เกมอาชา บทที่  22 : ลูกม้าก็เหมือนลูกคน

เกมอาชา บทที่ 22 : ลูกม้าก็เหมือนลูกคน

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

รถมาจอดได้พักใหญ่แล้ว ทว่าหิรัณย์ยังไม่ลงจากรถ…สุมิตราสังเกตเห็นแล้วว่าเขานิ่งซึมตั้งแต่ฟังเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของลูกจัน เหมือนครั้งก่อน ถ้าแม้นไม่ขอตัวไปทำงานอื่น หิรัณย์ก็จะไม่ยอมออกมา เหมือนเขาอยากฟังเรื่องทั้งหมดให้จบให้สิ้นกันไปเสียที จนแม้นขำและบอกเหมือนประชดว่าถ้ามากลางวันเวลาจะน้อยหน่อย ถ้าอยากฟังยาวๆ ให้มากลางคืน จะเล่าให้ฟังทั้งคืน แม้นพูดเล่น สุมิตราแน่ใจ แต่มองหน้าหิรัณย์แล้วอยากเตือนแม้นเหลือเกินว่าหมอนี่เอาจริง!

ที่สุดสุมิตราก็ต้องยื่นมือไป เอาหลังมือตีแขนเขา “เป็นอะไรเนี่ย”

หิรัณย์ยังเงียบเพราะตอนนี้ก็ยังอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้ เขาแค่รู้สึกใจหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูกหลังรู้ชะตากรรมของลูกจัน แล้วพอหันไปมองสุมิตราที่มองมานิ่งก็อดถามไม่ได้ “แซมไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ลูกจันต้องทนเห็นพ่อกับคนอื่นถูกฆ่าต่อหน้า”

สุมิตราถอนใจเฮือก ก่อนบอก “ตอนฟังก็สงสาร”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

“เอาจริงๆ นะ ก็เฉยๆ” พอมองหน้าเขามากขึ้นสุมิตราก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายใจดำ จนต้องรีบอธิบายออกไป “คุณ มันเป็นเรื่องเล่า อาจเป็นแค่ตำนาน ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำ คุณคิดว่าไอ้ที่ฉันเจออยู่ทุกวันนี้ดราม่าไม่พอจนต้องไปดราม่ากับเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าเหรอ”

หิรัณย์เม้มปากอยู่ครู่ ก็บอกไป “ผมไม่ได้ว่าอะไรแซม”

สุมิตราเลยจิ้มแก้มเขาแล้วผลักเบาๆ “หน้าคุณมันด่าฉันว่าไร้หัวใจ”

“แล้วแซมมีไหม”

สุมิตราเลิกคิ้ว ยังไม่อาจตอบอะไรได้เพราะไม่แน่ใจว่าเขาถามในหัวข้อไหน ยังอยู่ที่เรื่องของลูกจันหรือไปเรื่องอื่นแล้ว จนเขาย้ำมา

“หัวใจน่ะ มีหรือเปล่า”

“มีสิ”

“ทำไมแซมไม่เคยรักใคร”

หือ? คนถูกกล่าวหาหน้านิ่ว ก่อนหัวเราะแล้วบอก “ฉันรักหลายคน ลุงเฮงฉันก็รัก แล้วก็รักหลายตัวด้วย อยากให้ไล่ชื่อไหมล่ะ”

“หมายถึงแฟน”

สุมิตรานิ่งไปเมื่อเขาจี้มาตรงประเด็น คิดอยู่ครู่ก็ยักไหล่ “ไม่รู้สิ ก็ไม่ได้ชอบใคร” แล้วพอเห็นเขามองมาเหมือนจะว่าย้ำๆ ซ้ำๆ ว่าเธอน่ะไม่มีหัวใจ สุมิตราก็เกิดอาการยอมไม่ได้ “อย่ามาว่าฉัน นายก็ไม่เคยมีแฟน”

“รู้ได้ไง”

คนโดนย้อนหัวเราะหึ “นายรู้เรื่องฉันได้ไง ฉันก็รู้เรื่องนายแบบนั้นแหละ”

แน่แหละ พ่อเขา แต่มันไม่เหมือนกัน “ผมมีคนที่ผมรัก”

สุมิตราชะงัก มองหน้าเขา ไม่คาดมาก่อนว่าจะได้ยินดังนั้น ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่มองที่คิดถึงเขาคือเป็นคนเย่อหยิ่งเกินกว่าจะรักใคร แต่ระยะหลังมานี้มันมีสัญญาณบางอย่างที่ส่งมาจากเขา เธอรู้และพยายามนิ่งเฉยเพราะคิดว่าอาจเข้าใจผิดไป มันอาจเป็นเพราะสนิทและใกล้ชิดกับเขามากขึ้น หรือเขาอาจแค่แกล้ง…แต่ครั้งนี้สัญญาณจากสายตาเขาที่มองมาชัดเจนมาก

“รู้ไหม บางทีผมก็ไม่เข้าใจ”

หือ?

“ว่าทำไมถึงต้องรักคนที่ไม่เคยสนใจผม”

สุมิตราทำได้แค่กะพริบตา ไม่อาจพูดอะไรออกไปได้ในตอนนี้

“บางทีผมก็หมั่นไส้”

คำว่าหมั่นไส้ที่มาพร้อมสายตาต่อว่าต่อขานนั่นทำเอาสุมิตราเริ่มอยู่ไม่สุข หญิงสาวถอยจนชิดประตูรถ ขณะมองหน้าเขามือก็ควานหาที่เปิดประตู ก่อนหยุดเมื่อหิรัณย์กดเซ็นทรัลล็อกทันที ไม่รู้จะทำอย่างไรดี สุดท้ายเลยเอ่ยถาม “หมั่นไส้อะไร”

“ที่ผมเลิกรักไม่ได้”

“ก็…ถ้าตั้งใจก็น่าจะทำได้นะ”

“ไม่ได้” หิรัณย์บอกเสียงเด็ดขาด “เคยพยายามแล้ว ลองหนีไปอยู่ไกลๆ ไม่ต้องเจอหน้าตั้งหลายปี แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

“นายอาจต้องลองเปิดใจ คบคนอื่นดู”

“นั่นก็ลองแล้ว”

เขาเคยคบผู้หญิงคนอื่น! สุมิตราอาจไม่รู้ตัวว่าส่งเสียงจึ้กจั้กออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนสงบใจลงได้เมื่อหิรัณย์พูดต่อ

“ความรู้สึกผมไม่เคยเปลี่ยนจนตอนนี้”

“ตอนนี้…ก็ยังรักคนเดิมอยู่เหรอ”

“ใช่ เหมือนโดนสาป”

สาป…สุมิตรายังไม่รู้จะพูดอะไร ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกผิด เขายังไม่ทันบอกเสียหน่อยว่าเป็นเธอ

“บางทีผมถึงเกลียดแซม”

คนโดนเกลียดหน้าเหวอ “มาเกลียดฉันเรื่องอะไร”

“เกลียดที่แซมไม่เคยรู้อะไรเลย”

สุมิตรากะพริบตาปริบ ถามเสียงเบา “แล้วฉันต้องรู้อะไร”

“ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีกเหรอ”

พอเขากระแทกเสียงใส่ สุมิตราก็ชักขึ้น “อ้าว! อะไรของนายเนี่ย”

“แซมไม่รู้จริงๆ เหรอว่าผมพยายามทำอะไรอยู่ อย่าทำให้ผมเกลียดตัวเองมากไปกว่านี้ได้ไหมที่เลิกรักแซมไม่ได้ซะที”

ชัดเจน…น่าแปลกที่พอเกิดความชัดเจนขึ้น สุมิตรากลับรู้สึกสงบ ไม่คิดหนีจากสถานการณ์นี้เหมือนตอนก่อนหน้า สายตาสบกับหิรัณย์แน่วแน่ตอนถามย้ำ “นายรักฉันเหรอ”

“หมั่นไส้ เกลียด…แต่ก็ใช่ รัก”

“อีกแล้วนะ เป็นผู้หญิงคนอื่นหนีไปตั้งแต่จบคำว่าเกลียด”

“ผมไม่สนและไม่บอกรักผู้หญิงคนอื่น”

“ไหนว่าเคยคบผู้หญิงคนอื่น”

หิรัณย์เลยย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ผม-ไม่-เคย-บอก-รัก-ใคร”

สุมิตรานิ่งงัน มองหน้าเขาแล้วเพิ่งสังเกต…เขาหน้าแดง ตอนนี้ไม่รู้เพราะโกรธหรือเขินหรือทุกอย่างผสมกัน แล้วจะให้เธอหยุดยิ้มได้ยังไงเนี่ย!

“ผมตั้งใจกลับบ้านเพื่อทำให้มันจริงจัง”

สุมิตราเฉไฉไปจนได้เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาเคยบอก “เรื่องโรงพยาบาลม้าเหรอ”

“นั่นก็ด้วย…แต่หลักๆ คือเรื่องแซม ตอนแรกผมคิดว่าคงรอได้อีกปีสองปี”

“แล้วทำไมไม่รอ”

“ไม่อยากรอแล้ว พอรู้เรื่องโผน… ผมว่าผมรอมานานเกินไป”

พิจารณาจากสีหน้าเขาแล้ว สุมิตราชักเป็นห่วง เธอคิดว่าเขาเอาตัวเองไปผูกกับเรื่องตำนานเจ้าแม่เกินไป “คิดว่าเราเกี่ยวข้องกับเรื่องโผนจริงๆ เหรอ”

หิรัณย์พยักหน้า “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทุกครั้งที่คิดว่าผมเป็นใคร แซมเป็นใคร เราจะได้ลงเอยกันไหม ถ้าไม่ล่ะ…มันทำให้ผมรู้สึกแย่ยิ่งกว่าตอนไม่ได้เจอแซมหลายปี”

สุมิตราพอเข้าใจแล้ว ถ้าไม่เกิดเรื่องเจ้าแม่เรื่องโผนขึ้น เขาก็คงตีมึน วางฟอร์ม ปากร้ายนิสัยเสียใส่เธอไปอีกอย่างน้อยปีหรือสองปีตามที่เขาว่า ไม่รู้ว่าควรขอบคุณเจ้าแม่ดีไหมที่ทำให้เขา ‘น่ารัก’ กับเธอมากขึ้น แต่จะขอบคุณก็ได้ไม่เต็มที่หรอก เพราะการที่เขาเปิดเผยความในใจมันก็ทำเธอลำบากใจ จริงอยู่ว่าเธอรู้สึกดีแต่ในอีกทางเธอกลับไม่พบคำตอบว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

“ฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ…แม้แต่ตอนนี้”

“ยังไง”

“ไม่รู้สิ มันเหมือน…ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อรักใคร ในหัวฉันตอนนี้มีแต่เรื่องงาน เรื่องม้า”

“รู้สึกยังไงกับผม”

สุมิตรามองหน้าหิรัณย์ ส่งยิ้มให้ “รู้สึกว่านายน่าเอ็นดู”

“ตอนนี้ก็ยังเอ็นดูอยู่ใช่ไหม”

“ใช่…มากกว่าเดิมนิดหน่อย”

นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดี “งั้นถ้าวันหนึ่งแซมคิดเรื่องความรัก แซมจะคิดถึงผมไหม”

มีความเงียบปกคลุมรถทั้งคันอยู่พักหนึ่ง ระหว่างนั้นสุมิตราคิดหาคำตอบขณะมองหน้าหิรัณย์ไปด้วย ครู่หนึ่งก็ยิ้ม ก่อนบอก “น่าจะนะ”

แค่นั้นหิรัณย์ก็พอใจ หันไปปลดล็อกก่อนถามสุมิตราในหัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เคยคุยกันมานานเลย “เย็นนี้อยากกินอะไร”

สุมิตราส่งเสียงในลำคอขณะครุ่นคิด ก่อนบอก “กระเพาะปลาผัดแห้ง”

หิรัณย์หรี่ตามอง รู้ว่าโดนป่วนเอาเสียแล้ว “จะไปหากระเพาะปลาได้จากไหน”

“อ้าว ไม่รู้ เรื่องของนาย”

บ้านเขามีร้านประจำไว้ซื้อกระเพาะปลาและเครื่องอาหารจีนอื่นๆ อยู่ แต่มันก็อยู่ใกล้ทริปเปิ้ลเอชมากกว่าที่นี่ “เดี๋ยวให้พ่อเอามาพรุ่งนี้”

สุมิตราโวยวาย “ทำไมพรุ่งนี้ ก็ฉันจะกินวันนี้ นายไม่ได้ถามฉันว่าเย็นนี้เหรอ”

หิรัณย์มองหน้าสุมิตรา ส่งสายตาไปคล้ายจะถามว่า ‘จะเอาอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม’ พอเห็นสีหน้าสีตาสะอกสะใจที่แกล้งเขาได้ หิรัณย์ก็กดเซ็นทรัลล็อกอีกครั้ง ถอยรถพรืดเดียวเตรียมตัวออกเดินทาง นั่นทำให้สุมิตราร้องลั่น

“เฮ้ยยย ไปไหน”

หิรัณย์ทำเป็นขับรถไปไม่ยอมหยุด ขณะตอบ “ไปหาซื้อกระเพาะปลา”

สุมิตราหัวเราะร่วน รู้ตัวว่าโดนย้อนเกล็ดเอาเสียแล้ว รีบบอก “นายยยย ใจเย็นนนน ฉันล้อเล่นนน พรุ่งนี้ก็ได้จ้าาา ยอมมมม”

หิรัณย์หัวเราะหึ มองสุมิตราประกาศชัยชนะแวบหนึ่งก่อนวนรถกลับเข้าที่เดิม ก่อนสุมิตราจะต้องสะดุ้งเมื่อโทรศัพท์มือถือตนส่งเสียงดังขึ้น พอเห็นว่าเป็นนิธินันท์โทร.มาก็รีบรับสาย

“ค่ะพี่นิ้ม”

“แซม จำผ่องพรรณได้ไหม”

ผ่องพรรณ…พอสุมิตราแน่ใจว่าไม่มีคนรู้จักชื่อนี้จึงคิดถึงม้า พอคิดถึงม้าก็ได้คำตอบทันที “จำได้ค่ะ ม้าที่พี่นิ้มเคยให้แซมไปรักษา พี่นิ้มเป็นคนจ่ายเงิน”

“ใช่ ตอนนั้นพอแซมรักษาหาย เจ้าของก็ขายผ่องพรรณออกไป พี่ไม่ได้ข่าวผ่องพรรณหลายปีเลย”

“ค่ะ แซมก็เหมือนกัน”

“ตอนนี้พี่เจอประกาศขายม้าในกลุ่ม คนขายว่าเป็นม้าแปดขวบ เป็นแม่พันธุ์ได้ แต่พี่ดูแล้วคิดว่าเป็นผ่องพรรณ”

ฮะ! ถ้าเป็นผ่องพรรณจริงคงไม่ใช่แปดขวบ และคงเป็นแม่ม้าไม่ได้แน่ แบบคร่าวๆ ตอนนี้ผ่องพรรณน่าจะยี่สิบปีขึ้นแล้ว เพราะตอนเธอเข้าไปรักษาเมื่อสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นก็สิบเจ็ดเข้าไปแล้ว

“แต่พี่ก็ไม่แน่ใจ กลัวว่าตัวเองจะจำผิดเหมือนกัน เลยอยากให้แซมช่วยดู”

“ได้ค่ะพี่นิ้ม ส่งภาพมาเลย”

“พี่ส่งลิงก์ให้เลยแล้วกันนะ”

สุมิตราตอบรับ รอจนนิธินันท์วางสายไปแล้วจึงกดดูบทสนทนาออนไลน์ที่นิธินันท์ส่งลิงก์โพสต์ที่ว่าเข้ามาให้ กดเข้าไปพอเห็นว่าใครเป็นคนโพสต์ใจก็คิดแง่ร้ายทันที แต่ยังพยายามทำใจเย็นอ่านข้อความของคนโพสต์ก่อน

‘ม้าควอเตอร์ 400 นำเข้าจากอเมริกา ก้นแน่น กล้ามเนื้อสวย สูง 160 อายุ 8 ปี วิ่งดีมากนิ่มสุดๆ ไม่เคยล้มไม่เคยมีบาดแผลหรือตำหนิใดๆ ราคาดีมาก เหมาะเป็นแม่พันธุ์ จ่ายสดอยู่ที่ 350,000 ผ่อน 400,000 ส่งให้ถึงบ้าน’

แค่เจอคำว่าควอเตอร์สี่ร้อย สุมิตราก็มองบน เป็นการบอกเลขอัตราส่วนการผสมที่เมนเดลต้องร้องไห้ ปกติแล้วถ้าเป็นพันธุ์แท้ก็แค่บอกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว เธอไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีบอกว่าพันธุ์แท้สี่ร้อยนี่มาจากไหน แต่มันก็ไม่หมดไปเสียที

“ควอเตอร์สี่ร้อยคืออะไร”

คนที่เอียงหน้ามาอ่านมือถือกับเธอด้วยถามแบบนั้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อแสดงถึงความงงอย่างจริงจัง เหมือนเขากำลังโทษตัวเองอยู่ว่าไม่รู้จักได้อย่างไร ซึ่งสุมิตราก็หัวเราะ “คงหมายถึงควอเตอร์แท้ๆๆๆ มั้ง”

หิรัณย์เหลือบมองหน้าสุมิตรา เหลือบมองรูปอีกทีก่อนบอก “แต่ในภาพไม่ใช่ควอเตอร์นี่”

คนที่คุ้นเคยกับม้าสายพันธุ์นี้ หรือไม่ต้องคุ้นเคยหรอก แค่เคยเห็นม้าสายพันธุ์นี้แบบแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ มาก่อนมองภาพนี้แวบเดียวก็รู้ สุมิตราไม่ตอบเขาเพราะมัวแต่เลื่อนดูภาพอยู่ เป็นภาพถ่ายด้านหน้า ด้านข้างทั้งสองข้าง ด้านท้าย แต่ภาพที่ถ่ายด้านหน้านั้นเป็นจังหวะที่ม้าก้มหน้า คนจูงจึงบังตำหนิต่างๆ ของม้าไว้ สุมิตราโทร.กลับหานิธินันท์ เปิดลำโพงเพื่อที่ตัวเองจะได้กลับมาดูภาพม้าต่อ บอกเมื่ออีกฝั่งรับสาย “พี่นิ้ม แซมคิดว่าใช่ผ่องพรรณนะคะ แต่ไม่แน่ใจ เบอร์ตรงก้นไม่ค่อยชัดเลย มาร์กกิ้งด้านหน้าก็ไม่เห็น”

“ใช่ พี่ขอภาพเพิ่มไปอยู่ค่ะ เขาบอกให้รอ แซมรู้จักคนที่โพสต์ขายคนนี้ไหมคะ เผื่อถ้าใช่ผ่องพรรณพี่จะขอซื้อมาไว้ที่คอก เขาเป็นม้าตัวแรกที่พี่ขี่ ถ้ารู้ว่าเขาไม่มีความสุขพี่ก็ไม่โอเค”

สุมิตราถอนใจยาว “ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกค่ะ แต่รู้จักวีรกรรม เขาจะชอบไปซื้อม้าปลดถูกๆ ตัวไม่กี่หมื่นมาขายอัปราคาแบบนี้แหละค่ะ”

“หลอกขายม้าปลดเอาไปขายให้ใช้งานต่อก็เลวแล้วนะ แต่หลอกขายม้าแก่แล้วบอกเหมาะเอาไปเป็นแม่พันธุ์ด้วยนี่ โคตรเลวเลย ทำไมมันไม่คิดว่าถ้าเป็นย่ายายตัวเองจะเป็นยังไง แล้วถ้าพี่จะซื้อพี่คงไม่ซื้อหรอกสามแสนห้า เมื่อกี้พี่โทรหาเจ้าของเก่าผ่องพรรณ เห็นว่าขายไปแค่สี่หมื่น พี่ให้เต็มที่ได้ไม่เกินหก”

“ถ้ายังไงเดี๋ยวแซมถามเพื่อนๆ ในกลุ่มให้นะคะว่ามีใครพอคุยได้ไหม”

ทว่าหิรัณย์ที่ฟังอยู่นานแล้วพอจับใจความได้ ถามแทรกขึ้น “เราทำให้การซื้อขายสมบูรณ์ดีไหมครับ”

ทั้งสุมิตราและนิธินันท์นิ่งไปครู่ ก่อนนิธินันท์จะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

“คุณหินเหรอคะ”

“ครับ”

“คุณหินหมายความว่าไงเหรอคะ”

“ถ้าการซื้อขายสมบูรณ์ เราดำเนินคดีได้…” แต่หิรัณย์ก็เริ่มไม่แน่ใจกฎหมายในเมืองไทยตอนนี้ จึงมองหน้าสุมิตรา เอ่ยถาม “ใช่ไหม”

สุมิตราพยักหน้า เข้าใจจุดประสงค์เขาตั้งแต่ฟังเขาพูดจบนั่นแหละ “ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เคยคิดอยากดำเนินคดีนะ แต่ส่วนมากที่เคยเจอคือถ้าคนโดนหลอกได้เงินคืนเรื่องก็จบ หมอเองก็ไม่มีเวลาขึ้นโรงพักขึ้นโรงขึ้นศาล…มันถึงได้หากินกับม้า หลอกลวงคนอื่นมาได้ถึงวันนี้นั่นแหละ เหยื่อเก่าไปเหยื่อใหม่มา ไม่จบไม่สิ้น”

หิรัณย์หน้านิ่ว “ไม่ตรวจม้าก่อนซื้อกันเหรอ”

“ตอนนี้ก็เริ่มขอดูเอกสารกันนะ แต่ยังไม่ค่อยให้หมอไปตรวจหรอก เขาว่าเปลือง”

หิรัณย์อึ้งไป ก่อนพึมพำ “แต่ม้าตัวเป็นแสน”

สุมิตรายักไหล่ แล้วต้องนิ่งฟังนิธินันท์ที่ร่ายมายาวเหยียด

“อ้อออ พี่เข้าใจแล้วค่ะ คือ ถ้าพี่ซื้อม้าเขาสามแสนห้าจนเสร็จเรียบร้อย ม้ามาส่ง พี่พิสูจน์ได้ว่าม้าไม่ใช่ควอเตอร์ ไม่ใช่แปดขวบ คุณสมบัติไม่ตรงกับที่เขาบอกไว้ พี่ฟ้องร้องข้อหาฉ้อโกงได้ใช่ไหมคะ”

“ค่ะ พี่นิ้ม ถ้าเขามีพาสปอร์ตปลอม ก็ได้ข้อหาปลอมแปลงเอกสารอีก”

“แล้วที่ว่าม้าเหมาะเป็นแม่พันธุ์ล่ะ ยัดข้อหาทารุณกรรมสัตว์ได้ไหม”

สุมิตรานิ่งไป ก่อนบอก “ไม่แน่ใจค่ะ แต่แซมคิดว่าอันนั้นน่าจะเป็นในแง่คนซื้อมากกว่า คือถ้าซื้อมาแล้วเอาม้าแก่มาเป็นแม่พันธุ์เนี่ย ทารุณกรรมสัตว์ชัวร์ค่ะ แต่ในแง่เจตนาคนขายนี่ แซมไม่แน่ใจ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ให้ทนายพี่ดูให้ค่ะว่าจะฟ้องข้อหาไหนได้บ้าง”

เดี๋ยว…สุมิตราถามเพื่อความแน่ใจ “สรุปพี่นิ้มจะซื้อสามแสนห้าเหรอคะ”

“ใช่ พี่จะซื้อแล้วฟ้องมัน ตอนนี้อูโน่เปิดเทอมแล้วด้วย พี่ว่าง ไปขึ้นโรงพักเล่นก็สนุกดี”

สุมิตราเหลือบมองหน้าหิรัณย์ เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเขาแล้วหมั่นไส้…แต่ยอมรับว่าเธอก็สนับสนุนนิธินันท์เต็มกำลังถ้าจะดำเนินการในแนวทางนี้ เผื่อคนเลวๆ หากินกับม้าจะหายไปจากวงการสักคน และอาจเกิดผลต่อเนื่องทำให้คนอื่นไม่กล้าทำแบบนี้อีก “ถ้าพี่นิ้มทำได้ การซื้อขายม้าบ้านเราจะดีขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ”

“พี่ก็หวังแบบนั้นจ้ะ…แซม ทางนั้นส่งภาพหน้าชัดๆ มาแล้วค่ะ”

“ส่งมาได้เลยค่ะพี่นิ้ม แซมเปิดแอปอยู่แล้ว”

นิธินันท์ตอบรับ ก่อนเงียบไปและภาพหน้าตรงของม้าก็ปรากฏในหน้าต่างการสนทนาออนไลน์ สุมิตราเห็นแล้วบอกทันที

“ใช่ผ่องพรรณแน่นอนค่ะพี่นิ้ม”

“โอเคค่ะ พี่จะคอนเฟิร์มเลย แซมบินมาตรวจผ่องพรรณให้พี่หน่อยได้ไหม จะให้เข้าไปตรวจที่คอกเขาก็กลัวไก่ตื่น”

“ได้ค่ะ พี่นิ้มอย่าลืมให้ผ่องพรรณอยู่คอกแยกก่อนนะคะ”

“ได้จ้ะ เดี๋ยวพี่ให้ผ่องพรรณไปอยู่คอกม้าป่วยด้านหลังไร่ก่อน เดี๋ยวได้ตัวผ่องพรรณมาแล้วพี่ส่งตั๋วไปให้แซมนะ น่าจะวันสองวันนี้แหละ”

“ผมไปด้วยได้ไหมครับ”

สุมิตราหันขวับมองหน้าหิรัณย์ ทำหน้ายักษ์ใส่เขาแบบไม่ออกเสียงเพราะไม่อยากให้นิธินันท์รู้เรื่อง ก่อนหันมาทำตาเหลือกใส่โทรศัพท์เมื่อนิธินันท์ตอบกลับแทบจะทันที

“มาเลยค่ะ พี่ยินดีต้อนรับ…งั้นแค่นี้ก่อนนะแซม พี่ไปจัดการเรื่องผ่องพรรณต่อ”

สุมิตราวางสาย ก่อนหันมาทำหน้ายักษ์ใส่หิรัณย์ และคราวนี้ไม่ต้องระงับเสียงอีกต่อไปแล้ว “นายจะไปทำไม”

“ก็อยากไป”

“จะอยากไปทำไม จะบ้าเหรอ”

หิรัณย์หันไปจ้องหน้าสุมิตรา ตอบชัดถ้อยชัดคำ “ไปกันท่า”

กันท่า…เดี๋ยว…สุมิตราไม่ทันได้พูดอะไรเพราะหิรัณย์เดินลงจากรถไปแล้ว ส่วนเธอตอนนี้ก็ยิ้ม ยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งหัวเราะ เขาจะไปกันท่าโอบนิธิเนี่ยนะ สุมิตราเปิดประตูรถ ขยับลงมาอย่างยากลำบากด้วยความเจ็บปวดกล้ามเนื้ออย่างหาที่เปรียบไม่ได้ พอตั้งหลักได้ก็ตะโกนบอกหิรัณย์ที่เดินห่างไปทางคอกม้า “อูโน่ขอฉันแต่งงานก่อนนายนะยะ!”

หิรัณย์กลับหลังหันแล้วเดินลิ่วกลับมาหาสุมิตรา เอ่ยถามเสียงเบาทว่าสีหน้าหาเรื่องสุดๆ ในสายตาคนมอง

“ให้ขอเลยไหมล่ะ”

ประโยคนั้นทำให้สุมิตราผงะจนหลังกระแทกเข้ากับประตูรถ มองหน้าเขาอยู่ครู่ก็พลิกตัวหนีหันหน้าเข้าหารถ ยกมือขึ้นทุบรถเบาๆ ถี่ๆ เพื่อรวบรวมสติและระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หันกลับมาอีกทีหิรัณย์ก็ไม่อยู่แล้ว เดินไปไกลกว่าเมื่อกี้นี้อีก สุมิตราเลยรวบรวมกำลังย้ายร่างตัวเองเข้าห้องส่วนตัว ไปหยิบยานวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อมาใช้งานก่อนนอนแผ่หลากับเตียง

เชอะ ทำเป็นเดินหนี ที่ไม่อยากอยู่เพราะไม่อยากให้เธอเห็นเขาหน้าแดงใช่ไหมล่ะ คิดว่าเธอรู้ไม่ทันหรือไง เด็กน้อยเอ๊ย!

 

การซื้อขายผ่องพรรณเป็นไปรวดเร็วอย่างที่คิด ผ่านไปเพียงสามวันผ่องพรรณก็ไปอยู่ที่คอกของโอบเอื้อ ทว่าเมื่อนิธินันท์เจอเธอกับหิรัณย์ที่สนามบินกลับบอกด้วยหน้าตาเป็นกังวล

“พี่ขอพาน้องแซมไปอีกคอกหนึ่งก่อนนะคะ มีเรื่องมาตั้งแต่เมื่อคืนค่ะ พี่ยังคิดว่าโชคดีมากที่แซมมาพอดี”

สุมิตราพยักหน้า พอทำงานได้สักพักเธอเริ่มชินกับการ ‘เคสงอก’ แล้ว ไปเพื่อรักษาเคสหนึ่งอาจได้รักษาอีกสองเคสเป็นเรื่องปกติ พอขึ้นรถได้ สุมิตราก็เอ่ยถามไว้เป็นข้อมูล “ม้าเป็นอะไรเหรอคะ”

“ลูกม้าค่ะ เพิ่งคลอดเมื่ออาทิตย์ก่อน เมื่อคืนเจ้าของโทรมาปรึกษา เห็นว่าลูกม้าสะดือรั่ว พี่เลยบอกว่าจะพาแซมเข้าไปดูให้ค่ะ”

สุมิตราส่งเสียงตอบรับ ใจภาวนาขอให้เป็นแค่อาการสะดืออักเสบในระยะแรกเริ่ม แค่ทำความสะอาดแล้วให้ยาฆ่าเชื้อทุกอย่างก็จะเป็นปกติ เพราะถ้ามีอาการนอกเหนือไปจากนี้กับลูกม้าที่เพิ่งเกิดไม่กี่วัน เธอเกรงว่ามันจะหนักหนาเกินไป

เมื่อถึงคอกม้า สุมิตราได้ทักทายกับสองสามีภรรยาเจ้าของคอกแล้วจึงรีบไปหาลูกม้าที่อยู่ในคอก ผงะไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพพื้นและผนังซึ่งเต็มไปด้วยคราบสกปรกซึ่งเกิดจากมูลม้า…จริงๆ หากเป็นคอกของม้าทั่วไปอาจไม่ได้น่ากลัวนัก ทว่าพอเป็นคอกที่ม้าเกิดใหม่อยู่ นั่นแหละที่น่ากลัว เพราะในมูลของม้าโตจะมีแบคทีเรียโรโดค็อกคัสที่อาจทำให้ลูกม้าเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

สุมิตราหันไปพูดกับเจ้าของคอก “แยกแม่ม้าให้หน่อยค่ะ ไม่ต้องไกลนะคะ ลูกม้าต้องกินนม”

หลังแม่ม้าออกไปแล้ว สุมิตราจึงรีบเข้าไปตรวจลูกม้าเบื้องต้น พอเข้าไปใกล้ๆ ก็รู้ทันทีว่าลูกม้าตัวเล็กแกร็นกว่าที่ควรมาก เห็นนอนนิ่งท่าทางหมดเรี่ยวแรงแล้วยิ่งใจหาย เปิดปากลูกม้าเพื่อดูเหงือก ดูม่านตาแล้วค่อนข้างกังวลเพราะเยื่อเมือกเป็นสีแดง บ่งชี้อาการติดเชื้อในกระแสเลือด ใช้มือลูบตัวลูกม้าอย่างเบามือก่อนใช้สเตตโตสโคปฟังเสียงหัวใจ เสียงลำไส้ ใจหายเมื่อได้ยินสัญญาณที่ไม่ดีนัก ยิ่งเห็นการหายใจที่ต้องพยายามอย่างหนักแล้วต้องถอนใจยาว มองบริเวณพื้นคอกเพื่อหากองอุจจาระของลูกม้าไม่นานก็เจอ จึงหันไปถามเจ้าของเพื่อความแน่ใจ “ลูกม้าถ่ายเหลวใช่ไหมคะ”

เจ้าของพยักหน้า ก่อนบอกข้อสันนิษฐานของตน “ผมว่าสะดือมันรั่วนะหมอ เวลามันฉี่มันก็ออกทางสะดือ เย็บได้ไหม”

สุมิตราจึงตรวจดูสะดือ เห็นสภาพแล้วยิ่งแน่ใจว่าการเย็บไม่ได้แก้ปัญหา ปกติแล้วเมื่อม้าเกิดไม่นานสะดือควรปิดสนิท เมื่อไม่สนิทก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ติดเชื้อจากภายนอก และทำให้ปัสสาวะรั่วออกมาเป็นการซ้ำเติม “เป็นมากี่วันแล้วคะ”

“วันสองวันได้แล้ว”

“หมอคิดว่าน่าจะสะดืออักเสบนะคะ เสี่ยงติดเชื้อในช่องท้องมาก ดูจากการถ่ายเหลวและการหายใจแล้ว คิดว่าน่าจะโดนเชื้อโรโดค็อกคัสเข้าไปด้วย เดี๋ยวหมอรักษาให้ก่อนเบื้องต้นแล้วส่งโรงพยาบาลดีไหมคะ”

กระนั้นเจ้าของฝ่ายชายก็ยืนยัน “ไม่หรอก พี่มันตัวที่แล้วก็เป็น เย็บสะดือก็หาย”

“ถ้าจะเย็บสะดือก็ต้องเย็บจากข้างในค่ะ ต้องทำที่โรงพยาบาลในห้องปลอดเชื้อ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งเสี่ยงติดเชื้อซ้ำซ้อนเข้าไปอีก หมออยากให้ส่งลูกม้าเข้าโรงพยาบาลค่ะ เท่าที่หมอตรวจสัญญาณไม่ค่อยดีนะคะ”

พอเห็นหน้าเจ้าของไม่เห็นด้วยสุมิตราก็นึกหาวิธีที่จะทำให้ตรวจเห็นอาการของโรคได้ชัดเจนขึ้น ถ้าอยู่โรงพยาบาลคงต้องอัลตราซาวนด์ดู…อัลตราซาวนด์ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนสัปดาห์นี้วิศรุตวิ่งตรวจม้าในละแวกนี้พร้อมอุปกรณ์อัลตราซาวนด์เคลื่อนที่ น่าจะเดินทางมาถึงนี่ภายในไม่กี่ชั่วโมง “หรือไม่งั้นให้หมอตามหมออีกคนที่มีเครื่องอัลตราซาวนด์เข้ามาตรวจไหมคะ จะได้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นอะไรกันแน่”

ฝ่ายชายเตรียมปฏิเสธ ทว่าเป็นฝ่ายหญิงที่รีบบอก “ให้เข้ามาเถอะพี่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเอาไปโรงพยาบาล”

นั่นเองจึงมีคำอนุญาต สุมิตรารีบโทร.หาวิศรุต ซึ่งสามารถเข้ามาที่นี่ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นสุมิตราจึงหาทางดูแลลูกม้าเบื้องต้น ลูกม้าดูอ่อนแรงถ้าเป็นไปได้เธออยากให้กลูโคส ติดแค่ตอนนี้เธอไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้มาเลย ดังนั้นแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดของลูกม้าและน่าจะหาได้ง่ายสุดคือนมแม่ แต่ดูจากเรี่ยวแรงตอนนี้คงลุกยืนไปดูดนมเองไม่ได้ จึงหันไปถามเจ้าของ “มีอะไรให้นมม้าได้บ้างไหมคะ ขวดนมเด็กแล้วตัดจุกเอาก็ได้”

ฝ่ายหญิงเป็นคนตอบ “มีค่ะ เมื่อคืนพี่ก็พยายามป้อนให้อยู่”

“ขอเลยค่ะ เอามาป้อนได้เลย”

“เดี๋ยวไปตามคนงานมารีดนมก่อนนะ”

สุมิตรากำลังจะตอบรับ ทว่าไม่ทันหิรัณย์ที่ชิงบอก “ผมทำให้ครับ ขออุปกรณ์ได้ไหมครับ พวกขวดนม”

สุมิตรามองหน้าเขาซึ่งไม่รู้ว่าใส่หน้ากากอนามัยตั้งแต่ตอนไหน ที่สำคัญคือไปเอามาจากไหนด้วย แต่เขายังไม่หยุดแค่นั้น ถามอีก

“ต้มน้ำให้ด้วยได้ไหมครับ” อีกฝ่ายยังไม่ทันตอบ หิรัณย์ก็ตัดสินใจขอเลยดีกว่า “ผมไปทำให้ดีไหมครับ”

เจ้าของฝ่ายหญิงกับหิรัณย์จึงเดินหายไปอีกทาง แต่นั่นทำให้สุมิตราแน่ใจว่าอย่างน้อยขวดนมและนมแม่ม้าจากหิรัณย์ต้องสะอาดปลอดภัย ไม่เสี่ยงให้ลูกม้าติดเชื้อเพิ่มแน่นอน ยี่สิบนาทีผ่านไปเขากลับมากับนมห้าขวดพร้อมคำบอกเป็นการยืนยัน

“ล้างต้มขวดนมแล้ว ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดเต้านมก่อนรีด”

และมือเขาก็สะอาดแน่นอน…สุมิตราไม่กังขา จึงบอก “ให้นมเลย”

หิรัณย์ไม่อยากเข้าไปในคอก จึงหันไปส่งขวดนมให้พี่ผู้หญิงที่เตรียมอุปกรณ์และรีดนมด้วยกันอยู่เมื่อครู่ ทว่าพออีกฝ่ายจะรับหิรัณย์กลับนึกได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะยังไม่ได้ล้างมือ จึงดึงกลับ…ตัดสินใจเดินเข้าไปเองแล้วนั่งลงเพื่อให้นม อดถามสุมิตราไม่ได้ “ย้ายลูกม้าไปที่ที่สะอาดกว่านี้ดีไหม”

“ว่าจะย้าย แต่ให้ลูกม้ากินนมสักสองสามขวดก่อน”

หิรัณย์จึงไม่พูดอะไรอีก ป้อนนมลูกม้าไปขณะฟังสุมิตราคุยกับเจ้าของไปด้วย

“หมอแนะนำเรื่องคอกแม่ม้ากับลูกม้าหน่อยนะคะ ครั้งหน้าคอกที่จะให้แม่ม้าคลอดต้องแยกต่างหาก ทำความสะอาดทั้งพื้นและผนังให้ดีเลยค่ะ แล้วก็พวกอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย เพราะม้าที่เพิ่งเกิดภูมิจะยังไม่ดี แล้วเขาก็ยังเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องอาจมีเลียนั่นเลียนี่ไปเรื่อย ก็เหมือนลูกคนนี่แหละค่ะที่จับอะไรได้ก็เอาเข้าปาก ต้องระวังหน่อย ก่อนคลอดหนึ่งอาทิตย์ก็ต้องดูแลความสะอาดให้แม่ม้า อาบน้ำ เช็ดเต้านมทุกวัน ลดเชื้อแบคทีเรียที่จะทำให้ลูกม้าป่วยค่ะ”

หิรัณย์มองลูกม้าแล้วอดสงสารไม่ได้ ลืมคำนึงถึงเรื่องความสะอาดของตัวเองเอามือลูบตัวลูกม้าแผ่วเบา เม้มปากแน่นตอนขาลูกม้าขยับมาวางพาดบนเท้าตน เลื่อนมือมาลูบขาม้าซึ่งนั่นยิ่งทำให้ใจหายเพราะมันเล็กกว่าขาลูกม้าตัวอื่นที่เขาเคยเจอมาก ทำได้เพียงบอกอยู่ในใจ…ต้องสู้นะไอ้หนู

รอจนวิศรุตมาถึง จึงรีบให้น้ำเกลือผสมกลูโคสกับลูกม้า ก่อนสุมิตราจะพูดคุยเกี่ยวกับอาการที่ตรวจเจอเบื้องต้นเพื่อปรึกษากับวิศรุตเพื่อบอกจุดที่ควรทำอัลตราซาวนด์ พอลงมืออัลตราซาวนด์ช่องท้องกับปอดแล้วสองหมอก็มองหน้ากัน ก่อนวิศรุตจะบอกสุมิตรา

“เคสแก แกพูด”

สุมิตราถอนใจยาว เรียกเจ้าของม้าทั้งคู่มาดู “ที่เห็นคือมีน้ำเต็มช่องท้องเลยค่ะ จะให้หมอเจาะเอาไปตรวจไหมคะ”

ผู้ชายยังยืนนิ่ง ขณะผู้หญิงพยักหน้า ซึ่งสุมิตราถือว่าเป็นการตอบรับ จึงหันไปมองวิศรุตซึ่งบอกทันที

“เดี๋ยวไปเตรียมอุปกรณ์ให้”

สุมิตราจึงมาที่ประเด็นต่อไป “ตรงนี้เป็นปอดค่ะ จุดๆ ที่เห็นเป็นฝี พอดูจากการที่น้องถ่ายเหลว แล้วก็หายใจลำบาก” สุมิตราหันไปชี้ลูกม้ารอจนลูกม้าหายใจแล้วจึงพูดต่อ “เนี่ยค่ะ เห็นใช่ไหมคะ เหมือนน้องต้องใช้แรงทั้งตัวเพื่อหายใจ หมอว่าคงโดนโรโดค็อกคัสเข้าไป ที่หมอบอกว่ามันคือแบคทีเรียที่อยู่ในมูลม้าโตค่ะ”

ฝ่ายหญิงกัดปาก มองลูกม้าแล้วพูดเหมือนยังมีความหวัง “รักษาได้ไหม”

สุมิตรานิ่งไป ลูกม้ามีอาการถึงสองอาการ คือพาเทนต์ยูราคัส เป็นอาการที่ช่องเปิดของสะดือไม่ปิด ทำให้ปัสสาวะรั่วออกมาทางสะดือ กับติดเชื้อโรโดค็อกคัส ซึ่งล้วนเป็นอาการที่ร้ายแรงทั้งคู่ ส่งโรงพยาบาลก็ไม่แน่ว่าจะถึง ก่อนตัดสินใจบอก “ส่งโรงพยาบาลได้ค่ะ แต่ถ้าให้หมอแนะนำ” สุมิตราพยายามวางอารมณ์ตัวเองลง ก่อนบอก “หมอแนะนำให้พุทค่ะ” (เชิงอรรถ – มาจาก Put to sleep คือการการุณยฆาต)

เพราะถ้าไม่การุณยฆาต ลูกม้าตัวนี้ต้องทนทรมานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย ซึ่งคงอีกไม่นานนัก ดูจากสภาพที่นอนแบ็บแล้ว น่าจะไม่เกินครึ่งวัน…

พูดจบก็หันไปมองด้านหลัง ไม่แปลกใจเลยที่เห็นหิรัณย์มองมาทางเธอนิ่ง มือยังถือขวดนมจ่อปากลูกม้าซึ่งยังดูดอยู่เรื่อยๆ สายตาเขาบอกชัดว่ายังพยายามทำใจ

“หมอว่ายังไงมันก็ตายใช่ไหมครับ”

“ค่ะ”

“ถ้าไม่พุทล่ะ”

“ลูกม้าก็จะทรมานไปเรื่อยๆ ค่ะ”

เหมือนยังมีความไม่แน่ใจ คนผู้ชายจึงหันไปทางวิศรุต “นั่นก็หมอม้าเหรอ”

วิศรุตกับสุมิตรามองหน้ากัน ก่อนวิศรุตเป็นคนตอบ “ครับ หมอม้า”

“หมอว่าไง”

“หมอเห็นเหมือนหมอแซมครับ ภาพอัลตราซาวนด์บอกชัดเจนมาก”

อาจเพราะประโยคนั้น ทำให้เจ้าของผู้หญิงหันไปเอ่ยขอ เสียงสั่นระริก “พี่ พุทมันเถอะ อย่าให้มันทรมานเลยนะ”

ใช้เวลาคิดอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดฝ่ายชายก็ยินยอม สุมิตราจึงเดินไปหาวิศรุตแล้วเดินตรงไปเตรียมยาฉีดที่รถ วิศรุตเองเห็นหน้าเพื่อนแล้วเอ่ยถาม

“ฉันทำให้ไหม”

สุมิตรามองหน้าเพื่อน นึกไปว่าตอนต้องการุณยฆาตม้าสามครั้งหลัง วิศรุตทำให้ทั้งหมด จึงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร แกทำเยอะแล้ว เดี๋ยวครั้งนี้ฉันทำเอง”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ กำลังจะเตรียมยาให้ทว่าเกิดเสียงโวยวายขึ้นเสียก่อน

“หมอ!”

เท่านั้นสุมิตราก็แน่ใจ ลูกม้าไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไปแล้ว…

Don`t copy text!