Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 15 : เธอผู้มาจากอนาคต

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 15 : เธอผู้มาจากอนาคต

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

‘ต่อพญายี’ มินมินพึมพำ ขณะร่างสูงใหญ่ก้าวนำหน้าทหารเข้ามาอย่างทรงอำนาจ เขาหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องตรวจสอบอาหารในสำรับที่ส่งมาจากตำหนักของเจ้าหญิงทับทิมโดยละเอียด

หลังจากตรวจสอบทุกภาชนะ  ทุกสำรับแล้วว่าไม่มีจดหมายลับหรืออาวุธซุกซ่อนมาด้วย คนของนายทหารหนุ่มผู้เป็นนัดดาของพระเจ้าโบดอพญา ก็พยักหน้าอนุญาตให้ช่างเขียนภาพชาวโยเดียทุกคนหยุดพักรับประทานอาหารได้

‘ใจโหด’ มินมินอดจะพึมพำมิได้

‘เธอว่าใครใจโหด’ กระนั้นคนตัวใหญ่ยังอุตส่าห์ได้ยิน

‘ว่าท่านนั่นละ’ มินมินจ้องอีกฝ่ายโดยไม่หวั่นกลัว ‘กับแค่เอาอาหารมาให้ จะอะไรกันนักหนา… ตรวจสอบละเอียดราวกับอยู่ท่ามกลางศึกสงคราม… ไม่คิดหรือว่า ทำแบบนี้ ถ้าเจ้าหญิงทับทิมรู้เข้า จะเสียใจแค่ไหน’

‘ทุกนาที ล้วนแล้วแต่ต้องระมัดระวัง’ ต่อพญายีเอ่ยเสียงราบเรียบ เหมือนกับสีหน้าและแววตาของเขา ‘อย่างที่เราเคยบอก… พระเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก แผ่นดินกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง… ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งสิ้น’

‘ไว้ใจไม่ได้แม้แต่เชลยศึกชาวโยเดีย ที่อยู่ในแผ่นดินอังวะมานานถึงห้าสิบปี อยู่จนรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน คือแผ่นดินเกิดอย่างนั้นหรือ’ มินมินเอ่ยด้วยความคับข้อง เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าหญิงทับทิมจึงชิงชังต่อพญายี ไม่อยากให้เจ้าหญิงดาราผู้เป็นธิดายุ่งเกี่ยวด้วย

‘หวังว่าเธอจะเข้าใจ’ เขาไม่ตอบคำถามของมินมิน น้ำเสียงของต่อพญายีแผ่วเบาหากทว่าหนักแน่น ‘เราทำตามหน้าที่’

‘สงครามครั้งนั้นผ่านมาห้าสิบกว่าปีแล้ว พวกท่านยังไม่ไว้ใจคนโยเดียอีกหรือ’ มินมินยังคงไม่เข้าใจความเป็นไปตรงหน้ามากนัก กับแค่ช่างเขียนมาซ่อมภาพและเจ้านายของพวกเขาส่งอาหารมาให้ เหตุใดจึงเป็นเรื่องใหญ่โตถึงกับต้องตรวจตรากันอย่างละเอียดเช่นนี้

‘มีเรื่องราวหลายเรื่องที่เรายังไม่สามารถอธิบายได้ในตอนนี้’ ต่อพญายีว่า ‘แต่ขอให้รู้ว่าเราไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด’

‘ไปบอกเจ้าหญิงทับทิมเองเถอะ’ มินมินเม้มปากแน่น ‘มาบอกเราก็ไม่มีประโยชน์อะไร’

‘มีสิ’ ดวงตาคู่คร้ามคมของต่อพญายีจ้องมองดวงหน้าสวยหวานของมินมินแน่วนิ่ง ‘เจ้าหญิงเกลียดเราอย่างกับอะไรดี พูดอะไรท่านก็ไม่ฟังเราหรอก หากเธอช่วยเป็นคนกลางให้ เราก็จะขอบใจ’

‘ทำไมฉันต้องช่วยท่านด้วย’ มินมินไม่คุ้นชินกับความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนเช่นนี้เอาเสียเลย เพื่อนฝูงในโลกที่เธอจากมา มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ไม่มีลับลมคมใน ฝากคนนั้นไปพูดกับคนนี้ ฝากคนนี้ไปพูดกับคนนั้น มินมินคิดว่าการสื่อสารแบบนี้สุ่มเสี่ยงต่อความผิดพลาดได้เป็นอย่างมาก

‘เพราะเธอคือคนที่เจ้าหญิงทับทิมไว้ใจ’ ต่อพญายีเสียงเข้ม ดวงตาคู่คร้ามคมที่จ้องมองมา บอกนัยยะบางประการ

‘ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าหญิงไว้ใจเรา’ มินมินเลิกคิ้ว ย้อนถามอีกฝ่ายอย่างสงสัยมากกว่าจะยียวนกวนใจเขา

‘ถ้าเจ้าหญิงไม่ไว้ใจเธอ… ท่านคงไม่มอบพระพุทธรูปทองคำให้ พระองค์นี้สร้างแจกจ่ายกันในหมู่พระญาติและข้าราชบริพารคนสนิทเท่านั้น’ เขาหมายถึงพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่ประทับนั่งอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ สัญลักษณ์แทนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

‘และถ้าเจ้าหญิงไม่ไว้ใจเธอ… ท่านก็คงจะไม่พูดโกหกเพื่อปกป้องเธอ ทั้งที่รู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้น หากถูกจับได้จะมีความผิดเยี่ยงไร’

‘พูดปด… พูดปดอะไร ฉันไม่เข้าใจ’ มินมินใจหายวาบ หัวใจของหล่อนเต้นรัวเร็ว มือไม้เยียบเย็นขณะปากเอ่ยว่า ‘ท่านต้องเข้าใจผิดไปแล้วล่ะ… ต่อพญายี’

‘หลายวันมานี้…ฉันให้ลูกน้องไปตรวจสอบที่มาที่ไปของเธอเรียบร้อยแล้ว… มินมิน…’ น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมเหมือนกับสีหน้าและแววตา

‘เธอ-ไม่-ได้-มา-จาก-มิน-บู’

เข้าเน้นช้าๆ ชัดๆ และทันทีที่สิ้นคำพูดประโยคนั้น เลือดในกายของมินมินเหมือนจะเยียบเย็น

ต่อพญายีคงสังเกตเห็นอาการนิ่งขึงของหญิงสาว มือแข็งแรงของเขาจึงดึงแขนของเธอให้ออกไปพูดข้างนอก เพื่อจะได้ไม่มีใครได้ยิน

‘เธอไม่ได้มาจากมินบู’

เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง เขาก็เอ่ยย้ำประโยคเดิม

‘ที่นั่นมีชุมชนชาวโยเดียอยู่จริง แต่ไม่มีใครรู้จักเธอเลย หัวหน้าของชาวโยเดียที่มินบูคือเจ้าฟ้าพิทักษ์ ท่านเชลยศึกรุ่นที่หนึ่ง แม้จะชราภาพมากแล้ว หากความจำของเจ้าฟ้าพิทักษ์ยังดีเยี่ยม พระองค์รู้จักคนโยเดียที่มินบูเป็นอย่างดี… ท่านยืนยันกับคนของฉันว่า ที่นั่นไม่มีใครชื่อมินมิน และไม่มีใครเดินทางมาพบเจ้าหญิงทับทิมที่มินตาซุนี่ด้วย เช่นนี้แล้ว เธอจะว่าอย่างไร…’

‘ฉัน…’ มินมินถึงกับอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ด้วยไม่คิดว่าต่อพญายีจะส่งคนไปสืบเรื่องของเธอจนรู้ความจริง

‘ตกลงเธอเป็นใคร มาจากไหนกันแน่’ ดวงตาคู่คมยังจ้องมองร่างสูงโปร่งราวจะจับสังเกต

‘นั่นสำคัญอย่างไร’ มินมินพยายามจะยื้อเวลา หัวสมองของเธอกำลังคิดหาทางเอาตัวรอด ท่าทางของต่อพญายีจะไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ หากไม่ได้คำตอบที่เขาพอใจ

‘สำคัญสิ’ ดวงหน้าคมสันของชายหนุ่มแลดูดุดันกว่าทุกครั้ง ‘เพราะถ้าเธอไม่ยอมบอกความจริง ฉันจำเป็นต้องส่งตัวเธอไปที่คุกหลวง เจ้าหน้าที่ที่นั่นจะสอบถามเธอจนกว่าจะได้ความจริง คงไม่ต้องบอกนะว่ามันจะทรมานเพียงใด… ฉะนั้น พูดความจริงกับฉันเสียที่นี่ จะดีเสียกว่าให้ฉันส่งตัวเธอไปให้คนอื่น’

‘ถ้าท่านทำเช่นนั้น… ถ้าท่านส่งตัวฉันไปให้ทางการ เจ้าหญิงทับทิมและเจ้าหญิงดาราจะต้องไม่พอใจแน่’ หัวใจของมินมินยังคงเต้นแรง

‘แต่ถ้าเธอยังไม่ยอมบอกความจริง คนที่จะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยก็คือเจ้าหญิงทับทิม และเจ้าหญิงดารา เพราะทั้งสองคือผู้ให้ที่พำนักกับเธอ’

คำพูดของต่อพญายีทำให้มินมินถึงกับอึ้งไป… จริงของเขา… หากทางการสงสัยว่าเธอเป็นสายลับที่ปลอมตัวแฝงเข้ามา เจ้าหญิงทับทิมและเจ้าหญิงดาราจะพลอยถูกสงสัยไปด้วยอย่างแน่นอน

‘ว่าอย่างไร’ ต่อพญายีเห็นอีกฝ่ายอึ้งไป ก็รีบถามต่อ ‘ตกลงเธอคือใครกันแน่’

‘ฉันชื่อมินมิน’ หญิงสาวยังยืนยันคำเดิม เธอคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแต่งเรื่องหลอกต่อพญายีอีกต่อไป เพราะเขาจะต้องจับได้ในที่สุด และนั่นอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง สู้บอกความจริงไปเลยดีกว่า ต่อพญายีจะเชื่อหรือไม่… นั่นก็คือความจริง

‘ฉันอยู่ที่มินตาซุนี่แหละ… แต่ฉันอยู่ที่มินตาซุในปี ค.ศ. ๒๐๑๘… สองร้อยหนึ่งปีนับจากเวลานี้… ฉันมาจากอนาคต…’

‘มาจากอนาคต เธอต้องเป็นบ้าไปแล้ว’ ต่อพญายีหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้า ผู้หญิงคนนี้พูดจาไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย

‘เห็นไหมว่าท่านไม่เชื่อ’ มินมินว่า ‘เพราะฉะนั้น ฉันถึงไม่อยากบอกใครๆ’

‘เพราะเรื่องที่เธอพูด คือเรื่องโกหก’ ต่อพญายีเม้มริมฝีปากแน่น เรียวหนวดเหนือริมฝีปากบางเฉียบของเขา ทำให้ดวงหน้าคมสันแลดูดุดัน

‘ตอนที่คุณเจอฉัน… คุณจำได้หรือไม่ ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง’ มินมินพยายามทบทวนความทรงจำของอีกฝ่าย

‘ต่อพญายี… ลองคิดดูดีๆ ว่าท่านเห็นฉันโผล่มาจากไหน มาปรากฏตัวต่อหน้าท่านได้อย่างไร’

‘เรา… เอ้อ…’ คราวนี้ต่อพญายีกลับเป็นฝ่ายอ้ำอึ้งเสียเอง

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ต่อพญายีต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด

เขาเดินทางไปที่ Hsinbyume เพราะนัดกับเจ้าหญิงดาราไว้ แต่พอไปถึงที่นั่นเจ้าหญิงก็ให้คนมาบอกว่าเธอมาไม่ได้ตามนัด

พอทราบว่าไม่มีโอกาสได้พบกัน ต่อพญายีก็เตรียมตัวจะกลับ หากก่อนจะกลับเขาก็ถือโอกาสเดินขึ้นไปบนพระเจดีย์เพื่อกราบขอพรพระ รวมถึงลาดตระเวน ตรวจตราดูความเรียบร้อยเสียเลย

ดูเหมือน Hsinbyume ในวันนั้นจะมีแต่เขาเพียงผู้เดียว บรรยากาศรอบๆ พระเจดีย์สีขาวบริสุทธิ์เต็มไปด้วยความเงียบสงบ

เขาเดินลงบันไดมาเงียบๆ ไม่บ่อยครั้งนักที่ต่อพญายีจะมีเวลาอยู่ตามลำพัง ปกติแล้วเวลาเขาจะไปไหนมาไหนมักจะมีทหารคนสนิทติดตามไปด้วยเสมอ ร่างสูงล่ำสันทอดสายตามองเหม่อไปยังสายน้ำและเกลียวคลื่นในมหานทีใหญ่ที่ไหลรี่อยู่เบื้องหน้า ขณะที่เท้าก็ก้าวลงบันไดมาเรื่อยๆ ผ่านกำแพงคลื่นน้ำไปทีละชั้น ทีละชั้น

กำแพงคลื่นน้ำรอบพระเจดีย์มีด้วยกันทั้งหมดเจ็ดชั้น เปรียบประหนึ่งสัตบริภัณฑ์… ขุนเขาทั้งเจ็ดซึ่งรายล้อมอยู่รอบเขาพระสุเมรุ อันได้แก่ ยุคนธร อิสินธร เนมินธร กรวิก สุทัศ วินตก และอัสกัณ นั่นเอง

หากชั่วขณะนั้นเองสายหมอกสีขาวขุ่นจากที่ไหนไม่ปรากฏ แผ่ขยายคลี่คลุมรอบองค์เจดีย์โดยกะทันหัน และต่อพญายีก็หยุดอยู่ที่กำแพงชั้นที่ ๔

ชายหนุ่มจำได้ว่าดึงดาบที่สะพายหลังมาถือไว้ กระชับแน่นด้วยความระแวดระวัง ด้วยรอบกายในเวลานั้นคละคลุ้งไปด้วยละไอหมอกฉ่ำเย็น ขุ่นขาว สลัวรางจนมองไม่เห็นสิ่งใด

แปลก… เขานึก

ท้องฟ้ายังกระจ่างอยู่ดีๆ สายหมอกขุ่นขาวมาจากไหน อากาศรอบกายในยามนั้นเหมือนจะสลัวรางลงไปในฉับพลัน ต่อพญายีเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็เห็นเมฆทึบทะมึนที่คลี่ปกคลุมไปทั่ว

‘ทันวิน…’

เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงสายลมกระโชกแรง และต่อพญายีมองเห็นแค่เงาร่างที่วูบไหวอยู่ในม่านหมอกหนาทึบ

‘ดารา… เจ้าหญิงดารา…’ ต่อพญายีเรียกชื่อเจ้าหญิงองค์น้อยออกไป ด้วยเงาระหงที่แลเห็นคลับคล้ายเจ้าหญิงดาราไม่มีผิด

‘ใช่เจ้าหญิงหรือเปล่า’

‘ทันวิน… เธออยู่ไหน’

ใครคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามเขา หากเสียงนั้นเป็นเสียงของสตรีแน่นอน หมอกที่โรยตัวหนาทึบขึ้นทุกที ทำให้ชายหนุ่มมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาที่วูบไหวไปมาเท่านั้น

สายลมยังคงพัดหมุนวน พาให้กลุ่มหมอกขยับไหวไปมาราวกับเกลียวคลื่นเหนือผิวน้ำ ต่อพญายีสืบเท้าตรงไปข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่ชายหนุ่มไม่เคยพบมาก่อน และก่อนที่ต่อพญายีจะทันตัดสินใจว่าจะทำประการใดต่อ ร่างโปร่งระหงของใครบางคนก็ซวนเซมาปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของเขาเข้าพอดี

นายทหารหนุ่มผู้เป็นนัดดาของพระเจ้าโบดอพญารีบเก็บดาบ และเอื้อมมือแข็งแกร่งไปประคองหญิงสาวคนนั้นเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่เธอจะล้มฟาดลงไปกับพื้น

‘เธอ… เธอ’

เขายืนเว้นระยะห่างอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนกับว่าหญิงสาวผู้นั้นโผล่ออกมาจากสายหมอก โดยไม่มีที่มาที่ไป เพราะก่อนหน้านี้เขามั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น

‘อูย…’

เขาได้ยินหญิงสาวพึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับราวระเบียง พยายามจะยันกายลุกขึ้น หากแข้งขาอ่อนแรงจนทรงกายแทบไม่อยู่

ต่อพญายีช่วยดึงให้หญิงสาวลุกขึ้นและถามว่า

‘เธอเป็นใคร…’

‘ฉัน… เป็นใคร’ จำได้ว่ามินมินทวนคำถามของเขาด้วยอาการงุนงง แถมยังถามเขากลับอีกด้วยว่า ‘ฉันต่างหาก ที่ต้องถามว่าคุณเป็นใคร’

จากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหญิงทับทิมออกหน้ารับว่าหญิงสาวเป็นญาติมาจากมินบู หากตลอดเวลาที่ผ่านมานานเกือบเดือน มินมินไม่เคยพูดออกมาชัดๆ ว่าเธอเป็นญาติของเจ้าหญิงทับทิมจริงไหม

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาส่งทหารคนสนิทไปสืบข่าวที่มินบู เพียงเพื่อจะพบว่า มินมินไม่ได้เป็นเจ้าหญิง และไม่ได้มาจากมินบู…

เธอสารภาพในที่สุดว่ามาจากอนาคต… อีกสองร้อยปีต่อจากนี้

จะเป็นไปได้อย่างไร

ต่อพญายีเป็นคนชัดเจน หากสงสัยก็ต้องพิสูจน์ให้รู้แน่

‘ไปกัน’

เขาคว้ามือมินมินมาบีบจนแน่น ร่างสูงใหญ่ลากร่างโปร่งระหงให้เดินตามเขาไป ท่ามกลางสายตาสงสัยของสีปันและบ่าวไพร่คนอื่นๆ

‘ท่านจะพาฉันไปไหน’

มินมินขืนตัวไว้นิดหนึ่งก่อนจะยอมเดินตามไปในที่สุด ด้วยมิอาจจะต้านทานแรงของต่อพญายี

‘ไปในที่ที่เธอจากมา’ เขาตอบสั้นๆ เพียงเท่านั้น

ทันทีที่ไปถึงท่าน้ำ มินมินเห็นบ่าวของต่อพญายีรีบนำเรือของเขามาเทียบ ชายหนุ่มพามินมินลงไปนั่งในเรือ และร้องบอกกับคนของเขาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

‘ไป Hsinbyume’

Don`t copy text!