คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 6 : ศรีปราชญ์

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 6 : ศรีปราชญ์

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-6-

 

การทำความสะอาดบ้านเป็นงานที่ยากมากในความรู้สึกของเต้าหู้

เรื่องใช้แรงงานนั้นไม่เท่าไหร่ แต่นี่เป็นงานที่ทำกันไม่มีวันเสร็จ เมื่อคุณเช็ดโต๊ะแล้วมาถูบ้าน แค่ไม่นานโต๊ะตัวเก่าก็จะมีฝุ่นจับให้ต้องเช็ดใหม่ วนไปอย่างนี้ทุกๆ วัน

นอกจากนั้น ความยากเป็นพิเศษของงานนี้เกิดจากเจ้าหมีของเราต้องเริ่มเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือต่างๆ ใหม่ทั้งหมด ไหนจะไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาชนิดนั้นชนิดนี้ โดยเฉพาะคุณเครื่องดูดฝุ่นที่มีอุปกรณ์ประกอบร่างต่างๆ นานา โชคดีที่แม้เธอจะมีเชื้อสายญี่ปุ่น แต่ก็เกิดที่ไทยและสามารถพูดภาษาไทยได้คล่อง เวลาที่เต้าหู้ใช้งานผิด เธอจึงสามารถบอกเตือนเขาได้ นิสัยว่าง่ายของเต้าหู้ทำให้ใครๆ ก็เอ็นดูและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเขา

แต่ก็นั่นละ ถึงจะพร้อมให้ความช่วยเหลือเขา ก็ไมได้หมายความว่าจะพร้อมให้ความช่วยเหลือเครื่องใช้รายอื่นๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ ในบ้านของเรา ข้าวของก็มีทั้งดีและร้าย มีวันที่สดใสและบางเวลาที่ขุ่นมัว มีคนที่เป็นเพื่อนกัน แล้วก็มีบางคนที่มีความสัมพันธ์กันทำนองคุณโซฟากับคุณโทรศัพท์ของคุณมทนา

ถ้าวันดีคืนดี มนุษย์เราสามารถได้ยินเสียงสิ่งของเช่นเดียวกับที่เต้าหู้ได้ยิน คุณอาจจะพบว่าโลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย โต๊ะจะคอยจับผิดหาว่าเก้าอี้ตั้งใจชนพนักกับขอบของเขา ตู้เกเรคอยหัวเราะเวลาแอบสะบัดขาเตะนิ้วก้อยเท้าของเจ้านายได้ หรือโทรศัพท์บ่นว่าตัวร้อนน่าจะไม่สบาย เพียงเพราะคุณใช้เขาเล่นเกมนานไปหน่อย

แม้จะยากลำบาก เต้าหู้ก็พยายามจัดการให้ทุกคนพอใจเพื่อความสงบสุขในบ้าน โดยเฉพาะความสุขของคุณป้า เดี๋ยวนี้คุณป้ามีเวลานั่งอ่านหนังสืออยู่กับสามีของเธอที่คุณโซฟานานๆ ออกไปชมดอกไม้บานและใบไม้ร่วง มองหาหอยทากที่ซุ่มอยู่ตามโคนดิน แล้วนำมันไปทิ้งเพื่อรักษาสวนอันเป็นที่รัก สวนซึ่งเธอรอวันที่ลมหนาวจะพากลีบผีเสื้อโบยบินอีกระลอก

เมื่อข้าวของในบ้านชอบพอเต้าหู้ เขาจึงมีผู้ช่วยคิดหาแผนการทวงคืนพื้นที่ในห้องนอนพี่ณัฐมากมาย แม้ต้องยอมรับว่าแผนส่วนใหญ่ใช้ไม่ค่อยได้ เพราะเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นไม่รู้จักพี่ณัฐดีอย่างที่เขารู้จัก บอกว่าพี่ณัฐเป็นเด็กดื้อด้านบ้างละ ขี้หงุดหงิดบ้างละ บางชิ้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านนี้มีชั้นสองและสิ่งที่เรียกว่าห้องนอน แต่ถึงอย่างไร เต้าหู้ก็โอบรับคำแนะนำเกือบทั้งหมดนั้นด้วยความซาบซึ้งใจและขอบคุณ

ผมใช้คำว่า ‘เกือบ’ เพราะมีหนึ่งเดียวที่เขาไม่อยากรับนัก ทั้งที่มันดูจะใช้การได้มากที่สุด

“น้องณัฐน่ะไม่มีทางเอาแกกลับเข้ามาในห้องหรอก เพราะกลัวแม่รู้ความลับว่าตัวเองเป็นยังไง คนมันสันหลังหวะ! แต่เพราะอย่างนี้ ทางเดียวที่แกจะกลับเข้ามาได้ จึงคือต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง บอกไปว่า ถ้าไม่ให้กลับเข้ามา แกจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนแรกกับคุณป้า ว่าน้องณัฐทำอะไรแกไว้บ้าง!”

คนร้ายกาจที่พอจะคิดอะไรอย่างนี้ได้มีอยู่หนึ่งเดียว – คุณหมอนข้าง!

เต้าหู้ไม่มีทางทำให้พี่ณัฐลำบากใจอย่างนั้น และอันที่จริง ต่อให้แผนของคุณหมอนข้างสร้างสรรค์กว่านี้ เขาก็อาจจะยังเพิกเฉยอยู่ดี

เต้าหู้เองก็เหมือนกับเครื่องเรือนต่างๆ ในบ้าน ถึงจะอัธยาศัยดีกว่าคนอื่นมากหน่อย แต่ก็ยังมีคนที่เขาไม่ชอบใจ

เจ้าหมีน้อยมักจะหลุดนิ่วหน้าใส่คุณหมอนข้าง จากนั้นอ้างกับคุณลุงสมุดโน้ตและใครๆ ในห้องนอนว่า เขาไม่ชอบนิสัยและวาจาก้าวร้าวต่อผู้เป็นเจ้าของ ทั้งที่จริง เขาไม่ชอบ เพราะลึกๆ แล้วแอบอิจฉาคุณหมอนข้างอยู่ต่างหาก!

นอกจากเต้าหู้ ก็ดูจะมีแต่คุณหมอนข้างเท่านั้นที่พี่ณัฐทั้งกอดทั้งหอม และเพราะตำแหน่งของคุณหมอนข้างอยู่บนเตียง ในขณะที่เขาอยู่บนเก้าอี้ที่หัวเตียง เต้าหู้จึงรู้สึกว่าตัวเองห่างเหินพี่ณัฐมากกว่า คืนที่พี่ณัฐกลับมาเหนื่อยๆ ก็จะกอดแค่คุณหมอนข้าง หรือหากไม่กอดใครเลย คุณหมอนข้างก็จะยังได้นอนชิดใกล้พี่ณัฐมากกว่าเขาอยู่นั่นเอง ยิ่งพี่ณัฐเติบโตขึ้น มีภาระรับผิดชอบมากขึ้น เต้าหู้ก็ยิ่งถูกหลงลืมไป เป็นฝ่ายคิดถึงจนต้องหาทางปีนมากอดพี่ณัฐเอง ก่อนจะถูกคุณหมอนข้างไล่ให้กลับที่ในตอนฟ้าสาง

ไม่มีใครรู้ความลับข้อนี้ — ไม่มีใคร ยกเว้นแต่คุณหมอนข้างเองนั่นละ! เต้าหู้คิดว่าเจ้าตัวรู้ หรือไม่ก็ต้องแอบสงสัยและจงใจพิสูจน์ความในใจเขา หลายครั้งคุณหมอนข้างทำทีท้าทาย หรือไม่ก็ใช้สายตาจ้องเขาด้วยนัยของผู้อยู่เหนือกว่า อย่างครั้งนี้ พูดจบก็ยังไม่วายยกตนข่มท่านว่า

“แกต้องรู้จักใช้สมองให้มากหน่อย เจ้าหมี นี่ถ้าฉันได้กลายเป็นคน ป่านนี้น้องณัฐคงเป็นฝ่ายขอฉันให้เข้ามานอนด้วยแล้ว ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดอะไรโง่ๆ แบบนี้หรอก”

เต้าหู้หัวหูร้อนไปหมด ดีแต่ว่าคุณน้าผ้าห่มนวมรีบขัด

“น้อยๆ หน่อยเถอะหมอนข้าง เรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้น จะไปรู้ได้ยังไงว่านายจะไม่โดนตำรวจจับไปตั้งแต่แรก”

“ฮึ!” คุณหมอนข้างทำเสียงในลำคออย่างไม่ค่อยพอใจ

เมื่ออริไม่พอใจ เต้าหู้จึงพอใจ

“ไม่ต้องคิดมากหรอกนะเต้าหู้” คุณน้าผ้านวมหันมาพูดกับเขาบ้าง น้ำเสียงของคุณน้านุ่มนวลและอบอุ่นเหมือนใยสังเคราะห์ในตัวเธอเอง เธอมักเป็นคนกลางระหว่างเต้าหู้และคุณหมอนข้าง เนื่องจากอยู่บนเตียงเหมือนกัน และคุณหมอนข้างก็ให้ความเกรงใจ คุณลุงสมุดโน้ตเคยกระซิบว่า นั่นเป็นเพราะพี่ณัฐเปิดแอร์หนาวจัด ถ้าไม่ได้คุณผ้านวม คุณหมอนข้างอาจแข็งตายได้ในบางคืน เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกแอร์ส่องค้างโดยตรง

ตอนนี้ แม้คุณลุงสมุดโน้ตยังนั่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือหน้าห้อง แต่ก็เอ่ยเสียงดังเพื่อร่วมบทสนทนาด้วย

“นั่นสิเจ้าหมี พวกเรากำลังคิดหาทางช่วยเจ้า ไม่มีเจ้าที่นี่ ห้องนอนก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง”

“ขาดอะไร” คุณหมอนข้างอุบอิบล้อเลียน “ก็ขาดตุ๊กตาหมีไงล่ะ”

คุณน้าผ้านวมทำเสียงจึ๊กจั๊ก

คุณโต๊ะเขียนหนังสือสำทับคุณลุงว่า “เฮาคิดฮอดเจ้าเด๊”

อารมณ์รุ่มร้อนในอกจึงราลงเหลือเพียงความอบอุ่น ความเหงาเคว้งคว้างถูกดันขึ้นมาจุกคอจนเต้าหู้รู้สึกร้อนๆ ที่หน่วยตา “ผะ…ผมก็คิดถึงทุกคนฮะ”

“ระวังหน่อย” เสียงคุณหมอนข้างบูดดังขึ้นมาอีก “อย่าซึ้งใจจนทำไม้กวาดหล่นใส่ฉัน!”

เต้าหู้กระชับไม้กวาดในมือแน่นพลางปาดน้ำตา เขามักจะใช้เวลาเข้ามาทำความสะอาดในห้องนอนของพี่ณัฐนานกว่าห้องอื่นๆ เพื่อคุยกับเพื่อนๆ ในห้องที่เขาสนิทด้วยมากกว่าข้างนอก

ระหว่างที่ยังไม่มีแผนการที่ดีพอ เครื่องเรือนทั้งบ้านสรุปว่าจะช่วยสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างเต้าหู้กับพี่ณัฐแทน ทุกครั้งที่พี่ณัฐออกจากห้อง ข้าวของจะส่งสัญญาณต่อๆ กันมาให้เต้าหู้รู้ว่าพี่ณัฐกำลังอยู่ที่ไหนของมุมบ้าน นั่นเป็นเหตุให้เกือบทุกทีที่พี่ณัฐหันหลัง หันข้าง เงยหน้า หรือแค่กะพริบตา ก็มักจะพบว่ามีเต้าหู้ยืนยิ้มให้อยู่แล้ว ช่วงแรกๆ เห็นเขายิ้มให้ พี่ณัฐก็จะหน้าแดงๆ ตึงๆ บางทีถามเสียงต่ำๆ ว่า “อะไร!” ครั้นเต้าหู้ตอบว่า “ไม่มีอะไรฮะ” เจ้าตัวก็จะชักคิ้วมุ่นเหมือนไม่พอใจแล้วสะบัดหน้าหนี เพราะอย่างนี้ ครั้งต่อๆ ไป เต้าหู้จึงต้องสร้างสรรค์ยิ้มให้กว้างกว่าเดิม หวานน่ารักกว่าเดิม เพื่อหวังให้เจ้านายเอ็นดู ซึ่งได้ผลแค่นิดเดียว พี่ณัฐหลุดหัวเราะสองแอะ หน้าแดง แล้วปรากฏว่ากลับยิ่งชักคิ้วมุ่นกว่าเดิม แล้วหน้าก็บึ้งกว่าเดิมด้วย

“เป็นเหี้ยอะไรมาคอยเดินตามกู!” ครั้งหนึ่งพี่ณัฐอาละวาดแล้วชกท้องเขา แต่แทนที่เต้าหู้จะเจ็บจุก พี่ณัฐกลับเป็นฝ่ายงงเองเมื่อพบว่าหมัดกระดอนกลับไปเฉยๆ เพราะปะทะกับหน้าท้องที่เรียบและแข็งเหมือนแผ่นกระดาน

“มีคนบอกว่าทำให้ท้องเป็นแบบนี้แล้วพี่ณัฐจะชอบ ผมก็เลย…”

เต้าหู้ยิ้มแหยขณะที่เลิกชายเสื้อขึ้นแสดงหน้าท้องแบนแข็ง แถมเห็นลอนกล้ามเนื้อชัดแม้ผิวขาวจัด ในใจเขากำลังจะเริ่มก่นด่าคุณหมอนข้างเจ้าของความคิด ถ้าไม่เพราะพี่ณัฐเห็นรอยแดงที่เกิดจากหมัดตัวเองเสียก่อน หน้าบึ้งจึงเจื่อนจาง

คนหน้าเจื่อนกลืนน้ำลายครั้งหนึ่ง รวบรวมเสียงพูด “คราวนี้กูชกมึงจริงๆ แล้ว คราวหน้าจะโดนหนักกว่านี้!”

พูดจบ เจ้าตัวก็สะบัดหน้าหนี แต่หนีไม่ได้เพราะถูกเต้าหู้ฉวยข้อมือไว้

พี่ณัฐหันกลับมา หน้าเจื่อนลงไปอีก ผสมงง

เต้าหู้จ้องตา พูดจริงจัง “พี่ณัฐไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกฮะ ผมไม่ได้เจ็บขนาดนั้น”

เท่านั้นหน้าเจื่อนของพี่ณัฐก็แดงแจ๋ เต้าหู้เดาว่าผิวหน้าของพี่ณัฐน่าจะร้อนจัด เพราะแม้แต่มือที่กลายเป็นสีชมพูของพี่ณัฐยังร้อนขึ้นมา

เจ้าตัวสะบัดมือทิ้ง ตีหน้ายักษ์แล้วผลักไหล่เขา “กูไม่ได้รู้สึกผิดโว้ย!”

ต่อเมื่อร่างสูงกว่าของเต้าหู้ยังไม่สะทกสะท้าน คนผลักก็ยิ่งขัดใจ “ฮึ่ย!” เจ้าตัวสะบัดหน้าหมุนตัวหนี แต่เกือบหน้าคว่ำเพราะคุณเก้าอี้ตัวหนึ่งแสร้งเขยิบมาขวางทาง เป็นผลให้เต้าหู้ได้โอกาสคว้าตัวพี่ณัฐไว้อีกครั้ง แผ่นหลังของพี่ณัฐแนบชิดอกเขา แล้วแขนที่สอดจากใต้รักแร้รัดบนหน้าอกพี่ณัฐไว้ก็สัมผัสได้ว่า ในอกนั้นมีอะไรเต้นถี่รัวแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก

ราวกับรู้ว่าเต้าหู้จะจุมพิตข้างแก้มเพื่อปลอบใจ พี่ณัฐชิงย่นคอหนีไปอีกข้าง เขาจึงต้องกระชับเจ้าตัวแน่นเข้าและยื่นหน้าไปใกล้กว่าเดิม แต่ทำไม่ได้ดังใจเพราะอีกฝ่ายฮึดฮัด

“ปล่อย! ปล่อยกู!” คนโวยวายหลุดไปจากวงแขนเขาง่ายๆ

“อะไรกันลูก” คุณมทนาคงได้ยินเสียงโวยวายจึงก้าวเลี้ยวมุมมาหา พอหยุดข้างเต้าหู้ก็ยกมือลูบต้นแขนเขาอย่างตกใจ “ณัฐแกล้งอะไรน้องอีก”

“ใครจะไปแกล้งมันล่ะแม่ มีแต่มันแหละ!”

เห็นท่าไม่ดี เต้าหู้จึงรีบรับหน้าตื่นๆ “ผะ…ผมผิดเองฮะคุณป้า”

“หืม?” คุณมทนาเบิกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ผมกอดพี่ณัฐแน่นไปฮะ”

พี่ณัฐตาโต อ้าปากหวอ ขณะที่ผู้เป็นแม่หัวเราะร่วน

“โธ่เอ๊ย แค่นี้เอง ทีหลังก็อย่ากอดแน่นไปนะ พี่ณัฐน่ะเขาชอบให้กอดแบบนี้” ว่าพลางคุณมทนาก็ดึงร่างแข็งทื่อของลูกชายเข้ามากอดไว้ พักหนึ่งจึงผละออกแล้วบอกเต้าหู้ “อ่ะ ลองดูจ้ะ”

“แม่!” พี่ณัฐร้องเหวอ ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเต้าหู้สวมกอดเข้าไว้ทั้งตัว แล้วค่อยๆ ลูบหลังอย่างที่คุณมทนาทำเมื่อครู่

“น่านละ น่านละ” คนสอนยิ้มแย้มปรบมืออยู่ข้างๆ “เป็นยังไงบ้าง”

“ดีฮะคุณป้า” เต้าหู้พึมพำ

ตอนนี้ ฝ่ามือของเขาสัมผัสความนุ่มนวลของเนื้อผ้าฝ้ายที่พี่ณัฐสวมอยู่ เส้นใยบอบบางของเสื้อเก่าทำให้สัมผัสนั้นทะลุไปถึงแผ่นหลังเปลือยเปล่าข้างใน รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของพี่ณัฐที่รินรดอยู่บนไหล่เขา ผมยุ่งๆ แต่ละเส้นของพี่ณัฐที่เคลียคลอข้างแก้มและซอกคอเขา ท่อนกายด้านหน้าของพี่ณัฐเอนมาอิงอกเขาค่อนข้างร้อนผ่าว ไม่มีส่วนใดเคลื่อนไหวเลยราวกับว่าพี่ณัฐระมัดระวังอยู่ — ไม่มี นอกจากบางสิ่งที่ค่อยๆ เขี่ยหน้าขาเขา

“พะ…พอแล้ว!” คนตัวแข็งรีบยกมือยันเขาออก คุ้มกายลงเล็กน้อยพลางใช้มือประสานบริเวณหน้าท้อง

“พี่ณัฐเป็นอะไรฮะ”

พี่ณัฐถึงกับถอยชนเก้าอี้ทั้งยังงอร่างอยู่อย่างนั้น ท่าทางจะพยายามป้องกันไม่ให้เต้าหู้แย่งข้อมือมาได้อีก

“กูปวดขี้!” ว่าแล้วเจ้าตัวก็หันหลังกลับรีบวิ่งหนีไปเลย ท่ามกลางเสียงหัวเราะเอ็นดูของผู้เป็นแม่

“ณัฐเขาเขินน่ะลูก ต่อไปเจ้าชายน้อยก็กอดพี่เขาดีๆ แบบนี้แล้วกันนะ–” คำพูดของคุณป้าสะดุด สายตาจ้องค้าง จ้องเข้ามาในตาของเต้าหู้

เจ้าหมีฉงน เลิกคิ้วขึ้นอย่างรอคำต่อ แต่สีหน้าของคุณป้ากลับเผือดไป รอยยิ้มระบายขึ้นแทนที่เก้กัง

“คุณป้า เป็นอะไรรึเปล่าฮะ”

“ปละ…เปล่าจ้ะ”

ตั้งแต่หนนั้น พี่ณัฐดูจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องนอนนานขึ้น แม้จะอยู่บ้านก็แทบไม่ยอมออกมาสู่พื้นที่อื่นของบ้าน ครั้นออกมาแล้วพบว่าเต้าหู้ยิ้มรอ ก็จะนิ่วหน้าขมุบขมิบ “แม่งยังกะมีพรายกระซิบ!”

. . . . . . . . . .

 

“เจ้าอาจจะต้องหาเรื่องชวนน้องณัฐคุยมากกว่านั้น” คุณลุงสมุดโน้ตให้คำแนะนำในบ่ายวันหนึ่ง

“นั่นสิ” คุณเก้าอี้ทำงานสำทับ “ไปโผล่ยิ้มเฉยๆ แบบนั้นจะเหมียน–” คนพูดกระแอมเพื่อปรับสำเนียง “จะเหมือนโรคจิตนะ”

“ผมไม่รู้จะเริ่มคุยอะไรกับพี่ณัฐดีนี่ฮะ ปกติเราก็แค่กอดกันเฉยๆ”

“ปาดโธะ!” คุณโต๊ะทำงานใจร้อน “แต่ยามนี่เจ้าบ่แม่นตุ๊กตาแล่ว เป็นคนต้องเว่ากัน”

“แม่น” หลุดปากแล้วคุณเก้าอี้ก็ต้องกระแอมอีกที “ใช่”

ระหว่างกำลังนิ่งนึกว่าต่อไปจะหาอะไรมาคุยกับพี่ณัฐ เสียงกริ่งที่หน้าประตูรั้วก็ดังขึ้นสองที คุณลุงสมุดโน้ตผู้ชาญฉลาดจำวิธีกดแบบนี้ได้ อุทานว่า “นั่นมันน้องเกณฑ์ ทำไมมาเอาเวลานี้”

เพราะนี่เป็นวันจันทร์ที่มนุษย์ส่วนใหญ่ทำงาน พี่เกณฑ์เองก็เป็นพนักงานออฟฟิศที่น่าจะต้องเข้าทำงานในตึกใหญ่ ทำไมจึงมาปรากฏตัวที่นี่

“หรือจะเป็นคนอื่นที่กดกริ่งแบบเดียวกันฮะ”

“รีบลงไปดูเถอะ เจ้าหมี”

เมื่อวิ่งลงบันไดมาถึงชั้นล่าง เขาพบว่าคุณป้าในชุดฉุยฉายกำลังสัปหงกอยู่บนคุณโซฟา ในวัยห้าสิบเจ็ดปีคุณมทนานอนน้อยตอนกลางคืน แต่ระหว่างวันจะพักเป็นช่วงสั้นๆ เสียงกรนเบาๆ แสดงว่ากำลังหลับสนิท เช่นกันกับเจ้าขึ้นช่ายที่นอนอุตุอยู่ข้างเจ้านาย เต้าหู้จึงรีบตรงไปที่ประตูรั้วเพื่อให้พี่เกณฑ์หยุดกดกริ่ง

“สวัสดีฮะ พี่ณัฐไปทำงานฮะพี่เกณฑ์ ส่วนคุณป้านอนหลับอยู่”

แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกับพี่ณัฐแต่พี่เกณฑ์มีนิสัยเนี้ยบกว่ามาก วันนี้เจ้าตัวสวมเสื้อคอกลมสีเหลืองกับกางเกงขายาวรัดรูปสีครีม ผมตัดสั้นแต้มเจลเป็นระเบียบทุกเส้น รอยยิ้มสว่างไสวอันเป็นลายเซ็นของพี่เกณฑ์สาดส่องให้เขาพร้อมหัวเราะ “รายงานเป็นทางการเชียว พี่เอาของมาฝาก”

ในมือของเจ้าตัวมีถุงพลาสติกใสบรรจุแอปเปิลสีแดงน่ากินหลายลูก

“ของโปรดคุณป้า เห็นไอ้ณัฐมันว่าตอนนี้กำลังจะกลายเป็นของโปรดของเราด้วยใช่มั้ย”

ได้ยินว่าเจ้านายพูดถึง เต้าหู้ก็ยิ้มแป้น “ใช่ฮะ ผมกำลังพยายามกินให้เป็นของโปรดอยู่”

“เออ เรานี่ตลกดีจริงๆ ด้วย” รายนั้นว่าขณะเต้าหู้เปิดประตูรับถุงไว้ “เดี๋ยวพี่แวะไปนั่งข้างในแป๊บนึง ขับรถมาตั้งไกล”

ตรงข้ามกับเพื่อนสนิทอีกเช่นกัน ขณะที่เต้าหู้อยู่ร่วมบ้านกับพี่ณัฐมาเป็นอาทิตย์แล้วยังคุยกันไปได้ไม่ถึงไหน พี่เกณฑ์กลับเล่าอะไรต่ออะไรให้เต้าหู้ฟังมากมายในเวลาแค่ไม่กี่นาที

“–งานการตลาดมันดีก็อย่างนี้แหละ ไม่ต้องโดนขังอยู่ในออฟฟิศตลอด” คนเล่าเล่าพลางเคี้ยวแอปเปิลกร้วมๆ อยู่บนสตูข้างเคาน์เตอร์แพนทรี ตอนแรกเต้าหู้อาสาจะใช้มีดหั่นให้ตามที่คุณป้าสอน แต่พี่เกณฑ์ปฏิเสธ หยิบออกจากถุงล้างน้ำแล้วเจ้าตัวก็กัดเอาสบาย ระหว่างเล่าก็โยนแอปเปิลลูกนั้นสลับไปมาระหว่างมือทั้งสองข้างอย่างคนไม่ชอบอยู่นิ่ง (ซึ่งต่างจากพี่ณัฐอีกเช่นกัน)

“พี่เล่าตั้งเยอะแล้ว เต้าหู้ล่ะ ไม่เห็นพูดอะไรบ้าง”

เจ้าหมีที่นั่งพยักเพลินอยู่แต่ต้นไม่ทันตั้งตัว จึงได้แต่อ้าปากพะงาบ “ผะ…ผมเหรอฮะ”

“ใช่ เล่าอะไรเกี่ยวกะตัวเองให้ฟังบ้างสิ พี่ถามไอ้ณัฐมันก็ไม่ยอมบอก หรือเราเองก็จะเก็บเป็นความลับ” ตาเป็นเส้นข้างหนึ่งของพี่เกณฑ์ขยิบอย่างมีลีลา

“ไอ โนว์ อิท!” จู่ๆ เสียงคุณโซฟาก็ดังขึ้นมาจนเต้าหู้ตกใจทำแอปเปิลในมือร่วงกลิ้งไปบนพื้น นี่ถ้าคุณมทนาสามารถฟังเสียงเฟอร์นิเจอร์ได้ก็คงตกใจตื่นไปแล้ว

“อุ้ย! ขะ…ขอโทษนะฮะ” เจ้าหมีอาศัยจังหวะนั้นก้มหลบคำถาม วิ่งตามลูกแอปเปิลที่กลิ้งมาหยุดไม่ไกลคุณโซฟา

เธอต่อคำว่า “ซี้! ที่ฮีเกณฑ์ทำเป็นเล่านั่นนี่ ที่แท้ก็เพื่อล้วงซีเคร็ทยูนั่นแหละแฮนด์ซั่ม”

“ตายล้าว ทำไงดีอ้ะ” คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายที่ถูกคุณมทนาถอดไว้ใต้คุณโซฟาพลอยตกใจ เธอขยับตัวแตะแฟนหนุ่ม “พี่ชาย พี่ชายตื่น! ต้องช่วยน้องหมี!”

คุณรองเท้าแตะข้างขวาท่าจะหลับอยู่ มีเสียงงึมงำเหมือนเจ้าตัวกำลังนอนสบาย

“พี่ชายนะพี่ชาย ฮือ!”

“เล็ท’ส ทราย ดิส” คุณโซฟาเดาะลิ้น “ดูอย่างยายบ๊องสิ โนบอดี้แคร์เพราะชีบ๊อง ยูก็บอกไปว่ายูบ๊องละกัน”

“จะ…จะดีจริงอ่อ…” คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายไม่แน่ใจ

“คืองี้นะ” เสียงดังมาจากคุณเครื่องดูดฝุ่นในห้องใต้บันไดบ้าง “จะว่าไปแล้ว ไอเดียที่ว่าเต้าหู้คุงบ๊องก็น่าสนใจอยู่ไม่ใช่เหรอ ไม่รู้ที่มา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรต่อ พอลองคิดดูก็สมเป็นนายจริงๆ นี่นา ถ้าถามฉันน่ะนะ ฉันว่าเต้าหู้คุงน่าจะใช้วิธีนี้ แล้วก็ขอโทษเกณฑ์คุงไปซะ ที่เคยบอกว่าเป็นญาติกับณัฐคุงแล้วก็มานี่เพื่อจะเรียนน่ะ”

“เกรท!” คุณโซฟาเสียงสูง

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่เก็บลูกแอปเปิลกลับไปที่เคาน์เตอร์ เผชิญสายตาของพี่เกณฑ์ที่จ้องอย่างคาดคั้นจะเอาคำตอบอยู่ เขาจึงจำยิ้มแหยและตัดสินใจบอก

“ผมขอโทษจริงๆ นะฮะพี่เกณฑ์” พอเขายกมือไหว้ อีกฝ่ายก็พลอยยกรับไหว้อย่างงงๆ “ผมขอสารภาพกับพี่ตรงๆ ว่าผมโกหกฮะ ที่เคยบอกพี่ไป…”

ปากของพี่เกณฑ์อ้าค้างเป็นรูปตัวโอ เลิกคิ้วสูงจนหน้าผากเกิดรอยเส้นลึก

“ผมไม่ได้เป็นญาติกับพี่ณัฐ แล้วก็ไม่ได้มาเรียนหรอกฮะ ที่จริงเราเพิ่งเจอกันไม่นาน”

“แล้วก่อนหน้านั้น?”

“ผมจำไม่ได้ฮะ”

พี่เกณฑ์กะพริบตาปริบๆ แล้วเลยเอาแอปเปิลเข้าไปกัดอีกกร้วมแทน

“ผมจำได้แค่ จู่ๆ ตัวเองก็มาโผล่ที่นี่ แล้วคุณป้าก็พาผมเข้ามาในบ้าน เรียกผมว่าเจ้าชายน้อย อ้อ! ผมจำได้อีกอย่างก็คือตัวเองชื่อเต้าหู้ฮะ”

พี่เกณฑ์จ้องเต้าหู้อย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น ต่อเมื่อเขายังจ้องกลับตาใส ในที่สุดเจ้าตัวก็ดูจะต้องปรับความเข้าใจกับตัวเองแทน และถึงกระนั้น ตลอดเวลาดังกล่าวก็ยังมีรอยยิ้มระบายค้างอยู่อย่างคนอารมณ์ดีร้อยเปอร์เซนต์

เมื่อตัดสินใจได้ พี่เกณฑ์แสร้งร้อง “เฮ่ย! แล้วนี่พี่จะไว้ใจได้มั้ย ว่าสักวันเราจะไม่พาพวกมายกเค้าบ้านเพื่อนพี่น่ะ”

“ม่ะ…ไม่นะฮะ ผมไม่ทำอย่างนั้น!”

“ล้อเล่นน่า” เจ้าตัวยื่นมือมาตบบ่าเขาเบาๆ แล้วร้อง “อุ้ย! โทษๆ” เมื่อพบว่ารอยน้ำจากแอปเปิลที่ตัวเองถืออยู่ครู่ก่อนเปื้อนเสื้อเต้าหู้เป็นจ้ำ

“เราก็อยู่นี่มาตั้งหลายวันแล้วนี่นะ” พี่เกณฑ์พูดต่อหลังจากสาวกระดาษทิชชู่ข้างๆ มาช่วยเช็ดรอยเปื้อนบนบ่ากว้างของเขา และแล้วก็เลยขยำบ่าตรงช่วงรอยต่อระหว่างไหปลาร้าและกล้ามเนื้อหัวไหล่แรงๆ อย่างมันเขี้ยว “ฮึ่ยๆๆ! ว่าแต่อยู่มายังไง ไม่เคยเล่าให้ไอ้ณัฐฟังบ้างเลยเหรอ จากที่พูดนี่ พี่ว่าเราน่าจะเจออุบัติเหตุอะไรมานะ มีแผลเป็น มีเลือดคั่งในสมองอะไรรึเปล่า”

“ม่ะ…ไม่รู้ซีฮะ” เขายืนทื่อ ขณะที่อีกฝ่ายชะโงกชะเง้อตรวจตราไปรอบๆ ศีรษะทั้งด้านหน้าด้านหลัง

“ก็ไม่เห็นมี แต่พี่ว่าเราต้องไปตรวจนะ” พี่เกณฑ์พึมพำแล้วถอนตัวกลับไป จู่ๆ แววตาก็เป็นประกาย “เราเชื่อใจพี่มั้ยล่ะ ถ้าพี่จะเป็นคนพาไป”

“โน-เวย์!” คุณโซฟาตอบแทนได้

“อยะ…อย่าดีกว่าฮะ”

“หืม?”

“ก็…อย่างที่พี่เกณฑ์บอก ผมยังไม่เคยคุยกับพี่ณัฐที่เป็นเจ้าของบ้านเลย ถ้าจู่ๆ ออกไปกับพี่มันก็จะเหมือนข้ามหน้าข้ามตาเขาอยู่นะฮะ”

“จริงอะ?” คู่สนทนาเอียงคอ ทำตาเล็กตาใหญ่ “ไม่ใช่ว่าเพราะระหว่างพี่กับไอ้ณัฐ เต้าหู้ชอ–” เสียงชอช้างลากยาวชวนให้นึกว่าเป็นคำอะไร สุดท้ายจึงรวบเฉลย “เชื่อใจมันมากกว่า”

คำว่า ‘เชื่อใจ’ ยังดูมีนัยอยู่ดี

เต้าหู้กะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ไม่ชี้ คนถามจึงเม้มปากก่อนเริ่มใหม่ว่า

“นี่อยู่กับป้าทุกวัน ได้รู้มั้ยว่าแต่ก่อน ป้าแกมีผู้ชายมาจีบพร้อมๆ กันสองคนเลยนะ”

พอเป็นเรื่องของคุณป้า เต้าหู้ก็เผลอคลายเกราะป้องกันตัว “ไม่รู้ซีฮะ คุณป้าเคยเล่าแต่ตอนที่เจอกับคุณลุง”

ริมฝีปากบางแดงตัดกับผิวสีน้ำนมของพี่เกณฑ์จุดรอยยิ้มสบใจขึ้นตรงมุม

“ลุงแกมีฝาแฝดอยู่คนนึง – แสนกับสิบหมื่น ดูเหมือนว่าปกติก็ไม่ได้ถึงกับสนิทตัวติดกันหรอก แต่บังเอิญมีเหตุให้ป้าแกได้รู้จักทั้งคู่พร้อมๆ กัน ลุงแกเองเป็นคนเฉยๆ หน่อย ส่วนแฝดน่ะช่างเอาใจกว่า แต่คนจะคู่กันน่ะนะ สุดท้ายอีกฝ่ายก็ต้องแพ้ไป ถูกมั้ย”

คำถามเหมือนคำโน้มน้าวและหยั่งเชิง เต้าหู้ไม่รู้ทันจึงพยักตอบแค่ “ฮะ”

“นี่ไง เราคิดเหมือนกันละ” เจ้าตัวหัวเราะ แล้วลุกขึ้นเก็บของ

“จะกลับแล้วเหรอฮะ”

“ฮื่อ” ว่าพลางคว้าแก้วน้ำเย็นที่เต้าหู้เทไว้ให้มาดื่มรวดเดียวหมด “เดี๋ยวแวะเข้าออฟฟิศแป๊บนึง”

เจ้าตัวเริ่มออกเดินไปยังประตูบ้าน ระหว่างนั้นไม่วายกวาดตามองคุณมทนาที่อยู่บนคุณโซฟา คงเพราะเห็นว่ารายนั้นยังหลับสนิทจึงก้าวผ่านออกมาเลย

เมื่อพ้นช่องประตูสู่บริเวณสวนหย่อมหน้าบ้าน พี่เกณฑ์เบนหน้ามาหา แดดบ่ายทอลอดกิ่งใบของแคนาที่ปลูกติดรั้วส่องมาระบายผิวขาวของเจ้าตัวจนดูคล้ายเรืองแสง

“นี่ แล้วถ้าเป็นเราล่ะเต้าหู้ จะเลือกใคร ระหว่างคนช่างเอาใจ กับเฉยๆ ชาๆ”

หมีน้อยรีดปากเป็นเส้นตรง คิดอยู่ครู่จึงตอบว่า “ไม่แน่ใจสิฮะ ผมกำลังรู้สึกสงสารคุณป้ามากกว่า”

“หืม? ที่มีฝาแฝดมาชอบ หน้าตาเหมือนกัน น่าจะเลือกยากเหรอ” คนถามหัวเราะในมุมขำตามความคิดของตัวเอง

แต่เต้าหู้ตอบจริงจัง “เปล่าฮะ ผมสงสารคุณป้า เพราะว่าคู่แข่งของคุณลุงก็เป็นพี่น้องของคุณลุงเหมือนกัน ถึงพี่เกณฑ์จะบอกว่าสองคนไม่ถึงกับตัวติดกันก็เถอะ แต่ยังไงก็ต้องเจอกันบ่อยกว่าคนปกติที่ไม่รู้จักกันไม่ใช่เหรอฮะ คุณป้าน่าจะยุ่งยากใจมากตอนที่จะต้องตัดสินใจเลือกใครสักคน เพราะนั่นอาจทำให้ทั้งสองคนผิดใจกัน และกลายเป็นรอยด่างในความสัมพันธ์ไปเลย”

“อืม ก็จริงแฮะ แต่เรื่องแบบนี้มันบังคับกันไม่ได้นี่นา ถ้าสุดท้ายแข่งแล้วแพ้ก็ต้องยอมรับสภาพไป” พี่เกณฑ์ยกมือตบต้นแขนเขาเบาๆ แต่ด้วยความที่เจ้าตัวตัวเล็กมาก จึงแทบจะต้องเขย่ง “ไม่อยากให้เราคิดมากน่ะ แล้วอย่าลืมเอากลับไปคิดล่ะ ว่าในที่สุด เต้าหู้จะเลือกใคร”

คนทิ้งคำถามขยิบตาให้ พอดีมีเสียงแกร็ก! เหมือนไม้หักดังตรงข้างรั้ว เต้าหู้จึงถูกดึงความสนใจและเสสายตาไปเสียก่อน

ดูเหมือนว่าจุดกำเนิดเสียงน่าจะอยู่นอกรั้วบ้านออกไป แต่จะเป็นในรั้วบ้านติดกัน หรือบนถนนนอกรั้วออกไปเลยนั้นก็สุดเดา บางทีไม้ใหญ่ก็ผลัดใบผลัดกิ่งตกลงไปข้างทางแล้วอาจมีสัตว์หรือคนเผลอเหยียบเข้า

พี่เกณฑ์ตบแขนเขาอีกทีแล้วบอก “พี่ไปละ ไว้เจอกัน”

เจ้าตัวกำลังจะก้าวต่อไปขึ้นรถ แต่ถูกคำพูดของเต้าหู้ฉุดรั้งไว้เสียก่อน

“มันอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความช่างเอาใจหรือไม่เอาใจก็ได้ฮะ”

อีกฝ่ายจึงหันกลับมา เลิกคิ้วอย่างติดเป็นนิสัย

“ผมหมายถึงว่า ถ้าผมจะเลือกใคร มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยนั้นหรอกฮะ ถ้าผมจะรักคนคนหนึ่ง ต่อให้เขาไม่เคยเอาใจเลย ผมก็จะรัก ไม่อย่างนั้นในหนังสือคงไม่มีเรื่องราวของความรักทางจดหมายหรอก ใช่มั้ยฮะ”

เต้าหู้จำได้ เรื่อง ‘ในฝัน’ ที่คุณมทนาชอบอ่าน เจ้าชายกับเจ้าหญิงแทบจะไม่เจอกัน ได้แต่เขียนจดหมายกลับไปกลับมา อย่างนี้จะมีเวลาเอาอกเอาใจกันได้ยังไง

“จริงด้วย” คนฟังพึมพำกับตัวเอง แล้วรอยยิ้มเหมือนได้ชัยชนะก็ฉานฉาย “ความรักทางหน้าจอก็คงเหมือนกัน ขอบคุณมากนะเต้าหู้”

 

เย็นวันนั้น กระทั่งพี่ณัฐเองก็กลับบ้านแต่หัววัน แถมยังอารมณ์ดีผิดปกติ โดยเฉพาะทันทีที่เห็นเต้าหู้ออกมาเปิดประตูรับ ดวงหน้าเรียวที่ค่อนข้างมีแก้มของพี่ณัฐก็อมตุ่ยด้วยรอยยิ้ม เป็นยิ้มแค่มุมปากข้างเดียว แต่วิบวับไปในดวงตาสีดำทั้งสองข้าง วิบวับยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าในตอนนั้นเสียอีก

“ซื้อมาฝาก” เจ้าตัวยกถุงพลาสติกให้ดู ภายในบรรจุผลไม้หลายอย่างที่เต้าหู้เพิ่งเคยเห็นของจริงกับตา

“นี่มันกีวี่กับส้มนี่ฮะ คุณป้าจะชอบเหรอ”

“ลองกินดู เผื่อจะชอบเหมือนที่เริ่มชอบแอปเปิล” พูดเป็นนัยแล้วพี่ณัฐก็ก้าวนำเข้าไปในบ้าน เล่นกับเจ้าขึ้นช่ายที่ลุกลี้ลุกลนด้วยความดีใจ แล้วไหว้คุณป้าที่นั่งดูละครหลังข่าวอยู่กับคุณลุงแสน

เจ้าขึ้นช่ายปีนขึ้นไปนั่งจองที่บนตักพี่ณัฐ มันเหลียวมองเต้าหู้ขณะเขาก้าวตามเข้ามาในบ้าน ตาโปนของเจ้าหมาเปี่ยมแววเย้ยเยาะ แต่พอเห็นเขาหิ้วถุงอะไรบางอย่างมาด้วย แววเยาะก็เริ่มเปลี่ยนเป็นแววสนใจว่าจะมีอาหารให้มันบ้างรึเปล่า

เต้าหู้ลำเลียงผลไม้ใส่ตู้เย็น กว่าจะปิดประตูและตรวจความเรียบร้อยรอบๆ บ้านแล้วกลับมานั่งข้างคุณมทนา พี่ณัฐก็ขึ้นชั้นบนไปแล้วตามเคย

อย่างไรก็ดี วันนี้เครื่องเรือนกระซิบกระซาบต่อๆ กัน

“เต้าหู้คุง ตู้โชว์ซังฝากข่าวว่า ณัฐคุงยังเดินวนๆ อยู่หน้าห้องนอนเลยนะ เพราะงั้นถ้านายรีบขึ้นไปตอนนี้ก็จะได้เจอเขาด้วยละ”

ได้ยินแค่นั้นเต้าหู้ก็ตาโต รีบบอกขอตัวคุณป้าย่องตามขึ้นไป เขากระซิบขอบคุณคุณเครื่องดูดฝุ่นด้วยเสียงอันเบา เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าพี่ณัฐได้ยินเสียงเขา อาจจะรีบหนีเข้าห้องก็ได้ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ กระทั่งอีกไม่กี่ก้าวจะถึงชั้นบน เขาเห็นพี่ณัฐยืนหันหลังให้อยู่ไม่ไกลแล้วนั่นละ เท้าข้างหนึ่งกลับเหยียบถูกบันไดไม้ขั้นเจ้ากรรม มันส่งเสียงลั่นเอี๊ยด! ออกมาแจ่มชัด

เต้าหู้หยีตาด้วยความรู้สึกว่าตัวเองพลาด คราวนี้รีบซอยเท้าต่อเพราะเกรงว่าพี่ณัฐจะผลุบหาย เขาแทบสะดุ้งเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนแล้วปรากฏว่าพี่ณัฐไม่มีทีท่าจะเดินหนีไป ซ้ำยังพูดขึ้นว่า

“ของที่กูหาอยู่น่ะ…” ร่างสูงของคนพูดค่อยๆ หมุนกลับมาเผชิญหน้าเขา ดวงหน้าเรียบ แต่ดวงตายังเหมือนไม่อาจหุบยิ้ม “คือตุ๊กตาหมี”

เต้าหู้นึกว่าตัวเองหูฝาด วินาทีนั้นเขาเข้าใจความรู้สึกแบบที่ในหนังสือบรรยายว่า ‘เวลากำลังหยุดหมุน’ ทั้งรอยยิ้มในดวงตาของพี่ณัฐ ทั้งคำตอบที่เขาแสวงหามานาน โดยเฉพาะคำตอบนั้น ที่แท้ก็คือ…

“ตุ๊กตาหมี…นี่เอง” เต้าหู้ทวนคำเสียงแหบๆ

“อือ ตัวใหญ่ๆ สีขาวๆ นวลๆ หน่อย เป็นอะไรวะ” คราวนี้พี่ณัฐหลุดขำและยิ้มออกมาทั้งหน้า คงเพราะตลกท่าทีของเขา

“ปละ…เปล่าฮะ”

“ถ้าเจอก็ฝากเอามาให้ด้วย ไม่รู้หายไปไหนตั้งหลายวันแล้ว”

พูดจบ คนพูดก็ก้าวตรงไปที่ประตูห้องของตัวเอง ยกมือหมุนลูกบิดแล้วเมื่อเต้าหู้เรียกรั้ง “พี่ณัฐฮะ”

ต้องมีอะไรผิดปกติไปจริงๆ นั่นละ แทนที่จะหยุดเฉย หรือเดินเข้าไปเลยเหมือนทุกที พี่ณัฐกลับหันมา ส่งสายตาเป็นคำถามชนิดที่ปราศรอยหงุดหงิด

“คะ…คือ” เต้าหู้กลับเป็นฝ่ายไปไม่เป็น ได้แต่ยิ้มแหยๆ “ทำไมพี่ณัฐยังต้องการตุ๊กตาตัวนั้น ทั้งที่มีคุณหมอนข้างแล้วละฮะ ผะ…ผมหมายถึงว่า พี่ณัฐก็กอดคุณหมอนข้างได้เหมือนกัน”

คำตอบคือการย่นคิ้วนิดหนึ่งอย่างยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยอมตอบโดยดี

“กอดได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้เหมือนกันทุกอย่างนี่หว่า”

น้ำเสียงห้าวห้วน ทว่ากลับละม้ายน้ำทิพย์รินชโลมใจคนฟัง

เต้าหู้รู้สึกเหมือนจู่ๆ ขอบตาของตัวเองก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ในช่องอกพองฟูเต็มตื้นไปด้วยความอบอุ่น ราวกับว่าพี่ณัฐกลับมาสวมกอดเขาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เจ้าตัวยังไม่ทันวาดมือ

“บางอย่างเรากอดเพื่อให้รู้สึกเต็มวงแขน แต่บางอย่าง เราก็เก็บไว้กอดเพื่อให้รู้สึกเต็มหัวใจ”

แปลก เต้าหู้สัมผัสว่า คำพูดใหม่ของพี่ณัฐกลับแผ่วเบาและติดอารมณ์แสนเศร้าอย่างประหลาด ก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนกลับไปอีก เขาจึงรีบบอกด้วยเสียงหนักแน่น

“พี่ณัฐฮะ”

เจ้านายดึงจุดโฟกัสในดวงตามาที่เขา หลังจากเมื่อครู่คล้ายบินหายไปยังดินแดนลึกลับอื่นที่เต้าหู้ไม่รู้จักและไม่มีวันเข้าถึง

“ระหว่างที่ยังไม่เจอตุ๊กตาหมี พี่ณัฐจะกอดผมแทนก็ได้นะฮะ”

ดวงหน้าของพี่ณัฐค่อยๆ กลายเป็นสีชมพูอีกแล้ว ชมพูไปถึงใบหูอ่อนบางในกลุ่มผมยุ่งเหยิงนั่นเลยทีเดียว

เจ้าตัวถลึงตา กลับมาเป็นพี่ณัฐคนปกติที่เต้าหู้เจอทุกวัน เสียงต่ำๆ ด่า “ไอ้บ้า”

ไม่รู้ว่าทำไม เต้าหู้ไม่รู้สึกกลัวหรือเกรงใจพี่ณัฐอีกต่อไป ตอนที่เจ้าตัวรีบงอตัวนิดๆ แล้วหันกลับไปหมุนเปิดประตูห้อง เต้าหู้แสร้งบอกว่า

“ถ้าให้ผมกอดตอนนี้ พี่ณัฐอาจจะฝันดีก็ได้นะฮะ”

พี่ณัฐทำหน้ายักษ์ใส่เขาแล้วรีบหลบเข้าหลังประตูห้อง

 

Don`t copy text!