Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 18 : ที่ริมระเบียง

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 18 : ที่ริมระเบียง

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

“โห…” ปรมัตถ์ร้องคราง “เล่นถามแบบนี้เลยหรือพี่ปอ”

“เออสิ” ปรมินทร์พยักหน้าให้น้อง เขากับปรมัตถ์อายุห่างกันแค่สามปี สนิทสนมเหมือนกับเป็นเพื่อนกันมากกว่าพี่น้อง “ฉันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนนายนี่หว่า ถ้านายตอบไม่ได้ก็ยอมรับมา”

“ตอบได้” ปรมัตถ์ไม่ได้มองพี่ชาย ดวงตาของเขาจ้องมองอยู่ที่สมุดในมือ ชายหนุ่มขีดๆ เขียนๆ คำนวณอะไรยุกยิกง่วนไปมา “แต่ทำไมต้องตอบ”

“อ้าว” คราวนี้ผู้เป็นพี่ชายทำหน้าเหลอหลา “ไม่งั้นเราจะมาที่ Hsinbyume ทำไม”

“มาไหว้พระไง” ปรมัตถ์แกล้งว่า

“นายก็รู้ว่าไม่ใช่” ปรมินทร์หัวเราะหึหึในลำคอ ประโยคต่อไปเขาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “เรามาหารูหนอนต่างหาก”

“สมมติถ้ารู้วันที่จะเกิดรูหนอน… แล้วพี่ปอจะทำอะไร” น้องชายถามพี่ชาย ท่าทางอยากรู้จริงจัง

“ฉันจะกลับไปอดีต” ปรมินทร์ตอบ ท่าทางเหมือนกับพูดเล่นๆ แต่แววตากลับตรงกันข้าม… มินมินรู้เพราะเขาหันมามองด้วยอาการท้าทาย ชายหนุ่มยังพูดต่อไปอีกด้วยว่า “ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะเริ่มเชื่อมินมินขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้แน่ใจ… ฉันต้องกลับไปเห็นด้วยตาของตัวเอง”

“พี่ปอ” คราวนี้เสียงของปรมัตถ์ตกใจ “นี่ไม่ใช่เรื่องจะมาพูดเล่นๆ”

“ฉันพูดจริง” ปรมินทร์เน้นย้ำ ดวงตาคู่คร้ามคมฉายแววเคร่งขรึม และนั่นทำให้รอยยิ้มบนดวงหน้าคมสันของเขาดูเสแสร้ง

“พี่จะไปทำไม… การเดินทางผ่านรูหนอนไม่ใช่เรื่องง่าย” ปรมัตถ์มองมินมินที่กำลังขยับตัวด้วยความกระสับกระส่าย “อีกอย่าง… เข้าไปแล้ว รูหนอนจะพาพี่ไปโผล่ที่ไหน เวลาใดก็ไม่รู้ คาดการณ์อะไรไม่ได้ คำนวณไม่ได้ ถ้าหากรูหนอนเกิดปิดลงไป เราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไรมันจะเปิดอีกครั้ง พี่ปออาจจะไม่ได้กลับมา”

“แล้วจะยอมบอกฉันไหมนายป้อน… รูหนอนที่ Hsinbyume จะเกิดขึ้นวันไหนแน่” ปรมินทร์ยังไล่บี้น้องชาย

“ไม่บอก” ปรมัตถ์ส่ายหน้า “ไม่ต้องหาวิธีอะไรมากดดันผมด้วย เพราะไม่มีทางสำเร็จ”

“ถ้างั้นฉันจะหาทางเอาเอง” ปรมินทร์พูดอย่างคนหัวดื้อ

“คุณจะทำแบบนั้นทำไมคะ” มินมินอดรนทนไม่ได้ “อยากจะย้อนเวลากลับไปมากขนาดนี้เลยหรือคะ มันไม่ใช่เรื่องสนุกหรอกนะ… ฉันไปประสบมาแล้ว ชีวิตในอดีตไม่ใช่เรื่องง่าย… ที่นั่นไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เนต Wi-Fi…”

คุณอยู่ไม่ได้หรอก… มินมินเกือบหลุดคำพูดประโยคนั้นออกไปแล้ว หากทว่าสะกดลิ้นตัวเองเอาไว้ได้ทัน

“ผมพอจะจินตนาการได้ว่าชีวิตในอดีตเป็นอย่างไร” ปรมินทร์อยากจะบอกว่าเขาไม่โง่ ที่มินมินพูดมานั้นเขานึกออกทั้งหมด “และถ้าได้กลับไปจริงๆ ผมก็คิดว่าผมอยู่ได้… ผมแค่อยากกลับไปเห็นคนอยุธยาซึ่งถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่อังวะ”

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์มากนัก จนกระทั่งได้มาเปิดโรงเรียนที่มัณฑะเลย์นี่ละ

สมัยเด็ก ได้เรียนเรื่องสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง แบบเรียนทำให้เขารู้สึกเกลียดชังพม่า ที่ทำลายอยุธยาราบเป็นหน้ากลอง แถมยังเผาทำลายบ้านเมือง กวาดต้อนเอาคนอยุธยาขึ้นมาเป็นเชลย และแม่เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

หม่อมหลวงพรรณเพลินมีเชื้อสายราชวงศ์บ้านพลูหลวง แม่ได้รับฟังเรื่องราวที่บรรพบุรุษเล่ากันต่อๆ มาถึงความเหี้ยมโหดต่างๆ นานาของพม่า ตอนที่พ่อถึงวาระโยกย้ายมาประจำที่พม่า สองแม่ลูกพยายามหาเหตุผลร้อยแปดพันประการที่จะไม่ย้ายติดตามพ่อมาด้วย จะมีก็แต่ปรมัตถ์คนเดียวที่ไม่รู้สึกอะไรเหมือนอย่างเขากับแม่

แต่พ่อรู้ดีว่าเหตุผลของเขาและแม่คืออะไร จึงไม่ยอมตามใจ

‘ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน’ พ่อบอกแบบนั้น ‘เราคือครอบครัวเดียวกัน’

‘แต่…’ หม่อมหลวงพรรณเพลินพยายามหาเหตุผลมาเอ่ยอ้าง

‘ไม่มีแต่… และผมจะไม่ฟังข้ออ้างใดๆ ของคุณทั้งสิ้น อย่าให้มายาคติทำให้เกิดอคติ’ พ่อบอกสั้นๆ เพียงเท่านั้น

สุดท้ายทุกคนก็ต้องย้ายมาอยู่ที่พม่า และระยะเวลาสี่ปีที่นี่ ก็ทำให้ความคิดของเขาและแม่เริ่มเปลี่ยนไป

เมื่อได้มาสัมผัสกับพม่าที่แท้จริง ปรมินทร์พบว่าสิ่งที่ได้เรียนมา แท้จริงแล้วเป็นเพียงมายาคติที่ใครบางคนพยายามวาดให้คนอื่นเห็นและคล้อยตาม

ช่วงเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ปรมินทร์ใช้ชีวิตอยู่ที่ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์สลับกันไปมา แล้วแต่ว่าพ่อจะต้องเดินทางไปราชการที่ไหน

เขาชอบมัณฑะเลย์มากกว่าย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าอย่างมัณฑะเลย์นั้นสงบงาม แม้ผู้คนจะไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนอย่างกรุงเทพฯ หากมีความเป็นมิตรให้กับคนแปลกหน้ามากกว่า

คนพม่ายึดมั่นในพระพุทธศาสนา… วัดวาอารามที่มัณฑะเลย์เป็นวัดพุทธแท้ๆ ปรมินทร์ไม่เคยเห็นวัดไหนมีวัตถุมงคลวางจำหน่าย ไม่มีการรดน้ำมนต์ ใบ้หวย ให้ของขลัง ไม่มีเครื่องราง ปลัดขิก กุมารทองวางจำหน่ายอย่างพุทธพาณิชย์ในบางประเทศ คนพม่าเข้าวัดเพื่อมาสวดมนต์และทำบุญ ทุกคนจะแต่งกายเรียบร้อย ถอดรองเท้า วางเป็นระเบียบ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาขโมย

เพื่อนชาวพม่าของเขา เมื่อเลิกเรียนก็ชวนกันไปอ่านหนังสือ หรือไปสวดมนต์ที่วัด ไม่มีเสียละที่จะชวนไปห้างสรรพสินค้า ไปร้านเกมส์ หรือไปเที่ยวเล่นตามสถานบันเทิงเหมือนอย่างเพื่อนคนไทย

ตอนเรียนหนังสือที่อังกฤษ เพื่อนสนิทของเขาก็คือคนพม่า

ซอมินตุนคือเพื่อนสนิทที่สุดของปรมินทร์ ทั้งสองสนิทกันตั้งแต่เรียนปริญญาตรี จนถึงปริญญาโท เมื่อเรียนจบก็มาลงหุ้นกันเพื่อเปิดโรงเรียนสอนทำอาหาร และตอนนี้เขาทั้งสองก็กำลังจะขยายกิจการไปทำฟาร์มและอื่นๆ อีกหลายอย่าง

เมื่อความคิดเปลี่ยนไป อคติในใจก็เริ่มคลี่คลาย

ปรมินทร์มองพม่าด้วยมุมมองใหม่

ประวัติศาสตร์กระแสหลัก เป็นเครื่องมือทำให้ชาติบ้านเมืองเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นศัตรู

แต่ถ้าหากได้ศึกษาประวัติศาสตร์แบบสามร้อยหกสิบองศาจริงๆ แล้ว จะพบว่ามีเอกสารหลายฉบับที่บอกเล่าเรื่องราวไม่ตรงกัน สุดแท้แต่ใครจะเป็นคนเขียนขึ้นมา ดังนั้น หากจะเข้าใจเรื่องราวในอดีตอย่างถ่องแท้ ปรมินทร์คิดว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสิน แต่จำเป็นจะต้องอ่านให้มากที่สุด ศึกษาให้มากที่สุด พร้อมกันนั้นก็ตั้งข้อสงสัย และอย่าเชื่อสิ่งที่ได้อ่านมาง่ายๆ เพราะมันอาจจะเขียนด้วยมุมมองของคนเพียงคนเดียว

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปรมินทร์พยายามหาข้อมูลความสัมพันธ์ของไทยและพม่า เพื่อการเรียนรู้และเพื่อความเข้าใจ

เอกสารบางฉบับเล่าถึงความโหดร้ายของพม่า และความอ่อนแอของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ จนทำให้เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในขณะที่เอกสารอีกหลายฉบับชี้ให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ที่พยายามต้านทานศึกพม่าไว้ได้นานถึง ๑๘ เดือน หากพระองค์ไม่เข้มแข็งจริงอยุธยาคงแตกไปเสียนานแล้ว ยิ่งเมื่อได้รู้ว่ากษัตริย์พม่าปฏิบัติต่อเชลยศึกชาวอยุธยาอย่างมีเกียรติ หาได้กวาดต้อนเอามาเพื่อทรมาน  หรือใช้งานเยี่ยงทาส… นั่นทำให้เขาอยากกลับไปเห็นอดีตกาลด้วยตาของตนเอง

และปรมินทร์ไม่สามารถจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะจะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจ

“ถ้าคุณปรมินทร์อยากพบกับเชลยศึกชาวโยเดีย… การกลับไปที่ปี ค.ศ. ๑๘๑๗ อาจไม่ใช่คำตอบ” สุ้มเสียงของมินมินดึงสติของชายหนุ่มให้กลับมาสู่ปัจจุบัน “เพราะนั่นผ่านช่วงเวลากวาดต้อนเชลยขึ้นมาที่อังวะนานถึง ๕๐ ปีแล้ว… บรรดาผู้คนที่ฉันได้พบ เป็นลูกหลานของเชลยศึกรุ่นที่หนึ่ง… เชลยศึกที่เดินทางมาจากโยเดียนั้นแก่เฒ่ามากแล้ว เหลืออยู่ไม่กี่คน หลายคนก็เริ่มหลงเลอะเทอะ จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วด้วยซ้ำ”

“แต่ฉันก็ยังอยากไปอยู่ดี…” ชายหนุ่มพึมพำ

“ฉันก็อยากไป” มินมินหลุดคำพูดประโยคนั้นออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ครั้นพอรู้สึกตัวเธอก็รีบยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก “อุ๊ย…”

“ถ้างั้น เราก็ไปด้วยกัน” ปรมินทร์ชวนอีกฝ่ายง่ายๆ เหมือนกับชวนกันไปเที่ยวไปดูหนัง มิใช่ชวนให้เดินทางย้อนเวลา

“ลืมเรื่องนั้นไปเลยพี่ปอ” ปรมัตถ์รีบตัดบท เขาเก็บสมุดในมือ และอุปกรณ์ที่วางระเกะระกะอยู่บนระเบียงใส่กระเป๋าสะพายใบใหญ่ “ที่ผมยอมมา Hsinbyume กับพี่ ก็เพราะคิดว่าแค่จะมาตรวจสอบหลักฐานและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมด้วยกัน ไม่คิดว่าพี่จะมีความคิดแผลงๆ อยากเดินทางกลับไปในอดีต”

“ถ้านายจะช่วย…” ปรมินทร์อ้าปาก หากปรมัตถ์ตัดบทเสียก่อน

“ผมไม่ช่วย… นี่ไม่ใช่ทัวร์ไหว้พระ ทัวร์วัฒนธรรมนะพี่ปอ… การเดินทางข้ามเวลาเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะควบคุมได้ เรายังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วรูหนอนเป็นอย่างไร” ปรมัตถ์ส่ายหน้า “ผมยอมให้พี่เสี่ยงไม่ได้หรอก”

“แต่มินมินก็กลับมาได้” เขาหันไปทางหญิงสาว “ใช่ไหมมินมิน”

“ฉันก็เกือบจะไม่ได้กลับเหมือนกัน” มินมินไม่อยากโกหกเขา หล่อนอยู่ในอดีตนานหลายเดือน… นานจนคิดว่าจะไม่ได้กลับมาแล้ว หากปรากฏการณ์ประหลาดในวันนั้น ทำให้เธอได้กลับมายังยุคสมัยปัจจุบันอีกครั้ง

“นั่นไง… เห็นไหม” ปรมัตถ์ได้ที “มินมินบอกว่าเธอเองก็เกือบจะไม่ได้กลับเหมือนกัน ฉะนั้น กลับบ้านกันได้แล้วพี่ปอ… เลิกล้มความคิดบ้าๆ นั่นไปเลย ลองคิดดูนะพี่… ถ้าพี่หายตัวไปสักคน แม่จะเป็นอย่างไร โรงเรียนจะเป็นอย่างไร”

“อ้ะ กลับก็กลับ”

…ไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงกับนายป้อนตอนนี้… ปรมินทร์ยักไหล่ หากดวงตายังไม่ยอมแพ้

“สัญญากับผมก่อน ว่าพี่ปอจะไม่คิดทำอะไรแบบนี้ในภายหลัง” ปรมัตถ์รู้นิสัยพี่ชายดี ปรมินทร์เป็นคนที่ตั้งใจอยากทำอะไรจะต้องทำให้ได้ เขาเป็นคนไม่ยอมถอย ไม่ยอมถอดใจกับอะไรง่ายๆ

“เออน่ะ” ปรมินทร์นิ่วหน้า “ตกลงใครเป็นพี่ ใครเป็นน้องกันแน่วะ”

“สัญญามาก่อน” ปรมัตถ์ยังคาดคั้น

“เออๆ” ปรมินทร์พยักหน้าอย่างขอไปที เขารู้ดีว่าถ้าไม่ยอมพยักหน้า ปรมัตถ์จะไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ

“ดีละ” น้องชายของเขาถอนใจออกมาแรงๆ

“สบายใจแล้วหรือยัง” ปรมินทร์ว่า “ถ้าสบายใจ ก็กลับกันได้แล้ว”

“คุณมินมินล่ะครับ… มายังไง” ปรมัตถ์นึกขึ้นได้

“ฉันนั่งเรือโดยสารมาค่ะ” มินมินตอบสั้นๆ

“จะกลับเลยไหม ผมจะไปส่ง” คำพูดของปรมินทร์ทำให้หญิงสาวประหลาดใจ

“ฉันกลับเองได้ค่ะ” มินมินว่า เธอรู้สึกแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย

ก่อนหน้านี้ปรมินทร์เป็นอะไรที่ห่างเหิน จับต้องไม่ได้ บรรดานักเรียนสาวๆ กรี๊ดกร๊าดกับความหล่อเข้มของเขาแทบทุกคน แต่ปรมินทร์รักษาระยะห่างของเขากับนักเรียนทุกคน ชายหนุ่มไม่แสดงท่าทีสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนชายหรือนักเรียนหญิง นั่นทำให้เขาดูห่างไกลราวกับเป็นรูปเคารพ

“ผมไปส่งได้ ไม่ลำบาก… ว่าแต่คุณจะกลับหรือยัง” ปรมินทร์ถามย้ำ สายตาที่จ้องมองมายังมินมินนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ

“ฉัน…” มินมินถอนใจเบาๆ เธอเหลือบตามองขึ้นไปยังเจดีย์ชั้นบนสุด “ฉันคิดว่าจะขึ้นไปไหว้พระก่อน แล้วค่อยกลับค่ะ”

“นี่ก็บ่ายมากแล้ว” ปรมินทร์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ประกายแดดยามบ่ายคล้อยสะท้อนหน้าปัดนาฬิการาคาแพงเกิดเป็นประกายเหลือบรุ้ง “เรือใกล้จะหมดแล้วไม่ใช่หรือ”

“ถ้าเรือหมด ฉันกลับรถเมล์ก็ได้ค่ะ” มินมินตอบโดยซื่อ

“เอาอย่างนี้… ผมกับนายป้อนขึ้นไปไหว้พระกับคุณ แล้วเราค่อยกลับด้วยกัน” ปรมินทร์รวบรัด

“ฉัน…” มินมินอ้ำอึ้ง ด้วยไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมาไม้นี้

“ว่ายังไง” เขาถามย้ำ “คนจะไหว้พระคุณคงไม่ห้ามหรอกนะ”

“งั้นก็ตามใจคุณเถอะค่ะ” มินมินส่ายหน้า ไม่เคยเห็นใครดื้อดึงเหมือนอย่างปรมินทร์มาก่อนเลย

“พี่ปอขึ้นไปกับคุณมินมินเถอะ” ปรมัตถ์หันมาบอก เขายังวุ่นวายกับการเก็บข้าวของ “ผมขอจัดการกับของพวกนี้ดีกว่า… พี่ไปไหว้กันตามสบายเลย เสร็จแล้วค่อยลงมาเรียกผมกลับบ้าน… แบบนี้โอเคไหม”

“ตามใจ” ปรมินทร์ยักไหล่แบบที่เขาชอบทำ ชายหนุ่มหันมาหามินมิน พยักหน้าให้หญิงสาว ก่อนจะเดินนำหน้าขึ้นไป ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาวว่า

“ไปไหว้พระด้วยกันสองคน คุณคงโอเคนะ”

…เอาแต่ใจขนาดนี้ แล้วฉันจะตอบว่าไม่โอเคได้ละหรือ… มินมินแอบทำหน้าเบ้ เธอถอนใจเบาๆ ไม่ตอบคำถามนั้นของปรมินทร์

สิ่งเดียวที่มินมินทำได้ก็คือ เดินตามหลังชายหนุ่มร่างสูง ขึ้นไปสู่วิหารเล็กๆ บนพระมหาเจดีย์…

Don`t copy text!