เกมอาชา บทที่ 21 : เมื่อความรักบังเกิด

เกมอาชา บทที่ 21 : เมื่อความรักบังเกิด

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

แม้นยืนอยู่ตรงหน้าบ้านอยู่แล้วตอนหิรัณย์เลี้ยวรถเข้าไป พอทั้งสองคนลงจากรถยกมือสวัสดี แม้นก็เอ่ยปาก

“ลุงกำลังจะไปถามพอดี ว่าจะให้ตัดหญ้าให้ม้าเลยไหม”

สุมิตราตอบกลับ “สักพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ”

“ได้…นี่กะมาให้ลุงเล่าเรื่องโผนต่อสินะ มาสิ เข้าข้างในเลย”

เป็นหิรัณย์ที่เดินตามแม้นเข้าบ้านทันที ให้สุมิตราแซะตามหลัง “คราวนี้อาจจะมียี่สิบคนก็ได้นะ”

หิรัณย์ทำได้แค่ส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง เดินตามแม้นไปนั่งที่เดิม นิ่งไปเมื่อแม้นพูด

“ขี่ม้ากันเก่งเนอะ อย่างกับขี่มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว”

สุมิตราเป็นคนทำให้บทสนทนาไหลลื่น “คุณลุงเห็นเหรอคะ”

“ใช่ ลุงยืนมองอยู่”

ระหว่างการแข่งขันมีบ้างที่เส้นทางเลียบไปกับถนนหลวง มีบางจุดที่มีคนทั่วไปมาหยุดดู แม้นคงอยู่ในกลุ่มนั้น

หิรัณย์เหมือนไม่สนใจประเด็นนั้น ลากเข้าหัวข้อที่เขาอยากพูดทันที “เดี๋ยวโผนต้องไป…” ให้ตายสิ หิรัณย์ไม่คุ้นคำนี้ แต่จะพูดว่าต่างประเทศแทนเมืองเทศมันก็ดูไม่เข้ากับบริบทอย่างไรก็ไม่รู้ ดีว่าแม้นเป็นคนพูดแทนให้

“เมืองเทศใช่ไหม”

หิรัณย์พยักหน้า “ครับ โผนได้ลาลูกจันก่อนเดินทางใช่ไหมครับ”

“ใช่…รู้ได้ไงล่ะ”

หิรัณย์หันมองหน้าสุมิตรา หญิงสาวจึงเป็นคนตอบแทน “พวกเราฝันค่ะ…แปลกดีที่ฝันเหมือนกันด้วย”

แม้นนิ่งไปก่อนออกความเห็น “เจ้าแม่อาจอยากให้รู้ก็ได้”

พอได้ยินดังนั้น สุมิตราก็อดพูดไม่ได้ “ถ้าเจ้าแม่ทำให้ฝันจริง เจ้าแม่น่าจะเกลียดแซมนะคะ มีวันหนึ่งแซมฝันแล้วโดนอำด้วย หายใจไม่ออกเหมือนจะตายเลยค่ะ”

แม้นหน้านิ่ว ย้อนถาม “ฝันว่าอะไร”

“แซมจำไม่ค่อยได้ค่ะ หลักๆ เหมือนฝันถึงมะปรางต้องไปกับเจ้าเมือง แต่จำได้ว่ามะปรางมองโผนแบบโกรธมากเลย”

ฟังดังนั้นแม้นก็พยักหน้า… “คงโกรธจริง มะปรางมีใจให้โผน นอกจากโผนไม่รักแล้วยังสนับสนุนให้มะปรางได้เป็นเมียเจ้าเมืองด้วย แต่ไม่น่าใช่เจ้าแม่หรอก เจ้าแม่ใจดีมาก ไม่ทำร้ายใคร”

สุมิตรานิ่งไป ก่อนตาเหลือก “คุณลุงจะบอกว่ามีคนอื่นอีกเหรอคะ!”

เป็นหิรัณย์ที่ขัด “แต่วันนั้นผมเห็นนะครับ เจ้าแม่กับม้าอยู่หน้าห้องแซม เหมือนเรียกผมด้วย”

ฉับพลันนั้นเองที่หิรัณย์นึกได้…ใช่ นั่นคือการเรียกให้เขาไปช่วยสุมิตราต่างหาก ชายหนุ่มหันไปทางสุมิตรา “น่าจะเรียกให้ไปปลุกแซม…เจ้าแม่ไม่ได้ทำร้ายแซมจริงๆ”

เท่านั้นสุมิตราก็ยกสองมือขึ้นตั้ง สงบจิตสงบใจจนพูดได้เสียงเรียบ “โอเค ช่างมัน วันนั้นฉันอาจแค่กินมากไปเลยฝันร้ายก็ได้ ไม่เกี่ยวกับเจ้าแม่หรือคนอื่น…ให้คุณลุงเล่าต่อดีกว่า”

หิรัณย์รู้ดีว่าหญิงสาวไม่อยากรู้เพิ่ม รวมถึงไม่อยากคิดเพิ่มด้วยว่าในที่ดินผืนนั้นนอกจากเจ้าแม่แล้วยังมีวิญญาณตนอื่นอยู่ด้วย จึงหันไปทางแม้น “โผนไปนานไหมครับ”

แม้นพยักหน้า “นานหลายปี กลับมาลูกจันก็โตเป็นสาวแล้ว”

 

นั่นมะเกลือ…ลูกจันจำได้ หญิงสาวอมยิ้มอยู่ในใบหน้า หันไปบอกคนสนิทของตน “พี่ๆ เอาของไปเก็บเถิด”

หลังทั้งสามคนเดินห่างไปแล้ว ลูกจันจึงเข้าไปใกล้มะเกลือ ส่งเสียงเรียก “มะเกลือ” เมื่อม้าหันมองจึงถามสืบไป “จำข้าได้ฤๅไม่”

มะเกลือส่งเสียงตอบรับ ท่าทีเป็นมิตรของมะเกลือทำให้ลูกจันทำใจกล้าเดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นลูบไหล่มะเกลือ หัวเราะเมื่อมะเกลือเอาหน้ามาถูแขน ลูกจันยกมือขึ้นไล่นับปีไปทีละนิ้วจนได้คำตอบ “เรามิได้เจอกันสี่ปีเจียวหนามะเกลือ”

มะเกลือยังถูหน้ากับแขนของลูกจันไม่หยุด ลูกจันเองก็ลูบเนื้อลูบตัวมะเกลือไม่หยุด “คิดถึงเหลือเกิน มะเกลือ”

อากัปกิริยาและคำพูดคำจาเหล่านั้นล้วนอยู่ในสายตาของโผน ด้วยโผนกำลังผูกเครื่องเคราต่างๆ ให้พร้อมเดินทางอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ไม่ห่างจากมะเกลือนัก หากเป็นมุมที่ลูกจันคงไม่ทันสังเกตเห็น…เพียงแวบแรกที่โผนหันไปเห็นลูกจันเต็มสองตาก็ราวกับสิ่งต่างๆ รายรอบล้วนหยุดเคลื่อนไหว หัวใจโผนเต้นผิดจังหวะ รอยยิ้มละมุนบนใบหน้านวลนั้นช่างติดตาตรึงใจชนิดโผนคิดว่าต่อให้จากไปอีกสิบปีก็มิอาจลืมได้ เสียงหวานกระจ่างใสไม่ใช่แหลมเล็กเช่นวันวานฟังเสนาะหูจนโผนแน่ใจว่าสามารถฟังเสียงนั้นได้ทั้งวัน ท่าทีเอ็นดูมะเกลือโดยมินำพาว่าตัวมันเปื้อนฝุ่นดินยิ่งทำให้โผนชมชอบ เนื้อสาวแผ้วผ่องเป็นยองใยยิ่งทำให้โผนอยากแนบชิด

โผนมิเคยครวญคิดเช่นนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนในชีวิต เมื่อมันเกิดในตอนนี้ยิ่งทำให้โผนแน่ใจ…

โผนก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด เอ่ยถาม “คิดถึงแต่มะเกลือกระนั้นฤๅ”

ลูกจันหันขวับไปยังต้นเสียง พอเห็นใบหน้าที่ตนไม่มีวันลืมเลือนก็อมยิ้ม พยายามระงับอาการตกประหม่าของตน พยายามควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นแรงไปกว่านี้ ยกมือประนม “ท่านหมื่นสุขสบายดีฤๅเจ้าคะ”

‘ท่านหมื่น’ ถึงกับเลิกคิ้ว ก่อนบอกอย่างจะเย้า “สุขสบายดี ส่วนออเจ้าท่าทางไม่ค่อยสบายสิหนา”

พอเห็นลูกจันทำหน้างงให้เอ็นดูแล้ว จึงบอกต่อ “ผ่านไปไม่ถึงสี่ปีดีกลับเลอะเลือน ลืมไปเสียแล้วฤๅว่าเคยเรียกพี่ว่ากระไร”

ลูกจันยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด เอ่ยถามด้วยท่าทางไม่แน่ใจ “ยังเรียกพี่หมื่นได้ฤๅไม่เจ้าคะ”

“มิได้ดอก”

ลูกจันชะงัก หน้าเสียไป หากยังไม่ทันคิดสิ่งใดไปไกลก็กระจ่างใจเมื่ออีกฝ่ายอธิบายทันที

“ขุนหลวงทรงเมตตา อวยยศให้พี่เป็นขุนอัศวาภิบาล…เรียกพี่ขุนได้ฤๅไม่ ลูกจัน”

ลูกจันสบตากับขุนอัศวาภิบาล รู้สึกหน้าร้อนผ่าวจนต้องหลุบตาลง ตอบเสียงเบา “ได้เจ้าค่ะ…พี่ขุน…ขุนกระไรหนาเจ้าคะ”

โผนหัวเราะร่วน ก่อนตอบราชทินนามของตนช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ขุนอัศวาภิบาล…หรือหากอยากเรียกพี่โผน ก็ตามแต่ใจเจ้า”

ยืนมองแก้มแดงๆ ของลูกจันอยู่เป็นครู่ โผนจึงเอ่ยชวนคุยอีก “เห็นเศรษฐีเจือว่าออเจ้าไปช่วยงานบ้านเพื่อน”

“เจ้าค่ะ แม่สินออกเรือน ข้าจึงไปช่วยงานแต่งเจ้าค่ะ”

ออกเรือน…โผนลอบพิจารณาลูกจัน ก่อนเอ่ยถาม “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”

“สิบหกเจ้าค่ะ”

โผนยิ้ม แล้วถามไปคนละทางกับสิ่งที่คิดอยู่ในหัว เพราะเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของลูกจัน แต่เป็นเรื่องระหว่างตนกับเศรษฐีเจือ “โตแล้ว ยังอยากขี่มะเกลืออยู่ฤๅไม่”

ดวงตาที่แวววาวเหมือนกลับไปเป็นเด็กหญิงลูกจันเช่นวันวานตอบคำถามโผนได้อย่างดี ทว่าในวันนี้ลูกจันสำรวมขึ้น หญิงสาวไม่ตอบรับกลับมาทันที เหลือบมองไปรอบๆ ก่อนกระซิบถามโผน “จะขี่เยี่ยงไรไม่ให้คุณพ่อเห็นดีเจ้าคะ”

ลูกจันก็ยังเป็นลูกจัน…โผนหัวเราะหึ “พี่ไม่ช่วยเจ้าดอก มิอยากเสียคนด้วยเรื่องนี้ ถ้าพ่อไม่อนุญาตก็หักใจเสีย”

ลูกจันหน้ามุ่ยทันตาเห็น ก่อนต้องระงับอาการตื่นเต้นเมื่อโผนหยิบของสิ่งหนึ่งออกจากถุงผ้าที่มะเกลือบรรทุกอยู่ เป็นกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดประมาณฝ่ามือแล้วยื่นส่งมาให้ แม้รู้ว่านี่คงเป็นของฝากแต่ยังถามเพื่อความแน่ใจ “ให้ข้าฤๅเจ้าคะ”

“พี่ยื่นให้เจ้า ก็ต้องให้เจ้าไม่ผิดแน่…พี่มิรู้ใจว่าเจ้าอยากได้สิ่งใดจากเมืองเทศ แต่เห็นสิ่งนี้แล้วคิดถึง จึงเลือกมาเป็นของฝาก”

ลูกจันกระพุ่มมือไหว้ ก่อนรับมาแล้วรีบเปิดฝากล่องไม้ออก ยิ้มกว้างเมื่อเห็นเป็นลูกปัดสีสันสดใสร้อยเป็นพวง “น่ารักเหลือเกินเจ้าค่ะ สีเช่นนี้ข้ามิเคยเห็นที่ใดมาก่อนเลย”

“ชอบก็ดีแล้ว” โผนบอกพร้อมรอยยิ้ม และยังหยุดยิ้มไม่ได้เมื่อยืนมองลูกจันเอาสายลูกปัดพาดแขนตน สีหน้าครุ่นคิดคล้ายกำลังออกแบบว่าจะใช้งานมันอย่างไร ครู่หนึ่งก็หันมาถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง “พี่ขุนว่าร้อยเป็นสายสร้อย ฤๅเย็บติดกับผ้าดีเจ้าคะ”

“ลูกปัดสีสวย ทำกระไรก็สวย แลยิ่งสวยยามเจ้าใช้”

ลูกจันชะงัก เงยหน้าสบตาโผน ขัดเขินจนวางหน้าไม่ถูกได้แต่ยิ้มอยู่อย่างนั้น พาลพาโลอยู่ในใจว่ายามนี้ควรทำหน้าแบบไหน พี่เพียร พี่แก้ว พี่สา ไม่เห็นเคยสอน เสทำเป็นเก็บสายลูกปัดลงกล่อง รู้ว่าโผนยังไม่ละสายตาจึงไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่ก้มหน้าเอามือลูบหลังมะเกลืออยู่อย่างนั้น

โผนเห็นท่าทางนั้นแล้วมีเพียงความเอ็นดู ก่อนปรับอาการสงวนท่าทีเมื่อเพียรเดินเข้ามาใกล้

“คุณพ่อเรียกกินข้าวเจ้าค่ะคุณหนู” ก่อนเพียรจะหันไปทางขุนอัศวาภิบาล “ท่านเศรษฐีเห็นว่าท่านขุนยังมิออกเดินทาง จึงให้เรียนเชิญด้วยเจ้าค่ะ”

ขุนอัศวาภิบาลพยักหน้ารับ กำลังจะออกเดินตามเพียรที่หันหลังออกเดินไปแล้ว หากต้องหันไปทางลูกจันที่ออกปากถาม

“พี่ขุนจะเดินทางไปที่ใดฤๅเจ้าคะ”

“คอกม้านายเริง”

ลูกจันเม้มปาก ก่อนถามอีก คงไม่รู้ตัวว่าน้ำเสียงที่ใช้นั้นปึ่งงอนฟังถนัดหู “ถ้าข้ากลับมาไม่ทัน คงไม่ได้เจอมะเกลือสิหนา”

“ใช่ ไม่เจอวันนี้ แต่อย่างไรเสียอีกสองวันก็ต้องได้เจอ ข้าสัญญาแล้วย่อมทำตามสัญญา จะแง่งอนไปไย”

ลูกจันแย้งทันที “เปล่าแง่งอนหนาเจ้าคะ”

โผนไม่สนใจประโยคนั้น ถามกลับไปทันที “อยากเจอแต่อ้ายมะเกลือฤๅ”

ลูกจันชะงัก หันมองหน้าขุนอัศวาภิบาล ก่อนรีบหลุบตาลงเมื่อไม่อาจทนมองได้

“แลเจ้ายังไม่ตอบคำถามพี่…คิดถึงแต่มะเกลือฤๅ” โผนมองลูกจันเห็นว่าก้มหน้านิ่ง ไม่ตอบคำใด หากใบหูแลข้างแก้มแดงซ่าน จึงอมยิ้ม แล้วถามต่อ “นายของอ้ายมะเกลือเล่า คิดถึงแลอยากเจอบ้างฤๅไม่”

ลูกจันยังไม่อาจพูดคำใด แต่หันไปมองคนข้างตัวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ เอ่ยถามเสียง ‘งอน’ ทันที “พี่ขุนแกล้งข้าฤๅเจ้าคะ”

“พี่ไปแกล้งกระไรเจ้า”

“ก็พี่ขุนหัวร่อข้า”

โผนมองหน้าลูกจัน เห็นแล้วรู้ว่าคงเขินจนต้องแก้เขินด้วยการโกรธกลบเกลื่อนแล้ว จึงส่งยิ้มให้อย่างจะเอาใจ รีบบอก “พี่หัวร่อมิได้หมายใจจะเยาะเจ้าดอก เพียงแต่เอ็นดูเท่านั้น…ออลูกจันที่พี่เคยรู้จักตอบคำถามรวดเร็วเป็นที่ยิ่ง มิเคยมีอ้ำอึ้งเช่นนี้”

“เมื่อก่อนพี่ขุนก็มิได้ถามข้าเยี่ยงนั้นนี่เจ้าคะ จะให้ข้าตอบรวดเร็วอย่างไรได้ หากบอกว่าคิดถึงพี่ขุนด้วยมันจะงามฤๅเจ้าคะ แม้นพี่เพียร พี่แก้ว พี่สาได้ยินเข้า มิแคล้วต้องถูกเอ็ด”

โผนนิ่งไป ยังอมยิ้มอยู่ในใบหน้า ก่อนจะเดินขึ้นบันไดเรือนก็บอกเสียงเบา “พี่จะตีความว่าเจ้าคิดถึงพี่ด้วย”

ลูกจันยืนนิ่ง ขณะมองขุนอัศวาภิบาลเดินขึ้นบันไดเรือนไป ครู่หนึ่งจึงค่อยเดินตามและยังไม่อาจห้ามยิ้มได้ เป็นเหตุให้เศรษฐีเจือเอ่ยถามยามลูกมานั่งใกล้ตัว

“ได้เจออ้ายมะเกลือสมใจสิหนา เดินยิ้มมาเช่นนี้”

ลูกจันส่งยิ้มให้พ่อตน “เจ้าค่ะ…ขอลูกขี่มะเกลือบ้างได้ฤๅไม่เจ้าคะ”

เจือหน้านิ่วทันที “แล้วกันซี เจ้าโตเป็นสาวแล้วหนาลูกจัน ต้องระวังกิริยาให้มาก หรือนางสามคนนั้นมิได้สอนสิ่งใดเจ้าเลย พ่อจะได้ลงหวายมันให้เข็ด”

ลูกจันหน้ามุ่ย บอกอย่างรู้ทัน “คุณพ่อเจ้าขา ไม่ให้ลูกขี่ก็เพียงบอก มิเห็นต้องขู่จะตีพี่ๆ เลยเจ้าค่ะ”

เจือหัวเราะอย่างเอ็นดูแล้วไม่พูดสิ่งใดอีก รอจนบ่าวยกสำรับมาตั้งจึงลงมือกิน ส่วนโผนรอกระทั่งทุกคนอิ่มหนำ จึงหันไปบอกเศรษฐีเจือ

“ข้าอยากคุยกับท่านสักหน่อย”

เพียงมองหน้าเจือก็รู้ว่าเรื่องใด จึงให้ทุกคนออกไปไม่เว้นกระทั่งลูกจัน “มีกระไรฤๅท่านขุน พูดมาอย่าได้เกรงใจ”

“ปีนี้ออลูกจันสิบหกแล้ว…มีใครมาทาบทามสู่ขอนางแล้วฤๅไม่”

“มี” เจือตอบทันที แลยิ่งแน่ใจเมื่อเห็นสีหน้าคู่สนทนา จึงยิ้มก่อนรีบบอก “แต่ลูกจันมิตอบตกลง ตัวข้าเองมิได้เร่งเร้า อยากรออีกสักสองปีจึงค่อยให้ลูกออกเรือน”

โผนนิ่ง สีหน้าพึงพอใจ และยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นตอนเศรษฐีเจือเอ่ยถามตามตรง

“ท่านขุนรอได้ฤๅไม่”

“หากท่านให้คำมั่นว่าจะไม่ยกออลูกจันให้ใครไปเสียก่อน จะกี่ปีข้าก็รอได้”

“สองปีเท่านั้น…ว่ากันตามตรงข้าอยากยกลูกจันให้ท่านไปดูแลบัดเดี๋ยวนี้ แต่มันมีเหตุ”

โผนนิ่วหน้า เอ่ยถามด้วยเป็นห่วง “มีเหตุขัดข้องประการใดฤๅ ลางทีข้าอาจช่วยแก้ไขได้”

เศรษฐีเจือนิ่งไปพัก ก่อนยอมบอกในที่สุด “ข้าเห็นว่าเป็นท่านดอกหนา แลข้าคิดว่าหากท่านรู้ย่อมแจ้งใจว่าข้ามิได้หวงห้ามลูกจันกับท่านแต่อย่างใด…หลวงปู่ของลูกจันทำนายไว้ หากลูกจันออกเรือนก่อนอายุสิบแปดนางจะอยู่ได้เพียงอายุสิบแปดเท่านั้น ข้าเห็นลูกต้องตายไปต่อหน้าหลายคนแล้ว มิอยากให้เกิดเหตุนั้นกับลูกจันอีก”

“เมื่อข้ารู้แล้วก็มิอยากให้เกิดเหตุร้ายเช่นกัน ข้ายินดีรอเพื่อให้ออลูกจันพ้นเหตุอาเพศนั้น ท่านเศรษฐีวางใจเถิด”

สีหน้าของเศรษฐีเจืออิ่มเอมนัก กับขุนอัศวาภิบาลคนนี้ เจืออยากดองด้วยตั้งแต่ครามะปราง ตั้งแต่เขายังเป็นเพียงพันอาชารักษา เมื่อพลาดไปเพราะวาสนาของมะปรางดีนัก เจือก็หมายมาดในใจอยากให้ขุนอัศวาภิบาลลงเอยกับลูกจัน นี่เท่ากับสิ่งที่เจือหวังไว้กลายเป็นจริงแล้ว “ท่านขุนช่างดีกับข้าแลลูกจันนัก ระหว่างนี้ข้าจะปลูกหอให้ท่านกับลูกจันรอไว้ ขอท่านขุนวางใจเถิด ข้าไม่มีทางเห็นชายอื่นดีกว่าท่านขุนไปได้ดอก…แลถ้าเป็นท่าน ลูกจันคงไม่ปฏิเสธเป็นแม่นมั่น”

เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นทำให้ทั้งเจือและโผนหันไปมองต้นเสียง เห็นว่าเจ้าของเสียงคือลูกจันซึ่งชะงัก ยืนนิ่งกระทั่งพ่อตนเอ่ยอนุญาต

“เข้ามาซี”

ลูกจันเดินเข้ามา ในมือมีหญ้าเขียวชอุ่มกำใหญ่มัดด้วยตอก นำมาวางลงตรงหน้าเจ้าของมะเกลือ เอ่ยถาม “พอฤๅไม่เจ้าคะ”

โผนหัวเราะอยู่ในลำคอ อดถามไม่ได้ “ของใครกันเล่า”

ลูกจันตาโต ก่อนหัวเราะคิกเมื่อนึกภาพไปว่าขุนอัศวาภิบาลจะแย่งหญ้าม้ากิน แล้วรีบสำรวมเมื่อหันไปสบตาพ่อตน ตอบเสียงสั่นด้วยต้องพยายามกลั้นหัวเราะอยู่ “ของมะเกลือซีเจ้าคะ พี่ขุนกินหญ้าได้ฤๅ”

เจือกระแอมกระไอ พยายามทำตาดุปรามลูก อ่อนใจเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากขุนอัศวาภิบาล ไม่ได้ช่วยเขากระหนาบลูกไม่ให้ลามปามเลย

“กำใหญ่ถึงเพียงนี้ คงกินได้สักสามวัน” แล้วพอเห็นดวงตาแวววาวของลูกจันกับอาการอมยิ้มกลั้นขำจนแก้มตุ่ย โผนก็หัวเราะหึ บอกออกไป “อ้ายมะเกลือที่กิน มิใช่พี่…ขอบใจแทนอ้ายมะเกลือด้วย”

เจือเอ่ยถามลูกตน “เตรียมให้แต่ม้าฤๅลูกจัน แล้วของคนเล่า”

ลูกจันยิ้ม ตอบชัดถ้อยชัดคำ “มิทันคิดถึงเจ้าค่ะ”

คนพ่อส่ายหน้า ขณะโผนขบขันอยู่ในใจ รู้ว่าลูกจันต้องการบอกว่ามิได้คิดถึงตนอย่างที่เคยตีความไว้ บอกเสียงเบา “น่าน้อยใจจริงเทียวที่วาสนาพี่สู้อ้ายมะเกลือไม่ได้”

แค่เห็นลูกจันอมยิ้มโผนก็พอใจ จึงไม่พูดอะไรอีก หันไปทางเจือ “ข้าต้องไปก่อน อีกสองวันจะกลับมา”

“ไปดีมาดีเถิด”

โผนรับคำเศรษฐี หันไปส่งยิ้มให้ลูกจันแล้วเดินลงจากเรือนไปหามะเกลือ ยิ้มได้เมื่อเห็นไถ้ห้อยคอมะเกลืออยู่ โผนปลดไถ้ออกจากคอมะเกลือแล้วเปิดออกได้กลิ่นมะลิลอยแตะจมูก เมื่อแหวกดูก็เห็นดอกมะลิกระจายทั่ว กลิ่นหอมของมะลิทำให้โผนชื่นใจกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยได้กลิ่นนี้ นอกจากมะลิ ในไถ้ยังมีเสบียงอาหารแห้ง และ…ลูกจัน โผนหยิบผลลูกจันขึ้นมา จับผิวเปลือกสีทองอร่ามอย่างเบามือราวกับเป็นเนื้อนวลของลูกจัน ยกแตะจมูกสูดกลิ่นหอมและราวกับเขาได้ดมดอมเนื้อนางจริงๆ โผนหันไปมองทางตัวเรือน เห็นเงาแวบๆ หลบลับฝาเรือนไปก็อดยิ้มไม่ได้ รีบเก็บไถ้เสบียงให้เข้าที่ ส่วนผลลูกจันนั้นเก็บใส่ชายพก ขึ้นขี่หลังมะเกลือแล้วออกเดินทาง…เผื่อว่าจะถึงคอกม้าของเริงเร็วขึ้น ได้ดูตัวพ่อม้าเร็วขึ้น เผื่อว่าจะได้กลับมาเรือนเศรษฐีเจือเร็วขึ้น เพื่อให้ได้เห็นหน้าลูกจันเร็วขึ้น

วันนี้เป็นวันที่โผนแน่ใจ โผนเจอแล้วแม่หญิงที่เขาเฝ้าตามหา แม่หญิงที่เขาจะมอบใจให้แต่เพียงผู้เดียว แม่หญิงคนนั้นคือลูกจัน…ไม่มีผิดไปจากนี้

 

“อ้าว!” หิรัณย์ส่งเสียงอย่างไม่ทันได้ห้ามตัวเอง ขัดจังหวะการเล่าของแม้น แล้วพอรู้สึกตัวเขาก็นิ่งไป จนสุมิตราต้องถาม “อะไรของคุณ”

หิรัณย์เหลือบมองสุมิตรา ในหัวคิดอลหม่านว่าตกลงสุมิตราเป็นใครกันแน่ ก่อนหน้าเขาคิดว่าถ้าโผนลงเอยกับมะปราง สุมิตราก็ต้องเป็นมะปราง แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ หรือสุมิตราจะเป็นลูกจัน… พอไม่ได้คำตอบเสียทีจึงหันไปทางแม้นเพื่อขอความแน่ใจก่อนว่าจะไม่มีตัวละครลับโผล่มาอีก “สรุปโผนลงเอยกับลูกจันเหรอครับ”

แม้นยิ้มน้อยๆ อยู่ในใบหน้า “ก็รักกันนะ สองคนนั้น”

หิรัณย์เลยมองหน้าสุมิตราอีกที พอคิดว่าสุมิตราคือลูกจันแน่ ถ้าอย่างนั้นเจ้าแม่ก็อาจเป็นมะปราง จึงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่เจ้าแม่พยักหน้าเรียกนั่นคือการอยากให้ไปช่วยปลุกสุมิตรา หันไปถามแม้น “เลยทำให้มะปรางโกรธลูกจันหรือเปล่าครับที่ลูกจันได้ลงเอยกับโผน”

แม้นหัวเราะ รีบยกมือขึ้น “ใจเย็น ลุงบอกว่ารักกัน ไม่ได้บอกว่าสองคนนั้นลงเอยกันนะ”

“อ้าว!” คราวนี้ทั้งหิรัณย์ทั้งสุมิตราเลยที่ร้องอุทาน ก่อนสุมิตราจะถามรวดเร็ว “แล้วเรื่องมันเป็นยังไงต่อคะ”

ถามจบแล้วก็หันไปเหวี่ยงใส่หิรัณย์ด้วย “คุณก็ฟังคุณลุงเล่าให้จบก่อนด้วย อย่าถามแทรกอีกนะ”

จบประโยคนั้นก็มีความเงียบ ต่างนิ่งรอฟัง…

แม้นเองก็นิ่งไปเหมือนกำลังเรียบเรียงสถานการณ์เพื่อถ่ายทอด เมื่อได้แล้วก็เริ่มต้นด้วย “มันเกิดเรื่องร้ายขึ้น”

 

โผนกำลังตระเตรียมม้าตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อจากเริงให้พร้อมเดินทาง ตอนได้ยินเสียงโหวกเหวกมาอีกทาง หันไปมองก็เห็นกลอยวิ่งมาหน้าตาตื่น ร้องเรียกเขาดังลั่น

“พ่อนายขอรับ! พ่อนาย!”

โผนหน้านิ่ว ขยับหลบด้วยกลัวกลอยที่สะดุดล้มหน้าทิ่มมาทางนี้จะฟาดหน้าแข้งตนเข้า รีบถาม “เกิดสิ่งใดขึ้นอ้ายกลอย เหตุใดจึงทิ้งคอกม้าแล่นมาหาข้าถึงนี่”

กลอยหายใจเข้าออกถี่รัว รีบรายงาน “ท่านเจ้าเมืองเร่งให้ข้ามาส่งข่าวถึงพ่อนายขอรับ”

“ข่าวอันใด”

“มีข่าวว่าลูกชายอ้ายโจรชุดดำมันซ่องสุมกำลังแลเริ่มออกปล้นขอรับ ทั้งมันประกาศว่าจะไปเผาเรือนเศรษฐีเจือแลตามฆ่าพ่อนายเพื่อแก้แค้นให้พ่อมันขอรับ”

โผนนิ่งขึงไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนหันไปทางเริง “จัดคนไปส่งม้าให้ที่เรือนข้า ข้าจะให้เงินเพิ่ม” จากนั้นแล่นลิ่วไปหามะเกลือ กระโดดขึ้นหลังแล้วควบออกไปเร็วรี่ไม่เหลียวหลังด้วยหวาดกลัวยิ่งนัก…หัวใจเขาอยู่ที่เรือนเศรษฐีเจือ

หลังควบม้าไม่หยุดนานหลายชั่วโมงกระทั่งมืดค่ำ เรือนเศรษฐีเจือจึงปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทว่าโผนไม่ได้โล่งใจเลย กลับหวาดผวายิ่งกว่าเดิมเพราะที่เห็นเบื้องหน้าคือเปลวไฟซึ่งโหมกระหน่ำ รุนแรงกว่าครั้งที่เขาเคยเห็นเรือนนี้ถูกเผามากนัก ครั้งเมื่อโจรชุดดำนั้นมันเผาเพียงขู่ให้หวาดกลัว แต่ในครานี้โผนแน่ใจว่ามันเผาเพื่อหมายชีวิตมากกว่าทรัพย์สิน โผนเร่งมะเกลือให้เร็วขึ้นอีก แม้รู้ว่ามันเหนื่อยมากแล้ว อดบอกมันไม่ได้

“ช่วยข้าหน่อยมะเกลือ เร่งหน่อย”

โผนรู้สึกเลยว่ามะเกลือวิ่งเร็วขึ้นอีก โผนจึงขี่ในลักษณะที่เรียกว่ายืนโกลน แนบตัวชิดกับลำตัวของมะเกลือมากขึ้น ก่อนผ่อนให้ช้าลงเมื่อใกล้เรือนเศรษฐีเจือที่ไฟกำลังลุกโหม โผนพามะเกลือวิ่งรอบเรือนในระยะที่ปลอดภัยเพื่อหาช่องทางที่สามารถฝ่าเปลวไฟเข้าไปได้ ยิ่งเห็นศพดำเป็นตอตะโกมากเท่าไรยิ่งร้อนรนใจ ความโหดร้ายของโจรชั่วดูได้จากการที่ศพที่เห็นนั้นหันหลังติดกัน หน้าตาทรมานสาหัส บอกชัดว่าถูกมัดรวมแล้วจึงจุดไฟเผาทั้งเป็น โผนรู้สึกเหมือนถูกไฟนั้นแผดเผาหัวใจไปด้วย ปากตะโกนร้องเรียก “ลูกจัน!”

โผนเห็นช่องที่พอจะฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปได้แล้ว จึงกระโดดลงจากหลังมะเกลือ ผลักคอให้มะเกลือหันไปอีกทางแล้วตบสะโพกหนักหน่วงพลางบอก “ไปหลบเสียก่อน” แล้วโจนเข้าช่องที่ตนเห็น แน่ใจว่ามะเกลือจะหาที่ปลอดภัยให้ตัวเองได้ โผนเดินลึกเข้าไปในตัวเรือนปากส่งเสียงเรียกลูกจันไม่หยุด กระทั่งได้ยินเสียงตอบกลับ

“พี่ขุน!”

โผนเลาะไปตามทางที่ยังเดินได้ตรงไปยังต้นเสียง พบว่าลูกจันถูกมัดไว้ตรงหอกลาง รอบตัวมีผ้าชุบน้ำวางกั้นอยู่เป็นกำแพงหนาเกือบท่วมเอว รู้ทันทีว่าโจรชั่วอยากให้ลูกจันเห็นทุกคนตาย…อย่างที่โผนเห็น ศพที่รายรอบลูกจันอยู่นั้น โผนแน่ใจว่าต้องมีเศรษฐีเจือ เพียร แก้ว สา โผนรีบเข้าไปตัดเชือกที่มัดลูกจันอยู่ หยิบผ้าชุบน้ำที่กองอยู่คลุมตัวทั้งลูกจันและตัวเอง แล้วต้องรั้งลูกจันไว้เมื่อหญิงสาวตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปหาร่างหนึ่ง

“พ่อจ๋า…”

“ลูกจัน หักอกหักใจเสีย เราควรเร่งลงจากเรือน”

ลูกจันพยายามดิ้นหนี บอกเสียงสะอื้น “ข้าไม่ไปไหน ข้าไม่เหลือผู้ใดอีกต่อไปแล้ว ข้าจะตายกับพ่อ”

โผนคว้าแขนทั้งสองข้างของลูกจันไว้มั่น มองตาขณะพูด “ลูกจันยังมีพี่”

ลูกจันนิ่งไป ก่อนได้สติมากขึ้นเมื่อโผนบอกอีก

“แล้วไหนจะพี่สาวเจ้าอีกเล่า”

เรือนแถบหนึ่งเริ่มทรุดตัวลงส่งเสียงครืนครั่น โผนจึงรีบรั้งลูกจันให้ออกเดิน ตกใจไม่น้อยเมื่อพบว่าบันไดเรือนหายไปแล้ว โผนรีบตั้งสติ หันไปบอกลูกจัน “รอก่อน” จากนั้นโดดลงจากเรือน หันไปอ้าแขน “นั่งลงแล้วหย่อนตัวลงมาเถิด พี่จะรับ”

ลูกจันมีแววลังเลหวาดหวั่นเพียงชั่วแวบ ก่อนรอยนั้นจะเลือนหายเมื่อได้สบตากับโผน นั่งลงตามที่โผนบอก ตกใจในแวบแรกเมื่อโผนยื่นมือสูงขึ้นมา

“เกาะแขนพี่”

ลูกจันจึงเข้าใจ ข่มความอายเกาะแขนแข็งแรงแล้วทิ้งตัวลงสู่อ้อมกอดโผนที่รับไว้อย่างมั่นคง โผนพาลูกจันเดินให้ห่างจากตัวบ้านพลางเอ่ยถาม

“คิดว่ามีผู้ใดเหลือรอดฤๅไม่”

ลูกจันส่ายหน้า สะอึกสะอื้น “มิรู้ได้เจ้าค่ะ รู้เพียงมีโจรสามคนคุมตัวพ่อกับข้า ข้างนอกมีเสียงโหวกเหวก แต่ข้ามิรู้เลยว่าผู้ใดหนีรอดฤๅตาย แต่พวกมันหมายใจจะฆ่าให้สิ้น มีหนึ่งในโจรพูดกับข้าว่าอยากให้ข้าเหลือตัวคนเดียวเหมือนที่มันเคยเป็นเจ้าค่ะ”

โผนเพียงคิดในใจว่านั่นถือเป็นเรื่องดีที่สุดในเรื่องเลวร้ายนี้…หากมันฆ่าลูกจัน โผนคงได้ออกตามล่ามันจนกว่าจะกุดหัวมันได้เป็นแน่ โผนส่งเสียงเรียกมะเกลือ ไม่นานมันก็วิ่งมาหา โผนรีบหยิบผ้าสะอาดในห่อผ้าออกมาเทน้ำจากกระบอกรดลงไปแล้วหันไปเช็ดหน้าเช็ดตาเช็ดคราบเขม่าให้ลูกจัน บอกเสียงอ่อนโยน “ร้องไห้เสียลูกจัน คืนนี้น้องเจอเรื่องหนักนัก แต่มิต้องกลัวสิ่งใด เมื่อพี่อยู่ด้วยจะมิมีใครทำอันตรายน้องได้เป็นอันขาด”

ลูกจันจึงร้องไห้อย่างไม่กลัวเสียกิริยา ขณะฟังโผนบอกกล่าว

“โจรที่บุกเรือนเจ้าคืนนี้เป็นลูกชายของอ้ายโจรชุดดำที่เคยบุกเรือนน้องเมื่อหลายปีก่อน จำได้ฤๅไม่”

ลูกจันพยักหน้า “จำได้เจ้าค่ะ หากมิได้พี่ขุนข้าคงตายตั้งแต่ครานั้น”

“มึงสิหนาที่ส่งพ่อกูเข้าลานประหาร”

เสียงดุดันเกรี้ยวกราดนั้นทำให้โผนหันขวับไปมองต้นเสียง กางมือออกกันลูกจันให้ไปอยู่ด้านหลังตน หนักใจไม่น้อยที่เห็นพวกมันมีกันสี่คน หากเป็นปกติโผนไม่หวั่น เพลงดาบของพ่อโผนที่ถ่ายทอดมานั้นต่อให้ศัตรูมีเป็นสิบก็ป้องกันได้เป็นสามารถ ทว่าในครานี้ที่ต้องระวังลูกจันไปด้วยโผนกังวลนัก หากก็รีบชักดาบออกมาตั้งท่า

“โชคเป็นของกูโดยแท้ กลับมาหมายใจจะฆ่านางนี่เสีย กลับได้เจอมึงด้วย”

โผนหัวเราะหึ ตอบกลับหมายข่มขวัญศัตรู “มึงอาจต้องคิดอีกคราว่าโชคเป็นของผู้ใด ที่จู่ๆ มึงกลับย้อนมาให้กูจับเสียได้ ง่ายกว่าพ่อมึงยิ่งนัก”

โจรชั่วตาลุกโชนด้วยไฟโทสะ ตวาดก้อง “ตายเสียเถอะมึง!”

ทว่าเสียงฝีเท้าม้าที่ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมเสียงกู่ก้องกลับทำให้มันชะงัก โผนมองไปข้างหน้าเห็นกลอยขี่ม้าชูดาบหรามาแต่ไกล หันไปข้างหลังเห็นทหารควบม้าเข้ามาอีกกลุ่มใหญ่ เท่านั้นกลุ่มโจรก็แตกฉานซ่านเซ็นกันไปคนละทิศทางเว้นเพียงแต่อ้ายคนที่หมายจะฆ่าโผน โผนเห็นแววตามันแล้วแน่ใจว่ามันหมายใจจะฆ่าเขาให้ได้จึงย่อตัวเตรียมตั้งรับ ทว่าฉับพลันที่มันกระโจนใส่ โผนยังไม่ทันทำสิ่งใด มะเกลือกลับหมุนตัวดีดขาหลังเปรี้ยงเข้าใส่อกโจรร้ายจนมันปลิวไปไกล ดูจากร่างที่นิ่งสนิทไม่ขยับนั่นแล้วคงสลบเหมือดหาไม่ก็คงดับดิ้นไปแล้ว

โผนหันไปตบบ่ามะเกลือหนักๆ แทนคำขอบคุณ ยืนนิ่งยามทหารส่วนใหญ่ควบม้าผ่านเพื่อตามโจรร้ายไป มีเพียงคนเดียวที่หยุดเพื่อพูดคุยกับเขา

“ท่านขุนปลอดภัยดีฤๅไม่”

“ข้าปลอดภัยดี” ตอบแล้วก็จำต้องหันไปทางกลอยที่หยุดม้าแล้วโดดลงมาไต่ถามหน้าตาตื่น

“พ่อนาย พ่อนายบาดเจ็บตรงไหนฤๅไม่ ขอรับประทานโทษด้วยเถิด อ้ายกลอยควบอ้ายแหล่นตามพ่อนายไม่ทัน อ้ายกลอยสมควรโดนหวายให้หลังขาดขอรับ”

โผนรีบตอบ “ข้าปลอดภัยดี เอ็งมิต้องพิรี้พิไรไป”

“ในเรือนยังมีสิ่งใดแก้ไขได้ฤๅไม่” ทหารเอ่ยถาม โผนหันไปมองทางเรือนที่ไฟกำลังลุกโหม เกือบครึ่งหนึ่งถล่มลงแล้ว หันมองหน้าลูกจันแล้วตัดสินใจบอก “คงไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้อีก…ข้าคิดว่าจะหาที่พักแรมสักคืน พรุุ่งนี้จึงกลับไปปรึกษาท่านเจ้าเมืองแลแม่นายมะปราง”

“ข้าเห็นด้วยกับท่านขุน…แต่ยังห่วงว่าท่านกับแม่หญิงจะหาที่หลับที่นอนอย่างไร”

ลูกจันเป็นคนตอบให้ “เรือนแม่สินอยู่ไม่ไกลจากนี่ คงพอไปขออาศัยได้สักคืน”

“เช่นนั้นท่านขุนรีบไปพักผ่อนเถิด พวกข้าจะจัดการไล่ล่าโจรร้ายเอง”

เมื่อโผนตอบรับ ทหารก็กระตุ้นม้าออกไปสมทบกับเพื่อนของตน โผนหันมองลูกจันแล้วเอ่ยถาม “ขึ้นมะเกลือไหวฤๅไม่”

ลูกจันตอบรับทันที รอจนโผนจูงมะเกลือไปใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งขนาดกำลังเหมาะให้ลูกจันเหยียบแทนบันไดแล้วจึงปีนขึ้นหลังมะเกลือไป

กลอยเห็นดังนั้นจึงรีบพูด “พ่อนายขี่อ้ายแหล่นเถิดขอรับ”

หากโผนกลับส่ายหน้า สั่งกลอย “เอ็งควบอ้ายแหล่นไปส่งข่าวเจ้าเมือง แลให้เจ้าเมืองมารับออลูกจันที่บ้านแม่สินด้วย เมื่อถึงเรือนก่อนเอ็งพักผ่อน อย่าลืมให้อ้ายแหล่นกินน้ำกินหญ้า เอาน้ำรดตัวแลยืดเส้นยืดสายให้มันเสียหน่อย”

กลอยตอบรับแล้วทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว โผนจึงหันมาบอกลูกจัน “บอกทางพี่…จำได้ใช่ฤๅไม่”

“จำได้เจ้าค่ะ” ลูกจันตอบแล้วเริ่มชี้ทาง โผนหันมองหน้าลูกจันยังเห็นน้ำตาหยดไหล มีรอยหม่นหมองอยู่มาก แม้รู้ว่าหญิงสาวคงโศกเศร้าไปอีกหลายวัน หากโผนก็ยังอยากเห็นรอยยิ้มแม้สักนิดก็ยังดี “คงไม่ไกลเท่าบ้านท่าแพรก น้องจึงจำได้”

ลูกจันกะพริบตาอย่างงงงัน ก่อนเข้าใจเมื่อนึกได้ว่าโผนหมายถึงเรื่องใด…เขาหมายถึงตอนที่เธอกับพี่สาวเตรียมหนีไปอยู่กับป้ายังบ้านท่าแพรก แต่เขาเจอเข้าเสียก่อน

“เดี๋ยวนี้ต่อให้ไปบ้านท่าแพรก ข้าก็จำได้เจ้าค่ะ”

โผนหันมองหน้าลูกจัน เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหมายจะล้อกับครั้งที่ถามเมื่อหลายปีก่อน “จะไปทำกระไรบ้านท่าแพรก”

ลูกจันยิ้มได้แม้รอยโศกยังอยู่บนใบหน้า “ข้าไม่มีเรือนอยู่แล้ว คงต้องไปอยู่บ้านท่าแพรกกับคุณป้าเจ้าค่ะ”

โผนส่ายหน้า “บ้านท่าแพรกไกลโข จากเรือนพี่เดินทางหลายวันนัก…อย่าไปอยู่เลยหนา”

“ข้าหาเลือกได้ไม่ หากพี่มะปรางให้ข้าไป ข้าก็จำต้องไป”

โผนนิ่งไปอย่างครุ่นคิด ก่อนหันไปบอกลูกจัน “หากน้องไปอยู่บ้านท่าแพรก พี่ไม่รู้ว่าจะไปเยี่ยมได้บ่อยสักเท่าใด…แต่น้องคงไปอยู่บ้านท่าแพรกได้เพียงสองปีเท่านั้น”

ลูกจันหน้านิ่ว ถามด้วยไม่เข้าใจ “ด้วยเหตุอันใดฤๅเจ้าคะ”

โผนส่งยิ้มให้ลูกจัน “ครบสองปี น้องอายุครบสิบแปดเมื่อใด พี่จะไปรับกลับ”

พูดแล้วมองหน้าลูกจัน เห็นอีกฝ่ายก้มหน้านิ่ง สีแดงแผ่ซ่านทั้งสองข้างแก้ม ยิ่งแน่ใจว่าลูกจันได้ยินที่โผนคุยกับเศรษฐีเจือเรื่องการสู่ขอแน่ โผนไม่พูดสิ่งใดอีก จูงมะเกลือเดินไปตามทางที่ลูกจันบอกกระทั่งถึงเรือนแม่สิน ส่งเสียงเรียกอยู่ครู่ บอกข่าวเล่าแจ้งไม่นานลูกจันแลโผนก็มีที่หลับที่นอน ก่อนลูกจันจะแยกไป โผนก็ออกปากกับสิน

“ลูกจันเพ่อเจอเรื่องร้ายมา ข้าฝากแม่สินนอนด้วยลูกจันได้ฤๅไม่”

สินยิ้มรับ โอบเอวลูกจันไว้ “ท่านขุนมิต้องห่วง คืนนี้ข้ากับบ่าวอีกสามคนจะมิทิ้งลูกจันไปไหนจนกว่าจะรุุ่งเช้าเจ้าค่ะ”

โผนยิ้มรับ รอจนลูกจันเดินเข้าห้องไปแล้ว จึงเดินไปดูแลมะเกลือ ตรวจตราให้แน่ใจว่ามะเกลือยังปกติดีหลังจากใช้งานหนักนัก เอ่ยขอบใจมะเกลืออีกหลายคราไปด้วยที่ช่วยปกป้องตนจากโจรร้าย เมื่อรู้ว่ามะเกลือปลอดภัย โผนมีอีกเรื่องให้กังวล…โผนไม่รู้เช่นกันว่ามะปรางจะตัดสินใจอย่างไร หากเป็นไปได้เขาก็อยากให้มะปรางเอ่ยขอเจ้าเมืองให้ลูกจันอยู่ในจวนด้วย เพราะหากเป็นเช่นนั้นโผนจะไปหาลูกจันได้ทุกวัน แต่หากมะปรางให้ลูกจันไปอยู่กับป้าที่บ้านท่าแพรก โผนคงต้องอดทนมากหน่อยด้วยคงไม่ได้เจอหน้าลูกจันบ่อยนัก…แม้นเป็นเช่นนั้น เมื่อรวมระยะเวลาการเดินทางไปรับลูกจันกลับมาถึงเรือน วันแต่งงานจะเป็นวันที่ลูกจันเต็มสิบแปดพอดิบพอดี โผนหมายใจว่าจะไม่ปล่อยให้เวลาเลยสองปีเป็นเด็ดขาด แม้แต่วันเดียวก็ไม่ยอม!

Don`t copy text!