Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 20 : แหวนมรกต

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 20 : แหวนมรกต

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

-20-

 

“ไม่จริง…ปอเอาอะไรมาพูด พวกนั้นนะหรือ คือเครือญาติของเรา” หม่อมหลวงพรรณเพลินจ้องมองบุตรชายคนโตด้วยสายตาไม่เชื่อ “โกหก แม่ไม่เชื่อ มันคงมีแผนให้ลูกสาวของมันกับเรามาเกี่ยวดองกันนะสิ”

“คุณแม่ครับ ไปกันใหญ่แล้ว” ปรมินทร์เม้มริมฝีปากแน่นและถอนใจออกมายาวนาน “ไม่มีประโยชน์ที่พวกเขาจะโกหกเราเลยสักนิด”

“ผมยืนยันได้” ปรมัตถ์ช่วยสนับสนุนพี่ชาย “ตอนที่ข่ายเฉว่เล่าเรื่องบรรพบุรุษของเขาให้ผมกับพี่ปอฟัง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษของพวกเราชื่ออะไร”

“ขอเวลาให้แม่ตั้งสติหน่อย” หม่อมหลวงผู้มารดายกมือขึ้นโบก “ทุกอย่างมันรวดเร็วเกินไป”

เธอรู้ว่าตระกูลของเธอสืบสายมาจากเจ้านายในราชวงศ์บ้านพลูหลวง และบรรพบุรุษบางองค์ถูกกวาดต้อนขึ้นไปยังอังวะพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรและเจ้านายพระองค์อื่นๆ ความที่โลกในยุคนั้นการติดต่อกันระหว่างประเทศเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นศัตรูกันยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น ญาติทั้งสองสายจึงห่างหายกันไปโดยปริยาย ไม่มีโอกาสได้รู้ข่าวคราวของกันและกันว่าต่างฝ่ายนั้นมีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง

มาถึงยุคดิจิทัลที่ย่อโลกให้เล็กลง ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งถึงกันภายในชั่วลัดนิ้วมือ หม่อมหลวงพรรณเพลินแอบคิดว่า สักวันเธออาจจะได้ทราบข่าวของบรรพบุรุษสายที่ถูกกวาดต้อนขึ้นมาที่อังวะบ้าง…หากไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้พบเชื้อสายเครือญาติในลักษณะเช่นนี้

“แม่ใช้เวลาค่อยๆเรียบเรียงความคิดก่อนแล้วกันครับ” ปรมินทร์เอ่ยเสียงราบเรียบ “เพราะไม่ใช่แค่คุณแม่เท่านั้นที่จะประหลาดใจ…ครอบครัวของข่ายเฉว่เองก็ประหลาดใจไม่ต่างกับเรา”

“ผมไม่เห็นว่าคุณแม่จะต้องกลัวอะไรเลย” ปรมัตถ์พูดเรียบๆง่ายๆตามวิสัยของเขา “ก็แค่ความจริงว่าเราเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน ก็เท่านั้น…บรรพบุรุษของมินมินเป็นพี่สาวบรรพบุรุษของเรา ก็เท่านั้นเอง เขาไม่ได้จะมาเอาสมบัติของเรา ไม่ได้มาเรียกร้องอะไรสักหน่อย คุณแม่จะกังวลอะไรครับ”

หม่อมหลวงพรรณเพลินอยากจะอ้าปากเถียงบุตรชายคนเล็ก หากไม่รู้จะเถียงอะไรได้ ด้วยทุกอย่างที่ปรมัตถ์เอ่ยออกมานั้น เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น

“อีกอย่างนะครับ เราไม่ได้ไปควานหาตัวทายาทเจ้าคุณปู่ เพื่อมารับสมบัติเหมือนในนิยายสักหน่อย” นักวิทยาศาสตร์หนุ่มพูดต่อ “ก็แค่คุยเล่าประวัติให้กันฟัง แล้วมาพบความจริงโดยบังเอิญว่า พวกเราสองครอบครัวมีความเกี่ยวพันกัน…”

“ปอ…ป้อน…นี่แม่จะต้องทำอย่างไรต่อไป แม่งงไปหมดแล้ว” หม่อมหลวงพรรณเพลินทิ้งตัวลงในโซฟายาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง ดวงตาของเธอมองเหม่อไปยังกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ฝั่งตรงข้าม เป็นยามบ่ายที่นักท่องเที่ยวขวักไขว่มากกว่าทุกวัน

“ก็ไม่เห็นจะต้องทำอะไรนี่ครับคุณแม่” ปรมินทร์หันไปสบตากับน้องชายอย่างรวดเร็ว “ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ครอบครัวของมินมินก็อยู่ของเขา ครอบครัวของเราก็อยู่ของเรา”

“แต่…” หม่อมหลวงผู้มารดาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “แต่เราเป็นเครือญาติกัน…”

“ผมว่าเราอยู่นิ่งๆสักพัก ประเดี๋ยวคุณแม่ก็คิดออกเองล่ะครับ ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป” ปรมัตถ์ออกความเห็น “อย่างน้อย การที่เราได้เจอญาติที่ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้จะได้เจอ นับเป็นเรื่องดีออกครับคุณแม่”

“อือม…” หม่อมหลวงพรรณเพลินถอนใจและหลับตาลงอย่างใช้ความคิด เรื่องราวมากมายกำลังสับสนอลหม่านอยู่ในห้วงคำนึง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวได้ทัน เรื่องราวบางอย่างในโลกใบนี้ ก็เหลือเชื่อเกินกว่าจะคิดฝันไปถึง

ใครจะคิดว่า การเดินทางมามัณฑะเลย์ในครั้งนี้ของเธอ จะเป็นการได้มาพบกับเครือญาติอีกสายหนึ่งที่พลัดพรากจากกันไปนานกว่าสองร้อยปีโดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะนั่นหมายความว่า มีภารกิจบางอย่าง…ที่เธอจะต้องจัดการให้ลุล่วงไป…

 

ไม่ใช่แต่ครอบครัวของหม่อมหลวงพรรณเพลินจะรู้สึกสับสนกับข้อมูลที่เพิ่งได้ทราบ หากครอบครัวของข่ายเฉว่เองก็เต็มไปด้วยความสับสนไม่ต่างกัน

ปรมินทร์และปรมัตถ์ สองพี่น้องกลับไปนานแล้ว หากโต๊ะอาหารที่พ่อแม่ลูกนั่งอยู่ด้วยกัน ยังเต็มไปด้วยความเงียบงัน

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดี…พ่อ”

ซูยาตีเอ่ยถามสามี ดวงตาของเธอมองแลเลยไปยังมินมินที่ยังคงนั่งขมวดคิ้วอยู่ฝั่งตรงข้าม

“ก็ไม่เห็นต้องทำอะไร” ข่ายเฉว่ตอบสั้นๆ

“นั่นสิพ่อ” มินมินยังไม่หายมึนกับความจริงที่เพิ่งได้รู้ หากเธอก็เห็นด้วยกับผู้เป็นบิดา “ก็แค่รู้…ว่าบรรพบุรุษของเรามีความเกี่ยวดองกัน”

“แม่ว่ามันแปลกๆ” ซูยาตีบ่นพึมพำ ในความคิดของเธอนั้น ปรมินทร์และครอบครัวของเขากับครอบครัวของเธอมีความแตกต่างกันอย่างมาก ใครจะคิดว่าวันหนึ่งทั้งสองครอบครัวจะมาเกี่ยวข้องกันได้

“เอาเข้าจริง เรื่องเป็นญาติกันหรือไม่ หนูว่าก็ต้องพิสูจน์กันอีกทีนะคะ” มินมินเอ่ยขึ้น หลังจากนิ่งตรึกตรองอยู่พักใหญ่ “เพราะทั้งหมดเป็นความทรงจำของฝ่ายคุณปรมินทร์ และฝ่ายของเรา ชื่อของคนสมัยโบราณอาจจะเหมือนกันได้…มันจะน่าเชื่อถือมากขึ้น ถ้าหากมีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน”

“แล้วเราจะมีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน” ซูยาตีจ้องมองสามี

“มีข้าวของหรือสมบัติอะไรที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเรา ที่พอจะเอามาเทียบกับบรรพบุรุษของคุณปรมินทร์ เพื่อยืนยันได้ไหมคะ” มินมินพยายามนึก

“มีแหวนอยู่วงหนึ่ง” หลังจากนิ่งคิดไปนาน ข่ายเฉว่ก็นึกออก

เขาลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร หายเข้าไปในห้องพระเพื่อค้นอะไรบางอย่าง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับห่อผ้าเก่าคร่ำคร่า เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าในนั้นมีแหวนทองเกลี้ยงวงหนึ่ง หัวฝังด้วยมรกตเม็ดโต

“นั่นแหวนอะไรพ่อ ฉันไม่เคยเห็นเลย” ซูยาตีชะโงกไปดูแหวนโบราณด้วยความสนใจ “เก็บเอาไว้ที่ไหนเนี่ย”

“ก็อยู่ในห้องพระนั่นละ” ข่ายเฉว่ว่า “เก็บไว้ในบาตรที่ใส่พระ ใส่เหรียญ ไม่เคยหยิบออกมานานแล้ว”

“สวยจังเลยจ้ะพ่อ”

ดวงตาของมินมินที่จ้องมองแหวนวงนั้นเปล่งประกายสนใจ แวบหนึ่งนั้นเธออดนึกไปถึงเจ้าหญิงทับทิม มารดาของเจ้าหญิงดารามิได้…ในนิ้วมือของเธอผู้นั้นสวมแหวนหลายวง ดูเหมือนจะมีวงหนึ่งคลับคล้ายกับแหวนวงนี้

“แหวนมรกตเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวของเจ้าฟ้ามาลาที่นำติดตัวมาจากโยเดีย เธอรักมันมาก จึงเย็บซ่อนเอาไว้ที่ชายซิ่น ก็เลยรอดพ้นมาได้”

มินมินพอจะรู้ว่า ตอนที่คนโยเดียถูกกวาดขึ้นมาอังวะนั้น ทุกคนขึ้นมาแต่ตัว ทรัพย์สมบัติทั้งหมดถูกริบเป็นของอังวะทั้งสิ้น

“งั้นเราก็เอาแหวนวงนี้ไปยืนยันกับคุณปรมินทร์ดีไหมพ่อ” ซูยาตีแนะ

“ยืนยันทำไม” ข่ายเฉว่เลิกคิ้วมองภรรยา

“เขาจะได้เชื่อเรื่องที่เราเล่า” ซูยาตีคิดง่ายๆ

“แหวนโบราณแบบนี้ หาไม่ยาก” ข่ายเฉว่ส่ายหน้า “เขาไม่เชื่อเราหรอก”

“แต่…” ซูยาตีพยายามจะค้าน เธอสังเกตเห็นว่าเรือนยอดของแหวนโบราณนั้นสลักเป็นรูปดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์ มีเพียงครึ่งดอกเท่านั้น…บางทีแหวนวงนี้อาจจะมีคู่

“ช่างเถิด” ข่ายเฉว่พึมพำ “รู้ไปก็เท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าบรรพบุรุษเราจะเป็นพี่น้องกันก็จริง แต่ตกมาถึงวันนี้สายเลือดของพวกเราก็ห่างกันมากแล้ว จะเรียกว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันก็ว่าได้”

คำพูดประโยคนั้นของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เป็นภรรยาและบุตรสาว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข่ายเฉว่ดูภาคภูมิใจกับความเป็นโยเดียของตนเองมาก แต่ครั้นพอได้มาพบกับญาติฝ่ายไทยในวันนี้ ท่าทีของพ่อกลับไม่ดีใจเท่าที่ควร

ยังไม่ทันที่พ่อแม่และลูกสาวจะได้คุยอะไรกันต่อไป บุตรชายสองคนที่ไปเล่นฟุตบอลก็กลับมาถึงบ้านพอดี เฉว่ซอและเฉว่บูหิวจนตาลาย ซูยาตีลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเพิ่มเติมให้บุตรชายทั้งสอง ปล่อยให้พ่อและลูกๆทั้งสามคุยกันอย่างสนุกสนาน ด้วยหัวข้อเรื่องที่เปลี่ยนไป ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องของโยเดียและปรมินทร์อีก…

 

หลังจากวันนั้น มินมินมีโอกาสพบกับปรมินทร์และปรมัตถ์ สองพี่น้องแทบจะนับครั้งได้ ทุกเช้าเธอจะไปโรงเรียน เลิกเรียนก็กลับบ้าน ทำเชนนี้เป็นกิจวัตร

การเรียนในภาคการศึกษานี้ออกจะหนักหน่วงกว่าเดิม ไม่เพียงแต่จะเรียนรู้เรื่องของการทำอาหาร หากมินมินและเพื่อนต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการภัตตาคาร การคำนวณเรื่องของความคุ้มทุน มารยาทบนโต๊ะอาหาร และเลยไปถึงเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ การคำนวณแคลอรี่ของอาหารในแต่ละจานอีกด้วย

ไม่มีเวลาคิดถึงโยเดีย ไม่มีเวลาคิดถึง Hsinbyume ไม่มีเวลาคิดถึงแม้แต่ต่อพญายี…

หญิงสาวมัววุ่นวายกับการบ้านและรายงาน จนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นใด

เขี้ยวกระแตช่อนั้นยังวางอยู่ที่หัวเตียง…แห้งกรอบ ปราศจากกลิ่นหอมใด…หากชั่วขณะก่อนจะหลับตานอนนั่นเอง เป็นชั่วขณะเดียวที่เธอพอจะมีเวลาหวนรำลึกถึงชายหนุ่มคนนั้น…

มือแข็งแกร่ง ดวงตาที่อบอุ่น และอ้อมแขนที่ปกป้อง…

ช่วยไม่ได้ที่มินมินจะรู้สึกหวั่นไหว ทั้งที่รู้ดีว่านั่นไม่ถูกต้อง

“มินมินจ๊ะ” เสียงเรียกของครูยี่ภู่ ดึงสติของหญิงสาวร่างสูงโปร่งให้กลับมาสู่ปัจจุบัน มือที่นวดแป้งขนมปัง บีบจนแป้งที่ควรจะเป็นก้อนกลม กระจัดกระจายไม่เป็นรูปทรงอยู่ในอ่างแก้ว

“ใจลอยไปถึงไหน…ครูเรียกชื่อตั้งหลายครั้ง”

“คะ” มินมินกระพริบตาถี่ๆ “ครูมีอะไรหรือคะ”

บ่ายวันนี้เป็นคลาสขนมฝรั่ง

ครูที่สอนเป็นเชฟจากฝรั่งเศส และคุณยี่ภู่เป็นครูผู้ช่วย เมนูหลักที่เรียนกันในวันนี้คือการทำครัวซองต์ที่ดูเรียบง่าย แต่กรอบนอกนุ่มใน อร่อยลิ้น ซึ่งการจะทำให้ได้แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยสักนิด

“ครูถามว่าช่วงต้นเดือนหน้า เธอติดธุระอะไรหรือเปล่า” ยี่ภู่พยักหน้าให้มินมินวางงานตรงหน้าลง แล้วเดินมาคุยที่มุมห้องเรียน ด้วยไม่อยากให้นักเรียนคนอื่นได้ยินเรื่องที่กำลังจะสนทนากันต่อจากนี้ไป

“เดือนหน้า ครูมีอะไรหรือเปล่าคะ” มินมินเอียงศีรษะ ดวงตาใสแจ๋วราวลูกแก้วจ้องมองสตรีวัยกลางคนด้วยความสงสัย

“เดือนหน้าวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๐ จะมีงานมหกรรมอาหารนานาชาติที่กรุงเทพ” ยี่ภู่บอกมินมิน “โรงเรียนเราไปออกบูธที่งานนั้น และคุณปรมินทร์อยากให้เธอไปด้วย…”

“ดะ…เดี๋ยวก่อนค่ะ” มินมินทำตาโต ยังจับต้นชนปลาย “ฉันไม่เข้าใจ”

“คุณปรมินทร์จองบูธที่งานมหกรรมอาหารนานาชาติเอาไว้ เราจะไปโปรโมทโรงเรียนที่งานนั้น” ยี่ภู่อธิบาย “งานมีทั้งหมดสิบวัน คุณปรมินทร์ตั้งใจว่าจะพานักเรียนไปด้วย เพื่อแสดงการทำอาหารในงาน โชว์ฝีมือให้รู้ว่าโรงเรียนเรามีดีอะไรบ้าง”

“โรงเรียนของเรา นักเรียนแย่งกันสมัคร ปีละหลายร้อยคน คัดเอาแค่หลักสิบ” มินมินไม่วายสงสัย “แบบนี้ยังจะต้องไปโปรโมทอะไรอีกหรือคะ”

“โรงเรียนเรามีชื่อเสียงในมัณฑะเลย์ก็จริง” ยี่ภู่กระแอมในลำคอ ให้รู้ว่าเรื่องที่กำลังจะกล่าวต่อไปนั้นสลักสำคัญไม่น้อย “แต่คุณปรมินทร์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านั้น คุณปอไม่อยากหยุดความฝันเอาไว้ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่อยากให้โรงเรียนของเราเป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก อีกสักสองหรือสามปีต่อจากนี้ไป เราจะเริ่มรับนักเรียนที่เป็นชาวต่างชาติ และแน่นอน…เมื่อชื่อเสียงของโรงเรียนเราดังมากขึ้น ภัตตาคาร ร้านอาหารหรูๆ  โรงแรมชื่อดังจากทุกมุมโลกจะต้องแย่งตัวนักเรียนของเราไปทำงานด้วย…ตกลงเธอว่างหรือเปล่าล่ะมินมิน”

“ว่างค่ะ” มินมินยังไม่หายงง “ปกติฉันก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว แต่ฉันต้องไปขออนุญาตพ่อและแม่ก่อน”

“ได้สิ” คุณครูประจำชั้นของมินมินพยักหน้า “เดี๋ยวทางโรงเรียนจะออกจดหมายถึงผู้ปกครองให้”

“แต่…” หญิงสาวอดเป็นกังวลมิได้ “อยู่ๆคุณปรมินทร์ก็เลือกฉันไปเลยแบบนี้ นักเรียนคนอื่นจะโอเคหรือคะ”

“ฉันไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร” คุณยี่ภู่ยิ้ม

“เจ้าของโรงเรียนเลือกคนไปออกบูธด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตครูหรือนักเรียนคนอื่น อีกอย่าง…เธอเพิ่งชนะเลิศในการประกวด Project อาหารประจำปี…มีมงกุฎสายสะพาย มีตำแหน่งแบบนี้ ยังจะไม่คู่ควรที่ตรงไหน อีกอย่าง เธอไม่ได้ไปคนเดียวเสียเมื่อไหร่…คุณปรมินทร์ยังจะเลือกนักเรียนคนอื่นๆไปด้วยอีกเกือบสิบคน”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันค่อยสบายใจหน่อยค่ะ” มินมินผ่อนลมหายใจยาว

“เอาละ…เรื่องสบายใจผ่านไป มาถึงเรื่องที่อาจจะทำให้เธอกังวลใจ” น้ำเสียงของคุณยี่ภู มีร่องรอยหนักใจ

“กังวลใจ…เรื่องอะไรคะ” น้ำเสียงเยือกเย็นของอีกฝ่าย ทำให้มินมินหายใจไม่ทั่วท้อง

“หลังเลิกเรียนวันนี้…คุณพรรณเพลินสั่งให้เธอแวะไปหา” คุณยี่ภู่เสียงแผ่ว

“ให้ไปหา” คราวนี้มินมินตกใจจริง “เรื่องอะไรคะ ครูทราบหรือเปล่าคะ”

“ไม่ทราบ” คุณยี่ภู่ส่ายหน้า “คุณพรรณเพลินไม่ได้บอก และครูก็ไม่กล้าถาม”

“ฉัน…” มินมินอยากจะปฏิเสธ หากดูเหมือนจะไม่มีทางเลือก

“เอาเถิดน่ะ” ยี่ภูเห็นเด็กสาวหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม “คงไม่มีอะไรหนักหนาหรอก เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย จะกลัวอะไร”

…นั่นสิ…จะกลัวอะไร…มินมินถามตัวเอง

แต่พอนึกถึงดวงตาคู่คม ดุราวกับเสือคู่นั้นขึ้นมาคราใด…มินมินก็อดจะหวาดหวั่นไม่ได้สักที

Don`t copy text!