Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 13 : วัดมะเดื่อ

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 13 : วัดมะเดื่อ

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

ตะกร้าเบื้องหน้ามินมินมีก้อนหินวางอยู่มากมาย สีขาว สีน้ำตาล สีดำ ผิวเรียบ ผิวขรุขระ มากมายหลายหลาก แต่ละก้อนมีหมายเลขกำกับ  วิธีเสี่ยงทายทำได้ง่ายมากคือ อธิษฐานและหยิบหินขึ้นมาหนึ่งก้อน ดูว่าได้หมายเลขใด จากนั้นก็ไปหยิบคำทำนายที่วางอยู่ในตู้มาอ่าน

คำทำนายจากก้อนหินหมายเลข ๕ สร้างความพิศวงให้กับมินมินเป็นอย่างมาก หมึกพิมพ์ในแผ่นกระดาษที่ไปรับจากตู้หน้าศาลพระรามนั้นมีสีจาง หากทว่าพอจะอ่านได้ความว่า

…ชะตาประหลาด ผิดพลาดแก้ไข

ศรัทธานำไป ไกลสุดคะนึง

ไกลเกินกว่าใคร จะฝันไปถึง

ไป ณ ที่ซึ่ง หนึ่งรักนิรันดร์…

มินมินไม่ใช่นักอ่าน จึงไม่คุ้นชินกับบทกวีและวรรณกรรม สำหรับเธอแล้วภาษาที่เขียนอยู่ในคำทำนายแผ่นนั้นจึงยากเกินกว่าจะเข้าใจได้ในตอนแรก หญิงสาวต้องอ่านมันกลับไปกลับมาอีกหลายครั้ง จนพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง

แม่นจริงๆ… มินมินคิด… เธอเดาว่าการเดินทางไกล ‘เกินกว่าใครจะฝันถึง’ นั้น น่าจะหมายถึงการเดินทางข้ามเวลาเป็นแน่

และคำว่า ‘ศรัทธา’ นำไป จะหมายถึงอะไรได้ ถ้าไม่ใช่ Hsinbyume…

Hsinbyume…

ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่นั่น

แล้วคำว่า ‘หนึ่งรักนิรันดร์’ เล่า… หมายถึงใครหรืออะไรกันแน่

หรือจะหมายถึงเขาคนนั้น… ต่อพญายี…

อยากรู้ต้องได้คำตอบ มินมินไม่ใช่คนจะเก็บความสงสัยไว้กับตัวตลอดไป ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงตัดสินใจกลับไปที่ ‘ทัชมาฮาล’ แห่งลุ่มน้ำอิระวดีอีกครั้ง ตามที่ทันวินเอ่ยชวนเชิญ หากคราวนี้เธอตัดสินใจเดินทางไปเอง ไม่ได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนไปเหมือนอย่างครั้งที่แล้ว

สายลมเย็นจากแม่น้ำแผ่วมารวยริน หญิงสาวใช้ยางรัดผมเอาไว้ให้เป็นระเบียบ สายตาทอดมองดูคลื่นน้ำระลอกแล้วระลอกเล่าที่สาดซัดเข้ามาที่กราบของเรือโดยสาร

เป็นยามบ่ายที่แสงแดดอ่อนจาง เมฆสีขาวสะอาดลอยเป็นหมู่ บางก้อนแลดูมียอดแหลมคล้ายกับเจดีย์ นานๆ ครั้งจะมีนกตัวใหญ่กางปีกบินผ่านฟ้า

วันนี้โรงเรียนหยุด มินมินบอกกับทุกคนว่าเธอจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังมัณฑะเลย์นัก

มินมินแวะไปที่นั่นมาจริงๆ เธอไม่ได้โกหกพ่อและแม่ เพียงแต่มินมินไม่ได้นั่งอ่านหนังสือที่นั่น แต่หญิงสาวเลือกจะขอยืมหนังสือบางเล่มกลับไป จากนั้นเธอก็ตรงไปยังท่าเรือที่อยู่ไม่ไกล โดยมี Hsinbyume เป็นจุดหมายปลายทาง

นัดกับทันวินไว้ช่วงบ่ายแก่ๆ มินมินยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกา ขณะก้าวเดินลงไปในเรือโดยสารลำโต ยังมีเวลาอีกเกือบสองชั่วโมงก่อนเวลานัด จากท่าเรือแห่งนี้ มุ่งหน้าไปยังมหาเจดีย์ใหญ่ ใช้เวลาประมาณ ๔๕ นาที

มินมินตัดสินใจแน่วแน่ มือของเธอกำถุงกำมะหยี่บรรจุพระพุทธรูปทองคำเอาไว้แน่น เป็นอย่างไรก็เป็นกัน อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด เธออยากจะรู้เหมือนกันว่า ถ้าหากสภาพแวดล้อมที่เจดีย์สีขาวบริสุทธิ์ เป็นเหมือนกับวันที่เกิดเหตุทุกประการละก็ จะเกิดเหตุการณ์เหมือนวันนั้นอีกหรือไม่

…กาลเวลาจะนำพาหล่อนย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้งหรือเปล่า…

เสียงเพลงบรรเลงท่วงทำนองไพเราะดังแว่วมาจากริมฝั่งน้ำ วัดใดวัดหนึ่งคงจะมีงานบุญ เป็นทำนองดนตรีที่มินมินคุ้นเคย หากทว่านึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน

สายลมที่พัดผ่านมาวูบหนึ่ง หอบเอากรุ่นหอมของเขี้ยวกระแตลอยมาด้วย

มินมินสะดุ้งสุดตัว เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนจะถอนใจด้วยความโล่งอก เมื่อพบว่า บนมวยผมของหญิงวัยกลางคนที่นั่งถัดจากหล่อนไปไม่ไกล มีเขี้ยวกระแตช่อใหญ่เสียบประดับอย่างงดงาม

จู่ๆ มินมินก็รู้สึกหนาวยะเยือก…

แล้วความทรงจำในค่ำคืนนั้นก็หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง…

จนถึงวินาทีนี้ มินมินยังจดจำทุกขณะ ทุกช่วงเวลาในอดีตได้แจ่มชัด ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา… แน่ละ… ที่จริงมันเพิ่งเกิดกับเธอ ไม่กี่วันก่อนที่เธอจะได้ย้อนเวลากลับมาที่ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง

เธอมีโอกาสรับรู้ความในใจของเจ้าหญิงสายเลือดโยเดียพระองค์หนึ่ง ที่มีต่อนายทหารหนุ่มรูปงามสายเลือดอังวะ

ความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่มองไม่เห็น

อุปสรรคทางสายเลือดและเผ่าพันธุ์

อุปสรรคที่เกิดจากมายาคติ และความคับแค้นใจของคนรุ่นพ่อแม่

มินมินเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดี

เจ้าหญิงทับทิมพร่ำบอกเจ้าหญิงดาราให้ตระหนักเสมอว่าเธอคือเจ้าหญิงแห่งอยุธยา ผู้เกิดมาพร้อมกับภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบ

หากทั้งหมดกลับเป็นพันธนาการที่ร้อยรัด เป็นอุปสรรคที่ขัดขวาง ไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและต่อพญายีดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

และมินมินรู้ดีว่าเจ้าหญิงดาราไม่เข้าใจหรอก…

จะเข้าใจได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่เคยเห็นอยุธยาเลยแม้สักครั้ง

ถึงโยเดียจะเคยยิ่งใหญ่เพียงใด แม้ราชวงศ์บ้านพลูหลวงจะมีฐานันดรสูงแค่ไหน หากทั้งหมดเป็นเรื่องไกลตัว

ไกลเกินกว่าที่เจ้าหญิงดารา… ผู้ถือกำเนิดในดินแดนอังวะ ในฐานะสามัญชนจะสามารถจินตนาการไปถึง

รุ่นที่ ๓ ของเชลยศึกนั้น ความเป็นโยเดียอ่อนจางลงไปมากแล้ว มีเพียงเชลยรุ่นที่ ๑ และ ๒ เท่านั้น ที่ยังรู้สึกถึงศักดิ์ศรีของคนอยุธยา ตกมาถึงรัชกาลของพระเจ้าโบดอพญา… ลูกหลานของเชลยจำนวนไม่ใช่น้อยที่สายเลือดผสมกลมกลืนไปกับคนอังวะ ล้านช้าง และอีกหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ด้วยกัน

จะมีก็แต่ลูกหลานของเจ้านายโยเดียและขุนนางบางกลุ่มเท่านั้น ที่ยังพยายามจะรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองอยู่อย่างเข้มข้น

เมื่อรับปากว่าจะช่วย มินมินก็รักษาคำพูด เธอพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยปรับความเข้าใจระหว่างเจ้าหญิงดาราและต่อพญายีให้ดีขึ้น จากคำบอกเล่าของเจ้าหญิงองค์น้อย มินมินพอจะรู้ว่าต่อพญายีเองก็เริ่มเหนื่อยกับความสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นอนาคต

ต่อพญายีเป็นชายหนุ่มรูปงาม เขาเป็นนายทหารที่มีอนาคตไกล มีเชื้อสายเป็นถึงพระราชนัดดาของกษัตริย์ จึงไม่แปลกอะไรที่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายอังวะอยากจะเชื่อมสัมพันธ์กับเขา ด้วยการส่งลูกสาวมาให้แต่งงานด้วย หากต่อพญายีไม่แสดงทีท่าว่าจะชอบผู้ใด

แต่ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ การรอคอยที่ไม่มีจุดหมายอาจทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนใจ

‘ทำไมเธอถึงเจ้ากี้เจ้าการนัก’

ครั้งหนึ่งที่มินมินนำกระแตที่เจ้าหญิงดาราร้อยจากมะลิด้วยตัวเอง ไปมอบให้ ต่อพญายีถึงกับเข้มมองหล่อนด้วยความหงุดหงิดแกมประหลาดใจ

‘เพราะฉันอยากให้ท่านรู้ว่าเจ้าหญิงดาราเองก็ห่วงใยในความรู้สึกของท่านมิใช่น้อย’ มินมินจ้องตาคู่คมเข้มนั้น และเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ‘แต่เจ้าหญิงไม่สามารถเอ่ยเรื่องนี้ออกมาจากปาก ให้ท่านได้ยินด้วยตัวเอง’

‘ถ้าหากเจ้าหญิงดาราฝากเธอมาบอกฉันเรื่องนี้จริงๆ ล่ะก็’ ต่อพญายีเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็น ‘ช่วยกลับไปบอกเจ้าหญิงด้วยว่าเรื่องบางเรื่อง ไม่สามารถจะฝากใครมาบอกแทนกันได้ ไม่ใช่คนที่รักกัน ทำแทนกันไม่ได้หรอก’

‘แต่เจ้าหญิงดาราเป็นสตรี’ มินมินเสียงอ่อน

เธอมาจากโลกยุคใหม่ ที่สตรีมีสิทธิเท่าเทียมบุรุษ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น การที่สตรีจะบอกความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อบุรุษ ก็ดูไม่งาม

นับประสาอะไรกับเจ้าหญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนอย่างเจ้าหญิงดารา!

‘เรื่องบางเรื่องอาจไม่ใช่เรื่องง่าย’ มินมินถอนใจยาว ‘เอาเป็นว่า ท่านรับกระแตไต่ไม้นี้ไปก็แล้วกัน… เจ้าหญิงดาราอยากจะมอบให้ท่านแทนความรู้สึกของเธอ’

ต่อพญายีถอนใจเช่นกัน อุ้งมือใหญ่แข็งแรงเอื้อมมารับกระแตที่ร้อยจากมะลิสีขาวบริสุทธิ์มาถือไว้

‘ฝากบอกเจ้าหญิงด้วยว่า… ขอบใจ’ เขาพูดกับมินมินสั้นๆ เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยมินมินได้แต่ทอดสายตามองแผ่นหลังแข็งแกร่ง… ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด

 

เนื่องจากมีหน้าที่กำกับดูแลกลุ่มเชลยศึกโยเดีย ต่อพญายีจึงมีเรือนนอนหลังเล็กๆ อยู่ที่มินตาซุด้วย

เรือนของเขามีทหารยามอยู่เวรรักษาความปลอดภัย เพราะเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดเวลา ต่อพญายีจะไปๆ มาๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะมาเมื่อใดและกลับไปเมื่อใด ทุกอย่างเป็นความลับที่เขาไม่เปิดเผยให้ผู้ใดรู้

เจ้าหญิงดาราแอบเล่าให้มินมินฟังว่าพระเจ้าโบดอพญาพระราชทานตำหนักให้นัดดาคนโปรด เป็นตำหนักที่สร้างด้วยไม้สักทองคำแกะสลักลวดลายสวยงาม อยู่ทางด้านทิศเหนือของพระราชวัง ต่อพญายีพำนักอยู่ที่นั่นกับมารดาและพี่น้องอีกหลายคน

‘งามมาก งามราวสวรรค์’ เจ้าหญิงเผลอเล่าออกมา ‘รูปสลักแต่ละรูปบนกำแพง ละเอียด อ่อนช้อย ราวจะเคลื่อนไหวได้จริง’

‘เจ้าหญิงเคยเห็นหรือคะ’ มินมินอดถามมิได้ ‘เจ้าหญิงไปที่ตำหนักนั่นมาแล้วใช่ไหม บอกฉันมาเสียดีๆ’

มินมินอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว… นานพอจะเริ่มสนิทสนมกับเจ้าหญิงดารา จนสามารถพูดเล่นกันได้

‘เคยไปมาแล้วหนหนึ่ง’ เจ้าหญิงดารากระซิบกระซาบ ดวงตาเปล่งประกายซุกซน เรื่องอย่างนี้เธอเล่าให้บ่าวไพร่ในเรือนฟังไม่ได้เด็ดขาด

‘นั่นยังไง’ มินมินพยักหน้า ‘ท่านแม่ของเจ้าหญิงทราบหรือเปล่า’

‘ถ้าท่านแม่ทราบ ฉันคงไม่แคล้วหลังลาย’ เจ้าหญิงเหลือบมองไปรอบๆ กาย กระทั่งแน่ใจแล้วว่าไม่มีบ่าวไพร่อยู่แถวนั้นจึงเล่าให้มินมินฟังต่อ

‘วันนั้นฉันไม่ได้เจตนาจะไปที่ตำหนักชเวทูนหรอกนะ อย่าเข้าใจผิดไป” เจ้าหญิงรีบออกตัว

“ชเวทูน…” มินมินเลิกคิ้ว ด้วยไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

พยายามนึกทบทวนก็ไม่ปรากฏว่าในยุคสมัยปัจจุบันจะมีโบราณสถานชื่อนี้ปรากฏอยู่ที่ไหน เป็นไปได้ว่าอาจถูกทำลายไปตอนสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดถล่มมัณฑะเลย์และเมืองใกล้เคียงเป็นว่าเล่น

‘ชเวทูน… เป็นชื่อตำหนักของต่อพญายีน่ะ’ เสียงของเจ้าหญิงดาราแผ่วเบา

‘เป็นตำหนักที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในอังวะ เพราะทำจากไม้สักทองคำทั้งหลัง แกะสลักลวดลายงดงาม… ลวดลายทั้งหมดเป็นลายจากรามายณะ ช่างที่แกะสลักทั้งหมดเป็นช่างโยเดีย’

‘รามายณะ… ช่างโยเดีย’ มินมินอ้าปากค้าง

‘ตอนสร้างตำหนักนี้พระราชทานให้ต่อพญายี พระเจ้าโบดอพญาเกณฑ์ช่างฝีมือชาวโยเดียที่ยังมีชีวิตอยู่ มาออกแบลวดลายและช่วยกันแกะสลัก พวกเขาเลือกแกะลายจากเรื่องรามายณะ’

‘แล้วเจ้าหญิงไปที่นั่นได้อย่างไร’ มินมินไม่ได้สนใจว่าลายแกะสลักจะงดงามเพียงใด เธอสนใจแต่เพียงว่าเจ้าหญิงดาราไปที่นั่นได้อย่างไรมากกว่า

‘วันนั้นฉันไปทำบุญที่วัดมะเดื่อ ไม่ไกลจากตำหนักชเวทูนมากนัก’ เจ้าหญิงเล่า ‘เป็นวัดที่ทูลกระหม่อมอุทุมพรทรงจำพรรษาอยู่ที่นั่นจนมรณภาพ ถึงแม้จะมรณภาพไปนานนับสิบปีแล้วก็ตาม แต่คนโยเดียยังนิยมจะไปทำบุญและกราบไหว้พระประธาน ทูลกระหม่อมทรงแกะสลักจากไม้มะเดื่อด้วยพระองค์เอง’

‘ฉันเคยไปวัดนั้น’ มินมินหลุดพูดออกมา

พ่อเคยพาเธอและน้องชายทั้งสองไปกราบพระพุทธรูปองค์ที่ว่า หากในปัจจุบันที่เธอเห็นนั้น องค์พระถูกหล่อปูนทับเสียใหม่ พุทธลักษณะที่ปรากฏให้เห็นเป็นพระพุทธรูปแบบพม่า ไม่มีเค้าของพระพุทธรูปอยุธยาเหลืออยู่อีกต่อไป

‘วัดมะเดื่อสวยงาม และได้รับการบูรณะมาโดยตลอด โชคดีที่พระมหากษัตริย์อังวะทุกพระองค์ทำนุบำรุงวัดนี้เป็นอย่างดี’ เจ้าหญิงดาราไม่ได้สงสัยว่ามินมินมีโอกาสไปวัดมะเดื่อตั้งแต่เมื่อไร น้ำเสียงในประโยคต่อมาจึงราบเรียบ ‘เพราะถือว่าเป็นวัดของพระมหากษัตริย์อยุธยา จึงจะละเลยไปเสียมิได้’

เห็นจะเป็นดังที่เจ้าหญิงดาราว่าจริงๆ เพราะวัดในอังวะและมัณฑะเลย์มีจำนวนมากมายหลายร้อยแห่ง บางวัดเมื่อขาดผู้อุปถัมภ์ นานเข้าก็จะกลายเป็นวัดร้าง ทรุดโทรม ไร้ภิกษุจำพรรษา การที่วัดมะเดื่อยังดำรงอยู่ ผ่านกาลเวลานานนับร้อยปีตราบจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาของบรรดาผู้คนโดยแท้จริง

พ่อเล่าให้เธอฟังว่า พระเจ้ามังระหรือสินพยุฉิ่น ทรงสร้างวัดมะเดื่อ ถวายให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้จำพรรษา และเป็นศูนย์รวมจิตใจของบรรดาเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนมาจากอยุธยา

พระองค์จำพรรษาอยู่ที่วัดมะเดื่อแห่งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ถึง พ.ศ. ๒๓๒๖ นานถึง ๑๖ ปีจนพระเจ้าโบดอพญาขึ้นครองราชย์ แล้วย้ายเมืองหลวงจากอังวะ ไปยังอมรปุระซึ่งเป็นราชธานีแห่งใหม่ พระองค์ก็เชิญเสด็จพระภิกษุสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไปจำพรรษาอยู่ที่วัดปากป่าตราบจนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๓๓๙

‘วันนั้นท่านแม่ไปเข้าเฝ้าพระองค์เจ้าประทีป’

พระองค์เจ้าประทีปที่เจ้าหญิงดาราเอ่ยถึงคือพระราชธิดาองค์โตของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ซึ่งต่อมาถวายตัวเป็นมเหสีของพระเจ้าสินพยุฉิ่น

‘ฉันจึงไปวัดมะเดื่อคนเดียว ขากลับผ่านมาทางตำหนักชเวทูน จู่ๆ ก็เกิดฝนตกหนักราวพายุ ฉันเปียกไปหมดทั้งตัว ต้องไปแอบอยู่ที่ศาลาเล็กๆ หน้าตำหนัก… ต่อพญายีผ่านมาพอดี จึงชวนให้ฉันเข้าไปหลบฝนในตำหนักของเขา’

‘แล้วยังไงต่อคะ’ ฟังมาถึงตรงนี้ ดวงตาของมินมินถึงกับเบิกกว้าง ‘อย่าบอกนะว่าเจ้าหญิงกับเขา…’

Don`t copy text!