Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 14 : มหาเตงดอจี

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 14 : มหาเตงดอจี

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

‘ไม่… ไม่ใช่อย่างเธอคิดหรอกนะมินมิน อย่าเข้าใจผิด’ เจ้าหญิงดารารีบปฏิเสธ หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ‘ระหว่างฉันและเขา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อพญายีแค่เชิญให้ฉันเข้าไปหลบฝนในตำหนักชเวทูนเท่านั้น’

‘เฮ้อ…’ คราวนี้มินมินพลอยถอนใจไปด้วยอีกคน

เป็นการถอนใจด้วยความโล่งอก เพราะผู้หญิงกับผู้ชายนั้นเหมือนน้ำมันกับไฟ อยู่ใกล้กันมีแต่จะลุกไหม้ ถ้าสิ่งที่เธอกลัวเกิดขึ้นกับเจ้าหญิงดาราจริงๆ ล่ะก็ เรื่องราวคงจะยุ่งเหยิงไปกันใหญ่

อย่างน้อยๆ ต่อพญายีก็เป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ทำอะไรเป็นการล่วงเกินสตรีที่เขารัก

‘พอฝนหยุด เขาก็ให้คนมาส่งฉันที่มินตาซุ’ เจ้าหญิงเล่าต่อ ‘ก็เท่านั้น’

‘แล้วตอนติดฝนอยู่ที่ชเวทูน… เจ้าหญิงทำอะไรบ้าง’ มินมินอยากรู้มากกว่าจะคาดคั้นเอาคำตอบจากอีกฝ่าย

‘ก็ไม่มีอะไร เขาพาฉันไปนั่งพักที่ตำหนักใหญ่ พาไปพบท่านพ่อกับท่านแม่ของเขา…’ กิริยาก้มหน้านิ่ง น้ำเสียงที่แผ่วลงบอกให้มินมินรู้ว่ามีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ ‘ไม่นึกเลยว่าทั้งสองจะเมตตาเรามาก ยังชวนให้ไปเยี่ยมที่ชเวทูนอีก เราได้แต่รับปาก เอาเข้าจริงคงไม่มีโอกาสได้ไป เพราะท่านแม่คงไม่ยอม’

‘แล้วทำไมต่อพญายีจึงพาเจ้าหญิงไปพบพ่อและแม่ของเขาด้วย’ มินมินถามต่อ

สายลมเย็นๆ ที่แผ่วผ่านมารวยริน หอบเอากลิ่นหอมของเอื้องผึ้งที่เจ้าหญิงดาราเสียบมวยผมให้อวลอยู่ในอณูอากาศ ทุกวันนี้เจ้าหญิงผู้มีเชื้อสายโยเดียยังคงเกล้าผมแบบสตรีอยุธยา ในขณะที่คนอื่นๆ ในมินตาซุเริ่มเปลี่ยนมาเกล้าผมแบบอังวะกันแล้ว

‘ก็…’ คราวนี้เจ้าหญิงดาราถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม ‘ก็… ไปถึงบ้านของเขา เราควรจะไปคารวะเจ้าของเรือนมิใช่หรือ เราทำผิดตรงไหน’

‘ทำไม่ผิดหรอก’ มินมินยังคงซักไซ้ ‘แล้วท่านพ่อท่านแม่ของต่อพญายีว่าอย่างไร’

‘ก็ไม่ว่าอย่างไร’ เจ้าหญิงเขม้นมองมินมิน เสียงที่เรียกอีกฝ่ายพลอยเข้มขรึม ‘นี่แน่ะมินมิน  ตกลงเราเป็นเพื่อนกัน หรือฉันเป็นจำเลยของเธอกันแน่ เธอถึงได้ซักไซ้ไล่เรียง ราวกับฉันไปทำผิดอะไรมาอย่างนั้นล่ะ’

‘ก็ถ้าเจ้าหญิงอยากให้ฉันช่วย’ มินมินจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ดวงตาของเจ้าหญิงดารากลมโต ใสซื่อ ‘ฉันก็ต้องรู้ทุกอย่าง’

‘ทำไมเธอถึงอยากช่วยฉัน’ เจ้าหญิงจ้องมินมิน ราวจะมองทะลุเข้าไปถึงหัวใจ

‘เพราะ…’ มินมินอ้ำอึ้ง… นั่นสิ ทำไมเธอถึงอยากช่วยเจ้าหญิงดาราด้วยนะ

‘เพราะอะไร’ เจ้าหญิงถามย้ำ

‘เพราะ…’ มินมินยังตอบไม่ได้

เพราะสงสาร

เพราะอึดอัดแทนเจ้าหญิง

เพราะต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้อง

หรือเพราะอะไรกันแน่…

‘ฉันก็อธิบายไม่ถูก’ มินมินหลุดคำพูดออกมาในที่สุด

‘หรือแท้จริงแล้ว เธอเป็นคนของท่านแม่ที่ส่งให้มาติดตามฉัน… ใช่ไหมมินมิน สารภาพความจริงมาเสียเถอะ’ เจ้าหญิงเริ่มระแวง

เพราะระยะหลังมานี้ ดูเหมือนเจ้าหญิงทับทิมจะล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของเธอไปแทบจะทุกฝีก้าว แท้จริงแล้วหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้อาจเป็นคนของท่านแม่ส่งมาประกบเธอก็เป็นได้

‘เจ้าหญิงไม่ไว้ใจฉันหรือคะ’ มินมินพูดออกไปตรงๆ ตามที่คิด

เจ้าหญิงดาราไม่ตอบ หากภาษาร่างกายของเธอนั้นแสดงชัดว่าเธอเริ่มสงสัย มินมินรู้สึกเหมือนมีม่านบางๆ คลี่ขวางกั้นระหว่างเธอกับเจ้าหญิง และม่านบางๆ นั้นทำให้มินมินรู้สึกอึดอัดใจไม่ใช่น้อย

‘แล้วอย่างนั้น เธอจะช่วยฉันและต่อพญายีทำไม คนที่ไม่เคยรู้จักกัน จะหวังดีต่อกันได้ถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ’ เจ้าหญิงเลี่ยงไม่ตอบคำถามของมินมิน เธอยังไม่ปล่อยประเด็นสงสัยให้ผ่านไปง่ายๆ ‘ตอบมาสิมินมิน’

‘ได้สิคะ’ มินมินยักหน้า สายตาที่จ้องมองเจ้าหญิงดาราเต็มไปด้วยความจริงใจ ‘ฉันปรารถนาดีกับเจ้าหญิงจริงๆ แต่จะให้อธิบาย… ฉันอธิบายไม่ได้’

‘เถอะ’ ดวงตาของเจ้าหญิงดาราที่มองจ้องมามีร่องรอยครุ่นคิดลึกซึ้ง ‘ยังไม่ต้องตอบฉันตอนนี้ก็ได้ เอาเป็นว่าถ้าหากมีอะไรที่อยากให้ช่วย ฉันจะบอกให้รู้ก็แล้วกัน’

เจ้าหญิงพูดเพียงเท่านั้น ก็ผละจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มินมินยืนงงอยู่ครู่ใหญ่

นับจากวันที่พลัดหลงกาลเวลามาอยู่ในโลกอดีตจนถึงวันนี้ ผ่านมานานนับสัปดาห์แล้ว มินมินไม่รู้เลยว่าเธอจะมีโอกาสได้กลับมายังกาลเวลาปัจจุบันหรือไม่ สิ่งเดียวที่อาจจะทำได้คือการปรับตัวและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ไม่ง่ายนักหากทว่ามินมินก็พยายามทำให้ดีที่สุด

ตลอดหลายวันมานี้มินมินได้เห็น ได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่าง และนั่นทำให้โลกทัศน์ของเธอเปลี่ยนไปจากเดิม หน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะเรื่องราวความขัดแย้งของสองวัฒนธรรม

อังวะและโยเดีย…

โยตะยา… โยดะยา… โยเดีย เหล่านั้นล้วนเป็นคำเรียกเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนขึ้นมายังอังวะ จะเรียกอย่างไรนั้น… สุดแท้แต่คนจะออกเสียง

กาลเวลาผ่านมาแล้วถึงห้าสิบปี นับจากวันที่กรุงศรีอยุธยาแตกพ่าย

ถึงวันนี้เชลยศึกที่เดินทางรอนแรมขึ้นมาถึงอังวะเหลืออยู่ไม่มาก ลูกหลานของพวกเขาที่ถือกำเนิดขึ้นในแผ่นดินใหม่ถือเป็นคนโยเดียรุ่นที่ ๒

เป็นเชื้อสายโยเดียแท้ๆ ก็มี เป็นลูกครึ่งโยเดียและอังวะก็ไม่ใช่น้อย

มินมินเห็นว่าโยเดียรุ่นที่ ๒ ยังยึดมั่นในขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษอยู่ไม่เสื่อมคลาย หลายคนยังคงมีความเกลียดชังชาวอังวะอยู่ในจิตใจ… เกลียดทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นอยุธยาด้วยซ้ำ

มินมินพอเข้าใจว่าที่พวกเขาเกลียดก็เพราะถูกรุ่นพ่อรุ่นแม่ปลูกฝังว่าอังวะคือศัตรู และความเกลียดชังนี้ยังถ่ายทอดต่อมาถึงคนโยเดียรุ่นที่ ๓ อย่างเจ้าหญิงดาราด้วย

และนี่เอง… เป็นที่มาของความรักต้องห้ามระหว่างต่อพญายีและเจ้าหญิงดารา…

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เจ้าหญิงดาราทำตัวเหินห่างเธอขึ้นกว่าเก่า

จากที่เคยสนิทสนมกันจนสามารถเล่าทุกอย่างให้ฟังได้ เจ้าหญิงเหมือนจะเก็บปากเก็บคำมากขึ้น และมินมินเองก็เริ่มกังวลว่าจะวางตัวอย่างไร หากไม่ทันจะได้คิดอ่านว่าจะทำประการใด ก็เกิดเรื่องขึ้นใหม่เสียก่อน

เช้าวันนั้น เจ้าหญิงทับทิมมีรับสั่งให้เธอนำอาหารไปถวายพระที่ Yun Kyaung Thein ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของสะกาย

‘มหาเตงดอจี’ เจ้าหญิงทับทิมเอ่ย ‘เธอสะดวกไปให้ฉันได้หรือไม่’

‘ได้สิคะ’ มินมินรับคำ ดวงตาเปล่งประกายวะวับ เธอเคยได้ยินพ่อเอ่ยชื่อวัดนี้ให้เธอและน้องชายฟังมาแล้วหลายหน แต่ทุกครั้งมินมินไม่เคยสนใจว่าวัดนั้นมีความสำคัญเช่นไร จึงนับเป็นโอกาสดีที่วันนี้เธอมีโอกาสจะได้ไปที่วัดแห่งนั้น

‘เจ้าหญิงมีธุระอะไรที่นั่นหรือคะ’

‘ฉันจะวานให้เธอนำอาหารไปเลี้ยงช่างที่มหาเตงดอจีสักหน่อย’ ถ้อยรับสั่งของเจ้าหญิงทับทิมราบเรียบเหมือนกับสีหน้า

‘ช่าง’ มินมินเลิกคิ้วประหลาดใจ

‘ช่างเขียนภาพ’ เจ้าหญิงทับทิมว่า ‘พวกเขากำลังซ่อมแซมภาพฝาผนังที่วัดนั้น’

‘ภาพเขียน… ยังไงกันหรือคะ’ มินมินยังไม่เข้าใจ

‘พวกเขาเป็นช่างเขียนภาพที่สืบเชื้อสายมาจากชาวโยเดีย ถึงตอนนี้นับเป็นรุ่นที่สอง’ คำบอกเล่าของเจ้าหญิงทับทิมทำให้มินมินถึงกับเบิกตากว้าง

‘พวกเรา… ฉันหมายถึงเจ้านายโยเดีย… พวกเราอุปถัมภ์ช่างกลุ่มนี้มานานหลายรุ่นแล้ว นับตั้งแต่เดินทางมาถึงอังวะ พระเจ้ากรุงอังวะรับช่างโยเดียจำนวนมากเข้ารับราชการในราชสำนัก บางกลุ่มก็ให้ตั้งหมู่บ้านเพื่อทำงานตามที่ตนเองถนัด อย่างเช่นที่ซูกา…’

สำเนียงของเจ้าหญิงทับทิมฟังเหมือนคำว่า ‘สุขะ’

‘ที่นั่นเป็นหมู่บ้านของพวกทำพลุไฟ… เมื่อครั้งที่อยุธยายังเป็นราชธานีสวยงาม บรรพบุรุษของพวกเขามีถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลบ้านชีกุน…’

มินมินไม่รู้จักบ้านชีกุน แต่ก็ฟังด้วยความสนอกสนใจ เธอเชื่อว่าเจ้าหญิงทับทิมเองก็ไม่เคยรู้จักหมู่บ้านแห่งนั้น เพราะตัวเธอก็มาเกิดที่พม่า เรื่องราวทั้งหมดที่เจ้าหญิงเล่า คงเป็นเรื่องที่เจ้าฟ้าลำภู ผู้เป็นพระมารดา ถ่ายทอดให้ฟังอีกทีหนึ่ง

‘ช่างเขียนนั้นได้รับพระราชทานที่ดินจากพระเจ้ากรุงอังวะให้อยู่ที่สะกาย หมู่บ้านของพวกเขามีวัดที่สร้างขึ้นตามแบบอังวะ แต่ภายในนั้นเขียนภาพแบบอยุธยา…’

ยามเล่ามาถึงตรงนี้ ดวงตาของเจ้าหญิงทับทิมเปล่งประกายวับวาว มารดาของเจ้าหญิงดาราเปรียบประหนึ่งสารานุกรมโยเดียที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอรู้เรื่องราวของการสงครามครั้งสุดท้าย รู้จักเชลยศึก และรู้เรื่องอยุธยาเป็นอย่างดี

‘แม้ฝีมืออาจจะไม่งดงาม ไม่ละเอียดเท่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ก็ยังมีเค้าความงามตามแบบของคนโยเดียให้สัมผัสได้’ เจ้าหญิงทับทิมเล่าต่อ ‘เวลานี้หลังคาโบสถ์มหาเตงดอจีชำรุด น้ำฝนรั่วลงมา ภาพเขียนเริ่มเสียหาย ฉันจึงขอให้พวกเขาไปซ่อมแซมภาพเขียนที่นั่น… วันนี้ พวกเขาเริ่มงานกันเป็นวันแรก ฉันเลยอยากให้เธอคุมบ่าวในบ้าน นำอาหารไปเลี้ยงพวกเขาเพื่อเป็นกำลังใจ’

‘ได้สิคะ’ มินมินเอ่ยด้วยความเต็มใจ ‘รอให้เจ้าหญิงดารากลับมาจากศาลพระรามก่อนนะคะ’

‘ไม่ต้องรอ’ คำตอบของเจ้าหญิงทับทิมสร้างความประหลาดใจให้กับมินมินไม่ใช่น้อย ‘เรื่องแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องให้ดาราไปหรอก… เธอคนเดียวก็พอ’

‘ค่ะ’ มินมินรับคำแบบงงๆ ปกติเวลาเจ้าหญิงทับทิมมีธุระอะไร มักจะใช้ให้เจ้าหญิงดาราไปทำเสมอ มีเธอติดสอยห้อยตามไปด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิงสั่งให้เธอไปลำพังกับบ่าวในเรือน ด้วยเหตุนี้มินมินจึงอดจะประหลาดใจมิได้

แต่ถึงแม้จะประหลาดใจเพียงใด มินมินก็ปฏิบัติตามแต่โดยดี

จากมินตาซุไปยัง Gon Hnyin Htong Ywar ซึ่งเป็นเขตตำบลที่ตั้งของมหาเตงดอจีนั้น ต้องลงเรือล่องไปตามแม่น้ำอิระวดี เพื่อไปขึ้นที่ท่าใกล้กับหมู่บ้านของเชลยศึกชาวล้านนา จากนั้นจึงนั่งเกวียนเทียมวัวไปอีกต่อหนึ่ง

แม้จะทราบมาจากเจ้าหญิงทับทิมล่วงหน้าแล้วว่ามหาเตงดอจีสร้างขึ้นมาในรูปแบบสถาปัตยกรรมอังวะ หากทันทีที่เธอก้าวเข้าไปภายในโบสถ์ มินมินรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยทันที

ภาพจิตรกรรมที่อยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ  ไม่เหมือนกับจิตรกรรมพม่าที่มินมินเคยเห็น หากภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนบุษบก ดาวเพดาน ลวดลายอ่อนช้อยของเถาวัลย์ กระรอกและนกมีรูปแบบแปลกตา และนั่นทำให้มินมินรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในแผ่นดินอังวะ

ยังจะสีสันของจิตรกรรมที่ใช้สีแดงและน้ำตาลเป็นหลัก มีสีเขียวแซมอยู่ประปราย นอกจากนั้นไม่มีสีอื่นปะปนอยู่เลย

มีร่องรอยน้ำฝนหยาดจากหลังคาโบสถ์ลงมาที่ผนังทั้งสี่ด้านจำนวนมาก รอยเปียกทาบทับบนภาพที่เคยสวยงาม มินมินเห็นบางส่วนของภาพบางเริ่มล่อนหลุด

เสียงพูดซุบซิบสะท้อนก้องกลับไปกลับมา ทำให้มินมินต้องละสายตาจากภาพฝาผนัง และกวาดมองไปโดยรอบ มีคนอยู่ในโบสถ์ราวสิบกว่าคน ทั้งหมดเป็นเพศชาย หลายคนนั่งผสมสีอยู่กับพื้น บางคนปีนป่ายอยู่บนนั่งร้าน ชายร่างอ้วนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าช่างหันมาเห็นมินมินเข้าพอดี เขาเอ่ยถามขึ้นว่า

‘เจ้าหญิงทับทิมส่งแม่มาใช่ไหม’

‘ใช่จ้ะ’

มินมินพยักหน้า อดจะประหลาดใจมิได้ว่าเขารู้ได้อย่างไร จนเมื่อเห็นสายตาของเขาที่กวาดมองมาที่ลุนตยาผืนที่เธอนุ่งนั่นล่ะ จึงพอจะบอกได้ ด้วยลุนตยาผืนที่เธอสวมเป็นสีน้ำเงิน มีลวดลายคลื่นน้ำผสมผสานด้วยลวดลายกระหนกเปลวของโยเดีย อันเป็นลวดลายที่คนโยเดียทอขึ้นมาโดยเฉพาะ และกระหนกเปลวบนโค้งคลื่นแบบนี้ มินมินเห็นมีแต่คนที่ตำหนักของเจ้าหญิงทับทิมเท่านั้นที่สวมใส่

‘เจ้าหญิงเห็นว่าพวกท่านทำงานกันหนัก เลยให้ฉันนำอาหารมาให้ ท่านยังบอกด้วยว่า จะให้คนส่งอาหารมาให้ทุกวัน จนกว่าจะซ่อมแซมภาพเหล่านี้เสร็จเรียบร้อย’

‘อาหารของเจ้าหญิงทับทิม’ ดวงตาของชายผู้นั้นมองแลเลยไปทางบ่าวซึ่งเดินตามมาทางด้านหลัง ‘เป็นบุญของพวกเราแท้ๆ’

‘จวนจะเที่ยงแล้ว จะกินกันเลยไหมศีลา ฉันจะได้ให้บ่าวจัดาสำรับให้’ สีปัน บ่าวคนสนิทของเจ้าหญิงทับทิมที่มาพร้อมกับมินมินถามหัวหน้าช่าง ชื่อ ‘ศีลา’ นั้นบอกให้รู้ว่าทั้งสองรู้จักกันมาก่อน

‘ยังกินไม่ได้’ ศีลาส่ายหน้า

‘ยังไม่หิวหรือ’ มินมินเลิกคิ้ว

‘หิว แต่ยังกินไม่ได้’ ศีลายังคงส่ายหน้า

‘ทำไม’ มินมินขมวดคิ้วมุ่น

‘เพราะอาหารเหล่านั้นจำเป็นจะต้องให้คนของฉันตรวจเสียก่อน’

เสียงดังเป็นกังวานของใครบางคนทำให้มินมินต้องหันกลับไปทางประตูโบสถ์ แสงสว่างจากด้าน หลังร่างสูงใหญ่ทำให้เห็นดวงหน้าของเขาไม่ถนัดนัก หากหญิงสาวจำเงาร่างสูงล่ำสันในชุดเครื่องแต่งกายทหารอังวะผู้นั้นได้แม่นยำ

มินมินรู้ในตอนนั้นเองว่าเหตุใด เจ้าหญิงทับทิมจึงสั่งให้เธอเดินทางมาที่มหาเตงดอจีพร้อมกับบ่าวไพร่เลย โดยไม่ต้องรอเจ้าหญิงดารา…

Don`t copy text!