Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 8 : มรรคาแห่งเชลยศึก

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 8 : มรรคาแห่งเชลยศึก

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

มินบูคือเมืองเล็กๆที่อยู่ริมฝั่งน้ำอิระวดี ใต้ลงไปจากสะกายและมัณฑะเลย์

มินมินไม่เคยไปมินบู แต่เธอรู้จักมินบูจากคำบอกเล่าของพ่อ

ในตอนนั้นเธอฟังไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้รู้สึกสนใจจริงจังนัก ที่มินมินฟังเพียงเพราะอยากจะเอาใจผู้เป็นบิดา เธอไม่เคยนึกเลยว่าในวันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับโยเดียที่พ่อชอบเล่าให้ฟังบ่อยๆ จะกลับมามีประโยชน์ เมื่อมินมินต้องย้อนกาลเวลา กลับมาพบผู้คนที่เคยมีชีวิตอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์

“มีหมู่บ้านของพวกเราชาวโยเดียอยู่ที่นั่นมากมายหลายแห่ง” พ่อมักจะเริ่มต้นเช่นนั้น

“ยังมีโยเดียอยู่ที่อื่นด้วยหรือพ่อ” น้องของเธอถามคำถามที่เธอเองก็นึกสงสัย ในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน เฉว่บูดูจะสนใจเรื่องเล่าของพ่อมากกว่าคนอื่นๆ

“มีสิ” พ่อว่า “การกวาดต้อนคนเรือนแสนขึ้นมาจากโยเดีย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ บรรดาแม่ทัพนายกองจะปล่อยคนไปเป็นกลุ่มๆ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในอาณาเขตของตนเอง จะว่าให้คนเป็นรางวัลที่ชนะศึกก็ว่าได้”

พ่อไม่ได้เล่าเฉยๆ หากทว่ามีแผนที่ประกอบ

นิ้วเรียวยาวของข่ายเฉว่ชี้ไล่จากชายแดนของประเทศ ขึ้นไปตามลำน้ำสายหลัก

“กองทัพอังวะแยกกันขึ้นมาสองสาย ทัพหลวงคุมเชลยขึ้นมาทางพะโค แปร จนถึงอังวะ ระหว่างทางก็ปล่อยเชลยศึกไปเรื่อยๆ สองฝั่งอิระวดีจึงมีหมู่บ้านของคนโยเดียอยู่หลายแห่ง ที่ใหญ่พอๆ กับสะกาย เห็นจะเป็นมินบู”

“มินบู” เฉว่บูทำตาโต

“พวกที่อยู่มินบูเป็นช่างเขียน ส่วนช่างปั้น ช่างแกะสลักนั้น อยู่กันที่มนยวาเป็นส่วนใหญ่ สำหรับเจ้าฟ้าทั้งหลาย รวมถึงพวกขุนนางคนสำคัญ ถูกนำตัวขึ้นมาถึงอังวะและสะกาย พระเจ้าช้างเผือก สินพยุฉิ่น พระราชทานที่ดินแถวมินตาซุให้เจ้านายผู้ชายปลุกเรือนอยู่ ส่วนเจ้านายสตรีนั้นให้ปลูกตำหนักอยู่ในเขตพระราชวัง” พ่อเล่าต่ออย่างผู้รู้จริง

เรื่องราวทั้งหมดข่ายเฉว่ฟังมาจากทวดของเขาซึ่งเป็นคนโยเดียรุ่นที่ ๖ ยังทันจะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากคนโยเดียรุ่นที่ ๒… ลูกหลานของเชลยศึกซึ่งมาถือกำเนิดในแผ่นดินอังวะ…

…เธอคือหลานสาวของฉัน มาจากเมืองมินบู…

เพราะคำพูดประโยคนั้นแท้ๆ ที่ช่วยให้มินมินรอดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยมาได้ แต่กระนั้นสายตาของนายทหารหนุ่มรูปงาม ก็ยังไม่วายมองมาอย่างต้องการจะจับพิรุธ

“ไม่เชื่อหรืออย่างไร” มินมินจำได้ว่าเจ้าหญิงทับทิมจ้องมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่อย่างไม่กลัวเกรง

“นางคือหลานสาวของฉันจริงๆ… บ้านของนางอยู่ที่มินบู เพิ่งจะขึ้นมาที่มินตาซุเป็นครั้งแรก เพราะเหตุนี้ท่านจึงไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน”

“หากเจ้าหญิงยืนยันเช่นนั้น เราคงหมดข้อคำถาม” น้ำเสียงของต่อพญายีออกจะเครียดขรึม

หมดคำถามไม่ได้หมายความว่าหมดสงสัย…

หากในสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนต่อพญายีจะทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการผายมือให้กับมินมินพร้อมกับเอ่ยว่า

“ขอเชิญเธอกลับไปกับเจ้าหญิงทับทิมได้”

“เดี๋ยวก่อนสิ… ฉัน…”

มินมินอ้าปากเหมือนอยากเอ่ยอะไรออกมาสักอย่าง หากเจ้าหญิงทับทิมยื่นมือมาดึงแขนของหญิงสาวเอาไว้ แล้วรีบชิงพูดตัดบทขึ้นว่า

“ไปกันเถอะหลานมินมิน”

เธอจ้องตาหญิงสาวผู้พลัดกาลเวลามาด้วยสายตาแน่วนิ่ง ส่งสัญญาณให้รู้ว่าอย่าทำให้เสียแผน

“ไปก่อนนะต่อพญายี” เจ้าหญิงหันไปยิ้มเยือกเย็นกับชายหนุ่ม “ขอบใจมาก ที่ช่วยเป็นหูเป็นตา ดูแลพวกเราทุกคนเป็นอย่างดี”

“เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว” รอยยิ้มของต่อพญายีดูเยือกเย็นไม่แพ้กัน มินมินรู้สึกว่ารอยยิ้มของเขานั้นน่ากลัว… เหมือนกับผิวน้ำที่แลดูราบเรียบ หากภายใต้นั้นมีคลื่นขนาดใหญ่กำลังรอเวลาที่จะก่อตัว

“กลับเรือนได้แล้ว” ขณะดึงให้มินมินเดินไปด้วยกัน เจ้าหญิงทับทิมแกล้งทำเสียงเอ็ด จงใจให้เสียงดังพอที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงล่ำสันจะได้ยิน “เด็กคนนี้ก็เหลือเกิน… อยากไปเที่ยว Hsinbyume ก็ไม่บอก แอบไปเองแบบนี้ ทีหน้าทีหลังจะต้องเฆี่ยนเสียให้เข็ด”

“จ้ะ” มินมินตอบเสียงแผ่ว

หางตาของเธอไปเหลือบเห็นท่าทางเดินอ้อยอิ่งของสตรีสาวรูปร่างบอบบาง และสายตาละห้อยหาที่เจ้าหญิงดาราจ้องมองต่อพญายี…

มันเป็นสายตาของผู้ที่มีความรักที่ใช้มองกัน

…มินมินแน่ใจเช่นนั้น…

 

เลี้ยวลับจากบริเวณศาลพระราม เจ้าหญิงทับทิมก็ปล่อยมือเรียวยาวของมินมินแทบจะทันที ร่างสูงสง่าเดินลิ่วๆ นำไปข้างหน้า มีมินมินและเจ้าหญิงดาราตามไปติดๆ

เรือนใต้ถุนสูงที่เจ้าหญิงทับทิมพาหญิงสาวแปลกหน้ามาหยุดอยู่นั้น มีขนาดใหญ่กว่าทุกเรือนในละแวกเดียวกัน

มินมินแลเห็นสาวใช้สองสามคนที่นั่งอยู่บนระเบียงกว้างแอบชะโงกหน้ามามอง สายตาเต็มไปด้วยความสนอกสนใจ

เจ้าหญิงทับทิมเดินขึ้นบันไดไปก่อน มินมินยืนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เจ้าหญิงดาราซึ่งเดินตามมาทางด้านหลังจะพยักหน้าเป็นทำนองบอกให้เดินตามขึ้นไป

เรือนหลังนี้มีชานกว้าง ที่กึ่งกลางของชานเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยม เว้นที่ว่างเอาไว้สำหรับให้ต้นมะเดื่อสูงใหญ่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน

ลำต้นของมะเดื่ออวบหนา บอกให้รู้ถึงอายุอานามหลายสิบปี กิ่งก้านใบสีเขียวเข้มแผ่ปกคลุมให้ร่มเงากับเรือนหลังใหญ่แห่งนี้ บางกิ่งมีผลห้อยเป็นพวงระย้า ปัจจุบันนี้แถวบ้านของเธอไม่มีใครปลูกมะเดื่อกันแล้ว

เจ้าหญิงทับทิมเดินผ่านบรรดาบ่าวไพร่ที่นั่งราบกับพื้น เข้าไปในห้องขนาดใหญ่ที่มีหน้าต่างบานยาวจนจรดพื้น

ร่างสูงโปร่งเดินไปนั่งบนตั่งไม้แกะสลัก ลงรักปิดทองประดับกระจกสีเป็นลวดลายอ่อนช้อย มินมินเหลือบตามองไปโดยรอบ ก็อดจะประหลาดใจมิได้ ด้วยบรรดาข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่ตามซอกมุมต่างๆ นั้นแลดูแปลกตา

โดยเฉพาะตุ๊กตาดินเผาตัวเล็กๆ ที่ปั้นเป็นรูปเด็กชายหญิงกำลังล้อมวงนั่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน เด็กทุกคนไว้ผมจุกแตกต่างไปจากเด็กพม่า มินมินไม่เคยเห็นการเกล้าผมเป็นจุกอยู่กลางกระหม่อมในลักษณะเช่นนี้มาก่อน

มินมินยังยืนละล้าละลังอยู่อย่างนั้น จนเจ้าหญิงดาราที่เดินตามมาข้างหลังสะกิดแขน ทำท่าบอกให้เธอนั่งลง

…นั่งหรือ…

มินมินทำปากขมุบขมิบถามอีกฝ่าย สายตามองสอดส่ายหาเก้าอี้หากไม่เห็นจะมีสักตัว

…ใช่ …เจ้าหญิงดาราทำปากขมุบขมิบตอบ

…ให้นั่งที่ตรงไหน… มินมินถาม

…ก็นั่งลงบนพื้นนี่ละ… เจ้าหญิงดาราเหลือบตาไปยังพื้นตรงหน้าเจ้าหญิงผู้เป็นมารดา

…อ้ะ นั่งก็นั่ง… มินมินพึมพำบอกกับตนเอง

“เอาละ… สารภาพมาเสียดีๆ”

ทันทีที่หญิงสาวทรุดกายลงนั่งกับพื้นไม้กระดานที่ขัดจนขึ้นมัน เจ้าหญิงทับทิมก็หันมาถามเธอด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เธอเป็นใคร มาจากไหนกันแน่”

“ฉัน…” มินมินตั้งตัวไม่ติด ด้วยท่าทางของเจ้าหญิงทับทิมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“ว่าอย่างไร” เจ้าหญิงคาดคั้น สำเนียงพูดของเธอแปร่งไปจากสำเนียงของคนพม่าที่มินมินเคยคุ้น “อย่าคิดจะมาปดฉันนะ… ที่ช่วยเธอเอาไว้ ก็เพราะเห็นว่าเป็นคนโยเดียด้วยกัน ไม่อยากให้ถูกพวกทหารเอาตัวไปสอบสวน แต่ถ้าเธอยังไม่พูดความจริง ฉันนี่ละที่จะเป็นคนพาตัวไปส่งให้ทางการเอง”

“ฉันมาจากมินตาซุ” หลังจากอึ้งไปพักใหญ่ มินมินก็เอ่ยออกไปในที่สุด “แต่มินตาซุที่ฉันจากมา… ไม่ใช่มินตาซุในเวลานี้”

“หมายความว่าอย่างไร” เจ้าหญิงทับทิมเลิกคิ้ว

“หมายความว่า…” มินมินถอนใจยาวไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไร “เจ้าหญิงคะ… มินตาซุที่ฉันจากมา ไม่ใช่มินตาซุที่นี่”

“มินตาซุมีที่เดียว” เจ้าหญิงทับทิมเริ่มหงุดหงิด เด็กสาวผู้นี้ออกจะพูดจาประหลาดไปสักหน่อย

“ฉันจะอธิบายอย่างไรดีนะ” มินมินถอนใจยืดยาว พร้อมกับส่ายหน้าไปมา

ลำพังตัวเองก็งงจะแย่อยู่แล้ว ถ้าจะอธิบายให้คนพวกนี้ฟังว่าเธอเดินทางมาจากอนาคตอีกสองร้อยกว่าปีข้างหน้า ใครจะเชื่อ…

“คือว่า มีมินตาซุอีกแห่งหนึ่งค่ะ เป็นที่อยู่ของคนโยเดียเหมือนกัน แล้วก็มีศาลพระรามเหมือนกันด้วย”

มินมินตัดสินใจเล่าออกไปเช่นนั้น เพราะนี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“จะเป็นไปได้ยังไง” หัวคิ้วของเจ้าหญิงทับทิมขมวดมุ่น

“อาจจะเป็นได้นะเจ้าคะท่านแม่” เจ้าหญิงดาราเอ่ยขึ้นบ้าง เธอนิ่งฟังคนนั้นคนนี้อยู่นานแล้ว และเห็นว่าขืนปล่อยให้ซักถามกันไปมาอยู่แบบนี้คงไม่จบ เหมือนมินมินและมารดาของเธอพูดกันคนละเรื่อง “ดูผ้าที่มินมินนุ่งสิเจ้าคะ… เหมือนกับของเราไม่มีผิด มีลายกระหนกของคนโยเดีย อย่างที่ท่านยายกำลังสั่งให้คนทอขึ้นมาด้วย”

เจ้าหญิงทับทิมนิ่งไปนิดหนึ่ง สายตาที่มองหญิงสาวที่นั่งเรียบร้อยตรงหน้า ไล่ขึ้นลงราวจะจับสังเกต

จริงอย่างที่ลูกสาวคนเดียวของเธอว่า… กระหนกบนลุนตยาที่มินมินนุ่ง มีแต่คนโยเดียเท่านั้นที่จะสวม ยังจะลายมะลิเลื้อยนั่นอีก…

ลวดลายที่บ่งบอกถึงฐานันดรอันสูงส่ง มีเพียงเจ้านายระดับเจ้าฟ้าเท่านั้นที่จะสวมลุนตยาลายมะลิเลื้อยได้

“เธอเป็นเจ้าหรือ… มินมิน”

“เจ้า…” มินมินเบิกตากว้าง เมื่อนึกถึงคำของมารดาขึ้นมาได้ นอกจากกำชับให้ดูแลลุนตยาเก่าแก่ที่ตกทอดมาในตระกูลเป็นอย่างดีแล้ว ซูยาตียังย้ำกับบุตรสาวว่า

…อย่าเที่ยวเอาผ้าไปสวมใส่พร่ำเพรื่อ เพราะลวดลายเช่นนี้ สมัยคองบองสงวนเอาไว้ให้สำหรับเจ้าฟ้าเท่านั้น…

“ใช่ค่ะ” เธอพยักหน้า “บรรพบุรุษของฉันเป็นเจ้าฟ้าโยเดีย”

“เจ้าฟ้าโยเดีย… ชื่ออะไร… เป็นเจ้าฟ้าสายไหน” เจ้าหญิงทับทิมเขม้นมองมินมิน ความคิดของสตรีวัยกลางคนในยามนั้น เต็มไปด้วยความสับสน

แม้จะเป็นเจ้าฟ้าโยเดีย หากเจ้าหญิงมีกำเนิดอยู่ในแผ่นดินอังวะ

ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ตอนที่พระเจ้ามังระกวาดต้อนบรรดาเจ้านายแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงขึ้นมานั้น มีเจ้าฟ้าชั้นเอก ชั้นรอง พระสนม เจ้าจอมหลายร้อยคน

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาผ่านล่วงไปนานถึง ๕๐ ปีแล้ว

นานมากพอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย

เจ้าฟ้าและบรรดาเจ้านาย รุ่นที่ถูกกวาดต้อนมาพร้อมกัน คนอังวะจะเรียกกันว่าเป็นคนโยเดียรุ่นที่ ๑

เจ้าฟ้าและเจ้านายพวกนั้น ส่วนมากจะรู้จักกันดี อาจจะมีบางองค์ที่ห่างกัน ไม่สนิทสนมกัน แต่ถ้าหากเอ่ยชื่อของใครสักคนขึ้นมา คนที่เหลือก็จะต้องนึกออก สามารถไล่เรียงลำดับเครือญาติและสายสัมพันธ์กันได้

หากเมื่อวันเวลาผ่านไป สายเลือดโยเดียอันเข้มข้นก็เริ่มจางลง เจ้าฟ้าหลายองค์อภิเษกสมรสไปกับเจ้านายของอังวะ บ้างก็แต่งงานไปกับสามัญชน สายเลือดเริ่มเกิดการผสมผสาน ความเป็นโยเดียเริ่มสั่นคลอนมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรผู้เป็นหลักยึดเหนี่ยวของคนโยเดียในแผ่นดินอังวะสิ้นพระชนม์ลง สายสัมพันธ์ของบรรดาเจ้านายที่มีต่อกันก็เริ่มอ่อนลงไปมาก

เจ้าฟ้าหลายองค์ที่จดจำความงดงามของอยุธยาเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี ก็ทรงชราภาพและสิ้นพระชนม์ไป เจ้าฟ้าบางองค์ที่เพิ่งจะมาประสูติในแผ่นดินอังวะ ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอันยิ่งใหญ่นั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร…

และเจ้าหญิงทับทิมก็คือเจ้าฟ้ากลุ่มนั้น…

คนโยเดียรุ่นเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็แก่ลงไปทุกที พวกเขายังคงเรียกขานพระนามของเจ้าฟ้าทั้งหลายด้วยความเคารพเหนือเศียรเกล้า ยังใช้คำราชาศัพท์ด้วยความเคารพนับถือ

แต่สำหรับคนอังวะ พวกเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเจ้าฟ้าโยเดียเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขา เจ้าฟ้าชาวโยเดียเหล่านี้ ก็คือเชลยศึกเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ นั่นเอง

เจ้าหญิงทับทิม เป็นเจ้าฟ้าโยเดียแท้ๆ เพราะมารดาของเธอคือเจ้าหญิงลำภู บิดาก็คือเจ้าฟ้าโชติ ทั้งสององค์เป็นเจ้าฟ้าแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง  

เจ้าฟ้าทั้งสองถูกกวาดต้อนมาพร้อมกับเชลยศึกคนอื่นๆ ตอนกรุงแตกเจ้าฟ้าลำภูมีพระชนม์แค่ ๑๔ ส่วนเจ้าฟ้าโชตินั้นมีพระชนม์ ๑๖

พระบิดาและพระมารดาของเธอมีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ กัน แต่เพื่อรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์แห่งราชวงศ์ ทั้งสองจึงอภิเษกสมรสกันที่อังวะแห่งนี้ และให้กำเนิดเจ้าหญิงทับทิม ผู้เป็นพระธิดาองค์โต

จึงนับได้ว่าเจ้าหญิงทับทิมเป็นโยเดียรุ่นที่ ๒…

โยเดียผู้รักษาความเป็นโยเดียอย่างเคร่งครัด

หากทว่า เธอเป็นโยเดียที่ไม่เคยรู้จักโยเดีย

ไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้กลับไปเห็นรากเหง้าอันแท้จริงของตน ว่าเป็นเช่นไร !

Don`t copy text!