Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 21 : ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 21 : ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

-21-

แสงแดดอ่อนจางที่ส่องลอดม่านลูกไม้ฉลุลายไม่อบอุ่นเหมือนทุกบ่ายที่ผ่านมา ทางเดินที่ทอดยาวสู่ห้องรับรองแขกบนชั้นสองของอาคารดูเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของมินมินที่กระทบพื้นเป็นจังหวะเท่านั้น

แม้คุณยี่ภู่จะบอกว่าไม่มีอะไร ที่เรียกให้มาพบวันนี้เพราะมารดาของปรมินทร์แค่อยากคุยกับเธอเฉยๆ

หากจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ…ในใจของมินมินรู้สึกหนักอึ้งอย่างไรชอบกล

ปกติแล้วหม่อมหลวงพรรณเพลินไม่เคยก้าวก่ายกับโรงเรียนของปรมินทร์ กับนักเรียนยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

มินมินและเพื่อนเคยเห็นหม่อมหลวงพรรณเพลินในระยะห่างๆ จะใกล้ชิดขึ้นมาหน่อยก็ตอนที่มาเป็นกรรมการตัดสิน project อาหารที่มินมินชนะเลิศ

เมเมยแอบนินทาว่าหม่อมหลวงพรรณเพลินเหมือนมัมมี่ ขณะที่มินมินรู้สึกว่ามารดาของปรมินทร์แลดูหยิ่ง ไว้ตัว แทบไม่เคยมีรอยยิ้มของสตรีผู้นี้ ปรากฏให้เห็น ฉะนั้น เมื่อสตรีผู้สูงวัยเจาะจงเรียกพบเธอในวันนี้ มินมินจึงเต็มไปด้วยความกังวลใจ

ทางเดินดูเหมือนจะทอดยาวกว่าทุกวัน บรรยากาศชั้นสองของตึกอำนวยการเงียบสงัดราวปราศจากสิ่งมีชีวิต รถคันยาวของปรมินทร์ไม่อยู่ในที่จอด เขากับน้องชายคงจะออกไปธุระที่ไหนสักแห่ง

มินมินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้บานหนาหนัก จ้องมองลูกบิดทองเหลืองด้วยอาการลังเล ก่อนที่มือเรียวยาวจะยกขึ้นเคาะเป็นจังหวะ

“เชิญ”

เสียงของสตรีภายในห้องดังขึ้นแทบจะทันที

“นั่งสิ”

มารดาของปรมินทร์บอกมินมินด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หญิงสาวสายเลือดโยเดียเดินตัวลีบเข้าไปนั่งตรงเก้าอี้บุกำมะหยี่หนานุ่ม รู้สึกได้ถึงสายตาคมปลาบที่มองมาจากฝั่งตรงข้าม

หม่อมหลวงพรรณเพลินเป็นสตรีในวัยปลายหกสิบ เรือนร่างสูงสง่า ผมยังเป็นสีดำสนิท ท่านั่งหลังหยัดตรงบ่งบอกถึงความเจ้ายศเจ้าอย่าง ดวงตาคู่คมจับจ้องมินมินทุกอิริยาบถ

“คุณครูยี่ภู่บอกว่า คุณมีธุระกับดิฉัน” เห็นอีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งๆ มินมินจึงเป็นผู้เปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน ดวงตาของมินมินเหลือบมองไปรอบห้อง

“มองหาคุณปรมินทร์หรือ…เขาไม่อยู่หรอก” หม่อมหลวงพรรณเพลินเอ่ยราวกับอ่านใจของหญิงสาวร่างโปร่งระหงออก

“เอ้อ…ค่ะ” มินมินพึมพำเสียงแผ่ว หญิงสาวก้มหน้านิ่ง ดวงตามองดูพรมผืนใหญ่ที่ปูอยู่ตรงหน้า รอให้อีกฝ่ายเอ่ยธุระของเธอออกมาก่อน

“ฉันออกจะประหลาดใจ ที่ได้รู้ว่าบรรพบุรุษของฉัน และบรรพบุรุษของเธอ…เป็นญาติกัน” น้ำเสียงของหม่อมหลวงพรรณเพลินไม่บ่งบอกว่าเธอรู้สึกอย่างไร

“ครอบครัวของฉันก็รู้สึกแปลกใจไม่แพ้กันค่ะ” มินมินตอบตรงตามที่รู้สึก

“สมัยนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ จริงบ้าง หลอกลวงบ้าง” สตรีสูงวัยยังเอ่ยเสียงเนิบนาบ

“คุณกำลังจะบอกว่า…ฉันหลอกลวง” มินมินรู้สึกหงุดหงิด หากพยายามสะกดกลั้นเอาไว้แสดงออกมาให้อีกฝ่ายเห็น “คุณพรรณเพลินคะ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ฉันจะต้องแต่งเรื่องพวกนี้ขึ้นมา…เรื่องที่พ่อเล่า ก็คือความจริงที่เล่าต่อกันมาในตระกูลของเรา และตอนที่พ่อเล่าให้คุณปรมินทร์ฟัง ท่านก็คงไม่ได้คิดว่าบรรพบุรุษของเราทั้งสองตระกูล จะกลายมาเป็นเครือญาติกัน”

ได้ยินวาจาหนักแน่นจริงจัง กับดวงหน้าเชิดตรงของอีกฝ่าย หม่อมหลวงพรรณเพลินอดนึกในใจไม่ได้ว่า…หยิ่ง จองหอง…

“พอได้รู้ เราก็ตกใจไม่แพ้คุณ แต่กระนั้นพ่อก็คิดว่าเราไม่ควรด่วนสรุป เพราะคนโบราณมีชื่อซ้ำกันได้ตั้งมากมาย เชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนขึ้นมาที่อังวะก็มีหลายร้อยหลายพันคน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หรือคุณพรรณเพลินอยากจะตรวจดีเอ็นเอไหมคะ จะได้สบายใจ…”

“เธอกำลังท้าทายฉัน…” มารดาของปรมินทร์ไม่คิดว่าเด็กสาวหน้าตาสะสวย ท่าทางซื่อๆตรงหน้า จะกล้าถามตรงๆเช่นนี้

“ฉันไม่ได้ท้าทาย” มินมินส่ายหน้า “ฉันเพียงแต่พูดไปตามที่รู้สึก อย่าคิดแต่ว่าคุณคนเดียวเท่านั้นที่จะตกใจ แปลกใจ และอาจจะเสียใจที่ได้รู้ความจริงเรื่องนี้…ครอบครัวของฉันเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากคุณเลยสักนิด”

“หมายความว่าอย่างไร” หม่อมหลวงพรรณเพลินถึงกับอ้าปากค้าง

“คุณเป็นผู้ดีมีตระกูล” ดวงตาคู่คมของมินมินยังจ้องมองอีกฝ่ายแน่วนิ่ง “คุณอาจจะรู้สึกอาย และไม่คาดหวังว่าญาติที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าฟ้ามาลา จะเป็นชนชั้นกลางธรรมดาๆแบบเรา”

“ฉัน…” หม่อมหลวงพรรณเพลินอึ้ง รู้สึกจุกเพราะคำพูดของมินมินกระแทกใจเธออย่างแรง

“แต่ความจริงก็คือความจริง” มินมินถอนใจเบาๆ “คุณปฏิเสธความจริงไม่ได้หรอกค่ะ”

เห็นอีกฝ่ายยังนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก มินมินจึงสรุปว่า

“ฉันว่าคุณอย่ากังวลเลยค่ะ…รู้แล้วเป็นอย่างไร ไม่รู้แล้วเป็นอย่างไร…เพราะถึงอย่างไรสายสัมพันธ์ของเราสองตระกูลก็ห่างกันเสียจนไม่จำเป็นต้องนับว่าเป็นญาติก็ยังได้ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนที่เคยเป็นเถิดค่ะ”

“ครอบครัวของเธอจะไม่เรียกร้องอะไร…” มารดาของปรมินทร์เลิกคิ้วราวไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน

“แล้วฉันจะต้องเรียกร้องอะไรจากคุณเล่าคะ” มินมินอดนึกขันกับความคิดในกรอบของอีกฝ่ายไม่ได้ ไม่รู้หรอกนะว่าหม่อมหลวงพรรณเพลินเคยมีประสบการณ์เลวร้ายอะไร แต่ไม่ยุติธรรมที่อีกฝ่ายจะด่วนตัดสินครอบครัวเธอแบบนี้

“เอาละ” หม่อมหลวงพรรณเพลินลอบถอนใจ ถึงเวลาที่เธอจะพลิกเกมส์กลับมาอยู่ในมือบ้าง “ในเมื่อเธอพูดจบแล้ว ฉันจะพูดบ้างก็แล้วกัน…เห็นนกตัวนั้นไหม”

หม่อมหลวงพรรณเพลินชี้มือไปยังอาคารหลังที่อยู่ติดกัน ที่ระเบียงกว้างนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งถูกล่ามอยู่กับราวระเบียง มีโซ่เหล็กเส้นหนาหนักเป็นพันธนาการ

“เห็นค่ะ” มินมินพึมพำตอบ ยังไม่เข้าใจจนแล้วจนรอด ว่าอีกฝ่ายเรียกเธอขึ้นมาพบทำไม…เพื่อจะชวนให้ดูเหยี่ยวตัวนี้เท่านั้นหรือ

“เธอรู้ใช่ไหม ว่าเหยี่ยวคือเจ้าเวหา” น้ำเสียงของหม่อมหลวงพรรณเพลินยังคงเรียบเรื่อย ราวพูดถึงเรื่องสัพเพเหระที่ไม่จริงจังอะไรนัก

“ทราบค่ะ” มินมินพยักหน้า มีร่องรอยประหลาดใจฉายชัดในดวงตากระจ่างใสราวลูกแก้วคู่นั้น

“เหยี่ยว…ต้องอยู่บนท้องฟ้า” มีรอยยิ้มประหลาดปรากฏบนดวงหน้าของหม่อมหลวงพรรณเพลิน “แต่ทว่า โซ่เส้นนั้นกลับรั้งมันเอาไว้”

เสียงของเหยี่ยวกรีดร้อง เมื่อมันพยายามจะบินขึ้นสู่ฟ้า หากไม่สามารถจะทำได้ดังใจปรารถนา ด้วยโซ่เหล็กดึงรั้งมันเอาไว้

“ฉัน…ไม่เข้าใจ” มินมินไม่ได้คิดจะท้าทาย หากหมายความเช่นนั้นจริงๆ เธอไม่เข้าใจว่าสตรีสูงวัยตรงหน้าพยายามจะบอกอะไร

“ไม่เข้าใจ” หม่อมหลวงพรรรเพลินเอียงศีรษะ “เอาละ ถ้าเช่นนั้น ฉันจะพูดตรงๆเลยก็แล้วกัน ตาปอ…ลูกชายของฉัน…เขาก็เหมือนเหยี่ยว ที่ของเขาคือท้องฟ้ากว้าง ส่วนเธอ…”

แววตาของหญิงสูงศักดิ์ที่จ้องดวงหน้านวลงามนั้นเป็นประกายกล้า

“ก็เหมือนกับโซ่เส้นนั้น ที่ล่ามปรมินทร์เอาไว้ ไม่ให้ไปไหน ไม่ให้เขาได้แสดงศักยภาพที่มีออกมาอย่างเต็มที่”

“ฉันนะหรือคะ” มินมินยกมือขึ้นแตะตรงหัวใจ รู้สึกสับสนอลหม่าน ด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดพาดพิงไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา

“ฉันคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผิด”

“ฉันพูดตามสิ่งที่ฉันเห็น” มินมินแลเห็นเส้นเลือดข้างขมับของหม่อมหลวงพรรณเพลินเต้นตุบ จนน่ากลัวว่ามันจะแตกออกได้ทุกขณะ

“ลูกชายของฉันไม่เคยเป็นแบบนี้…ตอนตั้งโรงเรียนแห่งนี้ใหม่ๆ เขาก็ยังเชื่อฟังฉันทุกอย่าง หากตั้งแต่พบเธอ…เขาก็เปลี่ยนไป”

“ฉัน…” มินมินรู้สึกดวงหน้าร้อนวูบ บอกไม่ถูกว่านั่นเป็นความรู้สึกโกรธ…อับอาย…หรืออะไรกันแน่

“เขามีคู่หมั้น เขาจะต้องแต่งงาน แต่ปรมินทร์กลับปฏิเสธ ปกติลูกไม่เคยขัดใจฉัน” หม่อมหลวงพรรณเพลินเสียงสั่น “เขามีโครงการจะขยายโรงเรียนนี้ไปที่ลอนดอน แต่เขากลับเปลี่ยนมาลงทุนที่มัณฑะเลย์ต่อ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอ”

“แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเพราะฉัน” มินมินย้อนถาม

“ฉันไม่รู้หรอก ปรมินทร์ก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ” น้ำเสียงของอีกฝ่ายยังเยือกเย็น “แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่กำลังบอกฉันเช่นนั้น”

หม่อมหลวงพรรณเพลินกำหมัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ เพราะปลายเล็บที่จิกเข้าไปกลางฝ่ามือ

เธอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกชายมาระยะหนึ่งแล้ว ทุกครั้งที่ปรมินทร์เอ่ยถึงมินมิน ดวงตาของเขาจะเปล่งประกายวับวาว ท่าทางของลูกชายคนโตร่าเริงจนเหมือนกับเขาจะลืมไปแล้วว่ามีหน้าที่จะต้องกระทำ

…หน้าที่ต่อเธอ หน้าที่ต่อวงศ์ตระกูล…

‘สัปดาห์หน้าแม่จะกลับเมืองไทย ปอไปกับแม่ไหมลูก’ จำได้ว่าเมื่อสองวันก่อน เธอบอกกับลูกชายไปแบบนั้น และปรมินทร์ก็ส่ายหน้า

‘ไม่ได้หรอกครับคุณแม่ ซอมินตุนนัดส่างโบมาคุย เขาเป็นเจ้าของที่ดินที่เรากำลังจะซื้อที่ขยายออกไปเอาไว้ มีเรื่องต้องเจรจากันหลายเรื่อง’

ปรมินทร์กับเพื่อนของเขาซื้อที่ดินริมแม่น้ำอิระวดีจำนวนหลายไร่ เพื่อทำฟาร์ม ปลูกผักและผลไม้ปลอดสารพิษ รวมถึงผักเมืองหนาวอีกหลายๆชนิด เพื่อจะได้ไม่ต้องสั่งซื้อมาจากกรุงเทพ เขาเพิ่งจ้างบัณฑิตที่เรียนจบจากคณะเกษตรศาสตร์มาทำงานที่ฟาร์มแห่งนี้ ๒ คน กิจการต่างๆกำลังไปได้ด้วยดี ปรมินทร์และซอมินตุนกำลังวางแผนจะขยายกิจการฟาร์มของพวกเขาออกไปอีก

‘วันพุธหน้าแม่นัดคุณหญิงรดีวรรณกับหนูแพรวอาภาเอาไว้ จำหนูแพรวอาภาได้ใช่ไหมปอ’ เธอว่า

‘ที่คุณแม่เคยเล่าว่า…คุณแม่คุยกับคุณน้าหญิงว่าจะให้ผมกับลูกสาวน้าหญิงหมั้นกันนะหรือครับ’ ปรมินทร์หัวเราะ

‘ใช่’ หม่อมหลวงพรรณเพลินพยักหน้า ‘แม่กับคุณหญิงเคยตกลงกันไว้นานแล้ว ว่าจะให้ลูกกับหนูแพรวอาภาหมั้นกัน’

‘ตลกน่ะครับคุณแม่ ทำแบบนี้มีแต่ในนิยายเท่านั้น’ ดวงตาของปรมินทร์เบิกกว้าง

‘แต่แม่กับคุณหญิงรดีวรรณตกลงกันแล้ว’

‘แต่ผมยังไม่ได้ตกลงด้วย’ ปรมินทร์ส่ายหน้า ‘น้องแพรวอาภาอะไรนั่นตกลงด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้’

‘แต่แม่นัดไว้แล้ว’ หม่อมหลวงพรรณเพลินยังไม่ยอมแพ้ ‘ปอยังไม่เคยเจอน้องเลย ลองไปกินข้าวคุยกันก่อนก็ได้…คุณน้าหญิงเองเขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเรา’

‘ตลกน่ะครับคุณแม่’ ปรมินทร์ทำหัวคิ้วขมวดมุ่น ‘วันนี้คุณแม่มาไม้ไหนครับ เราไม่เคยคุยกันเรื่องแบบนี้มาก่อน’

‘แม่แค่คิดว่าปออายุเหมาะสมจะมีครอบครัวได้แล้ว…อีกอย่าง…แม่กลัว…’ หม่อมหลวงพรรณเพลินหลุดปากออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

‘กลัวอะไรครับ’ ปรมินทร์เอียงศีรษะ ดวงตาคู่คร้ามคมของเขาจ้องมองมารดาราวจะจับสังเกต ‘กลัวว่าผมจะคว้าสาวพม่ามาเป็นเมียหรือครับ คุณแม่เลยพยายามจะยัดเยียดให้ผมแต่งกับลูกสาวเพื่อน โดยการยกเอาคำสัญญาตลกๆนั่นมาอ้าง’

‘ตาปอ…’ หม่อมหลวงพรรณเพลินไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ‘นั่นลูกพูดอะไรออกมา รู้ตัวหรือเปล่า…หรือว่าลูกมีสาวพม่าที่ลูกชอบอยู่ในใจ’

‘มีครับ’ ปรมินทร์เป็นคนตรงๆเหมือนกับบิดาของเขา

‘ใคร’ ดวงตาของหม่อมหลวงพรรณเพลินลุกวาว ‘เด็กคนนั้นหรือ’

‘เด็กคนไหนครับ’ ปรมินทร์เลิกคิ้ว

‘มินมิน’ มารดาของเขาเอ่ยชื่อหญิงสาวคนนั้นชัดเจน แค่นเสียงหนักแน่น

‘ขอให้ผมแน่ใจอะไรบางอย่างเสียก่อน แล้วผมจะบอกให้คุณแม่ทราบเป็นคนแรก ระหว่างนี้อยากให้คุณแม่สบายใจได้ ผมรับรองว่าจะไม่มีการพากันหนี หรือแอบแต่งงานกันเองโดยไม่บอกให้คุณแม่รู้เด็ดขาด…ผมสัญญา’ แม้ปรมินทร์จะไม่เอ่ยออกมาตรงๆ หากคำตอบจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร

…มินมิน…หม่อมหลวงพรรณเพลินเม้มริมฝีปากแน่น…เป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้จริงๆเสียด้วย…

…ปรมินทร์…หม่อมหลวงพรรณเพลินมองแผ่นหลังแข็งแรงของบุตรชายที่เดินออกจากห้องไป…แม่จะปล่อยให้ลูกเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ลูกควรจะได้คู่ครองที่ดีกว่านี้…

ในเมื่อลูกจะไม่จัดการอะไร แม่นี่ละ ที่จะเป็นคนลงมือจัดการให้ลูกเอง…

“ฟังชัดเจนแล้วใช่ไหมมินมิน” หม่อมหลวงพรรณเพลินดึงตนเองกลับมาจากห้วงคำนึง ดวงตาเธอจ้องมองไปยังสตรีตรงหน้า

“ฉันขอร้องละ…เลิกยุ่งกับปรมินทร์เสีย”

ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของมินมินก็เต้นแรง มือสองข้างกำแน่นราวพยายามจะสะกดใจ คราวนี้เธอรู้แล้วว่าตนเองรู้สึกเช่นไรกันแน่

หม่อมหลวงพรรณเพลินกำลังเข้าใจผิดอย่างแรง

ไม่ใช่แค่เข้าใจผิด แต่มารดาของปรมินทร์กำลังกล่าวหาว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้บุตรชายลุกขึ้นมาขบถ โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้น

ความโกรธแล่นเป็นริ้ว มินมินบอกตนเองให้ใจเย็น หายใจเข้าออกช้าๆ

“ฉันไม่ได้ยุ่งอะไรกับคุณปรมินทร์” เสียงของหญิงสาวแผ่วต่ำในลำคอ

“ก็พิสูจน์ให้เห็นสิ” สตรีสูงวัยแค่นเสียง

“พิสูจน์อย่างไรคะ…คุณอยากให้ฉันทำอย่างไร ก็บอกมาเลยดีกว่า” มินมินจ้องมองตาของอีกฝ่ายแน่วนิ่ง “จะต้องให้ฉันลาออกจากโรงเรียนเลยไหม คุณถึงจะสบายใจ”

“อันที่จริง ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้น” มารดาของปรมินทร์ว่า “แต่คงทำไม่ได้ เพราะถ้าปรมินทร์รู้เข้า เขาจะต่อว่าฉันได้ว่าใจร้ายกับเธอ…”

มือที่เหี่ยวย่นด้วยวัย หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าที่วางข้างตัว หม่อมหลวงพรรณเพลินส่งมันไปข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยกับมินมินด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

“ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่เธออยากได้…รับไปสิ…รับไป แล้วคนฉลาดอย่างเธอก็จะรู้เองว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไป…”

Don`t copy text!