Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 32 : Butterfly Effect

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 32 : Butterfly Effect

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

-32-

 

“คุณปรมินทร์…”

แล้วท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้นเอง  ที่เสียงเรียกคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้น

ใจที่กำลังหมดหวังของปรมินทร์กลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มละสายตาจากรูหนอนตรงหน้า หันไปหาร่างสูงโปร่งในชุดนุ่งขาวห่มขาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางละไอขาวขุ่น ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความยินดี

“มินมิน”

สายฝนยังคงโรยตัวลงมาไม่ขาดสาย ปรมินทร์ยกมือขึ้นขยี้ตามราวกับเด็กๆ

“ใช่เธอจริงๆ ด้วย”

มินมินมาถึง Hsinbyume ทันเวลาพอดี หากไม่ติดว่าที่ตามมาทางเบื้องหลังของเธอคือเจ้าหญิงทับทิมละก็ เขาคงรวบเอาร่างบอบบางมากอดแนบอกไปแล้ว

“คุณปอ” มินมินเป็นฝ่ายโผเข้ามาหาเขาเสียเอง สีหน้าท่าทางของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยห่วงใย “คุณเป็นอย่างไรบ้าง”

“ผมไม่เป็นไร” เขาโอบร่างสูงโปร่งนั้นไว้หลวมๆ

“ฉันนึกว่าจะมาไม่ทันเสียแล้ว ฉันกลัวว่าคุณจะมาไม่ไหว กลัวว่าเราสองคนจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป” มินมินระล่ำระลัก แม้เธอจะชอบบรรยากาศในอดีตกาล หากหญิงสาวตระหนักดีว่าตนเองมาจากต่างกาลเวลา ให้อย่างไรก็ไม่เหมาะสมที่จะฝืนกฎธรรมชาติด้วยการแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่กับคนในอดีต

หล่อนยังมีพ่อมีแม่ มีน้องชายอีกสองคน มีครอบครัวที่อบอุ่น…อย่างไรก็ตาม มินมินก็ไม่สามารถจะทิ้งครอบครัวของตัวเองได้

เมื่อจ้องมองรูหนอนตรงหน้า ความรู้สึกของมินมินหนนี้แตกต่างไปจากทุกครั้ง มีโอกาสเดินทางข้ามกาลเวลามา ๒ ครั้งแล้ว สำหรับมินมินไม่มีอะไรน่ากลัวอีก เพราะเธอรู้ว่าที่จุดหมายปลายทางนั้นมีอะไรรออยู่

“เจ้าหญิงดาราล่ะขอรับ” ปรมินทร์ขมวดคิ้วมุ่น พยายามชะเง้อมองหากไม่เห็นแม้เงาของเจ้าหญิงผู้เป็นบรรพบุรุษของมินมิน

“ดารายังอยู่ที่ชเวทูน” เจ้าหญิงทับทิมตอบ ดวงตาของเธอจ้องมองช่องว่างสีดำสนิทตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก ในชั่วชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน กลุ่มควันดำหมุนวนเป็นเกลียวอยู่ในใจกลางอุโมงค์ประหลาด

“เจ้าหญิงเปลี่ยนตัวกับฉันค่ะ” มินมินรีบอธิบาย เธอเอื้อมมือไปแตะแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายแผ่วเบา “เธอทำทีไปเยี่ยมฉันที่ชเวทูน…แต่ตอนกลับออกมา เจ้าหญิงแลกเสื้อผ้ากับฉัน สลับให้ฉันออกมาแทน”

“แล้วเจ้าหญิงดารา…” ปรมินทร์เข้าใจทะลุปรุโปร่งในตอนนั้น มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นที่จะช่วยมินมินให้ออกมาจากตำหนักชเวทูนได้ เขาไม่อยากจะนึกเลยว่าเมื่อต่อพญายีกลับมาแล้วพบว่ามินมินหายไป จะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหญิงบ้าง

“ไม่ต้องห่วง” เจ้าหญิงทับทิมเอ่ย แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไร หากสีหน้านั้นมีร่องรอยหนักใจฉายชัด “ต่อพญายีไม่กล้าทำอะไรดาราหรอก”

“รีบไปกันเถิดคุณปรมินทร์ ไม่มีเวลาแล้ว” มินมินกระตุกมือชายหนุ่มราวจะเตือนสติ

ปรมินทร์เม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองปากอุโมงค์ที่กำลังหดตัวเล็กลงเรื่อยๆ

ชายหนุ่มหันกลับมาทางเจ้าหญิงทับทิม ดึงมือมินมินให้คุกเข่าลงกับพื้น แล้วก้มลงกราบแทบเท้า ไม่คำนึงว่าสายฝนจะทำให้เขาและเธอเปียกปอนเพียงใด หากไม่มีเจ้าหญิงทับทิมคอยช่วย เขากับมินมินคงไม่มีโอกาสได้กลับมาที่ Hsinbyume อีกครั้ง

“พวกเราขอกราบลาเจ้าหญิงขอรับ”

“ไปดีเถอะพ่อ ไปดีเถอะแม่” เจ้าหญิงอวยชัยให้พร

ปรมินทร์ว่าดึงมือของมินมินให้ลุกขึ้น จากนั้นชายหนุ่มและหญิงสาวก็พร้อมใจกันกระโดดลงไปในความมืดมนอนธนการ ต่อหน้าต่อตาของเจ้าหญิงทับทิมผู้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์อันเหนือการพิสูจน์

ดวงตาของผู้สูงวัยเบิกกว้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ด้วยไม่เคยเห็นอะไรประหลาดพิสดารเช่นนี้มาก่อน

“เป็นไปได้อย่างไร…” เจ้าหญิงทับทิมพึมพำ

ปรมินทร์และมินมินหายวับไปในอุโมงค์ประหลาด เหมือนถูกเกลียวอะไรบางอย่างกลืนกิน และทันทีที่ร่างทั้งสองตกลงไป…ปากอุโมงค์ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา

เจ้าหญิงทับทิมตระหนกจนทรงกายแทบไม่อยู่

ร่างของเธอซวนเซไปด้วยความตื่นตะลึง ร่มในมือหล่นลงไปกองบนพื้นระเบียงมหาเจดีย์ เจ้าหญิงต้องเกาะกำแพงคลื่นน้ำเอาไว้ราวจะใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว

สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย พร้อมกับประกายจากสายฟ้า ที่ส่องให้เห็นเพียงความว่างเปล่าตรงหน้า…

 

อากาศอันระอุอ้าว และเสียงนักท่องเที่ยวที่ดังจ้อกแจ้กปลุกให้มินมินต้องลืมตาตื่นขึ้นในที่สุด ตัวของเธอหนักอึ้ง เพราะมีร่างแข็งแรงของปรมินทร์นอนทับอยู่

ชายหนุ่มนอนหลับตานิ่ง หายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่าทางสบายเหมือนคนกำลังนอนหลับ

“คุณปอ…คุณปรมินทร์”

มินมินพยายามผลักให้ปรมินทร์ขยับลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก

“หือ…” เสียงของชายหนุ่มยังงัวเงีย ผ้าผืนหนาหนักที่ปรมินทร์ใช้คลุมหายยังเปียกชื้น สาบเสื้อที่แยกออกจากกันเผยให้เห็นรอยแผลบริเวณหน้าอก “ที่นี่ที่ไหน”

“Hsinbyume ไงคะ” มินมินเงยหน้าขึ้นมองยอดทองคำของมหาเจดีย์ แสงแดดแทงตาจนหล่อนต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องหน้า “เรากลับมาแล้ว”

ยังไม่ทันจะพูดอะไรกันต่อ เสียงนักท่องเที่ยวคนหนึ่งก็ดังขึ้นด้วยความรังเกียจ

“ตายจริง คนอะไร หน้าไม่อาย มากอดกันอยู่ในวัด”

ปรมินทร์รีบขยับออกห่างจากมินมิน เขาเพิ่งเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งพม่าและต่างชาติมามุงดูอยู่เต็มไปหมด หลายคนใช้โทรศัพท์ในมือถ่ายภาพเขาและหญิงสาว มินมินเหลือบมองคนนั้นทีคนนี้ที ท่าทางงุนงงไม่แพ้กัน

“นังตัวดี ไม่ยอมดูแลลูกเต้า มากอดกับผู้ชายอยู่ตรงนี้น่ะเอง”

เสียงเอ็ดตะโรของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากกลุ่มคนที่รายล้อมอยู่โดยรอบ บรรดานักท่องเที่ยวแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ ร่างผอมสูงของชายคนหนึ่งก้าวตรงมาหามินมินด้วยความไม่พอใจ

“ทันวิน” มินมินถอนใจด้วยความโล่งอก…เพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง

“อ้อ…ยังจำผัวได้อยู่หรือ” น้ำเสียงทันวินเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็น ทันวินวันนี้ดุแตกต่างไปจากทันวินที่มินมินเคยรู้จัก เขาชี้นิ้วไปที่ปรมินทร์และตวาดว่า “แล้วไอ้ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะมินมิน”

“เดี๋ยวก่อน” มินมินอ้าปากค้าง มีบางอย่างที่ผิดปกติไป “ใครผัว ใครเมีย…ฉันเป็นเมียเธอตั้งแต่เมื่อไร…ทันวิน”

“อ้อ…” ทันวินพยักหน้าหงึกๆ “จำไม่ได้หรือ…จำไม่ได้ กูจะตบให้หายความจำเสื่อมเลย อีมินมิน…”

พูดยังไม่ทันจะจบประโยค ทันวินก็ตรงเข้ามาจิกผมของมินมินดึงให้ลุกขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะฟาดฝ่ามือลงไปบนใบหน้านวลงาม ปรมินทร์ก็ชกโครมเข้าที่ร่างผอมสูงนั้นจนเสียหลักเซแซ่ดๆ

“เฮ้ย…อย่ารังแกผู้หญิงแบบนี้สิคุณ…”

“เสือกน่ะ” ทันวินหันมาตะคอก “เรื่องผัวเมียเขาจะคุยกัน มึงเป็นแค่ชู้ มาเสือกอะไรด้วย”

“รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา” คราวนี้ปรมินทร์โกรธจนหน้าแดงก่ำ “ให้เกียรติมินมินบ้าง”

“มึงเป็นชู้กับเมียกู ยังจะมีหน้ามาสั่งสอนกูอีกหรือ” ทันวินเองก็โกรธไม่แพ้กัน เขากระโดดตรงเข้ามา พร้อมกับเหวี่ยงกำปั้นใส่ปรมินทร์ หากชายหนุ่มชาวไทยคอยระวังตัวอยู่แล้ว เขาเบี่ยงตัวหลบรวดเร็ว ก่อนจะเตะจนอีกฝ่ายเสียหลักเซไปเกาะกำแพงรูปคลื่นน้ำ

“พอได้แล้วคุณปอ…พอได้แล้วทันวิน” มินมินรีบขยับไปขวางตรงกลาง ก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะพุ่งเข้าตะลุมบอนกัน ดวงตาที่จ้องมองทันวินนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ช่วยบอกฉันที ว่านี่มันอะไรกัน…เกิดอะไรขึ้น”

“ความจำเสื่อมเหรอมินมิน” ทันวินเอียงคอก่อนจะหันไปทางบรรดานักท่องเที่ยวที่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พวกมึงถ่ายเอาไว้เลยนะ ถ่ายเยอะๆ จะได้เป็นพยานว่าเมียของกู หนีออกมาจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืน ทิ้งลูกทิ้งผัว เพื่อจะมาพลอดรักกับชู้ในวัดอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”

“เธอเป็นบ้าไปแล้วทันวิน” มินมินตัวสั่นเทิ้มด้วยความตระหนก “รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา ฉันกับเธอเป็นผัวเมียกันตั้งแต่เมื่อไร”

“กลับบ้านเดี๋ยวนี้” ทันวินไม่ตอบหากตรงเข้ามากระชากแขนของมินมิน ยื้อยุดจะให้เธอเดินตามเขาไป

“ไม่” มินมินสะบัดแขน “ปล่อยฉันนะ”

“ปล่อยมินมินนะ” ปรมินทร์เข้ามาช่วยอีกคน และขณะที่ทั้งสามกำลังชุลมุนกันอยู่นั้น หญิงสาวร่างผอมบางคนหนึ่งก็โผล่เข้ามาสมทบ พร้อมกับส่งเสียงเรียกมินมินดังลั่น ด้วยความเป็นห่วง

“พี่มินมิน”

“เมเมย” มินมินถอนใจยาวด้วยความโล่งอก เพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง “มาก็ดีแล้ว ช่วยฉันด้วย”

“พี่มินมิน…กลับบ้านกับพี่ทันวินเถอะ อย่าให้เรื่องมันลุกลามไปมากกว่านี้เลย” เมเมยว่า สายตาที่มองตรงมายังมินมินมีแต่ความหวั่นวิตก

“เดี๋ยวก่อนนะ” คำพูดของเพื่อนสนิทในวันนี้แปร่งหูไปมาก “เธอเรียกฉันว่าอะไร…เมเมย”

“เรียกว่าพี่มินมินยังไง” เมเมยว่า “แปลกใจอะไร ก็พี่เป็นพี่สาวของฉัน”

“ฉันเป็นพี่สาวของเธอตั้งแต่เมื่อไร” มินมินงงหนักกว่าเก่า “เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือเมเมย”

“ตลกละพี่มินมิน” เมเมยส่ายหน้า “อย่าเปลี่ยนเรื่อง…พี่รีบกลับบ้านไปกับพี่ทันวินจะดีกว่า รู้ไหมว่าเฉว่ซอกับเฉว่บูร้องไห้หาพี่ทั้งคืน…”

“เฉว่ซอกับเฉว่บู” ดวงตามินมินเปล่งประกายวาว “น้องชายของฉัน…”

“น้องนุ่งที่ไหน” ท่าทางเมเมยเบื่อหน่าย “สองคนนั่นน่ะ ลูกชายของพี่แท้ๆ เลยนะ จำลูกตัวเองไม่ได้แล้วหรือ…นี่พี่ไปเมายาอะไรมา หรือเกิดความจำเสื่อมขึ้นมากะทันหัน จะยังไงก็ตาม กลับบ้านไปกับพี่ทันวินก่อนเถอะนะขอร้องละ เชื่อฉันสักครั้ง ตกลงไหม”

“วันนี้วันที่เท่าไร” แทนที่จะตอบคำถามของเมเมย มินมินกลับย้อนถาม และเมื่อเมเมยบอกวันที่ให้มินมินรู้ หญิงสาวก็หันไปสบตากับปรมินทร์ ด้วยเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เธอกระโดดลงรูหนอนไปปรากฏกายในอดีต ตรงกับที่ปรมัตถ์คำนวณ

ไม่มีอะไรผิดพลาด…เธอกลับมาในเวลาที่กำหนด

แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น

“แล้วถ้าเธอเป็นพี่น้องกับฉัน…ช่วยบอกหน่อยสิว่าพ่อแม่ของเราชื่ออะไร” มินมินถามและกลั้นใจรอฟังคำตอบ

“แม่ของเราชื่อซูยาตี ส่วนพ่อชื่อหม่องลัต” เมเมยตอบ หญิงสาวไม่เข้าใจแม้สักนิดว่ามินมินจะถามเรื่องนี้ไปทำไมกัน

“ไม่ใช่หม่องลัต…พ่อฉันชื่อข่ายเฉว่”

“ตลกละพี่มินมิน ทำเป็นจำพ่อตัวเองไม่ได้” เมเมยทำท่าเหมือนจะหัวเราะ หากหัวเราะไม่ออก “ข่ายเฉว่คือใคร ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“ข่ายเฉว่ก็คือพ่อบังเกิดเกล้าของฉัน ท่านเป็นคนโยเดียรุ่นที่สิบ เป็นบุตรชายคนโตของหม่องกุศลและแม่ข่ายคำ”  มินมินไล่ชื่อปู่และย่าให้อีกฝ่ายฟัง

“พ่อหม่องลัตคือบุตรชายคนสุดท้องของหม่องกุศลและแม่คำปัน…พี่ความจำเสื่อมไปแล้วหรืออย่างไร ไปเอาชื่อข่ายเฉว่ และข่ายคำมาจากไหน…ที่ฉ่วยตะเชาไม่เคยมีคนชื่อนี้” เมเมยมีท่าทางหงุดหงิด

ฉ่วยตะเชาเป็นอีกหนึ่งย่านในเขตเมืองมัณฑะเลย์ ที่มีคนโยเดียอาศัยกันอยู่มานานนับร้อยปี คนโยเดียที่ได้รับพระราชทานที่ดินตามแนวคลองฉ่วยตะเชาให้ปลูกเรือนอยู่ เป็นชาวบ้านสามัญธรรมดาที่ถูกกวาดต้อนมาตอนกรุงแตกกลุ่มที่เป็นเจ้านายและขุนนางชั้นสูง

“เราไม่ได้อยู่ฉ่วยตะเชา เราอยู่มินตาซุ” มินมินร้องเสียงแหลม “เลิกแกล้งกันได้แล้วเมเมย ทันวิน…นี่ไม่สนุกเลยนะ”

“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้วน่ะมินมิน” ทันวินอดรนทนไม่ไหว “ฉันจะไม่ทนแล้วนะ…กลับบ้านเดี๋ยวนี้”

“เดี๋ยวก่อน ฉันยังไม่ไปตอนนี้ ขอพูดธุระให้เสร็จก่อน” มินมินถอยหลังกรูด เธอถอยมาแอบอยู่หลังร่างสูงใหญ่ของปรมินทร์ มือเย็นเฉียบราวน้ำแข็งเอื้อมมาเกาะต้นแขนแข็งแรงของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ราวจะยึดเป็นที่พึ่ง “ช่วยฉันด้วยคุณปอ…นี่มันอะไรกันคะ”

“มินมิน…ใจเย็นๆ” ปรมินทร์ที่นิ่งฟังมานาน กระซิบบอกหญิงสาว “ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไป…”

นาฬิกาข้อมือของเขากลับมาทำงานอีกครั้งเมื่ออยู่ในยุคปัจจุบัน มันยังบอกเวลา ๒๐.๑๓ น. อันเป็นเวลาซึ่งเขากระโดดตามมินมินลงไปในรูหนอน

“เรากำลังอยู่ในปัจจุบัน แต่มีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป…แม่ของคุณชื่อซูยาตีก็จริง แต่พ่อของคุณในตอนนี้กลับมีชื่อว่าหม่องลัต ไม่ใช่ข่ายเฉว่…ดูเหมือนจะไม่มีคนชื่อข่ายเฉว่อยู่ด้วยซ้ำ แถมคุณยังแต่งงานแล้วกับทันวิน มีลูก ๒คน ชื่อเฉว่ซอและเฉว่บู…”

“สองคนนั่นคือน้องชายของฉัน” เสียงกระซิบของมินมินสั่นพร่า

“ผมรู้…แต่ตอนนี้น้องสาวของคุณคือเมเมย…ปู่ของคุณชื่อหม่องกุศล แต่ย่าของคุณชื่อแม่คำปัน…” ปรมินทร์พยายามลำดับความคิดกลับไปกลับมาก่อนจะเบิกตากว้าง เมื่อตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“มินมิน…” เสียงเรียกชื่อหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยความตระหนกไม่แพ้กัน “Butterfly effect”

“คะ” มินมินขมวดคิ้ว “Butterfly effect…มันคืออะไรคะ”

“เราเดินทางกลับไปเปลี่ยนประวัติศาสตร์…เจ้าหญิงดาราไม่ได้อภิเษกกับต่อพญายี” เสียงของปรมินทร์สั่นระริกอย่างที่เขาเองก็ไม่อาจจะควบคุม “ต่อพญายีไม่ได้ยกทัพไปอัสสัม ไม่ได้สิ้นชีวิตในสนามรบ…สิ่งที่เรากลับไปเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ปัจจุบันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม…นี่ละที่เขาเรียกกันว่า Butterfly effect…”

Don`t copy text!