Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 23 : อย่าเพิ่งไปไหน

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 23 : อย่าเพิ่งไปไหน

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

-23-

 

สนธยาสีเข้มขรึม กำลังคลี่คลุมเหนือเมืองใหญ่ที่มีอายุยาวนานกว่าสองร้อยปี  แผ่นฟ้ามืดมนอนธการด้วยเป็นคืนไร้จันทร์ และดวงดาวก็หรุบหรู่หม่นแสง

สายลมเยือกเย็นแผ่วรำเพย แม้คลื่นน้ำเหนืออิระวดีกระเพื่อมไหวเหมือนที่เป็นมาชั่วนาตาปี หากในความรู้สึกของหญิงสาว ประกายจากระลอกคลื่นดูคลับคล้ายกับกระแสแห่งกาลเวลา

มินมินถอนใจยาวเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน  รู้สึกถึงความหนักอึ้งในอก และความสับสนที่เกิดขึ้นกับตนเอง หญิงสาวเหลือบสายตามองดูเงาตะคุ่มของแมกไม้และหมู่เจดีย์ ตลอดสองข้างทางที่เรือด่วนแล่นตัดผ่านไป รูปเงาที่เปลี่ยนแปรไปเรื่อยๆ เหมือนภาพมายาที่จับต้องไม่ได้

กรุ่นหอมหวานเอียนๆ ยังอวลมาจากช่อเขี้ยวกระแตที่แห้งจนกลายเป็นสีน้ำตาล  มินมินห่อมันเอาไว้เป็นอย่างดีด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนบาง หญิงสาวพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา ราวจะเป็นอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงชายหนุ่มคนนั้น

ต่อพญายี…นัดดาของพระเจ้าโบดอพญา

มินมินไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พบกับต่อพญายีอีกแล้ว

เพราะจะพบกับเขา เธอต้องเดินทางผ่านกาลเวลา และการเดินทางผ่านกาลเวลาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เหมือนกับการนั่งรถประจำทางที่นึกจะไปเมื่อไรก็สามารถทำได้ หากจะต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม

มือเรียวยาวของหญิงสาวแตะกระดาษแผ่นที่อยู่ในกระเป๋าสะพาย

กระดาษแผ่นที่มารดาของปรมินทร์ยื่นให้หล่อนเมื่อครู่ที่ผ่านมา

กระดาษแผ่นที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล…

“เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือคะ” มินมินเร่ง เธอเหลือบมองดูเข็มวินาทีที่ขยับไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกร้อนใจ

“น้ำแรง…ไม่รู้หรือไงว่าเรากำลังทวนน้ำอยู่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เร่งมากเกินไปเดี๋ยวเรือล่มได้” สตรีเจ้าของเรือบอก เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีรูปร่างอ้วนใหญ่ ตอนที่มินมินจ้างให้ออกเรือไปยัง Hsinbyume เธอกำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว

‘ไม่เอาละ ไปทำไมค่ำมืด…’ อองวินขมวดคิ้ว โบราณสถานทั้งหมดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดีปิดตอนหกโมงเย็นไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปไหว้พระหรือถ่ายภาพ

‘ฉันมีธุระสำคัญ ต้องไปให้ถึงที่นั่นก่อนสองทุ่ม’ มินมินมีสีหน้าท่าทางร้อนอกร้อนใจ เธอไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไร ‘นะจ๊ะพี่สาว…ช่วยพาฉันไปหน่อย’

‘แต่ฉันกำลังจะกลับบ้าน’ อองวินว่า

‘ฉันจ่ายให้พี่สาวสองเท่าเลย’ มินมินยื่นเงินให้ และอองวินก็ลังเลอยู่ไม่ถึงอึดใจ

‘ก็ได้ แต่ฉันแค่เอาเรือไปส่งเท่านั้นนะ…ไม่รอรับกลับ’ อองวินยัดเงินใส่ที่ชายพก ‘บอกไว้ก่อน’

‘จ้ะ’ มินมินยิ้มอ่อนจาง ‘ไม่ต้องรอ เพราะฉันยังไม่รู้ว่าจะกลับกี่โมง’

อันที่จริงเธออยากบอกว่า…ไม่ต้องรอ เพราะฉันยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไร…

กระดาษแผ่นนั้นที่หม่อมหลวงพรรณเพลินยื่นให้ เป็นเอกสารที่ปรมัตถ์เขียนด้วยลายมืออันยุ่งเหยิง

น้องชายของปรมินทร์วาดรูปดวงดาว เขียนเส้นและขีดลากองศาต่างๆ พาดผ่านกันไปมาวุ่นวาย ศัพท์แสงที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นเป็นคำที่มินมินอ่านแล้วไม่เข้าใจ หากสิ่งเดียวที่ทำให้หญิงสาวถึงกับเบิกตากว้างก็คือคำว่ารูหนอน…

ปรมัตถ์คำนวณนั่นนี่มากมาย และสรุปเอาไว้ที่ตอนล่างของกระดาษว่า…รูหนอนจะเปิดขึ้นอีกครั้งที่ Hsinbyume คืนวันนี้ ระหว่างเวลา ๒๐.๐๘ – ๒๐.๑๓ น. และรูหนอนจะเปิดอยู่นานแค่ห้านาทีเท่านั้น !

เสียงเครื่องของเรือด่วนดังสะท้อนก้องกลับไปกลับมา ทั่วทั้งท้องน้ำนั้นเงียบสงบทั้งที่ยังเป็นเวลาพลบค่ำ ปกติแล้วหลังพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ค่อยมีเรือเล็กสัญจรผ่านไปมานัก

หัวใจของมินมินเต้นไม่เป็นส่ำ มือไม้เยียบเย็นด้วยความปริวิตก

ความคิดของเธอกำลังตีกันอยู่ในหัว หญิงสาวตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้เธอตัดสินใจแบบนี้

ความน้อยเนื้อต่ำใจที่หม่อมหลวงพรรณเพลินดูถูก…

ความอยากเอาชนะโชคชะตา…

ความเบื่อหน่ายกับชีวิตในทุกวันที่ผ่านมา…

หรือความรัก ความรู้สึกดีๆ กับชายหนุ่มในอดีตคนนั้น…

เพราะอะไรกันแน่

แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร มินมินตัดสินใจแล้วว่าเธอจะไปที่ Hsinbyume ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

และถ้ารูหนอนเปิดขึ้นในคืนวันนี้จริงอย่างที่ปรมัตถ์บันทึกเอาไว้ในเอกสารที่หม่อมหลวงพรรณเพลินให้มา เธอก็จะมีโอกาสย้อนกลับไปยังอดีตอีกครั้งหนึ่ง

ไม่รู้หรอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่ ไม่รู้หรอกว่าถ้ากระโจนเข้าไปในรูหนอนแล้วจะมีโอกาสได้กลับมาในปัจจุบันอีกหรือเปล่า

อองวินวาดหัวเรือเลี้ยวไปเทียบท่า เสียงเครื่องเรือดังกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงัด และพระมหาเจดีย์ก็ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า

“อ้ะ เธอ…มาถึงแล้ว ทันเวลาพอดีเลย” เจ้าของเรือถอนใจยาว

เธอไม่รู้หรอกว่าหญิงสาวคนนั้นมีธุระอะไรจึงได้มีท่าทางเร่งร้อนยิ่งนัก จากประสบการณ์ของอองวิน คนที่มีท่าทางแบบนี้มักจะมีธุระร้อนเกี่ยวกับเรื่องของหัวใจและความรักแทบทั้งนั้น

“ขอบใจพี่สาวนะจ๊ะ” มินมินส่งยิ้มอ่อนจางให้อองวิน ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปบนท่าน้ำด้วยอาการเลื่อนลอย

ดวงตากลมโตของเธอเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลา ๑๙.๕๘ น.

มินมินถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอมาถึง Hsinbyume ก่อนรูหนอนจะเปิดสิบนาที

รอบกายของมินมินเต็มไปด้วยความเงียบสงัด

สองข้างทางจากท่าน้ำที่ทอดยาวไปสู่พระมหาเจดีย์ตรงหน้านั้นเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด มินมินก้าวผ่านดงไม้หนาทึบไปโดยไม่หวาดหวั่น ทั้งที่แสงไฟแรงเทียนต่ำจากโคมริมถนนนั้นสลัวรางเต็มทน

เสียงนกกลางคืนบินโผขึ้นฟ้าด้วยความตกใจ สายลมที่พัดกระโชกแรงทำให้มินมินรู้สึกหนาวจนต้องกระชับผ้าคลุมไหล่ที่ทำจากเปลือกไหมให้แน่นเข้า

เบื้องหน้าของหญิงสาว…Hsinbyume ยังคงยืนตระหง่านเฉกเช่นที่เคยเป็นมานานกว่าสองร้อยปี

เงาของพระมหาเจดีย์ดูลึกลับท่ามกลางความมืด เสียงฝีเท้าของมินมินสะท้อนก้องกลับไปกลับมาในอณูอากาศ แวบหนึ่งนั้นมินมินอดหวนนึกไปถึงพ่อแม่และน้องทั้งสองมิได้

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้พระเจดีย์มากเพียงใด หัวใจของมินมินก็เต้นระรัวเร็ว

หญิงสาวเริ่มลังเลว่าสิ่งที่ตัดสินกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เธอควรจะกลับไปอดีตดีไหม…เอกสารของปรมัตถ์บอกให้รู้ว่าถ้าลอดรูหนอนไปในคืนนี้ เธอจะกลับไปปรากฏที่ Hsinbyume อีกครั้งในปีค.ศ. ๑๘๑๘

…หนึ่งปีหลังจากที่เธอจากต่อพญายีมา…

ปรมัตถ์คำนวณละเอียดเหลือเกิน ข้อมูลที่เขาจดดบันทึกบอกให้มินมินรู้ว่า การโคจรของดวงดาว ทำให้เธอมีเวลาอยู่ในอดีตแค่สองวันเท่านั้น จากนั้นรูหนอนในปีค.ศ. ๑๘๑๘ ก็จะเปิดและเชื่อมต่อเข้ากับปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง เธอแค่พาตัวเองมาที่ Hsinbyume ให้ได้ จากนั้นก็ค่อยลอดรูหนอนกลับมา

เธอจะกลับมาถึงที่นี่ในวันรุ่งขึ้น !

นั่นแปลว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ เธอจะหายตัวไปแค่คืนเดียวเท่านั้น

จริงอยู่ที่พ่อและแม่จะต้องโกรธและไม่พอใจมาก แต่มินมินรู้จักพ่อและแม่ดี ทั้งสองก็คงไม่ตำหนิอะไรมากมายนัก หญิงสาวตั้งใจจะขอให้เมเมยช่วยโกหกด้วยการบอกกับพ่อและแม่ว่ามินมินไปค้างอยู่ด้วยเมื่อคืนที่ผ่านมา

เมื่อคิดได้เช่นนั้น มินมินก็ค่อยโล่งอกขึ้นมานิดหนึ่ง เธอสืบเท้าตรงไปข้างหน้า เหลือบตามองไปยังระเบียงที่คดโค้งราวกับคลื่นน้ำ

ชั้นที่หนึ่ง…ชั้นที่สอง…ชั้นที่สาม

ทุกสรรพสิ่งยังคงเงียบสงัด มินมินได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจตนเองเต้น อีกสองนาทีเท่านั้นที่รูหนอนจะเปิด แต่เมื่อเดินขึ้นมาจนถึงกำแพงชั้นที่ ๔ มินมินก็ยังไม่เห็นมีสัญญาณอะไรปรากฏให้เห็น

ไม่มีเสียงหึ่งๆ เหมือนผึ้งกระพือปีก พื้นปูนรอบพระเจดีย์ยังคงราบเรียบไม่มีร่องรอยว่าจะขยับไหว

กวาดตามองไปโดยรอบ บรรยากาศยังคงเงียบสงัด สายลมสงบนิ่ง ท้องฟ้าในบริเวณนั้นมืดสนิทยิ่งกว่าความมืดใดๆ

ปรมัตถ์ไม่ได้ระบุรายละเอียดอะไรไว้ในเอกสารของเขา บอกเพียงว่ารูหนอนจะเกิดบริเวณเจดีย์และบอกเวลาที่จะเกิดเท่านั้น เป็นไปได้ว่าคราวนี้รูหนอนไม่ได้เกิดอยู่ที่ระเบียงคลื่นน้ำชั้นที่ ๔ เหมือนคราวที่แล้ว

มินมินก้าวขึ้นบันไดต่อไปถึงกำแพงชั้นที่ ๕ เดินไปรอบๆ ด้วยใจที่เร่งร้อน ลุนตยาที่สวมวันนี้ทั้งแคบและยาวกรอมเท้า ทำให้ก้าวไปได้ไม่เร็วนัก

หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความร้อนรน

…รูหนอนอยู่ที่ไหน…

มินมินเขม้นมองไปรอบๆ เธอยกมือปัดลูกผม จู่ๆ สายลมที่พัดแผ่วมารวยรินก็กลับหยุดนิ่งลง เหลือแต่ความเงียบสงัด…

ไม่มีสรรพสำเนียงใดๆ แม้แต่เสียงใบไม้ส่ายไหว หรือหรีดหริ่งเรไรที่กรีดปีกประสานกัน

มินมินรู้สึกว่าความสงัดเงียบที่เกิดขึ้นในตอนนั้น…ไม่ต่างอะไรกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง

หลุมดำ !

ทันทีที่นึกไปถึงคำนั้น พื้นระเบียงที่มินมินกำลังยืนอยู่ก็ยุบตัวลงโดยกะทันหัน

“ว๊าย…”

มินมินร้องเสียงดังลั่นด้วยความตระหนก มือสองข้างไขว่คว้า พยายามจะหาอะไรเกาะยึดหากรอบกายของเธอมีเพียงอากาศธาตุ

หญิงสาวรู้สึกว่าร่างกายกำลังลอยละลิ่ว ดิ่งลึก จมลงสู่หลุมลึกที่ไม่มีก้น…ไม่มีจุดสิ้นสุด

กระดาษในมือของเธอปลิวกระจัดกระจาย หายไปในความสลัวราง เสียงร้องของเธอดูจะห่างไกลออกไปทุกที

และท่ามกลางสำนึกสุดท้าย ก่อนที่สติสัมปชัญญะของมินมินจะหลุดลอยไป เธอได้ยินเหมือนเสียงเรียกชื่อเธอดังมาจากที่ไกลแสนไกล

“มินมิน”

เสียงนั้นทุ้ม คุ้นหู หากท่ามกลางความหวิววนในหลุมที่มืดสนิท ยากจะแยกได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากที่ใด

แยกไม่ได้ แม้กระทั่งว่า…เป็นเสียงของใคร…

 

เรือเร็วที่แล่นอยู่เหนือผิวน้ำ พุ่งไปข้างหน้า รวดเร็วราวจะเหินได้ แต่ต่อให้เร็วมากเพียงใดก็ยังไม่ทันใจปรมินทร์อยู่ดี

“เร็วกว่านี้อีกได้ไหม”

“ไม่ไหวนาย” คนขับส่ายหน้า เขาเร่งเรือจนสุดสปีดแล้ว หากการแล่นทวนน้ำในวันที่กระแสอิระวดีกำลังเชี่ยวกรากไม่ใช่เรื่องง่าย “เร็วกว่านี้ไม่ได้…อันตราย”

“ผมมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงเท่านั้น” พรายน้ำบนหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลา ๑๙.๓๘ น. น้องชายบอกเขาว่ารูหนอนที่ Hsinbyume จะเปิดตอน ๒๐.๐๘ น.

เขาวิ่งออกมาจากโรงเรียน ไม่ฟังเสียงมารดาที่ส่งเสียงกรีดร้องตามมาข้างหลัง มาถึงที่ถนน ปรมินทร์ก็คว้ามอเตอร์ไซค์ของนักเรียนคนหนึ่งที่กำลังจะกลับบ้าน ตะโกนบอกเขาว่าขอยืมใช้ชั่วคราว จากนั้นก็ขี่มุ่งหน้าไปยังท่าเรืออย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวหน้าโรงเรียน

เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเพิ่งจะเลิกงาน การจราจรในท้องถนนจึงขวักไขว่แน่นขนัด ถ้าไม่ใช่เพราะมอเตอร์ไซค์ เขาคงไปได้ไม่เร็วขนาดนี้ ตอนมาถึงท่าเรือใหญ่ของมัณฑะเลย์นั้น ปรมินทร์เห็นเรือหลายสิบลำจอดตะคุ่มอยู่ท่ามกลางความมืด เจ้าของเรือกลับบ้านกันเกือบหมดแล้ว เหลือเรือเร็วที่รูปร่างเพรียวคล้ายกับเรือหางยาวอยู่แค่ลำเดียวเท่านั้น ที่เจ้าของยังคงง่วนทำความสะอาดอยู่อย่างขะมักเขม้น

‘ไป Hsinbyume’ เขาตะโกนบอกชายร่างเล็ก ‘คิดเท่าไร’

‘ห้าหมื่นจั๊ต’ เจ้าของเรือบอกราคาค่าจ้าง และปรมินทร์ก็นับเงินส่งให้รวดเร็ว

‘เร็วที่สุดนะ…ฉันต้องไปถึงที่นั่นก่อนสองทุ่ม’

‘ไม่ไหวมั๊งนาย’ เขาเหลือบมองนาฬิกา ‘ถึงตอนสามทุ่มก็เก่งแล้ว’

‘งั้นเอาเงินคืนมา’ ปรมินทร์ทำท่าจะคว้าเงินคืน ‘ไปลำอื่นก็ได้’

‘ป่านนี้แล้ว นายจะไปหาเรือที่ไหน’ ชายร่างเล็กว่า ‘เอ้า…ไปกับผมนี่ละ จะพยายามพาไปให้ทันก็แล้วกัน’

‘ขอบใจ’ ปรมินทร์พึมพำ เขารีบก้าวลงเรือไปด้วยความเร่งร้อน

‘เออ…วันนี้มันวันอะไรกันนะ ที่ Hsinbyume มีอะไรพิเศษหรือนาย’ เจ้าของเรือบอกราคาค่าจ้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปรับเงินจากชายหนุ่มชาวไทย ‘เมื่อตะกี้ก็เพิ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งจ้างเรือของนังอองวินไปที่นั่น’

‘คนนี้หรือเปล่า’ เขาเปิดรูปมินมินในโทรศัพท์มือถือให้อีกฝ่ายดู

ปรมินทร์แอบถ่ายหญิงสาวตอนไหว้พระที่ Hsinbyume ด้วยกัน เป็นภาพด้านข้าง และดวงหน้าสวยหวานของมินมินนั้นดูสงบงาม

รู้สึกไม่ดีที่ทำแบบนั้น หากเขาอดใจไว้ไม่ได้

นับวันมินมินก็ยิ่งมีเสน่ห์จนหัวใจของเขารู้สึกสั่นไหว

เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ใด

เป็นความรู้สึกที่ปรมินทร์เองก็อธิบายไม่ถูกว่าคืออะไรกันแน่ ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามันก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด

‘ใช่ไหม’ เขาถามย้ำ ‘ใช่ผู้หญิงคนนี้หรือเปล่า’

‘ใช่ครับ คนนี้ละนาย’ คนเรือเพ่งมองภาพสตรีในโทรศัพท์

‘ออกเรือไปนานหรือยัง’ ปรมินทร์ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

‘เกือบหนึ่งชั่วโมง ป่านนี้คงถึงแล้วละ’ คนเรือจ้องมองปรมินทร์ด้วยสายตาฉงน ‘แฟนของนายหรือ’

‘เปล่า’ ปรมินทร์ส่ายหน้า ‘เอ้อ…เราเป็นเพื่อนกันน่ะ’

‘นาย…’ คนเรืออ้าปาก เหมือนอยากถามอะไรอีก หากปรมินทร์รีบตัดบทว่า

‘อย่าถามเซ้าซี้เลย รีบไปเถอะ’

แม้คนเรือรับปากว่าจะพยายามไปให้ถึง Hsinbyume ให้ทันตามเวลาที่ปรมินทร์ต้องการ หากไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่มนุษย์ตัวเล็กๆ พยายามจะเอาชนะธรรมชาติ โดยเฉพาะสายน้ำแห่งอิระวดีที่ไหลแรงรี่ แม้จะเร่งเครื่องเรือเร็วเพียงใด ตอนมาจอดเทียบท่าที่หน้าพระเจดีย์ใหญ่ นาฬิกาบนข้อมือของปรมินทร์ก็บอกเวลา ๒๐. ๐๘ น. พอดี

Hsinbyume ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดสนิท…

ปรมินทร์เหลือบเห็นเงาดำทะมึนคลี่คลุมอยู่เหนือยอดพระเจดีย์…ลักษณะคล้ายกับกลุ่มควันที่ดำมืดเสียยิ่งกว่าความมืดมนในอนธการ

“รูหนอน…”

ชายหนุ่มแทบจะรอให้เรือจอดเทียบไม่ไหว เขากระโดดพรวดเดียวขึ้นไปบนท่าน้ำ เซเสียหลักนิดหนึ่ง ครั้นพอทรงตัวได้ ปรมินทร์ก็วิ่งตะบึงไปข้างหน้าจนสุดฝีเท้า

มือไม้สองข้างเยียบเย็น หัวสมองชาวาบคิดอะไรแทบไม่ออก หัวใจของชายหนุ่มเต้นไม่เป็นส่ำ ได้แต่นึกภาวนากลับไปกลับมาว่า

…มินมิน…อย่าเพิ่งไปไหนนะ…

…คุณพระคุณเจ้า ขอให้ผมมาทันเวลาด้วยเถิด…

Don`t copy text!