Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 11 : ข้าวมันโยเดีย

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 11 : ข้าวมันโยเดีย

โดย : พงศกร

ปรมินทร์จ้องมองมารดาของเขาด้วยสายตาสนใจใคร่รู้ หม่อมหลวงพรรณเพลินได้รับเชิญเป็นผู้ตัดสินผลงานไฟนอลโปรเจ็กต์ของนักเรียนในปีการศึกษานี้ และเธอก็กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้น

การประกวดสูตรอาหารในวันปิดภาคการศึกษา เป็นเรื่องที่ปรมินทร์ภาคภูมิใจมาก เพราะถือเป็นการวัดฝีมือและความคิดความอ่านของนักเรียนโดยแท้จริง

เพราะเป็นโปรเจ็กต์ที่ต้องแข่งขันกันด้วยความสามารถ ไม่แยกว่าใครเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้อง นักเรียนของเขาทุกคนตั้งใจรังสรรค์สูตรอาหารกันอย่างเต็มที่ ไม่มีใครยอมแพ้ใคร เพราะเจ้าของผลงานที่ได้รางวัลชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาเรียนฟรีหนึ่งปี ซึ่งนับเป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อย

นักเรียนเกือบทั้งหมดจะใช้ทฤษฎีและความรู้ที่ได้รับ ปรับประยุกต์สูตรอาหารพื้นเมืองของพม่า กับวัตถุดิบที่แตกต่าง เกิดเป็นเมนูฟิวชันที่น่าสนใจ มีเพียงมินมินคนเดียวเท่านั้นที่ส่ง ‘ข้าวมันโยเดีย’ เข้าประกวด

‘จะไหวเหรอมินมิน’ เมเมย เพื่อนคนหนึ่งของเธอ จ้องมองจานข้าวมันตรงหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ ‘ใครๆ ก็ทำอาหารสูตรปรับประยุกต์ให้เข้ากับโลกสมัยใหม่กันทั้งนั้น ทำไมเธอถึงเลือกเอาสูตรอาหารพื้นๆ แบบนี้มาทำ แบบนี้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงแข่งขัน’

‘ฉันคิดว่าของบางอย่างก็ดีอยู่แล้ว และคนก็ชอบจะนำมาปรับเปลี่ยนจนลืมรากเหง้าดั้งเดิม’ มินมินตอบเสียงราบเรียบ สีหน้าของเธอไม่แสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังรู้สึกเช่นไร ‘ข้าวมันโยเดียที่ฉันทำ เป็นสูตรที่เชลยศึกโยเดียทำกินกัน ยามขึ้นมาอยู่ที่อังวะ’

‘ไม่เหมือนที่เรากินกันเหรอ’ เมเมยเลิกคิ้วประหลาดใจ

‘ไม่เหมือน’ มินมินตอบเสียงหนักแน่น ‘มีหลายอย่างที่สูญหายไปแล้วในปัจจุบัน’

‘แล้วทำไมเธอถึงทำได้’ เมเมยสงสัย ก่อนจะตอบออกมาเองว่า ‘จริงสิ… แม่ของเธอก็เป็นคนโยเดียนี่นะ’

นอกจากครูประจำชั้น และผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียน ไม่มีใครรู้เรื่องที่มินมินหลุดกาลเวลากลับไปในอดีต ปรมินทร์สั่งห้ามทุกคนที่เกี่ยวข้องแพร่งพรายเรื่องนี้ เขาไม่อยากให้เรื่องของมินมินกลายเป็นประเด็นวุ่นวาย บรรดาเพื่อนๆ ในโรงเรียนจึงรู้แต่เพียงว่ามินมินไม่ได้มาเรียนเพราะมีปัญหาส่วนตัวบางอย่างเท่านั้น

มินมินไม่ได้ตอบเมเมย เธอยิ้มและจ้องมองเป็ดซอสสับปะรดที่เพื่อนทำ พร้อมกับอวยพรขอให้เมเมยชนะรางวัล

เธอต้องมาตอบคำถามของปรมินทร์อีกครั้งเมื่อถึงเวลาแข่งขัน และอาหารจำนวนนับสิบเมนูวางอยู่บนโต๊ะ รอให้กรรมการมาชิมและตัดสิน

“ข้าวมันที่พวกคุณเคยกินกันในตลาดมัณฑะเลย์ เป็นข้าวมันที่ผ่านการปรับสูตรมาแล้วหลายครั้ง รสชาติของมันเปลี่ยนไปจากของโยเดียดั้งเดิม ข้าวมันในจานตรงหน้าคือของแท้ที่เคยทำรับประทานกันในราชสำนักอยุธยา และคนโยเดียที่ถูกกวาดต้อนมาที่อังวะก็ทำกินกันในหมู่คนโยเดีย ก่อนจะเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง”

เมื่อปรมินทร์ถามว่าเหตุใดเธอจึงเลือกทำเมนูนี้ แทนที่จะทำอาหารฟิวชันเหมือนนักเรียนคนอื่นในชั้น มินมินก็ตอบเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

มินมินตั้งใจอธิบาย ดวงตากระจ่างใสราวลูกแก้วของหญิงสาวจ้องมองดวงหน้าคมสันของชายหนุ่มแน่วนิ่ง

“บางทีของบางอย่างที่ดีอยู่แล้ว… ก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอีกนะคะ ข้าวมันที่ฉันทำส่งเป็นไฟนอลโปรเจ็กต์คือข้าวมันแบบโยเดียแท้ๆ ที่หล่นหายไปกับกาลเวลา การปรับสูตรทำให้รสชาติผิดเพี้ยนไปไม่เหมือนต้นฉบับ หากคุณรู้สึกว่าข้าวมันที่กินในปัจจุบันอร่อย… ขอให้ลองข้าวมันสูตรแท้ๆ ตรงหน้า แล้วคุณจะรู้ว่าของปัจจุบันที่ว่าอร่อยนักหนา เทียบไม่ได้สักกระผีกเดียวของสูตรต้นตำรับ”

หญิงสาวยืนอยู่ที่มุมห้องแยกตัวออกมาจากเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ สายตาของมินมินจ้องมองไปที่หม่อมหลวงพรรณเพลินที่กำลังชิมข้าวมันโยเดียของหล่อน ดวงหน้าสวยหวานของมินมินเรียบเฉยเสียจนปรมินทร์เดาไม่ออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

“เธอกำลังจะบอกว่า…” เขานิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาในที่สุด “เธอได้สูตรนี้ เพราะย้อนเวลากลับไปในอดีตอย่างนั้นหรือ”

“ก็ถ้าคุณเชื่อว่าการเดินทางข้ามเวลาเกิดขึ้นได้…” มินมินสบตาเขาอย่างท้าทาย น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาพอได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้น “ฉันได้มาจากเจ้าของสูตรตัวจริงเสียงจริง… เธอสอนฉัน และฉันก็ได้เห็นว่ามีอะไรหลายอย่างที่หล่นหายไปในปัจจุบัน”

ปรมินทร์ขยับจะค้าน หากมารดาของเขากวักมือเรียกให้ไปหาเสียก่อน

“คุณแม่ว่าอย่างไรครับ” เขารู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ของบรรดานักเรียนที่จ้องมองมาด้วยความตื่นเต้น หม่อมหลวงพรรณเพลินชิมอาหารครบหมดทุกจานแล้ว และเธอกำลังจะตัดสินว่าอาหารจานใดชนะรางวัลในปีนี้

“ใครทำข้าวมันจานนี้”

หม่อมหลวงพรรณเพลินถามด้วยความแปลกใจ หน้าตาของอาหารตรงหน้าดูธรรมดา หากทว่ารสชาติกลับอร่อยอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อน

“ยังบอกไม่ได้ครับ” ปรมินทร์ตอบสุ้มเสียงจริงจัง

เป็นกติกาที่เขาตั้งขึ้น และใช้เป็นหลักเกณฑ์มาทุกปี เพื่อไม่ให้กรรมการผู้ตัดสินเกิดความลำเอียง หม่อมหลวงพรรณเพลินค้อนบุตรชาย หากก็เข้าใจกฏเกณฑ์ดี จึงไม่ซักไซ้ถึงเรื่องนั้นอีก เธอเปลี่ยนคำถามใหม่

“เมนูชื่ออะไร” แววตาของผู้เป็นมารดาเต็มไปด้วยความอยากรู้

“ข้าวมันโยเดียครับ” บุตรชายตอบ

“ข้าวมันโยเดีย…” หม่อมหลวงพรรณเพลินเบิกตากว้าง “ของเชลยศึกอยุธยาน่ะหรือ”

“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า “เจ้าของสูตรบอกว่า… เอ้อ…”

เขานิ่งคิดไปพักหนึ่ง พยายามเรียบเรียงคำพูดแล้วเอ่ยออกมาว่า

“เจ้าของสูตรบอกว่า ข้าวมันจานนี้เป็นสูตรที่ถ่ายทอดกันมาในตระกูล… ต้นตระกูลของเธอถูกกวาดต้อนมาจากอยุธยา ตั้งรกรากอยู่ที่นี่จนถึงทุกวันนี้ ข้าวมันจานนี้ก็ทำกินกันมาจากรุ่นสู่รุ่นครับ”

“อร่อยมาก มีกลิ่นหอมของลูกจันทน์ป่น แม่ไม่เคยเจอข้าวมันที่ไหนหุงกับลูกจันทน์ป่นแบบนี้มานานนักหนาแล้ว ปกติคนรุ่นหลังๆ จะหุงข้าวกับขิงและซุปไก่ก้อนสำเร็จรูป ไม่ได้พิถีพิถันเหมือนคนโบราณ”

หม่อมหลวงพรรณเพลินพึมพำ ข้าวมันจานตรงหน้านำความทรงจำบางอย่างกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง… ความทรงจำเมื่อครั้งที่เธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงเล็กๆ

“จะว่าไป ข้าวมันโยเดียจานนี้รสชาติเหมือนที่คุณทวดประเทียบเคยทำให้กิน สมัยแม่ยังเป็นเด็กไม่มีผิด… ปอจำคุณทวดประเทียบที่แม่เคยเล่าให้ฟังได้ไหม… ข้าวมันของคุณทวด หอมกลิ่นลูกจันทน์ป่นเหมือนกัน… ครอบครัวเราทำอาหารเก่งมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครถ่ายทอด จดตำรับของคุณทวดประเทียบเอาไว้เลย”

ปรมินทร์ไม่เคยเห็นคุณทวดประเทียบ เพราะตอนที่เขาเกิด คุณทวดเสียชีวิตไปนานหลายสิบปีแล้ว หม่อมหลวงพรรณเพลินเล่าว่าคุณทวดเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๔ และมีอายุยืนยาวต่อมาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๙ เธอเป็นผู้มีฝีมือในการทำอาหารชนิดหาตัวจับยาก

อันว่าวิชาความรู้เรื่องอาหารชาววังของคุณทวดประเทียบนั้น ได้รับถ่ายทอดมาจากเจ้าฟ้าฉายหรือเจ้าคุณฉายอีกทอดหนึ่ง

เจ้าคุณฉายคือบรรพบุรุษของเขา ท่านถวายตัวรับใช้เจ้าฟ้าพินทวดี และตามเสด็จไปยังค่ายโพธิ์สามต้น ก่อนที่พระยาตากสินจะช่วยเหลือออกมาได้ พวกเธอจึงไม่ถูกกวาดต้อนไปยังอังวะเหมือนอย่างคนอื่น

ปรมินทร์ยังรู้อีกด้วยว่าบรรพบุรุษของเขา ผู้ที่ทำอาหารเก่งจริงๆ ไม่ใช่เจ้าคุณฉาย หากแต่เป็นเจ้าหญิงมาลา ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเจ้าคุณฉาย

เจ้าหญิงมาลาเป็นผู้รอบรู้เรื่องอาหารการกิน เธอเป็นคนสอนเจ้าคุณฉายให้รู้เคล็ดลับการปรุงอาหารให้อร่อย ทำให้น้องสาวมีความรู้ติดตัว

ครั้นเมื่อพระยาตากสินกอบกู้อิสรภาพได้สำเร็จ ถึงคราวเปลี่ยนแผ่นดิน เปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ เจ้าคุณฉายจึงได้ใช้ความรู้เรื่องอาหาร รับราชการประจำห้องเครื่อง สนองพระเดชพระคุณของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่

ส่วนเจ้าหญิงมาลานั้นเคราะห์ร้ายกว่าน้องสาว

เพราะเมื่อตอนกรุงแตก เธอถูกพม่ากวาดต้อนขึ้นไปยังอังวะ พร้อมกับธิดาวัยแรกรุ่นนาม… เจ้าหญิงลำภู…

“คุณแม่ชิมหมดแล้ว” เสียงของปรมินทร์ดึงหม่อมหลวงพรรณเพลินออกจากห้วงความคิด “ถึงเวลาต้องตัดสินแล้วนะครับ ว่าคุณแม่จะให้อาหารเมนูไหนชนะเลิศในปีนี้”

หม่อมหลวงพรรณเพลินกวาดสายตามองอาหารจำนวนนับสิบจานที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ก่อนจะเหลือบมองบรรดาลูกศิษย์ของบุตรชายที่นั่งกันหน้าสลอน

นักเรียนพวกนั้นดูใสซื่อ สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความอยากรู้ อายุอานามของพวกเขาอยู่ในช่วงวัยไม่เกินยี่สิบ สตรีสูงวัยแลเห็นความหวัง ความทะยานอยาก ความกระตือรือร้นปรากฏอยู่ในดวงหน้าเหล่านั้น มีเพียงหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่สวมลุนตยาสีชมพูอ่อนซึ่งยืนแอบอยู่ตรงมุมห้องคนนั้น ที่ดูจะแปลกแยกกว่าใครๆ

“ข้าวมันโยเดีย”

หลังจากนิ่งคิดพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ หม่อมหลวงพรรณเพลินก็ประกาศออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด

“มินมิน…” เสียงเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งของหญิงสาวตะโกนด้วยความตื่นเต้น ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง

“เธอชนะ… มินมิน… ยินดีด้วยนะจ๊ะ เธอคือผู้ชนะในปีนี้” คุณยี่ภู่ ครูใหญ่ของชั้นเรียน ตรงไปหามินมินและเขย่ามือหญิงสาวด้วยความดีใจ

“อะไรนะ” สมองของหม่อมหลวงพรรณเพลินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เธอหันขวับไปทางบุตรชาย รวดเร็วพอที่จะได้เห็นร่องรอยยินดีฉายชัดในดวงหน้าคมสันของเขา “ข้าวมันโยเดียคือสูตรของเด็กคนนั้นหรือปอ”

“ครับ” ปรมินทร์ซ่อนความยินดีในดวงหน้าอย่างรวดเร็ว “ข้าวมันโยเดียคือไฟนอลโปรเจ็กต์ของมินมิน…”

 

ผ่านการประกวดไฟนอลโปรเจ็กต์มาหลายวันแล้ว หากข่ายเฉว่และซูยาตีก็ยังไม่เลิกคุยถึงเรื่องนี้

พ่อและแม่ดีใจมากที่มินมินได้รางวัลชนะเลิศในปีนี้ ดูไปแล้วพ่อและแม่อาจจะดีใจกว่ามินมินเสียด้วยซ้ำ

“เห็นไหมว่าข้าวมันของฉันสุดยอดแค่ไหน” แม่คุยไปทั่ว สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความสุข “มินมินเอาไปทำประกวดจนได้รางวัลชนะเลิศ”

มินมินฟังแม่คุยกับเพื่อนแล้วได้แต่ยิ้ม ไม่กล้าบอกว่าข้าวมันของเธอ เป็นสูตรโยเดียแท้ๆ แตกต่างจากสูตรของแม่ที่ปรับเปลี่ยนมาจากสูตรดั้งเดิม

ข้าวมันของเธอกับข้าวมันของแม่ แม้จะเป็นข้าวมันโยเดียเหมือนกัน หากแตกต่างกันในรายละเอียดหลายจุด

ปล่อยให้แม่เข้าใจไปเช่นนั้น น่าจะดีกว่า… มินมินบอกกับตัวเอง

รางวัลที่เธอได้แม้ไม่ใช่เงินจำนวนมหาศาล แต่การประหยัดค่าเล่าเรียนไปได้ตั้งหนึ่งปี นั่นหมายถึงโอกาสของน้องชายอีกสองคน

พ่อมีเงินเหลือพอจะซื้อไอแพดให้เฉว่ซอและเฉว่บูได้ใช้ร่วมกัน

ดูอาจจะเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง แต่ในวันที่กระแสของโลกขับเคลื่อนไปอย่างมากมายเช่นนี้ ไอแพดดูจะกลายมาเป็นของจำเป็นชิ้นหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่เสียแล้ว

ตอนแรกข่ายเฉว่ก็ไม่อยากให้ลูกๆ ติดอยู่กับเทคโนโลยี แต่มินมินพยายามโน้มน้าวให้พ่อเห็นว่าหากใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ไอแพดก็เท่ากับเปิดโอกาสให้กับน้องชายทั้งสองได้มีโอกาสเรียนรู้จักโลกกว้าง… ความรู้ที่ไม่มีสอนในตำราเรียน

“มินมิน”

เสียงเรียกของใครบางคน ทำให้หญิงสาวเงยหน้าจากเขี้ยวกระแตจากอดีตกาลขึ้นมามอง

ทันวินนั่นเอง…

มินมินรีบเก็บเขี้ยวกระแตช่อนั้นซ่อนในผ้าเช็ดหน้า กรุ่นหอมหวานของดอกไม้แม้จะจางลงไปมากแล้วหากทว่ายังมีเศษเสี้ยวความหวานละมุนอวลอยู่ในอณูอากาศ

“มีอะไรหรือเปล่า” หญิงสาวเลิกคิ้ว จ้องมองทันวินด้วยความประหลาดใจ เพื่อนของเธอยังอยู่ในชุดพนักงาน เลิกงานแล้วทันวินคงจะตรงมาหาเธอเลย

“ฉันมาแสดงความยินดีที่เธอได้รับรางวัลใหญ่” คำตอบของเพื่อนสนิททำให้มินมินถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยไม่คิดว่าข่าวที่เธอชนะเลิศไฟนอลโปรเจ็กต์จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

“เธอรู้…” มินมินพึมพำ

“ไม่ใช่แค่ฉัน แต่รู้กันทั้งตลาด” ทันวินหัวเราะชอบใจ

“รู้กันทั้งตลาด” มินมินอ้าปากค้าง

“ป้านิงรู้ โลกก็รู้” ทันวินหมายถึงนางนินิงเหว่ เจ้าของตลาดสดที่อยู่ใกล้กับมินตาซุ

นินิงเหว่มีสายเลือดโยเดียเช่นกัน แต่ตระกูลของนินิงเหว่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นโยเดีย ด้วยเวลาผ่านมานานจนเรื่องนั้นไม่สำคัญสำหรับเธออีกต่อไป

นินิงเหว่สนิทสนมกับซูยาตีเป็นอันดี แม่คงเล่าให้ฝ่ายนั้นฟัง และฝ่ายนั้นคงเที่ยวป่าวประกาศไปทั่ว หากสามารถติดประกาศที่กลางตลาดได้ นินิงเหว่คงจะทำไปแล้ว

“ขอบใจนะ” มินมินตอบและส่งยิ้มให้กับทันวิน

“เขาบอกว่าข้าวมันโยเดียของเธออร่อยมากจริงๆ” ทันวินว่า

“เขาบอก… ใครบอก” มินมินเลิกคิ้ว ก่อนจะเดาว่า “เมเมยละสิ”

“ก็… ประมาณนั้น” ทันวินหูแดง บรรดาเพื่อนฝูงรู้กันดีว่าเมเมยชอบทันวิน แต่ทันวินไม่ได้ชอบหญิงสาวคนนั้น เพราะเขาชอบมินมิน

“เมเมยบอกว่า เธอผสมเครื่องเทศหอมกรุ่น ไม่เหมือนข้าวมันที่เคยกินจากที่ไหนมาก่อน”

เป็นธรรมเนียมของโรงเรียนว่า คนที่ชนะเลิศไฟนอลโปรเจ็กต์จะต้องทำเมนูนั้น และทั้งโรงเรียนก็จะมารับประทานร่วมกัน ข้าวมันของมินมินที่ดูเหมือนธรรมดา หากรสชาติอร่อยล้ำเสียจนทุกคนปราศจากข้อกังขาในรางวัลที่มินมินได้รับ

“เพราะเธอได้สูตรมาจากคนโยเดียแท้ๆ ใช่ไหม” ทันวินถามเสียงต่ำ สายตาของเขาจ้องมองเพื่อนสนิทแน่วนิ่ง

“ใช่” มินมินก้มหน้า พึมพำตอบเสียงแผ่ว “คนที่สอนฉัน คือคนโยเดียในอดีต”

“มินมิน” ทันวินเม้มริมฝีปากแน่น เขามีความคิดอะไรบางอย่างในใจ

“มีอะไรหรือทันวิน” มินมินเอียงศีรษะ

“เธออยากจะกลับไปอดีตอีกไหม” เขาเอ่ยอย่างลังเล

“อะไรนะ” มินมินแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“เรากลับไปที่ Hsinbyume กันอีกครั้งเถอะ…”

ดวงตาของทันวินมีร่องรอยมุ่งมั่นบางอย่างฉายชัด

“ฉันอยากพิสูจน์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอในวันนั้นกันแน่…”

Don`t copy text!