Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 22 : เอกสารสำคัญ

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 22 : เอกสารสำคัญ

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

-22-

 

“มินมิน” เสียงทุ้มๆที่เรียกชื่อของเธอจากทางด้านหลังนั้นจะเป็นเสียงใครไปไม่ได้ นอกจากเขาคนนั้น

“คุณปรมินทร์” ร่างโปร่งบางชะงักไปนิดหนึ่ง ดวงตาคู่คมที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ด้านหลังของเขามีชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันเดินตามมาด้วย ดวงหน้าคมสันของชายหนุ่มผู้นั้นดูเป็นมิตร

“คุณซอมินตุน”

มินมินยกมือไหว้เพื่อนของปรมินทร์ แม้ไม่เคยพบกันมาก่อน หากเธอจำบุตรชายของรัฐมนตรีซอฉ่วยได้แทบจะทันที ซอมินตุนเป็นคนดัง มีรูปภาพของเขาปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆอยู่เสมอ

“สวัสดี มินมิน ยินดีที่ได้พบคุณเสียที นายปอพูดถึงคุณบ่อยมาก”

ซอมินตุนส่งยิ้มให้หญิงสาว ขณะที่มินมินเหลือบสายตากลมโตของเธอ มองไปยังปรมินทร์ด้วยความพิศวง…เกือบจะหลุดปากถามออกไปอยู่แล้วว่า…นี่คุณเอาเรื่องอะไรของฉันไปเล่าให้เพื่อนฟังด้วยหรือ…

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ปกตินายปอชอบเล่าเรื่องนักเรียนของเขาให้ผมฟังอยู่แล้ว” ซอมินตุนพอจะอ่านสายตาไม่พอใจของหญิงสาวออก เลยรีบอธิบายก่อนที่มินมินจะเข้าใจผิดไปมากกว่านั้น

“ค่ะ” หญิงสาวพึมพำเสียงแผ่ว

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับคุณมินมิน” เขายิ้มกว้างก่อนจะหันไปหาเพื่อน “ผมขึ้นไปดูเอกสารก่อนนะปอ พวกคุณคุยกันตามสบายเลย”

“ขึ้นไปที่สำนักงานชั้นสองมาหรือ” ปรมินทร์เลิกคิ้ว รอจนซอมินตุนเดินพ้นไปแล้วจึงเอ่ยถาม “มีอะไรหรือเปล่า”

ชั้นสองของอาคารอำนวยการเป็นแผนกบริหาร และห้องทำงานของเขาก็อยู่บนนั้น

นักเรียนที่จะขึ้นไปที่ชั้นสอง ส่วนมากมีธุระจะต้องติดต่ออะไรสักอย่าง เป็นต้นว่า ติดต่อแผนกการเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน ติดต่อแผนกวิชาการเพื่อขอใบรับรองผลการเรียน พบครูปกครองหากทำผิดระเบียบของโรงเรียน เมื่อเห็นมินมินเดินลงบันไดมาด้วยท่าทางเลื่อนลอย ปรมินทร์จึงอดจะประหลาดใจมิได้

“เอ้อ…” มินมินตะกุกตะกัก “มะ…ไม่มีอะไรค่ะ”

“อย่าโกหกฉัน” ปรมินทร์นิ่วหน้า “ภาษาร่างกายของเธอบอกว่า มีเรื่องปิดบังฉันอยู่…เธอไปหาใครมา”

“ฉัน…” มินมินถอนใจ ยังไงก็ไม่สามารถปิดเรื่องที่ขึ้นไปพบหม่อมหลวงพรรณเพลินได้แน่ ถ้าเธอไม่บอก ปรมินทร์ก็สามารถสอบถามเอาจากคนอื่นๆได้ไม่ยาก

“ฉันไปพบคุณพรรณเพลินมาค่ะ”

“ไปพบแม่” คราวนี้น้ำเสียงของปรมินทร์ประหลาดใจหนัก “มีเรื่องอะไร ถึงต้องขึ้นไปพบแม่”

“ท่านเรียกฉันไปหา เพราะอยากสอบถามเรื่องบรรพบุรุษนิดหน่อยน่ะค่ะ” มินมินหลบตาอีกฝ่าย ไม่อยากโกหก แต่ก็ไม่อยากเล่าทั้งหมด ด้วยไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด

“แม่นี่ยังไงกันนะ…ก็พูดกันรู้เรื่องแล้วนี่นะ” ปรมินทร์พึมพำ ครั้นพอนึกได้ว่าอยู่ต่อหน้าหญิงสาว เขาจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนาเสียใหม่

“จริงสิ คุณยี่ภู่บอกเธอเรื่องไปกรุงเทพหรือยัง เรื่องที่ฉันเลือกให้เธอเป็นตัวแทนโรงเรียนไปงานมหกรรมอาหารนานาชาติ”

“บอกแล้วค่ะ” มินมินยังคงก้มหน้านิ่ง

“พร้อมไหม” เขาถาม

“ฉันมีทางเลือกด้วยหรือคะ” หญิงสาวพึมพำในลำคอ

“ดูเธอไม่ดีใจเอาเสียเลย” เขาเลิกคิ้ว นักเรียนของเขาเกือบทุกคนอยากไปเที่ยวกรุงเทพ นี่มินมินได้รับเลือก แต่เธอกลับดูไม่ดีใจเท่าที่ควร

“ฉันแค่งงน่ะค่ะ ว่าต้องไปด้วยหรือ ที่จริงแค่คุณกับครูยี่ภู่ก็น่าจะพอแล้ว เอาฉันไปให้เปลืองงบประมาณเปล่าๆ” มินมินว่า

“งานมหกรรมอาหารนานาชาตินี่สำคัญมากนะ นักเรียนก็ยิ่งสำคัญมาก” ปรมินทร์อธิบาย “งานครั้งนี้เป็นเวทีที่เราจะได้แสดงศักยภาพของโรงเรียนให้คนอื่นเห็น เพราะในงานจะมีโรงเรียนสอนทำอาหารจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาออกบูธ จากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ โรงเรียนของเราเป็นตัวแทนของประเทศพม่าเพียงโรงเรียนเดียวเท่านั้น”

“งั้นก็ดีค่ะ” มินมินยังคงก้มหน้านิ่ง

คำพูดของหม่อมหลวงพรรณเพลินที่ว่าเธอเป็นตัวถ่วงในชีวิตของปรมินทร์ยังก้องอยู่ในหู ไม่ต่างอะไรกับคมมีดที่เฉือนใจของเธอให้เลือดไหลซิบ ความรู้สึกหลากหลายกำลังต่อสู้กันอยู่ภายในใจของมินมิน และปรมินทร์ก็เริ่มจะสังเกตได้ถึงความผิดปกตินั้น

“มินมิน” น้ำเสียงของเขาติดจะเข้มงวด “มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้า

“แม่พูดอะไรกับเธอ” เขาไม่เชื่อว่าไม่มีอะไร ท่าทางของมินมินผิดไปจากทุกครั้ง

“ไม่มีอะไรจริงๆค่ะ” มินมินปฏิเสธ รีบตัดบทว่า “นี่ก็เย็นมากแล้ว ฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”

พูดจบ ร่างสูงโปร่งก็หันหลังกลับทันที มินมินรีบเดินต่อไปตามระเบียงยาว ไม่เปิดโอกาสให้ปรมินทร์ได้ซักถามอะไรอีก

“เดี๋ยวก่อนสิ มินมิน” ปรมินทร์ตะโกนเรียก หากหญิงสาวเดินลิ่วๆไปยังถนนหน้าโรงเรียนเสียแล้ว เขาเห็นมินมินกวักมือเรียกรถสองแถวที่บังเอิญผ่านมา ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งอย่างรวดเร็ว

ปรมินทร์ขมวดคิ้วมุ่นและถอนใจยาว เขาเดินแกมวิ่งขึ้นไปยังสำนักงานชั้นสองด้วยความเร่งร้อน ตั้งใจจะไปสอบถามมารดาให้รู้เรื่องว่าเธอพูดอะไรกับมินมิน หญิงสาวชาวพม่าจึงมีท่าทีที่ผิดปกติไปอย่างเห็นได้ชัด หากยังไม่ทันจะได้ทำตามที่ตั้งใจ กลับกลายเป็นว่าเขาต้องเข้าไปห้ามศึกระหว่างหม่อมหลวงพรรณเพลินกับปรมัตถ์เสียก่อน

“แม่หยิบเอกสารของผมไปใช่ไหม”

น้องชายของเขายืนเท้าเอวอยู่กลางห้อง ขณะที่ผู้เป็นมารดายังนั่งอย่ในเก้าอี้บุกำมะหยี่ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ปรมัตถ์มีท่าทางฮึดฮัด ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เขาจะหัวเสียรุนแรงแบบนี้

“แม่ไม่รู้เรื่อง”

หม่อมหลวงพรรณเพลินนั่งหน้าเชิด หลังหยัดตรง ดวงตาที่จ้องมองบุตรชายคนเล็กนั้นเต็มไปด้วยรังสีพิฆาต แบบที่ชอบใช้เพื่อกำราบคู่สนทนา

“แม่รู้เรื่อง เพียวเมียวบอกผมว่า แม่เข้าไปในห้องทำงานของผมเมื่อช่วงเช้า” ปรมัตถ์หมายถึงแม่บ้านที่มีหน้าที่ทำความสะอาดห้องทำงานบนชั้นสองของตึกอำนวยการ

“แม่แค่จะเข้าไปหาป้อน ไปปรึกษาอะไรหน่อย แต่พอดีป้อนไม่อยู่” มารดาเอ่ยอ้าง

“แม่ก็เลยหยิบเอกสารของผมติดมือไป” บุตรชายคนเล็กไม่ยอมลดละ

“กล่าวหากันเกินไปแล้วนะ” ผู้เป็นมารดาขึ้นเสียง

“แม่…” ปรมัตถ์เม้มริมฝีปากแน่น “เอกสานั่นสำคัญมาก กว่าผมจะเขียนมันออกมาได้ แม่คืนผมมาเสียดีๆจะดีกว่า”

“ทำไมคิดว่าเป็นแม่ ทำไมไม่คิดว่าเป็นคนอื่น” น้ำเสียงของหม่อมหลวงผู้มารดายังคงเรียบเรื่อยดุจไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ทำไมไม่คิดว่าเป็นตัวเองที่หยิบเอาไปไว้ที่ไหน แล้วลืมเสียเอง มาโทษแม่แบบนี้ออกจะเกินไปหน่อยนะป้อน”

“พอได้แล้วครับ นี่มันอะไรกัน” ปรมินทร์ก้าวเข้าไปขวางกลางระหว่างมารดาและน้องชาย “ทะเลาะกันอย่างกับเด็กๆ”

“ก็ป้อนนะสิ หาว่าแม่หยิบเอกสารไป” หม่อมหลวงพรรณเพลินชิงฟ้องบุตรชายคนโต

“พี่ปอ…” น้องชายหันมาหาเขา “ผมบอกพี่ปอแล้วใช่ไหมว่าให้ติดกล้องวงจรปิดทุกห้องบนชั้นสอง แม่จะได้ไม่ต้องมาเถียงกับผมแบบนี้”

“ตกลงเถียงกันเรื่องอะไร” ปรมินทร์ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

“เอกสารของผมหายไป” ทรวงอกของปรมัตถ์สะท้อนขึ้นลงรวดเรว ปรมินทร์ดูออกว่าน้องชายกำลังโกรธ

“เมื่อเช้าผมวางเอาไว้บนโต๊ะ ผมออกไปธุระข้างนอก พอกลับเข้ามาเอกสารก็หายไปแล้ว เพียวเมียวบอกว่ามีแม่คนเดียวเท่านั้นที่เข้ามา”

“เพียวเมียวมันเฝ้าอยู่หน้าห้องเธอตลอดเวลาหรือเปล่าล่ะ” หม่อมหลวงพรรณเพลินย้อนลูกชายคนเล็ก “อาจจะมีใครเข้าไปในห้องของป้อน ตอนที่แม่นั่นมันดินไปทางอื่นก็ได้”

“นั่นหมายความว่าโรงเรียนของพี่ปอมีขโมย” คราวนี้น้องชายหันมาเล่นงานเขาแทน

“เอกสารหาย ก็ปริ๊นท์ออกมาใหม่สิ” ปรมินทร์ว่า

“ปริ๊นท์ไม่ได้” ปรมัตถ์ส่ายหน้า “ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน นั่งคำนวณรายละเอียดต่างๆ เพิ่งจะเสร็จเมื่อเช้ามืดนี่เอง เขียนจดลงไปด้วยลายมือ ยังไม่ทันได้สแกนหรือพิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์ก็หายไปเสียแล้ว”

“เอกสารอะไร สำคัญนักหรือ” ปรมินทร์ถาม หางตาของชายหนุ่มลอบมองมารดาที่นั่งทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้อยู่ด้านข้าง

“เรื่องรูหนอน”

คำตอบนั้นทำให้ปรมินทร์อึ้งไปนิดหนึ่ง

“รูหนอน” ผู้เป็นพี่ชายพึมพำ ดวงหน้าสวยหวานของมินมิน และพระมหาเจดีย์ Hsinbyume ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำ

“เพื่อนผมที่ทำงานอยู่หอจดหมายเหตุดาราศาสตร์แห่งประเทศอังกฤษ เพิ่งส่งข้อมูลมาให้เมื่อวาน” ปรมัตถ์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เป็นข้อมูลทางดาราศาสตร์ย้อนหลังไปกว่าสองรอยปี…พี่ปอ…”

ปรมัตถ์ชะโงกหน้าไปหาพี่ชาย ดวงตาของเขาเปล่งประกายวาววาม

“ยิ่งเห็นตัวเลขต่างๆ ผมยิ่งมั่นใจว่าเรื่องที่มินมินเล่าเป็นความจริง เธอเดินทางกลับไปอดีตมาจริงๆ…วันที่เธอหายตัวไปจากปัจจุบันนั้นดวงดาวทำมุมกันที่ Hsinbyume พอดี และเมื่อสองร้อยหนึ่งปีก่อนดวงดาวก็เรียงตัวกันแบบนี้ที่ Hsinbyume”

“สองร้อยหนึ่งปีก่อน…” ปรมินทร์คำนวนรวดเร็ว “นั่นคือปีค.ศ. ๑๘๑๗”

ชายหนุ่มกดดูข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย พึมพำเสียงตื่นเต้นว่า

“เป็นปีที่ ๓๕ ในรัชกาลของพระเจ้าโบดอพญา เมืองหลวงในเวลานั้นคืออมรปุระ…ฝ่ายสยาม…” ปรมัตถ์อ่านขอมูลและคำนวณรวดเร็ว “ตรงกับปีที่ ๒ ในรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย…คนโยเดียถูกกวาดต้อนขึ้นมาอยู่อังวะได้ประมาณห้าสิบปี และ Hsinbume เพิ่งสร้างเสร็จได้แค่ปีเดียวเท่านั้น…”

“สอดคล้องกับเรื่องที่มินมินเคยเล่า” ปรมัตถ์พอจะจำเรื่องที่หญิงสาวเล่าขณะขึ้นไปกราบพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่บนเจดีย์ Hsinbyume ด้วยกันได้ วันนั้นมินมินบอกว่า

‘ฉันย้อนเวลากลับไปปีอังวะศักราชที่ ๑๑๗๙ ตรงกับคริสตศักราชที่ ๑๘๑๗’

‘ทำไมต้อง ๑๘๑๗’ เขาถามเพราะไม่เข้าใจ

‘ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน’  มินมินส่ายหน้า มีร่องรอยครุ่นคิดบนดวงหน้าสวยหวานที่ประทานาคาที่สองข้างแก้ม

ในตอนนั้นทั้งเขาและปรมินทร์ต่างก็ยังไม่เข้าใจ หากภายหลังจากได้ข้อมูลสถิติการโคจรของดวงดาวย้อนหลังสองร้อยห้าสิบปี และใช้เวลากว่าค่อนคืนนั่งคำนวณ ปรมัตถ์จึงกระจ่างแน่แก่ใจว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นปีนั้น

“ที่สำคัญที่สุด…” น้องชายจ้องหน้าพี่ชายแน่วนิ่ง “ดวงดาวจะขยับเรียงตัวอยู่ในแนวองศาที่ทำให้รูหนอนเปิดออกอีกครั้ง…ประมาณสองทุ่มของวันนี้…”

“อะไรนะ” คราวนี้ปรมินทร์ถึงกับสำลักน้ำที่กำลังจิบจากแก้ว

“และถ้าผมคำนวนไม่ผิดแล้วละก็ ดวงดาวของคืนนี้ จะเหมือนกับดวงดาวที่อยู่เหนือ Hsinbyume ในปีค.ศ. ๑๘๑๘…หนึ่งปี หลังจากที่มินมินได้เดินทางไปเมื่อครั้งก่อน”

“คุณแม่…”

เขาพอจะนึกออกแล้วว่าท่าทางแปลกๆของมินมินเมื่อสักครู่ที่ผ่านมานั้น…เกิดจากอะไร…

ปรมินทร์หันขวับไปมองมารดา ที่ยังนั่งทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ดุจเดิม “คุณแม่เอาเอกสารแผ่นนั้นให้มินมินไปใช่ไหมครับ”

หม่อมหลวงพรรณเพลินไม่ตอบ ลูกชายทั้งสองคนของเธอหันมามองหน้ากัน ปรมินทร์รู้ว่าการที่มารดาไม่ตอบนั่นก็คือการยอมรับ

“หา…” ปรมัตถ์ถึงกับตาเหลือก “จริงหรือครับคุณแม่”

“คุณแม่…คุณแม่ทำแบบนั้นทำไมครับ” ปรมินทร์เสียงสั่น ดวงตาคู่คร้ามคมจ้องมองสตรีสูงวัยราวกับกำลังมองใครสักคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

“ให้เอกสารนั่นไป เท่ากับบอกให้มินมินรู้ว่าคืนนี้รูหนอนจะเปิดอีกครั้ง” ดวงตาของชายหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ มีร่องรอยประหวั่น

สำหรับคนที่ไม่รู้…นั่นอันตรายมากเลยนะครับคุณแม่ เพราะถ้ามินมินกลับไปในอดีตอีกครั้ง เธออาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย”

“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ” หม่อมหลวงพรรณเพลินหัวเราะเสียงแผ่วลำคอ “ปอเคยเล่าให้แม่ฟังเองว่า เด็กนั่นร่ำร้องอยากกลับไปในอดีต…แม่ก็เลยสงเคราะห์ให้”

“นายป้อน…มีเวลาเหลือเท่าไหร่” ปรมินทร์ร้อนใจจนทำอะไรแทบไม่ถูก

ปรมัตถ์เองก็ร้อนใจไม่แพ้พี่ชาย เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา…หกโมงครึ่ง…

“เหลือเวลาชั่วโมงครึ่ง”

ปรมินทร์ฟังเท่านั้นก็รีบหยิบกุญแจรถ แล้ววิ่งออกจาห้องไปอย่างรวดเร็ว

“ปอ..” หม่อมหลวงพรรณเพลินกรีดร้องเสียงแหลม “กลับมาก่อน แม่สั่งให้กลับมา ไม่ได้ยินหรือไง”

“คุณแม่” ปรมัตถ์พุ่งตัวไปคว้ามารดาเอาไว้ ไม่ปล่อยให้วิ่งตามพี่ชายของเขาไป

“ป้อน…ปล่อยแม่นะ” หม่อมหลวงพรรณเพลินดิ้นเร่าๆ “ไอ้ป้อน บอกให้ปล่อย”

“ไม่ปล่อย” ปรมัตถ์ตะโกนไล่หลังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ “รีบไป…พี่ปอ ไม่ต้องห่วงทางนี้ อย่าลืมนะ รูหนอนจะเปิดอยู่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่ห้านาทีเท่านั้น…รีบไปห้ามมินมิน อย่าให้เธอย้อนอดีต รีบไปที่ Hsinbume ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการณ์…”

Don`t copy text!