คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 1 : มาจากอัลไต

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 1 : มาจากอัลไต

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-1-

 

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

มันเป็นช่วงสายของวันธรรมดา หน้าบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านจัดสรรที่ไม่มีอะไรพิเศษ อุณหภูมิ ๒๕ องศาเซลเซียส กำลังลมไม่แรงเกินพอดี และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้เมืองร้อนโชยขึ้นมาจากสวนเล็กๆ ข้างตัวบ้านชั้นล่าง ไม่มีอะไรปกติไปกว่านี้ แต่นี่คือจุดที่ปาฏิหาริย์ของเราเริ่มต้น

ผมเดาว่าเมื่อเช้าพีรณัฐคงรีบออกไป ประตูห้องนอนแผ่นใยไม้จึงถูกผลักปิดไม่สนิทดี ราวสิบนาฬิกาช่องประตูที่ว่าค่อยๆ แง้มออกอีกครั้ง ผู้บุกรุกพยายามเก็บเสียงลมหายใจฟืดฟาด แต่ก็ยังมีคนรู้ทัน

“เจ้าหมีระวัง! ไอ้ขึ้นช่ายมันมาอีกแล้ว”

ถ้ามีอะไรที่เต้าหู้เกลียดและกลัวมากไปกว่าเครื่องปั่นผ้า ผมบอกได้เลยว่าก็เจ้าขึ้นช่ายนี่ละ ครั้งแรกที่เต้าหู้เจอมันเป็นคืนที่ท้องฟ้ามีสีน้ำเงินเข้ม พี่ณัฐของเขากลับเข้ามาในห้องแล้วคว้าแขนเต้าหู้ขึ้นไปบนเตียง ปกติพี่ณัฐจะนุ่มนวลกับเขาเสมอ แต่ว่าวันนั้นแรงจับแทบจะทำให้เขาเจ็บได้เลย เขาถูกจับกดแผ่นหลังลงกับฟูก แล้วสวมกอดไว้แน่นโดยซุกหน้าลงกับท้องเปลือยเปล่าของเขา

อันที่จริง ในอ้อมกอดของพี่ณัฐคือที่ที่เต้าหู้ชอบอยู่มากที่สุด มากกว่าข้างหัวนอนของพี่ณัฐ หรือแม้แต่บนเตียงข้างๆ เจ้าตัว แต่คืนนั้นเขาไม่สบายใจเลย ปกติลมหายใจของพี่ณัฐอุ่นและเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ การที่เจ้าตัวหายใจกระชั้นเป็นไอร้อนแสดงว่าน่าจะมีเรื่องไม่ดี เต้าหู้กำลังกลัวว่าพี่ณัฐจะไม่สบาย ก็พอดีประตูห้องเปิดออกแล้วคุณป้าก้าวเข้ามา

มีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา ไม่ใช่กลิ่นประจำตัวของคุณป้าที่หวานละมุนๆ แต่ครั้งนี้เป็นกลิ่นนุ่มๆ อันชวนให้รู้สึกอบอุ่น คุณป้าบอกว่า ‘แม่อุ่นนมไว้ให้ กินแล้วไปอาบน้ำซะก่อนนะลูก–’ แต่พูดได้แค่นั้นแกก็ร้องว้าย! เจ้าขึ้นช่ายมันพุ่งตัดหน้าแกเข้ามาที่เตียง ตะกายเกาะขอบเตียงพลางทำเสียงฟืดฟาดอย่างเรียกร้องความสนใจจนพี่ณัฐต้องเงยหันไปมอง นั่นคือวินาทีแรกที่ทั้งเขาและมันได้ผสานสายตา

เต้าหู้ไม่เคยเห็นอะไรน่าเกลียดน่ากลัวอย่างนั้น ลูกตาของมันโปนโตเหมือนจะถลนออกมารอมร่อ ตัวอ้วนตันเป็นสีนวล แต่หน้ากับใบหูกลับดำปี๋ มีหน้าผากย่นเป็นคลื่น พออ้าปาก ลิ้นยาวก็คลี่ม้วนออกมาพร้อมน้ำลายเหนียวเยิ้ม

ทันทีที่เห็นว่าในอ้อมกอดพี่ณัฐมีเต้าหู้อยู่ ตาโปนของมันก็แทบจะลุกเป็นไฟด้วยความริษยา เจ้าขึ้นช่ายเห่าเป็นบ้าเป็นหลังจนสุดท้ายคุณป้าต้องอุ้มมันออกไปแล้วปิดประตูห้อง เต้าหู้ได้ยินเสียงเห่านั้นเงียบหายลงไปที่ชั้นล่าง เขาตกใจตัวแทบสั่น ยังดีพี่ณัฐยังกอดเขาไว้อยู่ เต้าหู้รู้ว่าแค่มีพี่ณัฐ เขาจะปลอดภัยเสมอ

คงเพราะอย่างนี้ ขึ้นช่ายมันจึงคอยหาโอกาสตอนที่พี่ณัฐไม่อยู่ แอบคุณป้าวิ่งขึ้นมาถึงห้อง ก่อนหน้านี้มันเคยเข้ามาทีหนึ่งแล้ว ไม่มีใครในห้องทันระวัง เต้าหู้เองก็ไม่ทันระวัง ตอนนั้นเขานั่งอยู่แถวปลายเตียงพอดี เห็นเขาเข้า มันก็ตะกายขึ้นฝังเขี้ยวลงบนปลายเท้าของเขา เต้าหู้สะดุ้งเฮือก ตกใจจนไม่ทันร้องออกมา ก็ถูกลากออกจากห้อง กระทบกระแทกไปตามขั้นบันได หน้าขาเปียกโชกไปด้วยน้ำลายของมัน พอถึงชั้นล่างเจ้าขึ้นช่ายก็ฉีกขาเขาจนขาด นุ่นที่ยัดอยู่ข้างในกระจุยกระจายออกมา ใครต่อใครในห้องนั่งเล่นกรีดร้องกับโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เต้าหู้ได้ยินเสียงตะโกนว่า

‘ไอ้ขึ้นช่ายมันเอาอีกแล้ว!’

‘ใครช่วยเรียกคุณป้าที ฉันน่ะ ไม่อยากกินไส้เจ้าหมีนี่หรอกนะ!’

ขึ้นช่ายมันคงได้ยิน แทนที่จะฉีกกระชากเต้าหู้ต่อ จึงรีบคาบเขาวิ่งออกจากบ้านไปทิ้งไว้นอกประตูรั้วข้างถังขยะเหม็นๆ ใบใหญ่ นี่ถ้าไม่เพราะคุณป้าเห็นเข้าเสียก่อน เต้าหู้คงต้องจุมปุ๊กอยู่ตรงนั้นทั้งวัน ตอนที่คุณป้าพาเขามาเย็บซ่อม คุณโซฟายังกระซิบว่า ‘ถ้ายูอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ ไอว่ายูโดนขยะเก็บไปชัวร์’ เต้าหู้ไม่ได้กลัวพวกขยะมากไปกว่ากลัวว่าจะไม่ได้กอดพี่ณัฐอีก เขาจึงฝังใจจำด้วยความพรั่นพรึง

หลังจากเย็บซ่อมเสร็จ คุณป้าพาเต้าหู้ไปอาบน้ำใหม่ในเครื่องปั่นผ้า เขาเรียกมันว่า ‘อุโมงค์นรก’ เพราะนอกจากจะมืดแฉะ ยังมีแรงเหวี่ยงไปมาจนเขาเวียนหัวไปหมด แถมพอออกมาตากแดด พี่ณัฐยังบ่นกับคุณป้าอีกด้วยว่านี่ไม่เหมือนเต้าหู้ตัวเก่า ทำให้ไม่อยากกอดเขา

เจ้าขึ้นช่ายยังคงหาทางมาคาบเขาไปทิ้งอีกหลายหน แต่หนหลังๆ มันทำไม่ค่อยสำเร็จเพราะใครๆ ในห้องนอนต่างก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เต้าหู้  อย่างครั้งนี้ คุณหมอนข้างผู้น่าหมั่นไส้เป็นคนร้องเตือน จากที่นั่งห้อยขาอยู่บนเก้าอี้ข้างหัวนอน เขาจึงรีบหดขาขึ้นมาว่องไว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเจ้าขึ้นช่ายจะกลายเป็นฝ่ายตกใจกว่า แทนที่มันจะพยายามตะกายเข้ามาฝังเขี้ยวเหมือนทุกที หนนี้พอเลี้ยวมุมปลายเตียงสู่พื้นที่หน้าระเบียง ร่างอ้วนตันของมันก็ถึงกับหยุดผงะ จากนั้นเห่าเสียงดังอย่างจะเป็นจะตาย

“เหวอ!” เต้าหู้ร้องตกใจพลางลุกยืนบนเก้าอี้ จังหวะที่ยืนขึ้นนี่เอง มุมมองแปลกไปทำให้เขาใจตกไปใต้ฝ่าเท้า

เพื่อจะให้คุณผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกเจ้าหมีของเรา ผมคงต้องขอให้คุณลองสวมมุมมองของเต้าหู้ดูก่อนนะครับ แต่เดิมเต้าหู้สูงราวๆ เมตรเศษเท่านั้น พี่ณัฐไม่เคยยกเขาขึ้นไปไว้บนชั้นสูงมากกว่าหัวเตียงเลย คราวนี้ พอลุกขึ้น สายตาของเขากลับลอยจากจุดเดิมแทบจดเพดาน นี่ละที่ทำให้เขาตกใจ ก็ความสูงมันน่ากลัวน้อยอยู่เสียเมื่อไหร่!

“เจ้าหมี นั่นทำอะไรน่ะ!” คุณหมอนข้างร้องทักด้วยความตกใจทั้งที่ปกติไม่ค่อยตกใจ จากนั้นเสียงคุณน้าผ้าห่มและคุณอื่นๆ ก็ดังตามมา

“ตายแล้ว อะไรของเขาน่ะ!”

“ทำไมเต้าหู้มันกลายเป็นอย่างนั้น!”

เขาให้คำตอบใครไม่ได้กระทั่งตัวเอง เจ้าขึ้นช่ายเห่าบ้าระห่ำขึ้นทุกที แถมแยกเขี้ยวดุร้ายราวกับว่ามันต่างหากคือเจ้าถิ่นและเต้าหู้คือผู้บุกรุก

ท่ามกลางความงุนงงตกใจ เสียงของคุณลุงสมุดโน้ตสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของพี่ณัฐตะโกนขึ้นว่า “มันเอาจริง!” ปกติเสียงของคุณลุงยานคาง แต่ตอนนี้ยังลุกลนขึ้นมา “ประตูระเบียง! ออกไปเร็วเข้า!”

เต้าหู้ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เจ้าขึ้นช่ายจึงดุดันขึ้นมา แม้ว่ามันจะชอบทำร้ายเขาเป็นปกติ แต่รอบนี้กลับดูน่ากลัวกว่าทุกครั้ง

เพราะอย่างนี้ ผนวกกับนับถือความรอบรู้ชาญฉลาดของคุณลุงสมุดโน้ตมาแต่ไหน เต้าหู้จึงพยักหน้าแล้วรีบเอื้อมไปปลดล็อกประตูกระจกระเบียงตามที่เคยเห็นพี่ณัฐทำ จากนั้นเลื่อนเปิด

แค่เห็นเขาเลื่อนเปิด เจ้าขึ้นช่ายก็ทำท่าจะแฮ่เข้ามาใส่ เต้าหู้รีบโผนออกไปแล้วปิดประตูไว้ทันท่วงที

จังหวะที่ประตูปิดสนิทต่อหน้า เงาสะท้อนบนบานกระจกใสปรากฏภาพที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าเก่า

ใครบางคนยืนจ้องเขาอยู่

ใครที่เต้าหู้ไม่รู้จัก ไม่เคยกระทั่งเห็นหน้า!

เขาผงะ ขณะเดียวกันใครผู้นั้นก็ถอยผงะ ชั่วอึดใจหนึ่ง บางอย่างกระซิบเฉลยว่า ใช่แล้ว นั่นมันเรานี่นา!

ผมบอกคุณได้เลยว่าชั่วชีวิตที่ผ่านมา เต้าหู้ไม่เคยตกใจกลัวขนาดนี้มาก่อน ทุกทีที่ส่องกระจก ภาพสะท้อนที่เขาคุ้นเคยคือร่างอ้วนใหญ่นุ่มฟูอย่างตุ๊กตาหมีสีขาวนวล แต่คราวนี้กลับไม่ใช่ กลายเป็นอะไรอีกอย่าง คล้ายๆ กับที่พี่ณัฐของเขาเป็น!

เต้าหู้ก้มหน้า ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู เขาเบิกตากว้างเมื่อพบว่ามือของตัวเองแปรเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ มันมีผิวหนังหยุ่นๆ สีเนื้อ ที่สำคัญ มีนิ้วข้างละตั้งห้านิ้ว!

ก่อนจะสำรวจอะไรได้มากกว่านั้น เสียงกึกกักก็ดังขึ้น

เนื่องจากประตูระเบียงไม่สามารถล็อกได้จากข้างนอก เจ้าขึ้นช่ายเหมือนรู้ เห็นเขาเลื่อนประตูปิดเฉยๆ มันจึงรี่มายกขาหน้าพยายามเขี่ยเปิด สอดจมูกทู่ๆ ออกมาจากช่องประตู อ้าโชว์เขี้ยวโง้งและน้ำลายเหนียวหนืดจนเต้าหู้ต้องโดดหลบ มันฉวยจังหวะนั้นกระแทกหน้าดันประตูเปิดกว้างแล้วพรวดออกมาทั้งตัว “กรรร!”

เต้าหู้หน้าเหวอตกใจ ยกสองมือเป็นเชิงปราม “ขึ้นช่าย นี่ฉันเอง อย่านะขึ้นช่าย!”

คงเพราะเห็นท่าไม่ดี คุณลุงสมุดโน้ตจึงตะโกนขึ้นว่า “ปีนหนี!”

เงยขึ้นหาคุณลุงสมุดโน้ต แต่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือหน้าปัดนาฬิกาใกล้หัวเตียงของพี่ณัฐซึ่งมีแสงสีแดงระบุเวลาและวันที่ ๒๓/๓ ๑๐:๑๒

เต้าหู้ถอยไปสุดทางที่ราวระเบียงพอดีก่อนที่เจ้าหมาจะโดดงั่ม เขารีบยกขายาวขาวเนียนและไม่มีขนปุยของตัวเองข้ามราวระเบียงออกไปยืนด้านนอก พอเห็นเจ้าขึ้นช่ายพุ่งเข้ามาก็รีบย่อตัวโหนลงไปข้างล่าง

ทั้งหมดนี้เป็นไปด้วยสัญชาตญาณ ตุ๊กตาหมีอย่างเขาไม่เคยทำอะไรอย่างนี้มาก่อน มากสุดที่เต้าหู้เคยทำเวลาพี่ณัฐไม่อยู่ในห้องนอน ก็เป็นแค่การปีนป่ายขึ้นไปบนโต๊ะเขียนหนังสือ บนเตียง หรือบนเก้าอี้ ก่อนจะต้องปีนกลับให้ทันก่อนพี่ณัฐหรือคุณป้าเข้าห้องมา

เต้าหู้จึงไม่ทันระวังว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ใช่ตุ๊กตาหมียัดนุ่นอีกแล้ว และในร่างคล้ายๆ กับที่พี่ณัฐเป็นก็ย่อมจะมีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่าพี่ณัฐเวลานอนทับเขา ดังนั้น แค่หย่อนตัวลงไป น้ำหนักร่างใหม่ก็ดึงเขาตกลงไปรวดเร็ว

. . . . . . . . .

 

ในสายธรรมดาๆ นั้น ยังมีสุภาพสตรีผู้หนึ่งกำลังทำเรื่องราวธรรมดาๆ ของเธออยู่เช่นกัน — ถึงแม้ในสายตาของคนทั่วไป คุณมทนาจะไม่ใช่คนสามัญนักก็เถอะ

ถ้ามีโอกาสพบเธอเมื่อสักสิบปีก่อน คุณจะต้องประทับใจในความงามของผู้หญิงคนนี้ ผมใช้คำว่าความงาม ไม่ใช่ความสวย เพราะเธอไม่ใช่คนสวยสะดุดตา เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูน่ารักน่าทะนุถนอม เสียงหวาน พูดเพราะ พออยู่ใกล้จะรู้สึกอบอุ่นใจ เหมือนคุณกลายเป็นเด็กที่มีคุณครูผู้ห่วงใยละเอียดลออคอยปกป้องดูแล

ผ่านมาสิบปี แม้รูปร่างคุณมทนาจะเปลี่ยนไปตรงกันข้าม หญิงวัยห้าสิบเจ็ดปีผู้ท้วมใหญ่นี้ก็ยังทำให้ผู้อยู่ใกล้รู้สึกหวานและอบอุ่นใจเสมอ คุณจะนึกถึงเธอด้วยสีโอลด์โรสหรือโทนพาสเทล ทั้งที่จริงเธอมักปรากฏตัวในชุดผ้าชีฟองยาวกรุยกรายสีเข้ม ตัดกับผมสั้นกุดเหมือนเด็กชาย เป็นสีเงินไปทั้งศีรษะ คุณมทนามีแว่นตากลมกรอบกระสีชา และมักทาปากล้ำขอบไปนิดหนึ่งด้วยสีชมพูดูเป็นมัน ที่ขาดไม่ได้คือห่วงกำไลโลหะบางๆ มากมายส่งเสียงกระทบกันดังแซะๆ และนิ้วสวมแหวนประดับโอปอลเม็ดเกือบเท่าไข่นกกระทา

คุณมทนานอนน้อยลงทุกที ระยะหลังนี้เธอหลับพร้อมกันกับลูกชายที่มักกลับบ้านดึก ถึงกระนั้นกลับตื่นก่อนตั้งแต่ตีสี่ตีห้า เธอพลิกตัวไปมาในผ้าแพรห่มตัว พอหงุดหงิดได้ที่ก็ลุกขึ้นมาเดินนอกห้อง สนทนากับสามีพลางช่วยกันใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดขนหมา ปัดนั่นเช็ดนี่ คุณมทนามีปณิธานจะทำอาหารให้อร่อยให้ได้ก่อนตาย แต่ยังคงไม่มีวันไหนที่ลูกชายออกปากชม เหตุผลหนึ่งเพราะเขามักตื่นสายแทบออกไปทำงานไม่ทัน และได้แต่ตักอาหารของเธอเข้าปาก ๑-๒ ช้อนเพื่อไม่ให้เธองอนหรือเสียกำลังใจเท่านั้น

หลังลูกชายกระวีกระวาดออกจากบ้าน สุภาพสตรีธรรมดาของเราจะหันมาให้อาหารสุนัขตัวโปรด มันมักจะหนีออกจากกรงมานอนอุตุบนโซฟา เป็นสาเหตุให้ขนปลิวว่อนทั่วบ้าน คุณมทนาเคยลองนับมือดูแล้วพบว่า แต่ละวันมันยังนอนมากกว่าเธอเสียอีก

เธอกับสามีจะรับประทานอาหารทีหลังสุด ต่างฝ่ายต่างรักจะปล่อยช่วงเวลานั้นให้ผ่อนคลายไปในโลกแห่งตัวอักษร สามีของเธอโปรดปรานหนังสือคลาสสิคต่างประเทศ ขณะที่คุณมทนามักสะอึกสะอื้นอยู่ในสวนอักษรของลักษณวดี โบกปีกฝันไปในโลกมายาของจุฑารัตน์ หรือท่องจินตนาการไปกับท่วงลีลาของแก้วเก้า เธออ่านหนังสือได้คราวละนานๆ พินิจและไต่สายตาไปทีละตัวอักษร กว่าเสียงเครื่องซักผ้าจะดังเรียกให้เอาผ้าออกไปตาก ก็พอดีแดดข้างนอกเริ่มจะร้อนแล้ว

วันนี้ก็เหมือนทุกวัน หลังจากหนีบผ้าของทั้งตัวเองและลูกชายบนราวตากข้างตัวบ้าน คุณมทนาหยิบหมวกฟางปีกกว้างประดับดอกไม้พลาสติกสีชมพูเข้ากับสีลิปสติกขึ้นมาสวม ก้าวหยิบบัวรดน้ำพลาสติกไปเติมน้ำจากก๊อกข้างรั้ว รั้วของหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้ก่อปูนแล้วเว้นบางช่วงใช้เหล็กดัดเพื่อให้ดูโปร่ง รอบตัวบ้านมีพื้นที่เล็กน้อย แต่คุณมทนาก็ใช้พื้นที่เล็กน้อยนี้ปลูกต้นไม้ของเธอจนเขียวขจี ผลิดอกและผลงดงามสะพรั่งจนใครๆ ในหมู่บ้านต่างชี้ชม

ด้วยพื้นที่เพียงเท่านี้ ลูกชายโทนของเธอมักบ่นว่า ‘แม่ใช้สายยางรดเอาก็ได้ จะไปรองน้ำแล้วยกเองให้เหนื่อยทำไม’

คุณมทนาจะมอบรอยยิ้มของคุณครูประวัติศาสตร์ใจดีให้เขา ตอบด้วยท่วงท่าและเสียงสูงต่ำคล้ายกำลังสอนเด็กน้อย

‘ใช้บัวรด หยดน้ำจะละมุนละไมกว่า แล้วแม่ก็จะได้เดินออกไปทักทายต้นไม้แต่ละต้น ดอกไม้แต่ละดอก ขอบคุณที่เขาออกดอกและผลให้เราชื่นใจไงลูก’

การออกเสียงภาษาไทยของเธอชัดเสมอกันทุกคำ

วันนี้ ระหว่างที่กำลังใช้กรรไกรเล็มใบเฉาจากต้นเข็มสีชมพู คุณมทนาฮัมเพลงสัญญาใจของนักร้องวงโปรดตั้งแต่สมัยเธอยังเป็นครูสาววัยยี่สิบกว่า จู่ๆ เรื่องประหลาดเรื่องแรกของวันธรรมดาก็อุบัติขึ้น

ฉันจะเป็นฟ้า คุ้มครองผองภัยให้เธอ สุขเสมอ ทั้งวันและคืน ใจอยากเอ่ยว่าฉันรักเธอเท่าฟ้า--” (1)

อะไรบางอย่างร่วงตัดหน้าลงมา หล่นบนกอเข็มดังสวบ!

“โอ๊ย!” อะไรที่ว่าร้องออกมาเสียงดัง

ที่แท้เจ้าตัวคือหนุ่มน้อยวัยอ่อนกว่าลูกชายของเธอ ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีเสื้อผ้าติดอยู่แม้แต่ชิ้นเดียว มองเห็นผิวพรรณหมดจดขาวนวลเหมือนน้ำเต้าหู้

แทนที่คุณมทนาจะตกใจ เธอแหงนมองขึ้นไปเบื้องบน พ้นจากชายคาระเบียงคือฟ้าสีครามสดใส วันนี้แทบไม่มีปุยเมฆด้วยซ้ำ

เมื่อก้มลงมาที่หนุ่มปริศนาอีกที คุณมทนาจึงค่อยเบิกตา อ้าปากค้าง — เป็นรูปปากอันแสดงถึงรอยยิ้มกว้าง

“ใช่จ้ะ พ่อคิดเหมือนแม่” เธอพยักตามคำของสามีโดยไม่ได้หันไปมองตา อุทานขึ้นว่า “เจ้าชายน้อย!”

ต่อเมื่อพ่อหนุ่มน้อยขยับตัวแล้วสูดปาก “ซู๊ด!” คุณมทนาจึงรู้สึกตัว กุลีกุจอเข้าไปหา ถามเขาว่า “เจ้าชายน้อย เจ็บมั้ยลูก”

ทั้งที่ยังหน้าเหย เจ้าชายน้อยช้อนดวงตาใสแจ๋วของเขาขึ้นมาจ้องเธอ น่าแปลก ในวี่แววของความตกใจ ดูคล้ายจะมีความคุ้นเคยกันอยู่ก่อนแล้ว คุณมทนาไม่ทันสนใจ เพราะจู่ๆ เสียงหมาที่เธอเลี้ยงไว้ก็เห่าดัง จนเธอต้องแหงนขึ้นไปตามเสียง

“ขึ้นช่ายเอ๊ย! นี่เจ้าชายน้อยที่พ่อเขาชอบเล่าให้เราฟังไงล่ะ ไม่ต้องตกใจไปหรอกลูก”

เจ้าหมาบนระเบียงครางหงิงด้วยความงงงวย

เธอก้มลงมาคุยกับเจ้าชายน้อยต่อไปว่า “ไม่ต้องกลัวนะลูก ขึ้นช่ายมันคงแปลกใจที่เห็นคนหล่นลงมาจากฟ้า”

ก่อนที่หนุ่มแปลกหน้าจะได้พูดอะไร คุณมทนาก็ช่วยประคองเขาลุกจากพุ่มเข็มที่ยับเยินลงไปเล็กน้อย “เจ็บจนพูดไม่ออกเลยเหรอจ๊ะ โถๆ”

เขาสูงโย่งยิ่งกว่าที่ลูกชายของเธอสูง ถึงดูผอมแต่ก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ จึงมีน้ำหนักมากกว่าที่เธอจะช่วยได้ง่ายๆ

“ต้นไม้มันคงบาดเนื้อเราสิ เล่นไม่ใส่อะไรมาเลยอย่างนี้”

อีกฝ่ายยังคงไม่พูดอะไร ได้แต่พยักเหมือนยังไม่แน่ใจอะไรหลายอย่าง ถึงกระนั้นก็พยายามลงน้ำหนักบนขาของตัวเอง ทั้งที่เห็นว่าน่าจะเจ็บตามตัวอยู่บ้าง ท่าทางคงเกรงใจและกลัวว่าเธอจะรับน้ำหนักเขาไม่ไหว

“ได้มั้ยลูก ได้มั้ย” คุณมทนารอจนเขาถนัดขึ้นแล้วจึงปล่อยมือ

เจ้าชายน้อยมองเธออย่างกลัวๆ บอกว่า “ขะ…ขอบคุณฮะคุณป้า”

“ไม่เป็นไรจ้ะ” น่าแปลกที่คำตอบของเธอดูจะทำให้เขาตะลึงใจ คุณมทนาหัวเราะขำเพราะคิดว่าเจ้าชายน้อยอาจยังงงงวยกับมนุษย์โลก จึงแนะนำว่า “เดี๋ยวเข้าไปในบ้านก่อนแล้วกันนะ ป้ากับลุงช่วยทำแผลให้”

อีกฝ่ายยังดูขัดขืนด้วยความกลัว คุณมทนาเกือบจะงง แต่แล้วก็มีเสียงแกร็กๆ! ดังขึ้นจากด้านในประตูบ้านอันเป็นบานกระจกใส เจ้าขึ้นช่ายคงเพิ่งวิ่งจากห้องนอนลูกชายเธอลงมาถึง มันพยายามใช้ขาหน้าตะกุยตะกายเพื่อให้ประตูเลื่อนเปิด พลางเห่าอย่างจะห้ามไม่ให้เธอยุ่งกับคนแปลกหน้า

“อย่ายุ่งนะขึ้นช่าย” เธอยกนิ้วชี้ ต่อเมื่อเจ้าหมาอ้วนยังไม่หยุดก็บอก “เดี๋ยววันนี้จะไม่ทำปลาทูนึ่งให้กิน”

เท่านั้นมันก็คอตก ตาโปนเศร้าดูละห้อยลงไปอีก

คุณมทนาหันไปส่ายหน้ายิ้มกับสามีด้วยนัยอันเข้าใจระหว่างกัน ดูจะมีก็แต่เจ้าหมาตะกละที่รักในรสมือของเธอจนยอมได้ขนาดนี้

“ขึ้นช่ายมันชอบกินเมนูนี้มากจ้ะ–” เธออธิบายให้เจ้าชายน้อยฟังขณะพาเขาก้าวมาที่ประตูหน้าบ้าน โชคดีช่วงสายอย่างนี้ไม่มีใครเดินผ่านไปมา บ้านจัดสรรของคุณมทนาก็เหมือนบ้านจัดสรรส่วนใหญ่ในเมืองนั่นละ ถ้าเป็นวันทำงานหนุ่มสาวก็จะไปออฟฟิศ เด็กๆ ไปโรงเรียน เหลือแต่คนแก่ที่ไม่กล้าสู้แดดคอยนั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้าน ครั้นเป็นวันเสาร์เช่นนี้ ส่วนใหญ่ออกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พาลูกๆ ไปเรียนพิเศษ อาณาบริเวณรอบหมู่บ้านจึงเงียบเหงาอยู่ร่ำไป

“–ใช้ปลาทูนึ่งผสมกับผักต้มแล้วก็หั่นเป็นลูกเต๋า พวกแครอท ข้าวโพด มันฝรั่ง กับบรอคโคลี่ หมาพันธุ์นี้ต้องระวังของกินให้มัน ไม่งั้นอ้วนแล้วเป็นโรค ก็เหมือนคนนั่นละ เจ้าชายน้อยอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ”

หญิงเจ้าของบ้านหัวเราะรื่นรมย์ขณะเลื่อนบานประตูกระจกเปิดออก ผมบอกได้เลยว่ากลิ่นหอมอ่อนๆ ในบ้านที่อวลออกมาทันทีนั้น จะทำให้คุณนึกถึงกลิ่นหวานละมุนของตัวเธอนั่นเอง คุณมทนาก้าวเข้าไปก่อน ครั้นเจ้าชายน้อยเห็นเจ้าหมาหน้าเหี่ยวดำยังนั่งหน้าคว่ำจ้องตาขวาง เขาก็ดูจะกลัวๆ กล้าๆ ไม่แน่ใจว่าจะย่างเท้าเข้ามาดีหรือไม่ เธอจึงรุนหลังเขาแผ่วเบา ถามว่า “เจ้าชายน้อยชื่ออะไรล่ะลูก”

“ตะ…เต้าหู้เองฮะ” เขาตอบพลางยอมก้าวตาม แต่ก็ยังไม่วายจับตาเจ้าหมาว่าจะโจมตีเข้ามาเมื่อไหร่

“เต้าหู้ ชื่อคุ้นจัง”

“คือ…”

“พ่อล่ะก็” เธอหันไปบอกสามี “จะมีเจ้าชายน้อยมาอยู่เป็นเพื่อนก็ไม่บอกกันก่อน”

“คุณป้าฮะ”

“น่ารักถูกใจแม่มากจ้ะ” ว่าแล้วเธอก็หันมาบอกเขา “เต้าหู้นั่งลงที่โซฟานั่นก่อน เดี๋ยวป้าไปเอาเสื้อผ้าแล้วก็เครื่องมือทำแผล ไม่ต้องกลัวขึ้นช่ายมันนะ ไอ้หมานี่มันดีแต่ตะกละ ไม่ค่อยได้เห่าได้กัดใครเขาหรอก”

ราวกับรู้สึกว่าถูกหยามน้ำหน้า เจ้าหมาอ้วนตันที่ย่างสามขุมตามมาข้างหลังส่งเสียงฮึ่มฮั่ม

เจ้าชายเต้าหู้สะดุ้งไหล่ตั้ง “น่ะ…นั่นไง!”

“มันขี้เล่น–”

ไม่ทันจบคำ เสียง “เอ๋ง!” ก็ดังขึ้น เจ้าหมามัวจ้องแขกจนก้าวไปชนสตูลนั่งทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ตะกร้าสานที่คุณมทนาเพิ่งเอาผ้าไปตากและวางพักไว้หล่นลงมาครอบมันทั้งตัว มันเริ่มตะกายเพื่อจะออกไปให้พ้นจากกรงชั่วคราว

หญิงสูงวัยหัวเราะขำแล้วปลีกตัวห่างไป ปล่อยให้แขกลดกายลงบนโซฟา สายตายังจับตะกร้าที่เคลื่อนไปชนข้าวของทางนั้นทีทางนี้ที

รอจนลับหลังคุณมทนา แขกของบ้านจึงรีบลุกสู่จุดที่หมาในตะกร้าจะไม่สามารถวิ่งมาถึงตัว ครั้นรู้สึกปลอดภัย และคลายจากอาการเจ็บแสบบาดแผลแล้ว หัวคิดก็หวนมาจดจ่อเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

เขาเป็นตุ๊กตาหมีเต้าหู้ อยู่ดีๆ กลับกลายเป็นคน แล้วนี่ก็ยังกลายเป็นเจ้าชายน้อยของคุณป้าอีก!

ไม่รู้จะทำยังไงดี ทางเดียวที่คิดออกก็คือ ต้องขอให้พี่ณัฐช่วย พี่ณัฐต้องช่วยเราได้แน่ๆ!

ให้คำตอบตัวเองได้อย่างนั้น ใจก็ประหวัดต่อไปถึงโทรศัพท์ แม้เต้าหู้จะอยู่แต่ในห้องนอน ไม่รู้เรื่องอะไรมากมายนัก แต่เขาก็คุ้นเคยกับของสิ่งนี้ ปกติเวลาพี่ณัฐกลับบ้านมา เจ้าตัวมักจะนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง บางครั้งก็ใช้พูดคุยกับเพื่อนๆ นี่ถ้ามีโทรศัพท์เครื่องอื่นอีก เขาก็ย่อมจะใช้โทรไปขอความช่วยเหลือจากพี่ณัฐได้ เมื่อกี้ตอนที่คุณป้าถามเขาแล้วเขาตอบ คุณป้ายังได้ยินเสียงเขาเลยนี่นา คนอื่นก็น่าจะได้ยินเหมือนกัน

พยายามสอดส่องสายตา พบว่ามีโทรศัพท์เครื่องหนึ่งวางอยู่ข้างโทรทัศน์เครื่องใหญ่ เสียแต่บริเวณนั้นโล่งจนน่ากลัวว่าเจ้าขึ้นช่ายจะวิ่งใส่เขาได้

เต้าหู้ตัดสินใจ เรื่องนี้สำคัญกว่าจะมานั่งกลัว เขายืดคอสังเกตว่าเจ้าขึ้นช่ายกำลังทำอะไร ปรากฏว่าหวายเส้นหนึ่งที่สานเป็นตะกร้าหลุดไปเกี่ยวกับมุมตู้ มันกำลังง่วนกับการยื้อตัวเองออกมา เต้าหู้เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดี จึงรีบย่องไปเอื้อมหยิบโทรศัพท์ โดยสายตายังสลับไปที่เจ้าหมา

ทันทีที่โทรศัพท์ตกอยู่ในมือ เจ้าหมาอ้วนก็ดันตะกร้าหลุดจากตู้ได้ มันรีบห้อตะบึงทั้งฝาครอบพุ่งมาใส่เขา เต้าหู้ใจหายวาบ โชคดีที่ตอนนี้ขาของเขายาวเฟื้อยเท่าๆ พี่ณัฐ แค่โดดยาวๆ สองก้าวก็ปีนขึ้นไปยืนหลบบนโซฟาได้ ปล่อยให้ตะกร้ากับเจ้าขึ้นช่ายพุ่งชนตู้วางทีวีจังใหญ่จนมันน่าจะมึน

โล่งใจไปเปลาะ ทีนี้ก็ดึงสายตากลับมาที่โทรศัพท์ เคยเห็นพี่ณัฐกดตรงนั้นตรงนี้ แต่เขาไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง

พลันนั้นเอง โทรศัพท์เครื่องแบนๆ ของคุณป้าก็สว่างวาบขึ้น มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาว่า “สวัสดี-พ่อตุ๊กตาหมี”

เต้าหู้สะดุ้งเบิกตา “คุณรู้?!”

“โทรศัพท์ของคุณมทนา-รู้ดี-ทุกอย่าง”

ประโยคนั้นน่าจะแสดงถึงความภาคภูมิใจ แต่เสียงของเธอกลับราบเรียบ จนแทบจะเหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ เลย แถมคำพูดก็เป็นห้วงๆ ผิดจังหวะปกติ

“โอ๊ะโอ” จู่ๆ อีกเสียงก็แทรกขึ้น “การที่ยูมีแอปปลิเคชั่นกูเกิ้ลฝังอยู่ในตัว ฮีรู้ แต่ไม่ได้หมายความว่ายูจะรู้ด้วยนะจ๊ะดาร์ลิ่ง”

“คุณโซฟา!” เต้าหู้อุทาน พอรู้สึกว่าตัวเองกำลังเหยียบเจ้าของเสียงนั้น เขาก็บอก “ขอโทษฮะ” พลางลดกายลงนั่ง

“อิท’ ส โอเค แฮนซั่ม!” คุณโซฟาส่งเสียงใสอย่างสาวเปรี้ยว “ถ้ายูสงสัยนะ โซฟาอย่างไอชิกได้ด้วยตัวเอง ไอใฝ่รู้ด้วยการนั่งดูโทรทัศน์กับยายบ๊อง”

“อย่าเรียกเจ้าของ-โทรศัพท์ของคุณมทนา-ว่า-ยายบ๊อง” เสียงโมโนโทนของคุณโทรศัพท์เถียงขึ้น เทียบว่าต้องแข่งกับเสียงอันเต็มไปด้วยจริตจะก้านของคุณโซฟาแล้วช่างน่าอึดอัดใจแทนเธอ “คุณมทนาก็แค่–”

“แค่ว้อท ฮัสแบนด์ตายแล้วยังคุยกันได้ในอากาศ เลิฟ อิส อิน ดิ แอร์?”

“เอิ่ม…” คุณโทรศัพท์กระแอม “กูเกิ้ล คุณมทนาเป็น-อะไร”

“ดะ…เดี๋ยวฮะ” ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามมากไปกว่านี้ เต้าหู้รีบหย่าศึก “ผมแค่อยากให้คุณโทรศัพท์ช่วยโทรหา–”

“โทรศัพท์ของ-คุณมทนา” เธอเน้นย้ำด้วยเสียงเรียบๆ เหมือนเดิม อันเป็นผลให้คุณโซฟาร้องแทรกขึ้นว่า

“ก้อช!”

แต่เต้าหู้ไม่สนใจ เขาตอบเฉพาะคุณโทรศัพท์ว่า “ฮะๆ คุณโทรศัพท์ของคุณมทนา ผมแค่อยากให้คุณช่วยติดต่อพี่ณัฐ ดูสิ จู่ๆ ร่างตุ๊กตาหมีของผมก็กลายเป็นแบบนี้” เขายกมือขึ้นสะบัดจากไหล่ลงไปยังท่อนล่างเปล่าเปลือย

ปลายนิ้วที่สะบัดเหมือนชี้ไป ‘ข้างล่าง’ ทำให้คุณโซฟาแทรกขึ้นอีกด้วยคำเดิมแต่เสียงต่ำๆ เหมือนกำลังเบิกตา “ก้อ…ช”

“ตุ๊กตาหมีกลายเป็นคน?!”

“ใช่ฮะ–” เต้าหู้รับคำแล้วเพิ่งรู้ตัว เขาสะบัดหน้าไปทางต้นเสียง “คุณป้า!”

เห็นคุณมทนาก้าวกลับมาถึงพร้อมเสื้อผ้าและเครื่องมือแพทย์ คุณโซฟาบ่นว่า “ยายบ๊องมาแล้ว”

“นี่!” คุณโทรศัพท์ของคุณมทนาว่าด้วยเสียงต่ำๆ เช่นเคย

คุณป้าผู้ไม่ได้ยินเสียงใดเลยพูดกับเต้าหู้ต่อไปว่า “อย่างนี้นี่เอง ถึงว่าน่ารักน่าชัง ตุ๊กตาตัวไหนล่ะจ๊ะ เจ้าชายน้อย”

“ตะ…เต้าหู้ฮะ”

“อ้อ” คุณมทนายกนิ้วชี้แบบเพิ่งนึกได้ “จริงด้วย ชื่อเต้าหู้ แหมป้าก็ติดปากไปแล้วว่าเจ้าชายน้อยเนอะ”

“หมะ…ไม่ใช่ฮะคุณป้า ผมหมายถึง เต้าหู้น่ะฮะ เต้าหู้ที่อยู่ในห้องพี่ณัฐ ตัวขาวๆ”

“นั่นสิๆ โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อขนาดนี้เชียว มาเถอะ เดี๋ยวป้าจะทายาที่สะโพกให้ แล้วเราจะได้ใส่เสื้อผ้าโนะ”

เห็นได้ชัดว่าคุณมทนาแสร้งเออออเหมือนปะเหลาะเด็ก

ระหว่างที่มืออูมอันมีหลังมือเหี่ยวของคุณมทนาค่อยๆ คีบสำลีเหยาะทิงเจอร์เคลื่อนเข้ามาใกล้สะโพกของเต้าหู้ จู่ๆ เสียง “ว้าย!” ของสาวรายหนึ่งก็ร้องดัง เขาสะดุ้งโหยง ปรากฏว่าคราวนี้เจ้าของเสียงคือรองเท้าแตะข้างซ้ายที่คุณมทนาใส่อยู่

“ปะ…เป็นอะไรฮะ” เต้าหู้ถาม

คนพยาบาลเลยเป็นฝ่ายงง “ป้าสิต้องถาม สะดุ้งทำไมลูก”

ต่ำลงไปข้างล่าง เสียงหนุ่มหนึ่งตอบสาวรายที่ร้องเมื่อกี้ “จิ๋วน้อย กลัวอะไรหืม”

เมื่อสอดสายตาตามลงไป เต้าหู้จึงพบว่า ผู้ถามคือรองเท้าแตะข้างขวาของคุณมทนา

แฟนสาวของเจ้าตัวตอบว่า “พี่ชาย ก็คุณป้าตัวหนักจะตาย เหยียบทีจิ๋วน้อยแทบจะแบนหายใจไม่ออกง่า นี่ตั้งมือซะขนาดนั้น เดี๋ยวขาน้องหมีก็บุบกันพอดีง่ะ”

“โอเว่อร์แอ๊ค!” คุณโซฟาจิกได้ทุกคน

ได้ยินคุณรองเท้าข้างซ้ายว่าไว้อย่างนั้น เต้าหู้จึงยิ้มแหยบอกคุณป้า “ผะ…ผมไม่เป็นอะไรฮะ คุณป้าช่วยเบามือหน่อยนะฮะ ผมกลัวเจ็บ”

“โดนซะบ้างก็ดี!” คุณรองเท้าแตะข้างขวาทำเสียงแค่นในลำคอ (ผมหมายถึง ถ้าเขามีคอ) “เจ้าตุ๊กตานั่นมันก็แค่มายาคติของชนชั้นนำ ถูกกอด ถูกเชิดชู ไม่เคยต้องมาอยู่ใต้เท้าให้ใครเหยียบเหมือนเรา เหยียบแล้วยังจะลืม ไม่เคยเอาเราไปซักด้วยซ้ำ คราวนี้จะได้รู้บ้างว่าอำนาจนิยมมันเป็นยังไง!”

สำลีกำลังจะโปะเข้ามาที่แผลอันเป็นรอยขีดแดงๆ บนเนื้อเนียนขาวจั๊วะ แต่แล้วเจ้าของแผลก็พูดขึ้นอีก “คุณป้าฮะ”

สำลีมีอันต้องชะงักอีกหน คุณมทนาเลิกคิ้ว

“เดี๋ยวช่วยโทรหาพี่ณัฐทีได้มั้ยฮะ ผมต้องบอกพี่ณัฐให้รู้ก่อน ไม่งั้นพี่ณัฐอาจจะตกใจฮะ”

“ไม่เป็นไรหรอกลูก” ดูเหมือนคุณมทนาจะเข้าใจไปอีกอย่าง “ตาณัฐต้องเข้าใจ แกเป็นเด็กน่ารัก แล้วถ้าป้าบอกให้หนูอยู่ที่นี่ ตาณัฐจะขัดได้ยังไง จริงมั้ยจ๊ะ”

คุณมทนามือเบากว่าที่คุณรองเท้าข้างซ้ายพูดให้เต้าหู้กลัว เธอช่วยทำแผลให้เขาจนเสร็จก่อนเที่ยง จากนั้นจับเจ้าขึ้นช่ายใส่กรง พลางให้เขาสวมชุดพี่ณัฐตัวที่เธอเลือกหยิบมาให้ มันเป็นเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้นที่เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนพี่ณัฐชอบใส่ออกจากบ้านในวันสุดสัปดาห์ ฉะนั้นถึงแม้ขนาดเสื้อจะค่อนข้างเล็กจนรัดตัวเขา และขากางเกงก็ลอยเต่อจนเห็นขาอ่อน แต่เจ้าหมีน้อยของเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“หล่อเชียวนะพ่อ” คุณมทนาหันคุยกับอากาศ ขณะยืนคู่กันกับเต้าหู้อยู่หน้าบานกระจกเงา

ตอนนั้นเองที่เต้าหู้ได้เห็นตัวเองชัดเจนเป็นครั้งแรก — หมายถึงครั้งแรกที่กลายร่างเป็นคน

ผู้ชายในกระจกตรงหน้านี่ช่างไม่น่ากอดเอาซะเลย ตัวก็สูงผอม ที่เป็นเนื้อก็อัดเป็นกล้ามแข็งปั๋งเสียส่วนใหญ่ ทุกส่วนหนั่นแน่น ขนก็เป็นแค่ไรอ่อนๆ ปกผิวตึงลื่นสีขาวแกมชมพู เป็นผิวที่บอบบางจนบางช่วงเห็นเส้นสีน้ำเงินข้างใต้เลยทีเดียว แล้วตามลำแขนกับหลังมือก็มีลายเส้นใหญ่คล้ายรากไม้ปูดโปน ซึ่งทำให้ดูแข็งไม่น่ากอดยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้ชายคนที่เขาเห็นนี้ไม่ได้ตัดผมยุ่งๆ แบบพี่ณัฐ แต่ผมเส้นเล็กละเอียดออกสีน้ำตาลเข้มยาวปรกลงมารอบหน้าผาก เรี่ยคิ้วเข้มหนาสีดำสนิท ตัดกับผิวสีซีดจัด หน้าของเขาไม่ได้กลม แต่เป็นรูปรี ยังดีที่ส่วนแก้มค่อนข้างนุ่มหยุ่นเป็นลูกสีอมชมพู ดวงตาก็ไม่ใช่ลูกกระดุมอีกต่อไป แต่เป็นลูกตากลมโตสีน้ำตาลเข้มของคนจริงๆ ในรูปตาค่อนข้างเรียว มีขนตายาว และเปลือกตาพับซ้อนเป็นชั้นเล็กๆ

แน่นอน จมูกของเขาก็เล็กลงด้วย ดูโด่งแหลมกว่าเก่า ตรงปลายไม่ใช่วงกลมสีดำอีกต่อไป ริมฝีปากก็ไม่ได้เป็นเพียงเส้นด้ายวาดรอยยิ้มไว้ แต่จีบหยักเป็นสีชมพูระเรื่อเหมือนกับริมฝีปากของพี่ณัฐ

ใช่แล้ว เต้าหู้ไม่พอใจ แต่เพราะคุณป้าพูดอย่างนั้น และเขารู้ว่า ‘หล่อ’ มีความหมายว่าเป็นผู้ชายที่ดูดี เต้าหู้จึงคิดว่ามันอาจจะดีก็ได้ เพราะเขาเองก็เคยเห็นว่าพี่ณัฐพิมพ์โทรศัพท์มือถือตอบเพื่อนว่าชอบคนหล่อๆ

หลังจากมื้อกลางวันที่คุณมทนาทำเองและคะยั้นคะยอให้เขารับประทาน เต้าหู้ยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น แต่เพราะคุณโทรศัพท์ของคุณมทนายึดถือคำของเจ้าของ จนแล้วจนรอดเธอจึงยังไม่ยอมช่วยเต้าหู้อยู่นั่นเอง ข้าวของส่วนใหญ่ก็มักจะเชื่อฟังเจ้าของอย่างนี้ละ ในที่สุดเต้าหู้ของเราจึงใช้เวลาที่เหลือทั้งวันไปกับการหมกมุ่น และลุ้นว่าพี่ณัฐจะหาทางช่วยเขาได้หรือไม่

เพื่อไม่ให้เสียพื้นที่หน้ากระดาษไปมากมาย และคุณก็รู้อยู่แล้วว่าเวลาในเรื่องเล่ามักจะก้าวช้าหรือไวกว่าปกติเสมอ ผมจะขอพาข้ามไปยังตอนที่คุณและเต้าหู้ก็รออยู่เลยแล้วกัน

มันเป็นช่วงสามทุ่มเกือบๆ สี่ทุ่ม

ปกติคุณมทนามักนั่งดูทีวีบนโซฟาเพื่อรอลูกชาย เธอนอนช้า ตื่นไว แต่วันนี้กลับเผลอหลับไว คงเพราะออกกำลังมากกว่าปกติจนเหนื่อย

เหมือนกับบ้านอื่นๆ พอเจ้าของบ้านหลับใหล ข้าวของในบ้านก็จะเริ่มขยับยืดเส้นยืดสายหลุดจากภาวะนิทรา มีมนุษย์ไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้ (เท่าที่จำได้ ผู้ชายที่รู้คนหนึ่งนำมันไปสร้างเป็นการ์ตูนดังระดับโลก) ด้วยเหตุนี้ เวลาที่มนุษย์หันไปทางอื่น หรือมองไปในความมืด แล้วเห็นบางอย่างขยับไหวทั้งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ พวกเขาจึงหลงเชื่อว่าโลกนี้เต็มไปด้วยภูตผี ทั้งที่จริงภูตผีมีไม่มากนักหรอก พวกข้าวของจอมซนที่ทำตัวแข็งไม่ทันต่างหาก

คุณโซฟาบ่นว่า “ยายบ๊องมานอนทับอย่างนี้ ไอก็ต้องแข็งต่อไปอะโลนเนี่ยนะ น้อทแฟร์!”

“ความยุติธรรมมันก็เป็นแค่วาทกรรมอยู่แล้ว” คุณรองเท้าแตะข้างขวาโต้ ระหว่างพยายามคลานต้วมเตี้ยมเพื่อเขย่งปีนขึ้นมาบนโต๊ะรับแขกกระจก “จิ๋วน้อยช่วยพี่หน่อย”

เพราะคุณรองเท้าแตะข้างขวาเตี้ยกว่าโต๊ะรับแขกพอสมควร เมื่อปีนถึงขอบโต๊ะ ร่างของแกจึงห้อยร่องแร่งน่าหวาดเสียวว่าจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่ “จิ๋วน้อย”

เห็นว่าคุณรองเท้าแตะข้างซ้ายยังสัปหงกอยู่ในนิทรา เต้าหู้รีบยื่นมือไปช่วยรับไว้ คุณรองเท้าแตะข้างขวาตกใจจนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ต่อเมื่อถูกวางลงบนโต๊ะเรียบร้อยก็เหลียวไปมองเจ้าของมืออย่างไม่มั่นใจ ในที่สุดจึงแสร้งสะบัดตัวจากมือเขาแล้วร้อง “หึ!” อย่างถือเนื้อถือตัว คลานต่อไปกดตัวเลขบนรีโมทคอนโทรล

“มนุษย์ชนชั้นกลางโง่เง่า ดูแต่รายการโง่เง่า” เจ้าตัวว่า หน้าจอถูกเปลี่ยนจากรายการแข่งขันร้องเพลงโปกฮา กลายเป็นคุยข่าวเคร่งเครียด

“คุณมทนา-เอาแต่-นอน” คุณโทรศัพท์พูดขึ้นบ้างด้วยเสียงโมโนโทนของเธอ “ไม่รู้ป่านนี้-น้องณัฐอยู่ไหน ปกติไม่เคย-กลับดึก-อย่างนี้”

“เฮ่ลโล้ การที่ชีใช้ยูโทรหาลูก ไม่ได้แปลว่าลูกเป็นของยูอีกคนจ้ะซิส”

“คนอย่างเธอ-จะไปรู้-อะไร ลูกเป็น-แก้วตา-ดวงใจ ถ้าลูกไม่อยู่ เราก็ตาย”

“ถ้าจิ๋วน้อยมีลูกได้บ้างก็คงจะดี” คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายตื่นขึ้นรำพึงบ้าง

คู่รักของเธอหันมองด้วยสายตาสงสาร “เรามีลูกไม่ได้ถ้าเรายังไม่มีปัญญาเลี้ยงนะจิ๋วน้อย สังคมทุกวันนี้ไม่เหมาะกับการ–”

“พวกประสาท!” ในที่สุดคุณโซฟาถึงกับสบถเป็นคำไทยชัดขึ้นมา “ลูกไม่ใช่แบตเตอรี่ ถึงจะหลุดมาจากตัวเธอเหมือนกันก็เถอะ แล้วรองเท้าที่ไหนสอดกันแล้วท้อง!”

คุณโทรศัพท์แสร้งทำไม่ได้ยินเสียงของคุณโซฟา เธอเปิดแอพพลิเคชั่นข้อความขึ้นมาเองแล้วเริ่มพิมพ์ว่า ณัฐอยู่ไหนแล้วลูก

ก่อนที่ข้อความดังกล่าวจะถูกส่งไป เสียงรถยนต์ก็ดังขึ้นที่หน้ารั้วบ้าน ตามมาด้วยเสียงกริ่งที่หน้าประตู

เชิงอรรถ :

(1) สัญญาใจ – วงชาตรี

Don`t copy text!