คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 7 : ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 7 : ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-7-

 

ทุกคืน หลังจากเล่นโทรศัพท์มือถือจนง่วง พี่ณัฐจะใช้คุณโทรศัพท์มือถือตั้งเวลาแทนนาฬิกาปลุกแล้วนำไปวางไว้แถวๆ หัวนอน ค่าที่ถูกวางอยู่ใกล้กัน เต้าหู้จึงได้พูดคุยจนสนิทสนมกับคุณโทรศัพท์มือถือของพี่ณัฐไปโดยปริยาย เธอมีเสียงโมโนโทนไม่ต่างจากคุณโทรศัพท์มือถือของคุณมทนา ทว่าคุยเก่งและมีลักษณะประเปรียวกว่าเนื่องจากเป็นโทรศัพท์รุ่นใหม่กว่า

ไม่ได้เจอกันหลายวัน คุณโทรศัพท์มือถือก็ฝากความคิดถึงมาที่เขา พร้อมข่าวสำคัญในบ่ายวันถัดมา โดยคุณน้าผ้านวมเป็นผู้เก็บมาถ่ายทอดให้เขาฟัง

“–โทรศัพท์ฯ บอกว่า หลังจากน้องเกณฑ์โทรมาเล่าเรื่องที่ได้เจอเต้าหู้ให้น้องณัฐฟังจนจบ น้องณัฐก็อารมณ์ดีขึ้นเป็นกองเลยละ ที่แท้เพราะเต้าหู้จริงๆ ที่ทำให้น้องณัฐยิ้มได้ เมื่อคืนพวกเราแปลกใจไปตามๆ กันเลย”

เต้าหู้พยักหน้าด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ปกติพี่ณัฐเป็นคนโลกส่วนตัวสูงและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาง่ายๆ แม้หน้าตาน่าเอ็นดูแต่ก็เรียบเฉยจนติดจะบึ้งราวกับสวมหน้ากากไว้ คุยกับเพื่อนสนิทที่สุดที่อารมณ์ดีที่สุดอย่างพี่เกณฑ์ อย่างมากมุมปากก็แค่ลากสูงขึ้นนิดหน่อยแทนรอยยิ้มกว้าง ดังนั้น การที่พี่ณัฐถึงกับยิ้มได้เต็มหน้า และยิ้มเกือบตลอดเวลาที่อยู่ในห้องนอนจนหลับสนิทไป จึงเป็นเรื่องที่ใครๆ ล้วนเล่าต่อกันยืดยาว

“ผมดีใจที่ทำให้พี่ณัฐยิ้มได้ฮะ–”

ยังไม่ทันจบคำ คุณหมอนข้างก็แทรกขึ้น “ถึงจะยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรก็เถอะ!”

ถ้าความสุขของเต้าหู้เป็นฟองสบู่ คำพูดของคุณหมอนข้างก็เหมือนเข็มแหลมๆ ที่ทำให้ฟองสบู่แตกออกนั่นละ

เต้าหู้หงุดหงิด แต่ไม่ถึงกับทำหน้าคว่ำอย่างพี่ณัฐ ส่วนหนึ่งเขาต้องยอมรับว่ายังไม่เข้าใจนักว่าตัวเองทำได้ยังไง

คุณน้าผ้านวมปลอบใจว่า “เอาเถอะ อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณอันดีนะ อีกไม่นานนี้เต้าหู้จะต้องได้กลับมาอยู่ในห้องเราเหมือนเดิมแน่นอน”

“อีกไม่นานน่ะ อีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี”

คราวนี้แม้แต่คุณน้าผ้านวมผู้ใจดีก็ยังทำเสียงจึ๊กจั๊กอย่างเริ่มรำคาญ อาจเพราะอย่างนั้นคุณหมอนข้างจึงรีบพูดต่อ

“แต่แกจะไม่ต้องรอนานขนาดนั้น ถ้าใช้แผนที่ฉันเพิ่งคิดได้นี่”

ทุกคนหันหาคุณหมอนข้างด้วยความสนใจ

เจ้าของความคิดยิ้มกริ่มอย่างภาคภูมิแล้วเริ่มต้นว่า “คิดดูนะ บ้านนี้มีห้องนอนแค่สามห้อง ห้องนึงแม่น้องณัฐอยู่ อีกห้องน้องณัฐอยู่ เหลือว่างแค่ห้องเดียว ถ้าเราทำให้ห้องนั้นมันอยู่ไม่ได้ แกก็อาจจะได้ย้ายมาที่ห้องนี่แทน เพราะน้องณัฐคงไม่ให้แกไปกวนแม่ในห้อง แล้วคุณมทนาก็คงไม่ยอมจำร้ายให้แกไปนอนที่โซฟาชั้นล่างด้วย”

“ฟังดู…ฟังดูน่าสนใจ” คุณเก้าอี้ทำงานพูดช้าๆ ดังมาจากหน้าห้อง ยังคงพยายามไม่ให้ติดสำเนียงอีสาน “แต่ว่าจะทำยังไงล่ะ ให้ห้องข้างๆ นี่อยู่…อยู่ไม่ได้”

“มึงสิจุดไฟเผาบ่ได้ มันสิลามมาถึกเฮาตายเบิ้ดซุม” คุณโต๊ะทำงานที่อยู่ข้างกันส่งเสียงสยดสยอง

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” คุณหมอนข้างหัวเราะ “เพราะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ก็คือความว่างเปล่า”

“ความว่างเปล่า?” คุณลุงสมุดโน้ตก็พลอยใคร่ครวญด้วยความฉงน

“ใช่” เจ้าของความคิดลงน้ำเสียงหนักแน่นด้วยความมั่นใจและตื่นใจ “เราต้องสร้างสิ่งที่อยู่ในความว่างเปล่าขึ้นมา!”

“นี่แกกำลังหมายถึง…?” คุณลุงสมุดโน้ตทอดเสียง

คุณหมอนข้างพยักย้ำ “ผี!”

“ผี?!” ข้าวของครางเป็นเสียงเดียวกัน

แต่คุณหมอนข้างไม่สนใจ เสสายตามาจ้องเต้าหู้ “คิดดูนะเจ้าหมี ถ้าห้องที่แกนอนมีผี แกก็จะอยู่ไม่ได้และได้ย้ายกลับมาอยู่ในห้องนี้ แกจะต้องบอกน้องณัฐว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง จ้องมองแกจากความมืด ขยับตัวอยู่ในความเงียบ ง่ายจะตายจริงมั้ย เราก็รู้กันดีว่าที่จริงมันเป็นเพราะพวกเราขยับตัวกันเองต่างหาก”

“แต่ที่ห้องนั้น…” เต้าหู้พยายามทบทวนความจำ “ดูเหมือนจะไม่มีของที่ขยับได้เลยนะฮะ”

“ก็ไม่ต้องให้ใครขยับ ปากแกต่างหากที่ต้องขยับ–”

“แต่ลุงเห็นด้วยกับเจ้าหมีนะ” คุณลุงสมุดโน้ตค้านบ้าง เวลาแกพูด ทุกคนมักจะหยุดฟัง ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“บ้านนี้ยังไม่เก่าขนาดนั้น พวกเจ้าบางคนอาจไม่รู้หรือจำไม่ได้ว่าเราเพิ่งจะย้ายมาอยู่กัน ๕-๖ ปีเอง และถึงสามีคุณมทนาจะซื้อบ้านหลังนี้มาก่อนหน้านั้นเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีใครพูดว่ามีผีมาก่อน สามีคุณมทนาเองก็เป็นคนรอบคอบ ลองถ้าแกเป็นคนตัดสินใจ ยังไงก็ต้องหาข้อมูลดีจนแน่ใจว่าไม่มีเรื่องพรรค์นั้นแน่ๆ”

ผู้ฟังต่างงันไป ไม่รู้คิดอะไรกันบ้าง หากทว่าสำหรับเต้าหู้ เขาถูกคำพูดของคุณลุงสมุดโน้ตจูงข้อมือดำดิ่งลงไปในอดีต

ใช่แล้ว เต้าหู้ก็เหมือนกับคุณลุง เขาเป็นของจากบ้านเก่าที่ถูกขนย้ายมา หาใช่เพิ่งถูกซื้อใหม่อย่างคุณหมอนข้าง คุณโต๊ะเก้าอี้ทำงาน หรือแม้แต่คุณโซฟา คุณเครื่องดูดฝุ่น และคุณรองเท้าแตะที่ชั้นล่าง

บ้านหลังก่อนที่เต้าหู้เคยอยู่นั้นเป็นอาคารพาณิชย์ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้ สามีคุณป้าซื้อไว้สำหรับให้ครอบครัวของตัวเองขยับขยายออกมาจากบ้านบรรพบุรุษ คุณป้าเคยเล่าให้เต้าหู้ฟังว่าสำหรับตัวแกเองแล้ว มันเป็นบ้านที่พออยู่ได้ แต่ถึงอย่างไรแกก็ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ที่นั่นไปจนตาย เพราะคำว่าบ้านสำหรับแก คือบ้านเดี่ยวแบบที่แกเคยอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ตึกที่เรียงติดๆ กันจนได้ยินเสียงกันแม้กระทั่งลมหายใจจากบ้านข้างๆ

. . . . . . . . .

 

‘–สมัยก่อน บ้านที่ป้าอยู่กับคุณยาย — ไม่สิ — สำหรับเจ้าชายน้อยก็น่าจะเรียกว่าคุณทวดแล้ว มันเป็นบ้านเดี่ยวอยู่ท้ายซอย หลังบ้านออกไปมีพื้นที่ของต้นไม้ ทอดไปเป็นเรือกสวน ป้าชอบมองท้องร่อง ดอกไม้ อยากเก็บที่นั่นไว้ให้เป็นที่ที่ลูกเติบโต แต่ก็น่าเสียดาย’ ตอนที่เล่าถึงตรงนี้ เสียงของคุณป้าเครือลงและค่อนข้างอัดอั้น เต้าหู้ไม่คาดคั้น แต่นั่งเงียบรอฟังพลางส่งกำลังใจให้คุณป้า

‘เราต้องเอามันไปจำนองเพื่อให้ป้าได้เรียน ตอนนั้นคุณทวดอายุมากแล้วน่ะลูก เงินเก็บก็ไม่มากพอ เราต้องอยู่กันอย่างประหยัดมากๆ แต่คุณทวดตั้งใจว่า ถึงยังไงก็ต้องส่งป้าเรียนให้จบให้ได้ ป้าเองก็ตั้งใจว่าหลังจากทำงาน จะค่อยๆ ทยอยผ่อนไถ่บ้านกลับมา แต่มันไม่สำเร็จ’

‘ผมจำได้ว่าคุณทวดป่วย เป็นเพราะอย่างนั้นรึเปล่าฮะ’

‘ใช่จ้ะ หลังจากเจอคุณลุงแสนได้ไม่นาน คุณทวดก็อาการแย่ลงประสาคนแก่ เราต้องใช้เงิน ถึงแกจะบอกว่าไม่ต้องห่วงแกแล้วให้เอาบ้านคืนมาดีกว่าก็เถอะ คุณลุงเขาก็ช่างแสนดี–’ เช่นเคย คุณมทนาหันไปมองด้านข้าง ในความว่างเปล่า มีเงาของคุณลุงแสนอยู่ข้างกายแกเสมอ

‘คุณลุงออกเงินให้ป้ายืม ถึงตัวเองมีไม่พอก็พยายามหามาจากทุกทาง เหนื่อยจนน่าสงสารจริงๆ แม่ขอโทษพ่อด้วยนะจ๊ะ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ พ่อก็คงไม่ต้อง…’

หยดน้ำไม่ได้ร่วงรินจากดวงตาของคุณมทนา มันกลับมีแต่ความแห้งผาก ราวกับว่าเจ้าของดวงตาได้สูญเสียน้ำตาไปแล้วมหาศาลจนไม่เหลือพอสำหรับครั้งนี้

‘ใช่จ้ะ แม่รู้ ว่าพ่อไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลยนอกจากอยากช่วยแม่ พ่อเองก็เสียใจมาตลอดที่ต้องเข้าไปพัวพันกับคุณอุมา–’

จากการปะติดปะต่อคำที่คุณป้าเล่าในคราวนั้นและคราวถัดๆ มา ดูเหมือนว่าคุณอุมาจะเป็นหญิงวัยอ่อนกว่าคุณป้าเล็กน้อย ลูกสาวคนเดียวของในโรงงานน้ำสลัดที่คุณลุงแสนทำงานอยู่ คุณลุงพยายามหาเงินมาช่วยคุณป้าจากหลายทาง หนึ่งในนั้นคือกู้นายจ้างมาก่อน จึงกลายเป็นสาเหตุให้คุณอุมาเข้ามารุกล้ำชีวิตส่วนตัวของคุณลุงได้

‘เธอเป็นผู้หญิงรอบรู้ มั่นใจ พึ่งพาและตัดสินใจเองได้ ช่างต่างกับป้าที่ทำอะไรก็ไม่ค่อยถนัด–’

อันที่จริงคุณมทนาเป็นหญิงเก่งคนหนึ่ง แม้จะมียายคอยเป็นต้นหน แต่เธอก็ดูแลตัวเองได้ดีเกินคำที่ใช้ตัดสินตัวเองเช่นนั้น แต่อาจเพราะช่วงนั้นมรสุมโถมรุมทุกทิศ จากที่เคยจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองได้อย่างเด็ดขาด คุณมทนาจึงตกอยู่กลางความสับสน เหมือนจับต้นชนปลายไม่ได้ ไปต่อไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อต้นหนคนเก่าป่วยหนักลงเรื่อยๆ จนแทบไม่อาจฟื้นสติ แล้วจู่ๆ ต้นหนในชีวิตคนใหม่ก็กลับมีหญิงอีกผู้เข้ามาเคียง

‘คุณอุมาทำให้ป้ารู้สึกตัวเล็กลีบ วันแรกที่ลงจากรถของคุณลุงมาทัก เธอยิ้มสวยด้วยลิปสติกแดงจัด เสียงหวาน พูดทีเล่นทีจริงว่า คุณมทนาเป็นคนโชคดี มีคนคอยเหนื่อยช่วยเหลือคุณ แต่ฉันยินดีกับความโชคดีของคุณนะคะ เพราะมันทำให้ฉันกลายเป็นคนโชคดีเหมือนกัน–

คุณป้ากลืนน้ำลายลงไปด้วยท่าทางละม้ายมันคือน้ำกรด ตาแดงแห้งผากลงไปอีก

เต้าหู้ยื่นมือไปกุมมือคุณป้าไว้ ความเจ็บปวดของคุณป้าสะท้อนมาบาดหัวใจเขาเช่นกัน ความทรมานจากการขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ปราศจากความเคารพศรัทธาตัวเอง ช่างสาหัสนัก

คุณมทนาเหลือบมองแล้วบอกสามีว่า ‘แม่ขอโทษนะ ที่ทำให้พ่อต้องทนเธออยู่นาน…’

เต้าหู้คิดว่า นั่นอาจเป็นเหตุผลให้คุณป้าล้มเลิกความยึดมั่นถือมั่นทุกอย่าง ยอมปล่อยให้คุณยายจากไปด้วยความสงบ เช่นเดียวกับยอมวางมือจากบ้านหลังเก่า

‘หลังจากเคลียร์ทุกอย่าง คุณลุงเขาก็ลาออกจากโรงงานนั่น เลิกยุ่งเกี่ยวกับคุณอุมา–’

สิ่งที่เสียไปนั้นยิ่งใหญ่ แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่แลกมาได้ก็น่าจะคุ้มพอ อย่างน้อยคุณป้าก็มีคุณลุงแสน ที่หาทางสานฝันจนในที่สุดก็ได้ครอบครองบ้านเดี่ยวหลังนี้ แม้คุณลุงจะจากไปก่อนได้มาอยู่ร่วมกันกับคุณป้าที่นี่ — ได้อยู่ร่วมกันแค่ในจินตนาการ…

คุณลุงสมุดโน้ตสีน้ำตาลเล่าให้เต้าหู้ฟังต่อจากนั้นว่า สามีของคุณมทนาเห็นโครงการบ้านจัดสรรแห่งนี้เปิดอยู่ไม่ไกล คิดว่าน่าสนใจ จึงใช้เงินสดที่เก็บสะสมมาซื้อทิ้งไว้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ย้ายมาอยู่ และไม่ได้ขายหรือให้ใครเช่า ค่าที่ช่วงหลังอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในราคาสูงกว่ากันไม่มาก คนเมืองส่วนใหญ่ก็นิยมคอนโดมิเนียมใกล้แนวรถไฟฟ้ามากกว่า บ้านเดี่ยวในเขตเมืองเก่าจึงถูกเก็บดองตลอดมา ดีแต่ว่าครอบครัวคุณมทนาถือว่าค่อนข้างมีอันจะกิน จึงไม่มีปัญหาจมทุนดังกล่าว

หลังจากสามีเสียชีวิต คุณมทนาเริ่มมีอาการป่วยทางใจ กระทั่งสามปีให้หลังต้องออกจากงานสอนมาอยู่บ้านเฉยๆ คุณลุงสมุดโน้ตบอกว่าข้าวของในบ้านโศกเศร้าสงสารคุณมทนาอย่างยิ่ง เต้าหู้เองแค่ได้ฟังยังพลอยหม่นหมอง อาจเพราะเหตุนี้ พี่ณัฐที่เพิ่งจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ใหม่ๆ จึงนำเงินเก็บอีกส่วนของพ่อมาตกแต่งบ้านเดี่ยวหลังที่พ่อเคยซื้อไว้ แล้วย้ายมาอยู่ที่นี่แทน เพื่อให้แม่พ้นจากบรรยากาศเก่าๆ เผื่อว่าอาการป่วยจะดีขึ้น

จากอาคารพาณิชย์แห่งเก่าที่มีลักษณะเรียบๆ เคร่งขรึมตามบุคลิกของผู้เป็นพ่อ บ้านเดี่ยวหลังใหม่ตกแต่งสไตล์ลอฟต์เข้ากับบุคลิกผู้เป็นลูก ตัวบ้านทรงสี่เหลี่ยมตอนลึกมีผนังด้านที่เป็นกำแพงเปลือยแสดงอิฐมอญ ตกแต่งด้วยเชือกและห่วงยางจำลองอันชวนให้นึกถึงกะลาสี เคาน์เตอร์แพนทรีตกแต่งด้วยไม้ขัดหยาบ เหนือขึ้นไปคือโป๊ะไฟแบบเก่า ขณะที่คุณโซฟาซึ่งวางอยู่ด้านหน้าอันเป็นทั้งส่วนรับแขกและใช้นั่งเล่นนั้น พี่ณัฐเลือกใช้โซฟาหนังขนาดใหญ่สีน้ำตาลทรงโอ่อ่า อันจะช่วยให้ผู้เป็นแม่นั่งและนอนพักได้สบายในเวลากลางวัน

แม้แต่ห้องนอนของพี่ณัฐเองก็ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ กำแพงเปลือยอิฐทาสีเบจ ขณะที่พื้นไม้เป็นสีกาแฟอบอุ่น มีชั้นเหล็กวางตรงกึ่งกลางเพื่อกั้นอาณาเขตของห้องนอนและส่วนแต่งตัว – ทำงานตรงด้านหน้า คุณโต๊ะกับคุณเก้าอี้เป็นของมือสองจากร้านอาหารแถวชัยภูมิที่กำลังจะเซ้ง พี่ณัฐไปเจอตอนสำรวจหาสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของตัวเอง จึงซื้อต่อมาตกแต่งใหม่ คุณเก้าอี้ปรับตัวให้เข้ากับที่อยู่ใหม่นี้โดยพยายามเปลี่ยนสำเนียงเป็นไทยภาคกลาง หากถึงอย่างไรก็ไม่คุ้นชิน ยิ่งพยายามแล้วล้มเหลวก็ยิ่งทำให้เธอขาดความเชื่อมั่น โชคดีที่ยังมีคุณโต๊ะทำงานคอยปลอบขวัญว่าไม่เห็นจำเป็นต้องเหมือนใครเลย

คุณลุงสมุดโน้ตเคยเล่าให้เต้าหู้ฟังว่า พี่ณัฐตามหาเครื่องเรือนแต่ละชิ้นโดยคำนึงถึงรสนิยม การใช้สอย และราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก เนื่องจากขณะนั้นพี่ณัฐเพิ่งเรียนจบใหม่ ยังไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน มีคนชวนร่วมงานหรือให้งานมาทำหลายอย่าง หากทว่าพี่ณัฐก็ปฏิเสธทุกชิ้นเพื่อทุ่มเทให้กับการตกแต่งบ้านเท่านั้น ทีละด้าน ทีละมุม กว่าจะครบถ้วนทุกมุมก็ใช้เวลาร่วมหกเดือน

เต้าหู้รู้ไม่มากเท่าคุณลุงสมุดโน้ต เพราะเขาถูกย้ายเข้ามาตอนที่บ้านยังไม่เสร็จดี และแทบไม่ได้ออกจากห้องนอนของพี่ณัฐอีกเลย ตลอดเวลานั้นเขาเพียงติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง — ตามที่เพื่อนๆ เป็นห่วงว่า เมื่อไหร่คนมีฝีมืออย่างพี่ณัฐจะรับงานเสียที ใครๆ ก็ว่าพี่ณัฐเป็นคนมีพรสวรรค์มากๆ เจ้าตัวเริ่มจับงานภาพยนตร์อย่างจริงจังหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก่อนหน้านั้นอย่างมากก็ดูหนังและอ่านสกู๊ปต่างๆ จากหนังสือและในอินเตอร์เน็ต ไม่เคยข้องแวะหรือทำหนังมาก่อนตอนชั้นมัธยมเหมือนคนอื่นๆ เลย ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ทำบ้านเสร็จและประกาศลงเฟซบุ๊กว่าต่อไปนี้จะเริ่มทำงานแล้ว ใครต่อใครจึงส่งงานต่างๆ มาให้เต็มไปหมด พี่ณัฐรับเป็นผู้กำกับงานโฆษณากับพรีเซนเตชั่นของบริษัทต่างๆ รวม ๒-๓ ชิ้น ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปร่วมงานกับบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งของสคริปต์ไรเตอร์ หรือคนเขียนบทภาพยนตร์จวบจนปัจจุบัน

“–น้องณัฐเป็นคนเขียนบท คงไม่น่าจะเชื่อง่ายๆ ถ้าจู่ๆ บอกว่าบ้านนี้มีผีโดยไม่มีเรื่องราวปูมาเลย” คุณลุงสมุดโน้ตให้ความเห็นต่อไปสำหรับข้อแนะนำของคุณหมอนข้าง

เต้าหู้ฟังแล้วสงสัย “เรื่องราวที่ปูมา?”

“คนตาย หรือตำนานอะไรสักอย่างยังไงล่ะ” คุณน้าผ้านวมอธิบาย “ถ้าเทียบกับพวกมนุษย์ มันก็อาจจะเรียกว่าความทรงจำ เป็นความทรงจำที่คอยหลอกหลอนคนคนนั้น”

จู่ๆ เต้าหู้ก็หวนนึกถึงภาพขณะคุณมทนาบรรยายเหตุการณ์การจากไปของคุณยายและบ้านหลังเก่า ความทรงจำร้ายๆ ช่วงนั้นคงเหมือนผีที่หลอกหลอนคุณป้าไม่เคยจบสิ้น เพราะอย่างนี้เอง มนุษย์กับเครื่องเรือนจึงไม่เคยเหมือนกัน

“ผีก็เหมือนฝันร้าย ข้าวของไม่เคยฝันร้าย — ที่จริง ไม่เคยฝันเลยต่างหาก”

“จริงด้วย” เต้าหู้พึมพำหลังจากใคร่ครวญตาม “นั่นเพราะอะไรนะ”

“เพราะเรามีแต่ความจำ ไม่มีความทรงจำละมั้ง” คุณลุงสมุดโน้ตให้คำตอบ “มนุษย์มีความคิดและอารมณ์ซับซ้อนกว่าพวกเรา ความจำของพวกเขาไม่ได้มีแค่เรื่องราว แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก ความฝันของมนุษย์อาจเป็นความรู้สึกที่ติดค้างในใจ มันหาทางออกด้วยการเล่าและเรียบเรียงเรื่องราวจากความจำนั้นซ้ำใหม่”

“ผมอยากฝันถึงพี่ณัฐบ้างจัง…”

คุณหมอนข้างคงไม่ได้ยินที่เต้าหู้พึมพำ หรือไม่ ถึงได้ยินก็คงไม่ใส่ใจ เจ้าตัวโพล่งกลบ “จะคิดอะไรเยอะแยะ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้จริงมั้ย สำหรับมนุษย์ ผีมันก็เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว!”

“ว่าไงเต้าหู้” คุณน้าผ้านวมถามคนกลาง “เราจะตัดสินใจยังไง”

“อย่าลืมนะ ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ แกก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝันถึงน้องณัฐด้วยซ้ำ!”

คำนั้นของคุณหมอนข้างช่วยให้การชั่งใจจบลง เต้าหู้พยักรับ “คืนนี้ผมจะลองดูฮะ!”

อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจกลายเป็นหมัน ทันทีที่เห็นพี่ณัฐกลับบ้านมาเมื่อช่วงบ่าย

“พี่ณัฐ กลับบ้านไวจังฮะ” คำทักของเขาไม่ตรงความในใจ นั่นไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่ากับสีหน้าอาการของพี่ณัฐ

เมื่อวานเจ้านายของเต้าหู้ยังยิ้มแย้มแจ่มใส และต่อให้ปกติพี่ณัฐจะเป็นคนสีหน้าเรียบเฉย แต่วันนี้เห็นได้ชัดว่ามีม่านเศร้าหมองบางอย่างคลุมอยู่เหนือดวงตาเจ้าตัว ตอนที่คุณมทนาอุ้มพาเจ้าขึ้นช่ายมาให้พร้อมทักทายว่า “พี่ณัฐมาแล้ว พี่ณัฐมาแล้ว” พลางเจ้าอ้วนพยายามจะตะกายนายน้อยอย่างยากลำบาก พี่ณัฐยังไม่สนใจก้มลงไปเล่น หรืออย่างน้อยยีหัวมันเหมือนทุกทีด้วยซ้ำ

“กูซื้อขนมกับผลไม้มาด้วย มึงเอาออกมากินกับแม่”

“แล้วพี่ณัฐล่ะฮะ”

“กูจะไปนอนพัก”

เห็นสายตาเหนื่อยล้า เต้าหู้ไม่สามารถรั้งเจ้าตัวได้ต่อไป

อีกหลายวันยังคงผ่านไปในลักษณะนั้น คราวนี้พี่ณัฐถึงกับไม่ออกจากบ้าน ไม่ออกจากห้องนอน ซึ่งทำให้เต้าหู้พลอยไม่สามารถเข้าไปคุยกับเพื่อนๆ ของเขาได้ สิ่งเดียวที่ทำให้เขายังพอคลายใจ คือข่าวคราวจากคุณโทรศัพท์มือถือของพี่ณัฐที่แอบต่อสัญญาณถึงคุณโทรศัพท์มือถือของคุณมทนา เล่าว่าเจ้านายของเต้าหู้หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์แลปท้อป หรือไม่ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดแรง ท่าทางอ่อนเพลียและหัวเสีย

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคุณป้าและเจ้าหมา คลอไปกับเสียงรายการโทรทัศน์นานา เต้าหู้ปลีกตัวมานั่งนอกบ้าน ใต้ระเบียงห้องของพี่ณัฐ จินตนาการว่าป่านนี้ในห้องนั้นจะเป็นอย่างไร

พี่ณัฐจะรู้หรือไม่ว่าวันนี้หอยทากแอบมากินใบต้นส้มของคุณป้าหายไปสามใบแล้ว มีผีเสื้อตัวใหม่หลงเข้ามาในสวน แล้วช่วงสาย เจ้ารุ้งเกเรตัวหนึ่งก็แอบโผล่มาปรากฏกายบนฟ้า เป็นรุ้งปฐมภูมิ เพราะมีสีม่วงอยู่ข้างล่างสุด เต้าหู้จำได้เพราะนานมาแล้ว พี่ณัฐในชุดนักเรียนเคยท่องจำด้วยวิธีการเฉพาะตัวว่า ‘ปฐมมีมอม้าอยู่ข้างหลัง แสดงว่ามีสีม่วงตามมาท้ายสุด–’

พี่ณัฐอาจไม่สังเกตว่าที่ฟ้ามืดๆ นั้นไม่ใช่เพราะสายัณห์ แต่บ่ายแก่ๆ กลับมีเมฆครึ้ม ครึ้มเหมือนความรู้สึกของเต้าหู้ ที่รอแสงสว่างจากพี่ณัฐทอดส่องและกำจัดความหม่นสลัวออกไป

ทั้งๆ ที่เป็นห่วงเหลือเกิน เต้าหู้กลับทำได้มากที่สุดเพียงแอบขอให้คุณโทรศัพท์ของคุณมทนาส่งข้อความเข้าไปหาพี่ณัฐ

‘คุณป้าบอกว่าหนังที่เอามาฉายตอนบ่ายนี่เป็นฝีมือพี่ณัฐด้วย สนุกมากๆ เลยฮะ ผมลุ้นว่าเมื่อไหร่ตัวละครจะยอมพูดจากัน ถ้าคนเราเปิดใจคุยกันบ้าง เรื่องหนักอกก็คงจะหมดลงนะฮะ / เต้าหู้’

‘ไม่รู้ทำไมละครวันนี้ พระเอกเอาแต่นอน ห้องนอนของพระเอกต้องมีมนตร์วิเศษแน่ๆ ผมอยากเข้าไปในนั้นบ้าง ไม่ได้อยากไปปลุกเขาหรอกฮะ แต่ถ้าห้องนั้นทำให้เขาฝัน ผมก็อยากจะลองฝันอย่างเขาดูบ้าง / เต้าหู้’

‘วันนี้พี่ณัฐกินข้าวต้มดูมั้ยฮะ ผมลองกินขนมปังกับนมอุ่นตามพี่ มันก็อร่อยดีนะ แต่กินแบบนี้ทุกมื้อ น่าเบื่อจะแย่แล้วละ / เต้าหู้’

ไม่มีคำตอบใดๆ เลย จนแม้แต่คนชวนคุยก็เริ่มถอดใจ สายวันใหม่เขาจึงส่งข้อความไปแค่

‘ไม่ได้เจอกันนาน อ่านแล้วก็ไม่ตอบ คิดถึงจังฮะ / เต้าหู้’

เขาวางโทรศัพท์ลง ไม่คาดหวังว่าพี่ณัฐจะมีปฏิกิริยาใดๆ กลับมา แค่เห็นว่าข้อความอื่นๆ นั้นถูกอ่านก็ดีมากแล้ว

ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้าย ปกติพี่ณัฐกับคุณป้าสนทนากันน้อยเท่าน้อย แล้วคุณป้าเองก็ติดหนังสือกับโทรทัศน์มากกว่าโทรศัพท์มือถือ แกจึงไม่ค่อยเข้ามาตรวจสอบว่าเต้าหู้ใช้ทำอะไรไปบ้าง เมื่อเต้าหู้โกหกว่า พี่ณัฐต้องการสมาธิทำงานจึงเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง คุณป้าก็หัวเราะเอ็นดูกับสามี แล้วหันไปให้ความสนใจเจ้าขึ้นช่ายมากกว่า เพราะกลัวว่ามันจะเหงาที่พี่ณัฐไม่มาเล่นด้วย

วันนี้คุณป้าไม่ได้นั่งอ่านหนังสืออยู่บนคุณโซฟา เต้าหู้นึกว่าแกคงพาเจ้าหมาเดินเล่นรอบๆ บ้านเหมือนทุกที ไม่คิดว่าทันทีที่ตัวเองวางโทรศัพท์ลง เสียงตะโกนจะดังขึ้นจากหลังบ้าน

“พ่อ! พ่อ!”

ปกติคุณมทนาแทบไม่เคยใช้เสียงดัง ครั้งนี้นอกจากโหวกเหวกแล้วยังสัมผัสความตกใจกลัวได้ในเนื้อเสียง เต้าหู้กำลังจะถลันไปหา แต่แค่หันไปก็พบว่าพี่ณัฐวิ่งลงมาจากเชิงบันไดแล้ว ไม่รู้เจ้าตัวออกจากห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ บางทีเสียงของคุณป้าคงทำให้ผู้เป็นลูกตกใจเป็นห่วงเช่นกัน

“แม่! เป็นอะไร!”

พี่ณัฐอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงขาสั้นสำหรับใส่นอน ผมยุ่งเหยิง หนวดเคราเริ่มครึ้ม ขณะที่ใต้ตาเป็นถุงและข้างแก้มซูบลงอย่างเห็นถนัด เต้าหู้ตกใจสภาพของพี่ณัฐ แต่ยังไม่ตกใจมากไปกว่าท่าทางของคุณป้าที่ยืนอยู่ข้างอุมงค์นรกหรือเครื่องซักผ้าหลังบ้าน

คุณมทนาตัวสั่นเทาจนเห็นชายกระโปรงกระดิกไหว ดวงตาเบิกคลอด้วยคลองน้ำ ริมฝีปากทาสีชมพูอ้าสั่นจนช่วงคางสะท้าน คำพูดติดสะอื้น “พ่อไปไหน พ่อเขาไปไหนไม่รู้ลูก”

เจ้าขึ้นช่ายเห็นคนในบ้านวิ่งมะรุมมะตุ้มกันอยู่ที่นี่จึงตามออกมาบ้าง เห็นท่าทางของคุณป้าดูผิดไป มันก็เห่าเสียงแหลม

พี่ณัฐไม่สนใจ เพ่งสายตาไปที่ของในมือผู้เป็นแม่ ในที่สุดก็คว้าปลั๊กเครื่องซักผ้าออกมาจากกำมือนั้น “แม่ดึงสายไฟออกมาทำไม”

“แมะ…แม่จะเสียบ จะเปิดเครื่อง…”

“ปกติมันก็เสียบอยู่แล้ว!” พี่ณัฐตะคอกอย่างอารมณ์เสีย เต้าหู้เห็นท่าไม่ดีรีบเดินไปประคองคุณป้า

“ใจเย็นๆ นะฮะ คุณป้าจะเปิดเครื่องทำไม ผมเพิ่งจะซักผ้าเสร็จไปเมื่อกี้นี้เอง”

“พ่อเขาไม่เสียบให้ป้า ป้าทำไม่ได้ ปกติพ่อเขาต้องช่วย พ่อไปไหน…”

“หยุดซะทีได้มั้ยแม่!”

เป็นครั้งแรกจริงๆ พี่ณัฐตวาดลั่น เต้าหู้กับคุณมทนาถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เจ้าขึ้นช่ายก็คอย่นหยุดเห่า คุณมทนาที่ร้องไห้อยู่แล้วน้ำตายิ่งหยดเปาะ ขณะเดียวกันดวงตาของพี่ณัฐเองก็แดงก่ำไม่แพ้กัน

อย่างพยายามระงับอาการสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง พี่ณัฐรวบรวมลมหายใจ คำพูดยังแทบไม่เป็นคำ “มึงพาแม่เข้าไปข้างใน…”

ราวกับได้รับคำอนุญาต ลมหายใจของเต้าหู้สำลักพรวดออกมา เจ้าหมีผู้ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รีบประคองคุณมทนาก้าวกลับเข้าบ้าน ระหว่างนั้นเธอยังสะอื้นฮักๆ สายตาตื่นกลัวกวาดลาน นานๆ ทีจะพึมพำว่า “พ่อ…พ่อ…”

. . . . . . . . . .

 

เที่ยงคืนกว่า บ้านที่ตกอยู่ในความเงียบอึมครึมตลอดมาตั้งแต่เสียงตวาดของพี่ณัฐ กลับมีเสียงคุยโขมงของเหล่าเครื่องเรือน ทั้งที่อยู่ชั้นบนและชั้นล่างแว่วขึ้นมา บางทีก็มีเสียงคืบเคลื่อนอันแสดงว่าบางรายขยับตัวออกจากที่ เจ้าขึ้นช่ายเหมือนหมาส่วนใหญ่ มันได้ยินและรับรู้จนชิน จนไม่คิดว่ามีอะไรน่ากลัวหรือแม้แต่น่าสนใจเห่า ป่านนี้คงยังหลับอุตุอยู่ในที่ของมันตามเคย

จะมีก็แต่เต้าหู้ที่พลิกกายกระสับกระส่ายไปมาบนเตียง จับสายตาบนเพดานอันสูงลับไปในความสลัวอยู่เนิ่นช้า ใจเต้นตึกตักตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

ห้องนอนสำหรับแขกติดเครื่องปรับอากาศเครื่องเล็กไว้ ถึงตอนนี้จะเปิดตามปกติ แต่ไอเย็นของมันกลับไม่ทำให้เจ้าหมีฉ่ำใจ ในที่สุดเขาพลิกตัวกลับมานอนหันข้างเป็นรอบที่สามสิบห้า

ในความมืดนั้น มีเงาบางอย่างเคลื่อนไหวบนเตียงข้างๆ เต้าหู้ตกใจ ปกติข้าวของในห้องนี้ไม่มีอะไรมีชีวิต!

เมื่อเพ่งสายตาอีกครั้ง ในห้องกลับยังมีแต่ความเงียบนิ่ง

ที่ไม่นิ่งคือหัวใจเขา มันไม่นิ่งมาตั้งแต่เสียงแผดและท่าทางเจ็บปวดอัดอั้นของพี่ณัฐ!

เจ้านายของเขาเป็นคนแสดงออกน้อย คำพูดยิ่งมีน้อย ยากนักจะรู้ว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่ ถึงอยู่ด้วยกันมานานก็มีอีกหลายอย่างที่เต้าหู้ยังไม่เคยเข้าถึงหรือเข้าใจพี่ณัฐเลย

ตั้งแต่กลายเป็นมนุษย์ เขาได้รู้ได้เห็นอะไรมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความคิดและจิตใจก็ดูจะซับซ้อนขึ้น จากที่เคยคิดว่าพี่ณัฐเป็นคนเงียบๆ เต้าหู้เริ่มรับรู้ว่าพี่ชายที่เขารักที่สุดมีบางอย่างเก็บงำอยู่ในใจ มันคงเป็นก้อนหนัก เปี่ยมหนาม และละลายออกมาด้วยละไออันให้รสขม

เขาหวนคิดถึงตอนที่พี่ณัฐร้องไห้เพราะหนังสือภาพชื่อญี่ปุ่นเล่มนั้น แต่เหตุการณ์ช่วงนี้ก็ช่างห่างไกลกับเรื่องราวในนั้น

ทำอย่างไรดีจึงจะสามารถช่วยพี่ณัฐได้

อยากให้พี่ณัฐมีความสุขเหลือเกิน…

ในความมืดที่มืดเหลือเกินนั้น เต้าหู้รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงใครตะโกนจากห้องติดกัน

“เต้าหู้! เต้าหู้!”

เพราะมัวใจลอยอยู่ในทะเลแห่งความเศร้าหมองและสงสัย กว่าจะรู้ตัวว่ามีเสียงใครเรียกอยู่จริงๆ รายนั้นก็ดูจะเริ่มหัวเสีย

“ไอ้เต้าหู้! น้องณัฐร้องไห้!”

คุณหมอนข้างนั่นเอง! แม้จะไม่ชอบหน้ากันนัก แต่เครื่องเรือนโดยมากต่างก็รักเจ้าของ เวลาปกติพี่ณัฐอาจจะกอดคุณหมอนข้างบ้างตอนนอน แต่ตอนร้องไห้ พี่ณัฐไม่เคยกอดเจ้าตัวเลย เต้าหู้เท่านั้นที่พี่ณัฐมองหา แต่ว่าตอนนี้–

เป็นรอบที่ล้าน เต้าหู้รู้สึกหงุดหงิดที่ใครสักคนทำให้เขาต้องกลายร่างเป็นมนุษย์แบบนี้ มนุษย์ที่ไม่เห็นจะเข้าใจอะไรแบบที่มนุษย์ทั่วไปเข้าใจกัน และจะทำอะไรแบบที่ตุ๊กตาหมีทำก็ไม่ได้

ปกติพี่ณัฐไม่ใช่คนขี้แย แม้จะมีบ้างที่แอบแม่หรือใครๆ มาร้องไห้ในห้องนอนกับเขา แต่นั่นก็นับว่านานๆ ที การที่คืนนี้พี่ณัฐร้องไห้ แสดงว่าต้องมีเรื่องกังวลใจยิ่งใหญ่จริงๆ

เต้าหู้เม้มปาก กลืนน้ำลาย ป่านนี้พี่ณัฐจะเป็นยังไงบ้าง ไม่มีตุ๊กตาหมีอย่างเขา พี่ณัฐจะกอดใครได้เล่า…

รู้ตัวอีกครั้ง เจ้าหมีของเราก็พบว่าตัวเองก้าวมาหยุดอยู่หน้าบานประตูห้องพี่ณัฐแล้ว ตอนนี้เสียงสนทนาและเคลื่อนไหวนานาในบ้านพลันเงียบ ข้าวของส่วนใหญ่หูดีและต้องคอยระวังตัว ตอนนี้คงสัมผัสได้ว่ามีมนุษย์ตื่นขึ้น ข้าวของที่เคลื่อนไหวอยู่จะต้องรีบหยุด หากมีโอกาสก็ต้องรีบขยับกลับเข้าที่หรือแสร้งทำเป็นล้มลงเหมือนถูกลมหรืออะไรปัดตกลงมา

เต้าหู้ไม่อยู่ในสภาวะที่จะสนใจสิ่งเหล่านั้น เขารู้สึกว่าท่อนแขนของตัวเองหนักอึ้ง อยากยกเคาะประตู แต่ก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก

เราไม่ใช่ตุ๊กตาหมีแล้ว ในสายตาของพี่ณัฐ เราคงเป็นคนแปลกหน้าที่ไหนไม่รู้ที่จู่ๆ ก็มายุ่มย่าม ถ้าเราเคาะ พี่ณัฐก็อาจจะ–

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

ด้วยความห่วงใยเกินพรรณนา กำปั้นของเขากระทบบานไม้ลงเสียแล้ว

เป็นชั่วเวลาที่น่าระทึกใจ ถ้าผมบอกคุณว่าแม้แต่อากาศก็ดุจจะหยุดเคลื่อนไหวมันคงไม่เกินจริง ทั้งเงียบ ทั้งนิ่ง และมืดมนแทบมองไม่เห็นทาง เนื่องจากพื้นที่หน้าห้องนอนนี้แทบไม่มีช่องเปิดอันจะทำให้ไฟแสงจันทร์จากด้านนอกทอดผ่านเข้ามาได้เลย ทุกอย่างถูกพรางในความมืดตะคุ่ม มีเสียงซุบซิบที่ฟังไม่ออกจากข้าวของบางสิ่ง ดูท่าเจ้าตัวจะส่งข่าวว่อนต่อไปทั่วบ้านว่าเจ้าหมีเต้าหู้กำลังจะทำอะไร

“เคาะอีกที”

“แกต้องเคาะอีกที ดังกว่านี้…”

เสียงให้กำลังใจเริ่มระงมขึ้นจากมุมนั้นมุมนี้ จุดใกล้ๆ และที่ไกลห่าง

เต้าหู้แค่หันข้าง แม้ยังมองไม่เห็นใครแต่เขาก็พยักเป็นเชิงรับ

มองกำมือของตัวเอง ขนาดกำมือใต้จมูกของตัวเองเขายังแทบมองไม่เห็นเลย มันช่างเหมือนสิ่งที่กำลังจะเกิดในไม่กี่นาทีข้างหน้า เขาไม่รู้เลยว่าถ้าตัวเองเคาะเสียงดังพอจะเรียกให้พี่ณัฐก้าวมาเปิดประตู และได้ยินสิ่งที่เขาพูดขึ้น พี่ณัฐจะว่าอย่างไร แผนการทั้งหมดจะสำเร็จหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่กำปั้นจะกระทบบานประตูอีกครั้ง ประตูก็กลับแง้มออกเป็นช่อง

พี่ณัฐคงเปิดม่านข้างในห้องไว้ แสงสว่างจากไฟแสงจันทร์ด้านนอกจึงพราวระยับ ตัดกับเงาร่างของผู้ที่ก้าวมายืนหลังบานประตูและดึงมันเปิดออก

“มีอะไร”

เต้าหู้ยังคงมองไม่เห็นหน้าพี่ณัฐ แต่จับได้ว่าเสียงเจ้าตัวอู้อี้อย่างคนกำลังร้องไห้จริงๆ

“พี่ณัฐร้องไห้…”

อีกฝ่ายไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ในความมืดขนาดนี้ ยากที่เต้าหู้จะจับสีหน้าหรืออาการของพี่ณัฐได้ว่ากำลังคิดหรือรู้สึกเช่นไร

ก่อนที่ความกล้าหาญจะหมดไป เต้าหู้บอกด้วยเสียงหนักแน่น “ผมขอกอดพี่แทนตุ๊กตาตัวนั้น–”

คำว่า ได้มั้ยครับ กลายเป็นแค่เสียงงึมงำ เพราะความรู้สึกมันบังคับให้เต้าหู้พาร่างสูงใหญ่ของตัวเองสวมกอดพี่ณัฐไว้แล้วทั้งตัว กอดแน่นอย่างที่พี่ณัฐเคยกอดเขาคราวเจ้าตัวมีน้ำตา

ชั่วขณะหนึ่ง พี่ณัฐไม่ได้พูดว่าอะไร ไม่ผลักไส ท่อนกายแข็งทื่อคล้ายกำลังงงหรือสับสนมากกว่า

แต่ก็แค่ไม่นาน อาจเพราะเต้าหู้ภาวนาให้ความรักของเขาทอดผ่านไปสู่หัวใจของพี่ณัฐ เหมือนกับที่ไฟแสงจันทร์ทอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของพี่ณัฐ เจ้านายจึงค่อยๆ ยกมือโอบแผ่นหลังของเขาแน่น ราวกับคนตกตึกสูงระฟ้าพยายามยึดเกาะกำแพงไว้ ร่างของพี่ณัฐที่เต้าหู้เคยรู้สึกว่าช่างอบอุ่นยิ่งใหญ่ กลับหดเหลือเล็กลงในชั่วพริบตา ครั้นเจ้าตัวค่อยๆ ซุกกายแนบเข้ามา เพื่อจะใช้ช่วงไหล่ของเขาอุดริมฝีปากของตัวเองไว้มิดเม้น ค่อยๆ ปล่อยน้ำตารินออกมาจนไหล่ข้างนั้นของเต้าหู้เปียกชุ่ม

เจ้าหมีรู้สึกว่าร่างของตัวเองสั่น แต่คราวนี้ไม่ใช่สั่นเพราะความกลัวหรือไม่มั่นใจ มันสั่นเพราะรับแรงสะเทือนจากพี่ณัฐมาต่างหาก เสียงครางฮือ…ฮือ…เล็ดลอดออกมา เต้าหู้ค่อยๆ ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งลูบขึ้นมาถึงท้ายทอยพี่ณัฐแผ่วเบาเพื่อปลอบโยน

อย่างเชื่องช้า และโดยไม่บอกกล่าว ในที่สุดเขาค่อยๆ อุ้มพี่ณัฐลอยขึ้นจากพื้น ก้าวเข้าไปที่เตียงซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง เสียงบานประตูค่อยๆ วาดตัวปิด ข้าวของถอนหายใจเงียบงันด้วยความโล่งอก ตอนนั้นเองที่เต้าหู้วางพี่ณัฐลงบนเตียงแล้วอย่างทะนุถนอม ตัวเขาเองก็นอนลงเคียงข้างกัน กอดพี่ณัฐไว้ด้วยกันอย่างนั้น แนบแน่นอยู่อย่างนั้น แทนคำพูดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าพี่ณัฐจะเศร้าแค่ไหน เขาจะอยู่ตรงนี้ จะกอดพี่ณัฐอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ไม่มีวันปล่อยเลย

พี่ณัฐฮะ

ไม่ต้องเก่งหรือเข้มแข็งตลอดเวลาหรอกนะฮะ

ไม่ต้องฝืนยิ้มก็ได้ ถ้าข้างในของพี่แบกน้ำตาเอาไว้จนหนัก

ไม่ต้องวิ่ง ถ้าแม้แต่หายใจยังทำให้พี่รวดร้าว

ผมไม่ใช่มนุษย์ ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ เพื่อให้ตัวเองเข้าใจในสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจ

ในดึกที่มืดที่สุด แม้จะไม่มีดาว แต่น้ำตาของเราก็ยังแตะประกายให้สิ่งต่างๆ ได้ไม่ใช่เหรอฮะ

พี่ณัฐรู้รึเปล่า หอยทากตัวที่กินแต่ใบส้มมันก็มีความสุขของมัน ผีเสื้อตัวใหม่ที่หลงทางเข้ามา สุดท้ายมันไม่ออกไปไหนหรอกฮะ เพราะมันเจอว่าสวนที่มันไม่คุ้นและหวาดกลัว ที่จริงก็ยังมีดอกไม้ที่สวยและหวานกว่าในสวนเก่าซ่อนอยู่ พี่ณัฐจำได้มั้ย ถึงวิธีที่ใช้จำเรื่องรุ้งมันจะดูประหลาดกว่าคนทั่วไป แต่ในที่สุดพี่ณัฐก็สอบผ่าน ได้คะแนนมากกว่าใครหลายๆ คนด้วยนะ

ผมอยู่ตรงนี้

บางทีเรื่องมันก็ไม่ได้แย่เท่าที่พี่ณัฐรู้สึกหรอกฮะ

โดยเฉพาะ พี่ณัฐไม่เคยแย่เลย อย่างน้อยก็ในสายตาของผม

ร่างระริกของพี่ณัฐในอ้อมกอด ทำให้เต้าหู้เพิ่งประจักษ์ว่าการไร้ความเชื่อมั่นคงทรมานเช่นนี้ การไร้ความเชื่อมั่นแบบที่คุณอุมาทำให้คุณป้าเป็น หรือที่คุณเก้าอี้ทำงานต้องเผชิญหลังจากถูกย้ายมาและต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่นี้

แต่คุณป้ามีคุณลุง และคุณเก้าอี้มีคุณโต๊ะ

ผมอยากเป็นคุณลุงหรือคุณโต๊ะให้พี่ณัฐที่สุดเลยฮะ…

ก่อนรุ่งสางนั้น มีปาฏิหาริย์หนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมๆ กันกับประกายสุดท้ายของแสงดาว

เต้าหู้เพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรกว่าวันก่อนที่เขากอดพี่ณัฐ สิ่งที่เขี่ยต้นขาของเขาคืออะไร เขาตกใจที่ครั้งนี้มันเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง เหมือนต้องคำสาปอันทำให้ขุมขนลุกชัน กระนั้นพี่ณัฐที่น่าจะถูกเขี่ยขาเหมือนกันกลับไม่ตกใจกลัว เจ้าตัวกระซิบแผ่วด้วยเสียงอันแสดงว่ายังไม่ได้หลับเลยตลอดทั้งคืน

“แม่เขากลัวปลั๊กไฟ”

คำเล่าฉุดภาพเมื่อตอนบ่ายคืนมา ภาพขณะคุณป้าร้องไห้หาคุณลุง ในมือถือปลั๊กเครื่องซักผ้า

“บางทีเวลาเสียบปลั๊ก มันจะมีไฟแลบออกมา แม่เขากลัว ทั้งบ้านเราเลยต้องใช้รางปลั๊กไฟ แล้วกดเปิดสวิตช์จากรางแทน”

คำเล่าเรื่อยเฉื่อย เสียงพี่ณัฐยังค่อนข้างอู้อี้ มีลักษณะเฉพาะตัวคือเหมือนคนกัดฟันหรือไม่เปิดริมฝีปากขณะพูด ทำให้บางคนฟังแล้วรำคาญหรือไม่เข้าใจ แต่เต้าหู้เข้าใจ และไม่เคยรำคาญ

ไม่เคยรำคาญ เหมือนที่คุณลุงแสนน่าจะไม่เคยรำคาญเวลาต้องคอยเสียบปลั๊กให้คุณป้า…

“แล้วพี่ณัฐล่ะฮะ”

“หืม?”

“กลัวรึเปล่า ถ้าต้องเสียบปลั๊ก”

คำตอบกลายเป็นเสียงหัวเราะชอบใจกึ่งเขินๆ ที่เต้าหู้ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมพี่ณัฐจึงต้องเขิน เขารู้สึกว่าใบหน้าของพี่ณัฐที่เอนซุกข้างซอกคอของเขานั้นร้อนผ่าวขึ้นมา ด้วยสัญชาตญาณที่เต้าหู้ยังไม่เคยเรียนรู้ เขารู้สึกว่าตัวเองพลอยร้อนผ่าวขึ้นมาเช่นกัน และเป็นตอนนั้นเองที่ใบหน้าของพี่ณัฐดูจะมีแรงดึงดูดมหาศาลให้เขาเป็นฝ่ายก้มลงไปหา จนสัมผัสลมอุ่นจากในจมูก ในปอด ในร่างกายของแต่ละฝ่ายชัดเจน

 

Don`t copy text!