตัวจริง แซมควรกลัว… ยี่สิบนาทีล้อหมุน”

แล้วเขาก็ไปทิ้งให้สุมิตราได้แต่อ้าปากอยู่เหมือนเดิม… แต่ว่าไปก็ใช่ ในที่ดินกว้างขวางแห่งนี้ถ้าเธออยู่คนเดียวและมีคนร้ายเข้ามาจริง จะฆ่าจะแกงแล้วซ่อนศพเธอไว้ตรงไหนสักที่ก็อาจใช้เวลาสักสามเดือนกว่าจะเจอ เอาเถอะ ไปก็ไป คิดดังนั้นสุมิตราจึงขยับตัวลุกจากเตียง และเพียงลงมายืนบนพื้นได้เท่านั้นสุมิตราก็กัดฟันคำรามเสียงลั่น เฮงก็ไม่อยู่ไม่มีผู้ใหญ่ให้ต้องเกรงใจแล้ว เพียงเดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วไปถึงห้องน้ำได้ สุมิตราก็ตะโกนอีก หวังว่าคนอยู่ข้างนอกจะได้ยิน

“เกลียดดดดด!”

เกลียดหิรัณย์ที่บังคับให้เธอลงแข่งแล้วยังบังคับให้เธอไปด้วยวันนี้ เกลียดตัวเองที่ดันลงแปดสิบแทนที่จะลงแค่สี่สิบกิโลฯ เกลียดที่ประมาทไม่ยอมฟิตร่างกายมากกว่านี้ เกลียดดดดด!

Don`t copy text!