Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 7 : บ้านพลูหลวง

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 7 : บ้านพลูหลวง

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

แสงแดดยามบ่ายส่องลอดหน้าต่างบานยาวเข้ามาในห้องพักผ่อนที่ตกแต่งไว้อย่างเรียบหรู บ่งบอกถึงรสนิยมดีเลิศของผู้เป็นเจ้าของ

กำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ฝั่งตรงข้ามยังคงขวักไขว่ไปด้วยนักท่องเที่ยวและรถทัวร์ขนาดใหญ่ กิจการท่องเที่ยวของเมืองกำลังเติบโตขึ้นทุกที และวิถีชีวิตที่เคยเรียบง่ายของผู้คนก็กำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย

กลางห้องคือโต๊ะสี่เหลี่ยม มีแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่วางประดับ กลิ่นลิลลี่และกุหลาบดอกโตหอมอวลไปในอณูอากาศ ลูกชายคนโตรู้ใจมารดาว่าชอบดอกไม้ เขาสั่งให้แม่บ้านเปลี่ยนดอกไม้ให้ใหม่และสดเสมอ

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาดอกไม้เหล่านี้ในมัณฑะเลย์ หากก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับปรมินทร์ ชายหนุ่มสั่งให้คนของเขาส่งลิลลีและกุหลาบฮอลแลนด์มาจากกรุงเทพฯ สัปดาห์ละสองครั้ง ดอกไม้มาพร้อมกับเที่ยวบินเที่ยวแรกสุด

ขณะนี้ลูกชายของเธอขยายธุรกิจออกไปอีก ด้วยการลงทุนร่วมกับกับซอมินตุน บุตรชายของรัฐมนตรีคนสำคัญในคณะรัฐบาล ชายหนุ่มทั้งสองซื้อที่ดินเชิงเขานอกเมืองเพื่อทำฟาร์ม ปรมินทร์จ้างนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ที่เพิ่งเรียบจบมาทำงานที่นี่แปดคน พวกเขากำลังเริ่มลงมือปลูกดอกไม้ รวมถึงผักผลไม้ที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ

อากาศที่นี่หนาวเย็น เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของลิลลีและกุหลาบ รวมถึงไม้เมืองหนาวประเภทอื่นๆ อีกหน่อยพอแปลงดอกไม้เหล่านั้นแข็งแรงดี นอกจากจะได้ดอกไม้ ผัก และผลไม้สดๆ ทุกวัน ลดต้นทุนการนำเข้าแล้ว ยังสามารถส่งขายได้อีกด้วย

ที่ไร่ของปรมินทร์ยังมีอะโวคาโด ผักสลัด และพืชสวนอีกหลายชนิด กิจการของปรมินทร์กำลังเจริญก้าวหน้า และมารดาอย่างเธอก็พร้อมจะสนับสนุนเขาทุกอย่าง

“ตกลงพระพุทธรูปองค์นี้…” หม่อมหลวงพรรณเพลินจ้องมองพระทองคำที่เด็กนักเรียนของปรมินทร์อ้างว่าเอากลับมาจากอดีต

“เป็นพระของแท้อย่างนั้นหรือ ตาปอ…”

“ครับ” ปรมินทร์พยักหน้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “โยะดะยาเปียงทูนจียืนยันว่าเป็นพระของเก่าแท้ๆ คนโยเดียสร้างพระพุทธรูปประทับนั่งใต้ต้นมะเดื่อองค์นี้ขึ้นมา ตอนถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๙…”

“๒๓๓๙… ผ่านมา ๒๒๒ ปีแล้วสินะ”

ดวงตาของหญิงสูงวัยที่จ้องมองชายหนุ่มในโซฟายาวตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด หากไม่ใช่ปรมินทร์เป็นคนเล่าเรื่องนี้ เธอจะไม่มีวันเชื่อโดยเด็ดขาด

“เราเชื่อผู้ชายคนนั้นได้แน่ใช่ไหม” หม่อมหลวงพรรณเพลินถอนใจเบาๆ

“ผมเชื่อเขา” ปรมินทร์ตอบเสียงหนักแน่น สีหน้าท่าทางของชายสูงวัยคนนั้นเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ ไม่มีเหตุผลที่ทูนจีจะต้องแต่งเรื่องโกหกเขาสักนิด

“ทูนจีก็มีพระแบบเดียวกันนี้เลยครับ เขายังเล่าด้วยว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเป็นหลัก เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของเชลยศึกชาวอยุธยามาโดยตลอด หลังจากที่ท่านสิ้นในสมณเพศ ทุกคนเลยพร้อมใจสร้างพระพุทธรูปองค์เล็กๆ นี้ขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์… ส่วนหนึ่งบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิ ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายกันไปบูชา”

“แน่ใจนะว่ามินมินไม่ได้หยิบพระในบ้านของตัวเอง เอามาหลอกลูก” ผู้เป็นมารดาถามย้ำ

“แน่ใจครับ” ปรมินทร์ว่า

“ทูนจีเล่าว่า… พระองค์นี้ไม่ใช่ใครก็มีกันได้” ปรมัตถ์ช่วยพี่ชายเล่า เขานั่งอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น และฟังเรื่องเล่าของทูนจีด้วยความตื่นเต้น “พวกเขาสร้างพระขึ้นแค่ร้อยกว่าองค์ นำไปบรรจุในพระเจดีย์หนึ่งร้อยสิบเอ็ดองค์ ที่เหลือจึงจะมอบให้กับครอบครัวที่มีเชื้อสายเจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่นี่ ครอบครัวละหนึ่งถึงสององค์เท่านั้น ชาวบ้านธรรมดาไม่มีครับ”

“ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจ” ปรมินทร์เอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งคิดไปนาน “จะว่าไปแล้ว… ครอบครัวเราก็มีเชื้อสายเจ้านายราชวงศ์บ้านพลูหลวงไม่ใช่หรือครับคุณแม่”

“ก็ใช่…” หม่อมหลวงพรรณเพลินพยักหน้า “แต่ปออย่าเที่ยวพูดอวดอ้างกับคนอื่น… มันดูไม่งาม… เพราะถึงเจ้าคุณฉาย… คุณทวดของทวดของเราจะมีเชื้อสายบ้านพลูหลวงก็จริง แต่ถือว่าเป็นเจ้านายชั้นห่างแล้ว ไม่ใช่เจ้านายสายหลักอะไร ที่อุตส่าห์รอดมาได้ก็เพราะมีหน้าที่คอยถวายงานรับใช้เจ้าฟ้าหญิงพินทวดีอย่างใกล้ชิด เลยไม่ต้องระหกระเหินมาถึงอังวะเหมือนอย่างองค์อื่นๆ…”

หลังจากกรุงแตก เจ้านายผู้สืบสายเลือดโดยตรงมาจากพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน รวมถึงขุนนางที่มีตำแหน่งสำคัญไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ คน ถูกนำตัวไปยังอังวะ

มีเจ้านายไม่กี่พระองค์เท่านั้นที่ไม่ถูกกวาดต้อนขึ้นไป และมีพระชนม์อยู่มาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

พระองค์ที่สำคัญที่สุดก็คือเจ้าฟ้าหญิงพินทวดี พระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและกรมหลวงพิพิธมนตรี หรือที่ชาวอยุธยาเรียกกันว่าสมเด็จพระพันวสาน้อย พระองค์เป็นพระเชษฐภคินีของพระมหากษัตริย์ถึงสองพระองค์ คือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์และสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

ตอนเสียกรุง เจ้าฟ้าหญิงพินทวดีถูกพวกพม่านำตัวไปประทับอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น เพื่อรอเวลาที่จะส่งตัวขึ้นไปที่อังวะ หากแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำไพร่พลมาตีค่ายโพธิ์สามต้นแตกเสียก่อน จึงอัญเชิญให้พระองค์ไปประทับอยู่ที่กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์

เนื่องจากทรงเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ที่มีความรอบรู้ เจ้าฟ้าหญิงพินทวดีจึงเป็นผู้ถ่ายทอดประเพณีและขนบธรรมเนียมของราชสำนักอยุธยา ให้กับราชสำนักธนบุรีและรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะพระราชพิธีโสกันต์แบบเต็มรูปแบบโบราณราชประเพณี

เจ้าฟ้าหญิงพินทวดี เป็นเจ้านายชันษายืน พระองค์มาสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๓๔๔ แผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระชนมายุยืนยาวถึง ๙๔ ชันษา

“แม่อยากเจอคุณทูนจีอะไรนั่น”

คำปรารภของผู้เป็นมารดา ทำให้ปรมินทร์และปรมัตถ์ถึงกับหันไปมองหน้ากัน ด้วยไม่คิดว่าจะมีคำพูดทำนองนี้หลุดออกมาจากหม่อมหลวงพรรณเพลิน

“คุณแม่จะไปพบทูนจีทำไมหรือครับ” ปรมินทร์อดจะถามมิได้

“แม่มีเรื่องอยากถามหลายอย่าง” ผู้เป็นมารดาว่า “มีเรื่องของเจ้านายหลายพระองค์ ที่ถูกกวาดต้อนมายังอังวะ… แม่อยากรู้ว่าแต่ละพระองค์เป็นอย่างไรกันบ้าง กษัตริย์อังวะดูแลพวกท่านดีแค่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม่สงสัยมานาน ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้เลย”

เธอเคยไปบริเวณสุสานเก่าแก่ที่อมรปุระ ซึ่งใครต่อใครบอกว่าเป็นสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร แม้จะมีการค้นพบบาตรประดับด้วยกระจกสี และมีห่อผ้าขาวบรรจุกระดูกกรามชิ้นหนึ่ง หากยังไม่มีใครยืนยันได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือพระบรมอัฐิจริงๆ หรือไม่

“ผมจะลองนัดโยดะยาเปียงทูนจีให้นะครับ” ปรมินทร์บอกมารดา หลังจากนิ่งคิดไปพักใหญ่

“จ้ะ” หม่อมหลวงพรรณเพลินพยักหน้า ดูท่าว่าการมาเยี่ยมลูกชายในครั้งนี้ จะมีอะไรที่น่าสนใจมากเกินคาดเสียแล้ว…

 

“ครูคะ หนูทำข้อสอบเสร็จแล้ว”

มินมินเรียกคุณยี่ภู่ แล้วส่งกระดาษคำตอบที่เขียนด้วยลายมือสวยงาม คืนให้กับสตรีวัยกลางคนที่สอดสายตามองลอดแว่นตรงมายังเธอ

“ขอโทษนะคะ ที่ทำให้ครูต้องเดือดร้อน”

เด็กสาวพึมพำด้วยความรู้สึกเกรงใจ เพื่อนคนอื่นสอบเสร็จไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ในช่วงที่เธอหลุดกาลเวลาย้อนกลับไปในอดีต

เมื่อได้กลับมา มินมินก็พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่เธอไม่ได้มาเรียนให้กับชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนได้รู้ถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดเธอจึงขาดเรียนและขาดสอบ

เธอไม่อยากโกหก จึงเลือกที่จะบอกเขาว่าเธอหลงกาลเวลา ย้อนกลับไปมัณฑะเลย์ในอดีตเมื่อ ๒๐๑ ปีที่ผ่านมาแล้ว แต่เมื่อพูดความจริงออกไป ผลก็เป็นอย่างที่เห็น

ปรมินทร์ไม่เชื่อ

ในตอนแรกเขาคงคิดอยากไล่เธอออกโทษฐานที่แต่งเรื่องมาโกหก หากมินมินออกจะแน่ใจว่า… พระองค์เล็กที่ ‘เจ้าหญิงทับทิม’ มอบให้มา ช่วยหล่อนเอาไว้

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เพราะหลังจากที่มินมินออกจากโรงพยาบาลได้สามวัน ชายหนุ่มคนนั้นก็ให้เลขาโทรมา เรียกให้มินมินไปพบ

“เอาพระของเธอกลับคืนไป”

เขาส่งพระพุทธรูปทองคำองค์นั้นคืนให้ มินมินยังจำสีหน้าคมสันที่เต็มไปด้วยร่องรอยเคร่งขรึมนั้นได้

มินมินเอื้อมมือสั่นเทาไปรับพระมากำแน่นในฝ่ามือชื้นเหงื่อ เธอยื่นมองเขาแน่วนิ่ง รอฟังว่าปรมินทร์จะให้เธอเขียนใบลาออกเอง หรือเขาจะไล่เธอออก หากประโยคถัดมาของชายหนุ่ม ทำให้มินมินถึงกับอ้าปากค้าง

“สัปดาห์หน้าเตรียมตัวมาสอบประเมินผลด้วย เพื่อนของเธอสอบไปหมดแล้ว เราจะใช้ข้อสอบใหม่ ถ้าข้อสอบพร้อมเมื่อไร อาจารย์ยี่ภู่จะนัดหมายกับเธอเอง”

“คะ… อะไรนะคะ” มินมินแทบไม่เชื่อหู “ตกลงฉันเรียนต่อที่นี่ได้หรือคะ”

“หรือว่าเธอไม่อยากเรียน” เขาย้อนถาม

“ยะ… อยากสิคะ” มินมินละล่ำละลัก หัวใจยังเต้นโครมครามด้วยความรู้สึกนานาประการที่ประดังกันเข้ามา ทั้งประหลาดใจ ทั้งตื่นเต้น

“แต่ทำไม…” มีคำถามมากมายที่มินมินอยากจะถามเขา

‘ฉันได้ไปพบกับบุคคลคนหนึ่ง และคนผู้นั้นทำให้ฉันเชื่อได้ว่าพระองค์ที่เธอให้ฉันมา… เป็นพระที่มาจากอดีตกาลจริงๆ’

“แปลว่า… คุณเชื่อแล้วใช่ไหมคะ” ดวงตากลมโตของมินมินเบิกกว้าง ขนตายาวงอนราวปีกผีเสื้อของเธอกะพริบถี่ๆ

“แปลว่า… ฉันให้โอกาสเธออีกครั้ง” ปรมินทร์เลี่ยง ไม่ตอบคำถามของมินมินตรงๆ

“ฉันพูดเรื่องจริง…” มินมินพยายามจะอธิบาย หากยังไม่ทันจะได้ทำอย่างที่ตั้งใจ ชายหนุ่มก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“ฉันไม่สนใจเรื่องอื่น ถ้าอยากเรียนที่นี่ก็ต้องตั้งใจให้มากกว่านี้ เธออยู่ปีสองแล้ว อีกปีเดียวก็จะจบหลักสูตร ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำให้โรงเรียนเสียชื่อ ฉะนั้น… อย่าหายตัวไปเฉยๆ แบบที่ผ่านมาอีก หากจะหยุดไปเที่ยว หรือไปทำธุระที่ไหน ให้ส่งใบลาล่วงหน้าตามระเบียบ” ปรมินทร์พูดออกไปแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นตาแก่ขี้บ่น

“ค่ะ” มินมินสะกดคำพูดมากมายที่กำลังจะพรั่งพรูออกมาเอาไว้

เธอไม่ได้อยากหายตัวไปสักหน่อย เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าเธอกำลังจะหายตัวไปแล้วนะ… แล้วจะมีเวลาให้เธอส่งใบลาอย่างที่เขาบอกได้อย่างไร

อีกอย่าง การที่เธอหายไปในอดีต เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้…

ตอนกลับมายิ่งแล้วใหญ่…

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว และสร้างความสับสนเสียจนมินมินไม่แน่ใจอีกแล้วว่า อะไรคือความจริง และอะไรคือความฝันกันแน่

“ขอบคุณนะคะ ที่ให้โอกาสฉัน”

“จริงสิ” เขานึกอะไรขึ้นมาได้ “ข้าวมันโยเดียที่เธอทำมาส่ง… คุณแม่ของฉันฝากชมว่าอร่อยมาก”

พร้อมกับการสอบประเมินผลเพื่อตัดสินว่านักเรียนจะได้เลื่อนชั้นหรือไม่ ทุกคนจะต้องทำอาหารพิเศษขึ้นมาเมนูหนึ่ง ถือเป็น Final Project

โจทย์ของปรมินทร์ก็คือ อาหารที่นักเรียนทำมาส่ง จะเป็นอาหารประเภทไหนก็ได้ ที่สามารถทำเสิร์ฟผู้คนได้จำนวนมาก โดยที่สามารถจะควบคุมรสชาติและวัตถุดิบได้ อีกทั้งอาหารเมนูนั้นจะต้องมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นตำนาน หรือวัฒนธรมที่มาของอาหารจากนั้นๆ รวมถึงจะต้องมีรสชาติอร่อยเป็นที่ประทับใจ

มีการให้คะแนนของอาหารที่นักเรียนทำส่ง และเมนูที่ชนะเลิศจะได้รับรางวัลพิเศษ เป็นทุนการศึกษา ให้นักเรียนคนนั้นได้เรียนฟรีเป็นเวลาหนึ่งปี

แน่นอนว่า รางวัลดังกล่าวนั้นยั่วยวนใจ ทำให้นักเรียนทุกคนอยากจะชนะเลิศกันทั้งนั้น

สำหรับ Final Project ของเธอ… มินมินคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรถึงจะสร้างความประทับใจให้กับครูและคณะกรรมการ ยิ่งใกล้วันส่งงาน มินมินยิ่งรู้สึกเครียด และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอชวนทันวินไปกราบพระเจดีย์ Hsinbyume ด้วยกัน

“คุณพรรณเพลินชอบข้าวมันของเธอมากนะมินมิน” คำพูดของอาจารย์ยี่ภู่ราวจะย้ำคำชมของปรมินทร์

หม่อมหลวงพรรณเพลิน มารดาของปรมินทร์ มาเยี่ยมบุตรชายที่โรงเรียนในช่วงจังหวะนี้พอดี ซอมินตุนเลยเชิญให้เธอเป็นกรรมการตัดสินรางวัลเมนูอาหารเสียเลย ผลการตัดสินจะประกาศให้นักเรียนทราบในสัปดาห์หน้า

“ท่านก็คงจะให้กำลังใจนักเรียนทุกคนล่ะค่ะครู” มินมินพูดออกไปตรงๆ ตามที่คิด

“ไม่หรอก” ยี่ภู่ส่ายหน้า “ครอบครัวคุณพรรณเพลินมีฝีมือด้านอาหารมาก หากไม่ชอบจริงๆ เธอไม่ชมใครง่ายๆ หรอก”

มินมินฟังแล้วหัวใจพองโต

“ว่าแต่… ข้าวมันของเธออร่อยจริงๆ นะมินมิน” แม้แต่ยี่ภู่ยังอดชมไม่ได้ “รสชาติแปลกไม่เหมือนกับข้าวมันที่เธอเคยทำมาให้ครูชิม”

มารดาของมินมินมีชื่อเสียงด้านอาหารเช่นกัน ซูยาตีทำข้าวมันแบบโยเดียอร่อยมาก เป็นสูตรที่ตกทอดกันมาในตระกูล

มินมินเคยให้แม่ทำมาฝากครูที่โรงเรียน ทุกคนล้วนชื่นชอบรสชาติอาหารของซูยาตีเป็นอย่างมาก ต่างพูดตรงกันว่าไม่เคยกินข้าวมันโยเดียที่ไหนอร่อยเท่าข้าวมันของซูยาตี

ใครจะคิดว่าข้าวมันที่มินมินทำมาส่งครูเป็น Final Project นั้น รสชาติกลับอร่อยกว่าที่มารดาของเธอทำหลายเท่า…

“มีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า” ครูถาม

“มีค่ะ…” มินมินถอนใจยาว ขณะพยักหน้ารับ

“บอกครูหน่อย… เคล็ดลับคืออะไร” ยี่ภู่ถามด้วยความอยากรู้จริงๆ

“เคล็ดลับ… เอ้อ…” มินมินพยายามรวบรวมความคิดว่าจะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดี

เพราะข้าวมันสูตรที่เธอทำมาส่งครูในครั้งนี้นั้น เป็นข้าวมันของแท้ของชาวโยเดีย ที่มีจุดเริ่มต้นของเรื่องราวมาจากวันที่ต่อพญายีพาเธอไปยังหมู่บ้านมินตาซุ เพื่อตรวจสอบว่าเธอคือไส้ศึกหรือเปล่า

และเจ้าหญิงทับทิมก็ช่วยเหลือเธอ… โดยรับสมอ้างว่า มินมินเป็นหลานสาวที่เดินทางมาจากมินบูนั่นเอง!

Don`t copy text!