Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 12 : เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลและเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 12 : เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลและเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

ทันวินกลับไปนานแล้ว หากคำพูดที่เขาทิ้งท้ายเอาไว้ให้มินมินขบคิด ไม่ต่างอันใดกับระเบิดเวลา

…ฉันอยากกลับไปที่ Hsinbyume เพื่อพิสูจน์ว่าการเดินทางข้ามกาลเวลาเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือไม่…

ทันวินบอกกับเธอเช่นนั้น และเมื่อมินมินถามว่าเขาจะพิสูจน์ได้อย่างไร คำตอบของทันวินก็คือ–ไม่รู้

‘ไม่รู้’ มินมินทำเสียงสูง ‘ไม่รู้ แล้วเราจะพิสูจน์ได้อย่างไร’

‘อีกสองวัน พยากรณ์อากาศบอกว่าอีกสองวัน จะเกิดมีหมอกลงจัดตอนเที่ยงวัน ฉันคิดว่าสภาพอากาศเหมือนกับวันที่เธอหายตัวไปไม่มีผิด’

ทันวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ ดวงหน้าที่มินมินเคยคุ้นมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยเต็มไปด้วยความครุ่นคิด

‘ถ้าเธอไม่กลัว และอยากพิสูจน์ อีกสองวัน… เราจะไปที่นั่นด้วยกัน ทำทุกอย่างให้เหมือนกับวันที่เธอหายตัวไป แล้วดูว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งหรือไม่’

‘ฉัน…’ มินมินลังเล ‘ฉันไม่แน่ใจ’

ไม่ใช่ไม่แน่ใจ… แต่มินมินกำลังกลัวต่างหาก

มินมินไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทันวินสันนิษฐานจะเกิดขึ้นอีกได้หรือเปล่า แต่ถ้ามันเกิดขึ้น และเธอได้เดินทางย้อนกาลเวลากลับไปอีกครั้ง จะเป็นอย่างไร

การย้อนเวลาไม่ใช่เรื่องจะเกิดขึ้นกับใครง่ายๆ มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง และไม่อาจควบคุม

เธอยังสงสัยอีกว่า หากเธอได้เดินทางข้ามเวลาอีกครั้ง เธอจะได้กลับไปยังเวลาเดิม ได้เจอกับบุคคลเดิมๆ อีกหรือไม่

และถ้าได้กลับไปครั้งนี้ เธอจะได้กลับมาสู่ปัจจุบันหรือเปล่า

แล้วถ้าเธอไม่ได้กลับมาล่ะ…

ตัวตนในปัจจุบันของเธอจะยังมีอยู่หรือเปล่า หรือว่าเธอจะกลายเป็นบุคคลผู้หายสาบสูญไปตลอดกาล

มือของมินมินเกร็งแน่น เธอแตะผ้าเช็ดหน้าที่ห่อเขี้ยวกระแตช่อนั้นแผ่วเบา

‘อย่าหนีหายไปไหน’

เสียงของใครบางคนที่เด็ดเขี้ยวกระแตมาเสียบมวยผมมินมินยังคงกึกก้องอยู่ในความทรงจำของหญิงสาว แม้เธอจะได้กลับมาสู่ปัจจุบันหลายวันแล้วก็ตาม หากความทรงจำนั้นยังคงแจ่มชัด

‘โปรดอยู่กับเราที่นี่’

อุ้งมือใหญ่ อบอุ่น เอื้อมมาบีบมือเรียวยาวของมินมินไว้แน่น

เป็นอุ้งมือของชายผู้มีเลือดเนื้อ มีชีวิตและลมหายใจเหมือนกันกับหล่อน และนั่นยิ่งตอกย้ำให้มินมินยิ่งมั่นใจว่าทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ หาใช่ความฝันไม่

‘ไม่ได้หรอก… ท่านกับเจ้าหญิงดารารักกัน’ มินมินจำได้ว่าตนเองเงยหน้าขึ้นสบตาต่อพญายี แล้วบอกกับเขาไปเช่นนั้น

มินมินไม่คิดเลยว่าการรับปากว่าจะช่วยเจ้าหญิงดาราให้ได้สมรักสมหวังกับต่อพญายี จะเป็นการดึงตัวหล่อนเองให้ตกเข้าไปอยู่ในวังวนอย่างมิอาจห้าม

เจ้าหญิงทับทิมจับตามองเจ้าหญิงดาราอย่างเข้มงวด กระดิกไปไหนแทบไม่ได้ สาส์นรักที่ทั้งสองเขียนถึงกันจึงต้องผ่านมินมินเท่านั้น และหลายครั้งมินมินก็ต้องเขียนจดหมายให้เจ้าหญิงด้วยลายมือของเธอเอง และไม่เอ่ยชื่อของเจ้าหญิงดาราออกมาในจดหมาย…

นั่นเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เมื่อต่อพญายีคิดว่าจดหมายนั่นเป็นของมินมินเขียนถึงเขา

มิไยที่มินมินจะพยายามแก้ความเข้าใจผิดของอีกฝ่าย หากชายหนุ่มเหมือนจะไม่สนใจรับฟัง… เขาเลือกที่จะเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด…

‘เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เรารักใครและใครรักเรากันแน่’ ต่อพญายีส่ายหน้า ดวงตาคู่คมของนายทหารหนุ่ม ทำให้มินมินถึงกับดวงหน้าร้อนผ่าว

‘เจ้าหญิงดารารักท่าน’ มือของมินมินชื้นเหงื่อ หากเธอยังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

‘แต่ดาราไม่เคยทำให้เรามั่นใจได้เลย ว่าเธอรักเราจริงๆ’ นายทหารหนุ่มเสียงเข้ม

มินมินจำได้ว่าตอนนั้นเธอได้แต่ถอนใจยาว นี่ถ้าต่อพญายีและเจ้าหญิงดาราเป็นคนในยุคปัจจุบัน ปัญหาความรักต่างชนชั้นวรรณะที่เกิดขึ้น คงไม่รุนแรงเท่านี้

‘เจ้าหญิงรักคุณ’ มินมินยังยืนยันด้วยน้ำเสียงดุจเดิม

เธอใช้สรรพนามแทนตัวต่อพญายีว่า ‘คุณ’ และอีกฝ่ายก็เลิกสงสัยแล้วว่าเธอเป็นสายลับหรือจารสตรีหรือเปล่า เขาเฝ้าจับตามินมินอยู่นานพอจะแน่ใจได้ว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรกับความมั่นคงของอังวะแน่ๆ

ให้ตายเถอะ หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ มินมินจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย…

‘เราไม่แน่ใจ’ ต่อพญายียังยืนกรานถ้อยคำเดิม ‘เธอไม่ไปไม่ได้หรือ’

‘ไม่ได้หรอก’ มินมินว่า

ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดเรื่องจะข้ามเวลากลับมาปัจจุบัน มินมินเพียงแต่รู้สึกว่าจะปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับต่อพญายีดำเนินแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมันคือการทรยศต่อเจ้าหญิงดารา และที่สำคัญ… มันคือการทรยศต่อใจของตัวเอง

ใจที่มินมินบอกว่าห้ามคิด ห้ามยุ่งเกี่ยว ห้ามมีความรู้สึกอะไรกับต่อพญายีอย่างเด็ดขาด…

ใจของเธอกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง

และมินมินก็ตัดสินใจว่าเธอต้องไปจากมินตาซุ

ไปไหนก็ยังไม่รู้

มินมินรู้แต่ว่าเธอจะอยู่ต่อไปไม่ได้แม้แต่วันเดียว…

มินมินลาเจ้าหญิงทับทิมและเจ้าหญิงดารา บอกกับพวกเธอทั้งสองว่าจะกลับบ้านที่ต่างเมือง และเจ้าหญิงทับทิมก็มอบพระทองคำให้เธอสำหรับเป็นที่ระลึกในฐานะที่เป็นคนโยเดียเหมือนกัน

พระทองคำประทับนั่งใต้ต้นมะเดื่อที่ชาวโยเดียสร้างขึ้นในวันถวายพระเพลิงพระศพของพระเจ้าอุทุมพร

หลังจากล่ำลาทุกคนเรียบร้อย เธอก็มาที่ Hsinbyume อีกครั้ง และต่อพญายีก็กระหืดกระหอบตามมาพร้อมกับเขี้ยวกระแต และคำขอร้อง… ขอให้เธออยู่

…ถ้าหากวันนั้น เธอตัดสินใจอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น…

‘ว่าอย่างไร จะไปที่ Hsinbyume อีกครั้งด้วยกันไหม เธอยังมีเวลาตัดสินใจอีกสองวันนะมินมิน’

เสียงของทันวินเรียกให้มินมินได้สติ เขาตะโกนบอกเธอขณะสตาร์ทรถจักรยานยนต์คู่ใจ บนแฮนด์จับห้อยถุงพลาสติกบรรจุข้าวมันโยเดียที่แม่ของมินมินฝากไปให้แม่ของเขา

‘เอายังไงบอกฉันก็แล้วกัน’

รอยยิ้มบนดวงหน้าของทันวินมีร่องรอยท้าทาย นิสัยของเขาเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต ชายหนุ่มเลี้ยวลัดเลาะไปตามถนนสายเล็ก ก่อนจะลับหายไปจากสายตาของหญิงสาว มินมินเห็นถนนสายนี้มาตั้งแต่จำความได้ หากมินตาซุเมื่อครั้งอดีตนั้น… ถนนสายนี้ ยังไม่มี…

พ่อไปทำงานตั้งแต่เช้า และเข้าเวรดึกต่อ กว่าจะกลับก็พรุ่งนี้สายๆ น้องชายทั้งสองคนยังไม่กลับจากโรงเรียน แม่กำลังสาละวนอยู่ในครัว มินมินจึงมีเวลาว่างประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น

หญิงสาวเปิดประตูบ้าน ตัดสินใจเดินมุ่งหน้าไปยังศาลพระรามเก่าแก่ที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน ดูเหมือนศาลศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะเป็นสถานที่เดียวซึ่งเชื่อมโยงมินตาซุเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน และมินตาซุในปัจจุบันเข้าด้วยกัน

ศาลพระรามหรือ รามะนัตกัน แท้จริงแล้วคือศาลาไหว้ครู

แต่จะเพราะความศักดิ์สิทธิ์หรือศรัทธาของคนโยเดียที่มินตาซุก็สุดจะคาดเดาได้ ทุกวันนี้ศาลพระรามจึงไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงศาลาไหว้ครูของผู้เรียนนาฏศิลป์เท่านั้น หากทว่าเป็นศูนย์รวมทางจิตใจที่ผู้คนต่างพากันมากราบไหว้ เพื่อบนบานศาลกล่าวและขอพร

นี่อาจจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มินตาซุในสมัยก่อนและสมัยนี้มีความเหมือนกัน…

 

เป็นยามบ่ายที่สายลมสงบนิ่ง อากาศอบอ้าวและไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปผ่านมามากนัก

อีกไม่นานฝนคงจะตก มินมินเห็นท้องฟ้าเบื้องบนมีเมฆก้อนใหญ่ดำทะมึน บรรยากาศดูแปลกประหลาดราวอยู่ในแดนสนธยา

จึงไม่แปลกอะไรที่ภายในศาลพระรามจึงว่างเปล่า ปราศจากผู้คนแวะเวียนมากราบไหว้เหมือนเช่นวันอื่นๆ

ศาลาหลังใหญ่เพิ่งได้รับการต่อเติมไม่นานแทนศาลาหลังเก่าที่ทรุดโทรมลงไป ภายในมีแท่นวางหัวโขน ศีรษะพระราม พระลักษมณ์ ทศกัณฐ์ วางอยู่ลดหลั่นกันตามลำดับ ต่ำลงมาเป็นหัวหนุมาน บรรดาลิงและยักษ์ที่มีบทบาทปรากฏตัวตามท้องเรื่องรามเกียรติ์

รามะนัตกัน คือสัญลักษณ์ของโยเดีย

ก่อนหน้านี้อังวะไม่เคยมีรามเกียรติ์

รามเกียรติ์มาที่นี่พร้อมกับเชลยศึกชาวโยเดีย

พ่อเล่าให้มินมินฟังว่า ตอนที่พระเจ้ามังระนำพระบรมวงศานุวงศ์จากอยุธยาขึ้นมาที่อังวะนั้น มีเจ้าฟ้าหญิงสองพระองค์ที่มีพระปรีชาสามารถทางด้านนาฏศิลป์เป็นเยี่ยม

ปกติมินมินไม่ค่อยจะได้จดจำเรื่องราวของชาวโยเดียที่พ่อเล่าสักเท่าไร หากสำหรับพระนามของเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์นั้นมินมินกลับจำได้ขึ้นใจ

ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงกุณฑลและเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ

เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์เป็นพระขนิษฐาของพระเจ้าอุทุมพร พระมหากษัตริย์ของชาวโยเดียที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และถูกเชิญพระองค์ขึ้นมาที่อังวะพร้อมกัน

พระเจ้ามังระสร้างวัดพระราชทานให้กับพระเจ้าอุทุมพร และพระราชทานตำหนักให้กับเจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎ

จนกระทั่งเจ้าฟ้าประทีป พระธิดาองค์โตของพระเจ้าเอกทัศที่สิ้นพระชนม์ในสงคราม ซึ่งได้ถวายตัวเป็นพระมเหสีของพระเจ้ามังระขอพระราชทานราชานุญาตจัดการแสดงแบบโยเดียถวายหน้าพระที่นั่ง เจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎจึงได้เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าประทีป เพื่อตระเตรียมการแสดง

ในครั้งนั้น เชลยศึกที่ขึ้นมายังอังวะ มีทั้งนางละครในราชสำนักฝ่ายในและนักดนตรี เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี จึงจัดการแสดงแบบโยเดียแท้ๆ ถวาย เรื่องแรกคือรามเกียรติ์ เรื่องต่อมาคืออิเหนา

พ่อเล่าว่า ครั้นพระเจ้ามังระได้ทอดพระเนตรก็ทรงโปรดปรานมากทั้งที่ฟังไม่ออก เพราะเนื้อเพลงที่ใช้ร้องเป็นภาษาโยเดีย

‘พ่อเล่าเหมือนอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น’ มินมินแกล้งขัดคอพ่อ

‘ฟังมาอีกที’ พ่อกลับหัวเราะชอบใจ ไม่ถือสาหาความลูกสาวคนโปรด ‘ท่านทวดของทวดของเราก็อยู่หน้าพระที่นั่งในวันนั้นด้วย คงจะตื่นตาตื่นใจมาก จนจำเอาไว้ และเล่าสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นของเรา’

‘แล้วรามะนัตกัน’ มินมินหมายถึงรามเกียรติ์ ‘เปลี่ยนมาเป็นภาษาพม่าตั้งแต่เมื่อไรเล่าจ๊ะพ่อ’

แม้จะไม่เคยไปประเทศไทย หากเทคโนโลยีและความก้าวหน้าย่อโลกให้เหลือนิดเดียว มินมินเคยดูละครรำของไทยผ่านทางยูทูบมาแล้วหลายหน เธอรู้สึกว่ารำโยเดียของพม่าและละครรำของไทยมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง แต่ในขณะเดียวกันจังหวะบางอย่างก็ผิดแผกออกไป

‘หลังจากนั้นไม่นาน’ พ่อถ่ายทอดเรื่องที่ได้ฟังมาจากบรรพบุรุษให้มินมินฟังโดยละเอียด

‘หลังจากการแสดงของเจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎในวันนั้น พระเจ้ามังระก็รับสั่งให้เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ สอนนาฏศิลป์แบบโยเดียให้กับเจ้าฟ้าเบญชัยซึ่งเป็นพระอนุชา และนายจะ เจ้าเมืองเมียวดี ซึ่งทั้งสองถือว่าเป็นอัครศิลปินของอังวะในช่วงเวลานั้น’

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้คราใด ดวงตาของพ่อจะเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม

‘ทรงเมตตาทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง ไม่ได้ถือว่าเป็นคนชาติอื่นหรือศัตรูเลยแม้แต่น้อย’ ข่ายเฉว่เล่าด้วยน้ำเสียงเคารพเทิดทูน

‘ว่ากันว่าทรงสอนทุกอย่างตั้งแต่ท่ารำพื้นฐานไปจนถึงท่ารำชั้นสูง เจ้าฟ้าเบญชัยและนายจะรวบรวมความรู้ที่ได้รับมาเขียนเป็นตำราชื่อมหาคีตะ นอกจากนี้เจ้าฟ้าเบญชัยยังแปลรามเกียรติ์ นายจะแปลอิเหนาจากภาษาโยเดียมาเป็นภาษาพม่าอีกด้วย นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของการแสดงรามเกียรติ์และอิเหนาในพม่าจนกระทั่งทุกวันนี้’

‘แล้วเจ้าฟ้าหญิงกุณฑล’ มินมินพยายามออกพระนามให้ถูกต้อง ‘และเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎเล่าจ๊ะพ่อ… หลังจากนั้นทรงเป็นอย่างไรบ้าง’

‘น่าเสียดายที่ไม่มีบันทึกอะไรไว้เลย’ พ่อส่ายหน้า ‘บรรพบุรุษของเราก็ไม่ได้เอ่ยถึงท่านให้ฟังอีก แต่พ่อเชื่อว่าทั้งสองพระองค์จะทรงอยู่ที่อังวะอย่างสมพระเกียรติ ตราบจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ…’

…ใช่แล้ว… มินมินหมายมั่น… หากมีโอกาสได้กลับไปที่มินตาซุ เมื่อครั้งอดีตอีกหนละก็ เธอจะลองสอบถามเจ้าหญิงทับทิมดูว่า เจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ทรงสุขสบายดีหรือไม่…

นึกถึงตรงนี้ มินมินก็เดินเข้ามาถึงใจกลางของศาลพระรามพอดี

แสงภายในห้องบูชาหัวโขนสลัวราง หน้าต่างบานเล็กและแคบทำให้แสงจากภายนอกส่องลอดผ่านมาได้นิดหนึ่ง

บรรยากาศรอบกายของเธอจึงเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม เงาสะท้อนบนหัวโขนเก่าคร่ำคร่าบอกให้รู้ว่าหัวโขนทั้งหมดมีอายุยาวนาน ผ่านกาลเวลามาแล้วนับร้อยๆ ปี

กรุ่นหอมของธูปและดอกไม้ที่ผู้คนนำมากราบไหว้บูชายังอวลอยู่ทั่วไป มินมินทรุดกายลงนั่งพับเพียบตรงหน้าแท่นบูชาขนาดใหญ่ มือทั้งสองข้างยกขึ้นพนม ดวงตาคู่งามหลับนิ่งเพื่อรวบรวมสมาธิ

หล่อนนึกภาวนาอยู่ภายในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสถานที่แห่งนี้ช่วยตัดสินใจให้กับตน

‘ลูกควรจะกลับไปที่ Hsinbyume อีกครั้งหรือไม่…’

หลังจากถามคำถามนั้นเสร็จสิ้น มินมินก็นึกอธิษฐานต่อ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบก้อนหินที่เขียนหมายเลขจำนวนมากในตะกร้าตรงหน้า เพื่อการเสี่ยงทาย

แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้าง ทำตาโต มองดูผลของการอธิษฐานที่ปรากฏตรงหน้าราวไม่เชื่อสายตาของตนเอง…

Don`t copy text!