คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 8 : เสียกรุงครั้งที่ ๒ เพราะขาดสามัคคี

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 8 : เสียกรุงครั้งที่ ๒ เพราะขาดสามัคคี

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-8-

 

ปลายจมูกค่อนข้างแหลมของเต้าหู้แตะลงไปที่ปลายจมูกของพี่ณัฐก่อน ระหว่างที่เขาเก้กัง พี่ณัฐถอนหายใจออกมาเป็นเสียงหัวเราะขำคิกหนึ่ง จากนั้นเป็นฝ่ายเอียงใบหน้าหลบอย่างชำนาญ เพื่อห่อริมฝีปากมาจุมพิตบนริมฝีปากของเต้าหู้ได้

เจ้าหมียิ้มรับในตอนแรก แล้วพยายามจะห่อริมฝีปากทำแบบพี่ณัฐบ้าง มันช่างเป็นสัมผัสที่ดีอย่างวิเศษจริงๆ แตกต่างจากวันแรกที่เขากลายเป็นมนุษย์และพี่ณัฐพยายามจะทำคล้ายๆ กันแบบนี้

เสียงถอนหายใจของสองฝ่ายดังอยู่ในความเงียบงัน แม้แต่ข้าวของในห้องก็เงียบ ไม่รู้เพราะง่วงหรือกำลังตื่นเต้นแบบที่เต้าหู้กำลังตื่นเต้น

อาจเพราะเขาดูอ่อนเยาว์ในกิจกรรมนี้เหลือเกิน พี่ณัฐจึงค่อยๆ ยกมือขึ้นมาประคองข้างแก้มเขาไว้ข้างหนึ่งให้เขาอยู่นิ่งๆ และแล้วค่อยๆ พรมจูบลงมารอบๆ ริมฝีปากของเขาราวปีกผีเสื้อสัมผัสกลีบดอกไม้ เต้าหู้จินตนาการเห็นกลุ่มผีเสื้อที่โบกโบยอยู่เหนือแปลงดอกผีเสื้อในซอยผีเสื้อของคุณป้า ขณะที่ฟอร์ดคอร์ติน่าคันสีส้มพาแกเดินทางไปพร้อมกับชายที่แกแสนรัก ตอนนี้เต้าหู้ก็กำลังจะเดินทางไปพร้อมกับผู้ชายที่เขาแสนรักเช่นกัน

เมื่อรู้สึกว่าเขาเริ่มตื่นเต้นจนเกินไป พี่ณัฐก็ลูบแก้มของเขาเบาแผ่วราวจะปลอบ สูดหอมลงบนแก้มเขาฟอดใหญ่ แล้วหยุดพักด้วยการโน้มศีรษะของเขาให้หน้าผากก้มลงมาแตะหน้าผากของพี่ณัฐค้างอยู่อย่างนั้น

ในแสงสลัวราง เต้าหู้เห็นเปลือกตาของพี่ณัฐปิดลง ขนตาอ่อนยาวแตะพริ้มลงบนเนินแก้มอิ่ม เป็นภาพที่สงบและสวยงามจนเขาอยากจดจำไว้ไม่ลืม

เมื่อลืมตาขึ้นอีกที พี่ณัฐหัวเราะถามเขาเบาๆ ว่า “ยิ้มอะไร”

เต้าหู้ไม่มีคำตอบ นอกจากพยายามก้มลงไปพรมจูบรอบๆ ริมฝีปากของพี่ณัฐบ้าง แต่เขาช่างหัวช้า มันดูแสนทะเล่อทะล่าและไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย

ราวกับรู้ว่าเขาใจเสีย พี่ณัฐปลอบด้วยการไล่มือนุ่มขึ้นไปบนศีรษะของเขา ไล้เล่นเส้นผมของเขาเหมือนเมื่อมันยังเป็นขนปุยของตุ๊กตาหมี นี่เป็นสัมผัสที่เต้าหู้โปรดปรานเหลือเกิน คิดถึงเหลือเกินจนน้ำตาคลอขึ้นมา

ไม่รู้พี่ณัฐเข้าใจว่าอะไร เจ้าตัวเห็นอาการของเขาแล้วก็ยิ้มบอกว่า “เด็กจังเลยนะมึง” จากนั้นก็ยืดคอมาเพื่อจะกัดริมฝีปากล่างของเขาเบาๆ อย่างล้อเลียน

เต้าหู้พบว่าตัวเองสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย เหมือนกำลังจะร้องไห้ เขาไม่รู้ต้องทำอย่างไรจึงกระซิบเรียกอย่างจะขอความช่วยเหลือ “พิ…พี่ณัฐฮะ…”

มือใหญ่ของเขากางออกล็อกข้างแก้มพี่ณัฐทั้งสองข้าง เจ้าตัวหยุดชะงักอย่างตกใจ เต้าหู้สะอื้นและน้ำตาไหลเมื่อความรู้ตัวสุดท้ายพยายามหยุดป่าเถื่อนของตน ถอนปากออกมา ถอนร่างกายสั่นเทาของตัวเองออกมา แต่ขณะเดียวกันร่างกายของพี่ณัฐกลับเหมือนแม่เหล็กที่มีอำนาจแรงกล้า ถึงที่สุดเขาก็ทำได้แค่เลื่อนริมฝีปากของตัวเองมาหยุดที่ปลายคางของพี่ณัฐ อ้าปากขบปลายคางของพี่ณัฐโดยบังคับไม่ให้ฝังเขี้ยวลงไปเต็มรัก บังคับตัวด้วยอุตสาหะอันอ่อนแอเต็มที

“พี่ณัฐ…” เขาร้องไห้ “ปากพี่หวานแล้วก็นุ่มเหมือนเยลลี่จนผมกลัว…”

“มึงเป็นใคร…!” ประโยคแรกยังเบา ก่อนโพล่งเป็นตะคอกก้องในประโยคถัดมา “มึงเป็นใครกันแน่?!”

ดึงตัวเองจากอ้อมกอดเขาแล้วเจ้าตัวก็ลุกนั่งบนเตียง กำหมัดทั้งสองข้างลากคอเสื้อของเต้าหู้ตามติดขึ้นไปด้วย “บอกกูมาว่ามึงเป็นใคร?!”

ภวังค์หวานพลันทลาย แม้แต่ข้าวของที่เงียบไปนานก็ยังตกใจ “เกิดอะไรขึ้น?!”

“เต้าหู้ระวังนะ น้องณัฐเป็นอะไรของเขา”

อย่างไรก็ดี เจ้าหมีไม่ได้สนใจคนอื่นเลย อันที่จริงผมบอกได้ว่าเขาแทบไม่ได้ยินเสียงใครๆ ด้วยซ้ำ ดวงตาเบิกโพลงยังจดอยู่แค่คนตรงหน้า ในหูก็มีแต่เสียงโกรธเกรี้ยวสะท้อนกลับไปกลับมาเหมือนฟ้าถล่ม

“พิ…พี่ณัฐ?!” เสียงของเขาเบากว่ากระซิบ ไม่เหลือเรี่ยวแรงพอจะพยุงตัวเองด้วยซ้ำ ทั้งที่สูงใหญ่กว่า เต้าหู้จึงกลับกลายเป็นร่างปวกเปียกที่ถูกพี่ณัฐจับห้อยต่องแต่งได้ง่ายๆ

“กูถามว่ามึงเป็นใคร เล่นเฟซบุ๊กชื่ออะไร!”

“ผะ…ผมไม่รู้–”

“โกหก!” พี่ณัฐกระแทกเสียงแล้วผลักเขาล้มหงายลงไปบนเตียง ส่วนตัวเองเด้งลุกจังก้า ชี้นิ้วลั่น “อย่ามาโกหก!”

ที่น่าตกใจกว่าความโกรธ คือลึกลงไปในเสียงนั้นดุจจะแฝงรอยสั่นสะอื้นร่วมด้วย เป็นความเศร้า ตกใจ เหมือนลนลานไม่อยากจะเชื่อในเรื่องที่เกิด

“ผมไม่รู้จริงๆ ฮะพี่ณัฐ…”

ให้ถึงอย่างไร แม้แต่คุณหมอนข้างที่ไม่ชอบขี้หน้ากันก็ยังค่อยสอดตัวมาหนุนแผ่นหลังของเขา คุณน้าผ้านวมผู้ปรานีก็แอบกางตัวแตะต้นแขนของเขาราวจะปลอบให้ใจเย็นๆ และตั้งสติรับมือเหตุการณ์ตรงหน้า

ร่างของพี่ณัฐดูจะสั่นยิ่งกว่าเขาเสียอีก ในตาเต็มไปด้วยหยดน้ำคลอคลอง ตาจ้องเหมือนเขากำลังเล่นตลก เหมือนพี่ณัฐเองเป็นฝ่ายถูกแกล้งหรือถูกสบประมาทรุนแรงจนไม่อาจให้อภัย คำพูดต่อมาพยายามกลั้นสะอื้นเต็มเปี่ยม “มึงมาจากไหน ใครส่งมึงมา!”

“ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมมาจากไหน–”

“ไม่เชื่อ!” เสียงพี่ณัฐเหมือนกับระเบิด เป็นระเบิดที่มีแต่ความเจ็บปวดและผิดหวัง มันทรงพลังจนเต้าหู้ไม่เหลือสติต้านทาน

“ผะ…ผมไม่รู้ พี่ณัฐเอาตุ๊กตาเต้าหู้มาจากไหน–”

“ตุ๊กตา?!” ดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วแทบจะเหลือกถลน คำนั้นเสมือนกระทืบปุ่มบังคับความพังพินาศทุกประการ “มึงมันเลว! ไอ้เหี้ย!”

“ผมขอโทษฮะพี่ณัฐ–”

“มึงตั้งใจใช่มั้ย มึงรู้ละสิว่าที่กูนอนร้องไห้ตั้งแต่หัวค่ำก็เพราะอย่างนี้ แล้วมึงก็ยังจะ–!”

เหมือนถูกถีบทิ้งให้ตกตะกายในความมะงุมมะงาหรา เต้าหู้ไม่รู้ว่าพี่ณัฐพูดอะไร หรือทุกอย่างกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้เพราะอะไร มันเกี่ยวอะไรกับที่พี่ณัฐเศร้าและร้องไห้ โดยเฉพาะเกี่ยวอะไรกับเขา – เจ้าเต้าหู้ตุ๊กตาหมี?!

ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่พี่ณัฐบอกว่ากำลังตามหาตุ๊กตาอยู่ ท่ามกลางความตื้นตันใจ เต้าหู้พลอยกังวลขึ้นมาด้วยไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรดี ไม่มีทางไหนจะเอาตุ๊กตาตัวนั้นกลับมา ในเมื่อเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกลายเป็นคนได้อย่างไร และ — ฉะนั้น — ควรจะต้องทำอย่างไรให้ตัวเองกลับไปเป็นอย่างเก่า

มันช่างเป็นเหตุพิสดารที่ทั้งเขาและข้าวของใดๆ ก็หาคำตอบไม่เจอ ในที่สุด ทางออกเดียวที่นึกได้ เต้าหู้คิดว่าระหว่างนี้เขาน่าจะไปหาตุ๊กตาหมีตัวใหม่ — คล้ายๆ เดิม — มาให้พี่ณัฐแทนไปก่อน

ด้วยเหตุนี้ เจ้าหมีจึงเริ่มไล่เลียงเครื่องเรือนทุกชิ้น แต่กระทั่งคุณลุงสมุดโน้ตซึ่งดูจะอยู่กับครอบครัวนี้มานานที่สุดก็ยังไม่รู้ว่าพี่ณัฐไปได้ตุ๊กตาเต้าหู้มาจากร้านไหน ครั้นลองลอบถามคุณมทนา คำตอบที่ได้ก็คล้ายคลึงกัน

‘เอ ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันสิ ณัฐเขาน่าจะซื้อมาเองนั่นละ ช่วงมอปลายละมั้ง จู่ๆ เขาก็อุ้มเจ้าเต้าหู้เข้ามา ตลกดีนะเจ้าชายน้อย เจ้าหมีนั่นชื่อเหมือนเจ้าชายน้อยเลย–’

เป็นอันว่าไม่มีใครรู้ คนที่อาจจะรู้อีกรายได้แก่พี่เกณฑ์เพื่อนสนิทของพี่ณัฐ แต่ก็นั่นละ เต้าหู้ยังไม่สนิทพอจะไปทักถามเจ้าตัวเรื่องพรรค์นี้ แล้วถ้าจะถามกับพี่ณัฐเองก็ยิ่งลืมไปได้เลย

ไม่นึกเลย จู่ๆ ที่มาของตัวเขาเองจะเกี่ยวกับที่มาของความเศร้าของพี่ณัฐด้วย เต้าหู้ยิ่งหดหู่จนไม่รู้จะพูดหรือทำอะไรต่อ

“ตกลงมึงจะไม่พูดใช่มั้ย มึงจะไม่พูดใช่มั้ย!”

“ผะ…ผม…”

“ด้าย!” คนตะคอกขึงตาด้วยอาการประสาท โดดลงจากเตียงแล้วก็ฉุดกระขากแขนข้างหนึ่งจนเต้าหู้ร่วงลงตาม สะโพกของเขากระแทกพื้นดังแอ้กแทบจุก ถึงอย่างนั้นพี่ณัฐก็ไม่เมตตา ยังคงลากถูลู่ถูกังเต้าหู้จนมาถึงหน้าประตูห้องนอน กว่าเขาจะค่อยๆ ประคองตัวลุกตามได้

“วันนี้มึงรู้แน่ ไปหาตำรวจกับกูเดี๋ยวนี้เลยเป็นไง!”

พี่ณัฐพูดโดยไม่ได้หันมา เต้าหู้เองเพิ่งลุกขึ้นได้ก็แทบเข่าอ่อนลงไปกองพื้นอีกครั้ง — ใช่แล้ว เหมือนที่ผมเคยบอกคุณนั่นละ นอกจากถังขยะ ก็มีคำว่า ‘ตำรวจ’ ที่เจ้าหมีของเราขยาดกลัวที่สุด!

เต้าหู้ถูกฉุดข้อมือก้าวลงบันได ตลอดเวลานั้นน้ำตายังพรายเต็ม บดบังจนนึกว่าตัวเองตาฝาด ครั้นถึงชั้นล่างแล้วพบว่าผ้าห่มสีชอกโกแลตมอลต์จากห้องนอนเขากลับมาปรากฏกลางพื้นบ้าน ข้างกันคือคุณรองเท้าแตะข้างซ้ายและข้างขวา นี่จะว่าเป็นฝีมือเจ้าขึ้นช่ายก็ไม่น่าใช่ มันไม่น่าเข้าไปในห้องเขาได้ แล้วตอนนี้เจ้าหมาก็ไม่ได้นั่งงับผ้าหรือรองเท้า ทว่ากลับนอนอุตุอยู่บนคุณโซฟา ต่อเมื่อได้ยินเสียงเขากับพี่ณัฐก้าวลงมาก็ชูคอตื่นวิ่งหน้าตั้งมาหา เห่าเขาที่ร้องไห้ฮือ จนพี่ณัฐต้องชี้หน้ามันเป็นสัญญาณให้เงียบ ป้องกันคุณมทนาตื่นมายุ่งอีกราย

ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เต้าหู้ก็ได้ยินเสียงคุณรองเท้าข้างซ้าย “น้องหมีรีบใส่พวกเราเร็ว!”

“ฮะ…ฮะ?” เขายกมือป้ายตาเพื่อมองให้ชัด พี่ณัฐกำลังลากจะเขาผ่านไปสู่ประตูหน้าบ้าน

คุณรองเท้าแตะข้างขวาพยักเพยิดสำทับ “รีบใส่ แกจะได้มีเพื่อนออกไปช่วยคิดตอนที่อยู่ข้างนอก!”

ฟังแล้วเต้าหู้ได้แต่นึกว่าแปลกจัง ข้าวของที่ชั้นล่างทำท่าทางเหมือนรู้เรื่องและวางแผนพร้อมรับมือไว้แล้ว ทั้งที่จริงเหตุการณ์เพิ่งเกิดปุบปับ แม้แต่เพื่อนๆ ของเขาที่อยู่ในห้องพี่ณัฐเองยังตกใจตั้งตัวไม่ติด

“เร็วซี่ เจ้าฐานันดรสูง–!” คำของคุณรองเท้าแตะข้างขวาขาดหายกลายเป็น “เหวอ!” เจ้าขึ้นช่ายคล้ายรู้เช่นกันว่าข้าวของกำลังรวมหัวกันช่วยเขา พอเห็นเขารั้งตัวจากแรงลากของพี่ณัฐเพื่อสวมรองเท้าแตะข้างซ้าย มันก็รีบแล่นมาคาบคุณข้างขวาวิ่งลับไป

“พี่ชาย!” คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายร้องลั่น

เต้าหู้จะก้าวตาม ทว่าคนที่ฉุดแขนเขาอยู่ก็ตะคอก “ตามมานี่!”

เป็นอันว่าเขาเลยใส่รองเท้าได้แค่ข้างซ้าย ระหว่างที่ถูกลากออกไปจากบ้านยังได้ยินเสียงคุณโซฟาบริภาษ “สติวปิ้ด ด๊อก!”

เต้าหู้ถูกผลักเข้าที่นั่งตอนหน้าของเก๋งสีฟ้าซึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน เขายังร้องไห้ตัวสั่น ไร้กำลังจะต้านทานหรือหาทางออก คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายซึ่งเป็นเพียงรองเท้าแตะใส่ในบ้าน ไม่เคยออกมาข้างนอก ผิวสัมผัสก็ไม่เหมาะกับการออกมาย่ำข้างนอก ยิ่งกอปรกับเหลือตัวคนเดียว ไม่มีคู่รักด้วยแล้ว จึงดูท่าทางจะตกใจกลัวไม่แพ้กัน

“มาดูกันว่ามึงจะปากแข็งไปได้ถึงเมื่อไหร่!” พี่ณัฐเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อเปิดขึ้นรถมานั่งในตำแหน่งคนขับ เสียงเครื่องยนต์คำรามกระหึ่มแล้วรถก็กระชากตัวออกรุนแรงจนแผ่นหลังของเต้าหู้กระแทกเบาะ

ในรถมีแต่ความอึมครึม ถ้าไม่มีเสียงสะอื้นของเต้าหู้กับคุณรองเท้าข้างซ้ายก็คงจะมีแต่เสียงลมหายใจดุดันของพี่ณัฐ เจ้าตัวไม่แม้แต่เปิดวิทยุ ยังคงมุ่งมั่นบังคับยานพาหนะเพื่อไปให้ถึงจุดหมายโดยไวที่สุด

ถนนช่วงตีห้าแถบนี้ยังมีรถไม่หนาแน่น สถานีตำรวจก็อยู่ไม่ไกลบ้าน ไม่ทันสิบนาทีพี่ณัฐก็ขับมาถึง เจ้าตัวก้าวพรวดพราดมากระชากแขนเขาลงจากรถ เต้าหู้ไม่ทันตั้งตัวดีจึงแทบคะมำลงกับพื้น คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายเองก็เหมือนกัน เธอกระเด็นหล่นไปข้างทาง เต้าหู้พยายามจะรั้งตัวเองเพื่อสวมรองเท้า แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

“มึงไม่ต้องโอ้เอ้!”

“แต่รองเท้าหลุด–”

“ก็เดินตีนเปล่า!”

“แต่–”

“นะ…น้องเต้าหู้” คุณรองเท้าเป็นฝ่ายเรียกสติ “ไปก่อนเถอะ พี่จะรออยู่ตรงนี้น้า”

เต้าหู้ปาดน้ำตาก่อนพยักหน้าให้ “ขะ…ขอโทษด้วยนะฮะ”

“กูไม่ได้อยากได้ยินคำนี้!”

ว่าแล้วพี่ณัฐก็ออกแรงต่อจนเขาเซตาม หมาจรจัดสองตัวเห็นคนท่าทางแปลกๆ ก็โก่งคอเห่า แต่คงสัมผัสรังสีอำมหิตจากพี่ณัฐได้ ในที่สุดพวกมันจึงล่าถอยแหวกทางเป็นช่อง

เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนโรงพัก นายตำรวจเวรที่นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าเชิดคางถาม “ใจเย็นคุณ มีอะไร ฉุดกระชากลากถูกันมาแต่เช้ามืด”

พี่ณัฐกดเต้าหู้ให้นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคุณตำรวจ ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงตามข้างกัน มือยังไม่วายกำรอบข้อมือของเต้าหู้ดุจพันธนาการ

“ผมเจอคนหลงทางครับ ซักมันก็ไม่ยอมบอกว่ามาจากไหน!”

คุณตำรวจค่อนข้างสูงวัยหรี่ตาจดจ้อง “เจอที่ไหน แล้วคุณไปยุ่งอะไรกับเขา”

ถูกยิงคำถามกลับอย่างนั้น พี่ณัฐคงไม่ทันนึกเตรียมมาก่อน ได้แต่อึกอัก “ก็มัน…”

เต้าหู้หันมองคนถามทีคนตอบที บรรยากาศที่นี่ช่างดูเงียบเชียบน่ากลัวนัก ไม่ต่างจากที่เคยได้ฟังคำบอกเล่ามาจากคุณข้าวของชิ้นต่างๆ ในบ้านเลย อย่างไรก็ดี เพราะตอนนี้เขาไม่ได้ร้อนใจเรื่องตัวเองมากไปกว่าเรื่องของคุณรองเท้าแตะข้างซ้ายที่ถูกทิ้งไว้ลำพัง แม้จะไม่ถึงกับอยู่กลางถนน ซ้ำยังมีตัวรถเป็นกำบังจากภัยรอบข้าง แต่เต้าหู้ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เธออุตส่าห์ออกมาเพื่อช่วยเหลือเขาแท้ๆ กลับต้องตกเป็นฝ่ายลำบากอย่างนั้น

เพราะอย่างนี้ ถึงจะเศร้า เต้าหู้ก็อดคิดไม่ได้ว่า ไหนๆ ก็ไม่มีทางเลือกแล้ว สู้ทำให้มันจบไวๆ แล้วไปช่วยพาคุณรองเท้ากลับขึ้นรถพี่ณัฐดีกว่า

“ผะ…ผมไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน จริงๆ นะฮะ” เขาพูดขึ้นเป็นครั้งแรก “แต่ตอนนี้ผมอยู่บ้านพี่ณัฐมาได้เกือบสามอาทิตย์แล้ว”

“พี่ณัฐ?” คุณตำรวจสงสัย

เต้าหู้จึงยกนิ้วชี้ “คนนี้”

สีหน้าของพี่ณัฐแสดงให้เต้าหู้รู้ว่าตัวเองคงพูดผิดอีกแล้ว เขาไม่ทันหาคำมาแก้ตัวได้ คุณตำรวจก็ขึ้นเสียงว่า

“อ้าว อยู่มานานขนาดนี้ไม่หลงทางแล้วมั้ง ทำไมเพิ่งมาแจ้งความล่ะคุณ ตกลงมันยังไง”

พี่ณัฐสูดลมหายใจนิดหนึ่ง เสียงตอบลดความรุนแรงลง แต่ก็ไม่ถึงราบเรียบเป็นปกติ

“มันเป็นคนแปลกหน้า บอกว่าจำอะไรไม่ได้ พอดีแม่ผมเจอแถวบ้านแล้วสงสารเลยช่วยดูแลไว้ ตอนแรกคิดว่าเดี๋ยวมันคงนึกออกจะได้ช่วยพากลับไป แต่ไปๆ มาๆ มันท่าทางผิดสังเกตครับ”

“ผิดยังไง”

คนถูกถามตอบไม่ได้

เต้าหู้ที่เม้มปากเพื่อพยายามระงับคำจึงหลุดแทน “คือตอนที่พี่ณัฐจูบผม–”

คุณตำรวจที่กำลังหาวหวอดระหว่างนั่งฟังถึงกับหยุดหาวแทบไม่ทัน “หา?!”

พี่ณัฐเองก็พลอยหน้าแดง ตาเบิกกว้าง หันมาอย่างจะเอาเรื่องเขา “ไอ้–!”

เจ้าหมีที่น่าสงสารไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่า ทำไมตัวเองพูดอะไรก็ผิดไปหมด ทั้งที่ที่พูดนั่นก็เป็นความจริงแท้ๆ “คือ…ผมทำให้พี่ณัฐเขาโกรธ…”

“เดี๋ยวๆ” คุณตำรวจยกมือปราม “ตกลงมันยังไงแน่ สรุปรู้จักหรือไม่รู้จัก รู้จักกันไปถึงขั้นไหน ลึกมั้ย!”

ใบหน้าของพี่ณัฐยิ่งแดงแจ๋เหมือนจะระเบิด ฝ่ายคนถามแสร้งหัวเราะ คำอธิบายต่อมาดูคล้ายทีเล่นทีจริง

“นี่คุณ คิดดีๆ นะ ถ้าคุณแจ้งความ น้องหน้าใสเขาจะถูกเอาตัวไปไว้ตามมูลนิธิ รอญาติมารับ อาจไม่ได้มาอยู่บ้านคุณแบบนี้ ดีไม่ดีคุณเองจะโดนข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวด้วย เจ้าหนุ่มนี่อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย”

นั่นเองค่อยๆ ลดระดับสีหน้าและความร้อนในลมหายใจของพี่ณัฐได้ เจ้าตัวลากสายตาจากคนตรงข้ามลงมาหยุดบนพื้นโต๊ะไม้ด้านหน้า เพ่งยาวนานราวกับจะให้เห็นคำตอบขึ้นมาจากร่องลายไม้นั้น สักพักขนตายาวและค่อนข้างงอนจึงจะกระพือ ตามจังหวะกะพริบตาเหมือนเพื่อเรียกสติตัวเอง

จากด้านข้าง ผมของพี่ณัฐยังค่อนข้างยุ่งเหยิง หากถึงอย่างไรก็ยังพอเห็นชัดว่าใต้กลุ่มผมลงไปข้างขมับนั้นเป็นรอยปูดของเส้นเลือด หัวคิ้วของพี่ณัฐกดเป็นร่องลึกจนหน้าผากย่นเป็นริ้ว แม้แต่ข้างแก้มที่ค่อนข้างเป็นลูกก็นูนขึ้นสันจากการกัดกราม

ปกติพี่ณัฐเป็นคนพูดน้อยและถนัดแทรกกายในความเงียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้ กับท่าทีอย่างนี้ เต้าหู้ตระหนักว่าพี่ณัฐคงกำลังเครียดและวุ่นวายใจมาก มันช่างน่าเศร้าที่เขาคือต้นเหตุ แค่คิดอย่างนี้น้ำอุ่นๆ ก็หล่อขึ้นในดวงตาของเขาอีกครั้ง

เจ้าหมีพยายามกลืนก้อนขื่นกลางคอ เพื่อหาข้อสรุปเสียเอง “ผะ…ผมขอโทษที่ทำให้พี่ณัฐไม่สบายใจ ผมยอมไปอยู่ที่นั่นก็ได้ฮะ”

“นั่นน่ะซี เอางั้นนะ…” คุณตำรวจลากเสียงยาว ยังจ้องตาพี่ณัฐ มือเริ่มเปิดหน้าสมุดบนโต๊ะ

ไม่ทันที่รายนั้นจะพลิกกระดาษไปถึงหน้าว่าง พี่ณัฐก็เด้งตัวลุก “ไม่ต้องแล้วครับ!”

เต้าหู้เงยมองตามด้วยความตกใจ

พี่ณัฐพูดต่อโดยไม่ได้ชำเลืองมาทางเขา “ผมรู้จักมัน แค่เข้าใจผิดกันแล้วก็โกรธมันเฉยๆ ขอโทษที” จบคำ คนพูดใช้มือข้างเดิมฉุดแขนเต้าหู้ออกมา จังหวะสาวเท้าค่อนข้างเร็วราวกับว่าพี่ณัฐกลัวจะถูกคนข้างหลังรั้งไว้อีก

กระทั่งพ้นออกมาถึงบาทวิถี กำลังมุ่งสู่รถคันสีฟ้าที่จอดอยู่ เจ้าหมีจึงถามอ่อยๆ “พี่ณัฐจะพาผมไปด้วยจริงๆ เหรอฮะ”

คนถูกถามชะงักฝีเท้านิดหนึ่ง ตอบโดยไม่ได้หันมา “กูจะทิ้งมึงไว้ข้างถนนนี่มั้ง!”

“พี่ณัฐ…”

ไม่มีคำตอบ นอกจากกำมือรอบข้อมือของเขาแน่นขึ้น

พี่ณัฐล้วงกุญแจรถมากดปลดล็อก ขณะเริ่มออกก้าวอีกครั้ง

เจ้าตัวลุไปถึงตัวรถก่อน มือข้างที่ว่างอยู่ดึงประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับเปิดกว้าง แล้วเหลือบมาจ้องเขาแทนคำให้สอดตัวกลับเข้าไป

ด้วยหัวใจที่กลับมานิ่ง และเริ่มอบอุ่นอีกครั้ง เต้าหู้เกือบลืมตัวทำตาม ถ้าเพียงแต่เขาไม่ทันนึกขึ้นได้เสียก่อน “เดี๋ยวฮะ รองเท้า–”

หัวใจของเขาดุจหายวับไปจากช่องอกทันที ตอนนี้ที่พื้นข้างๆ รถไม่มีคุณรองเท้าแตะข้างซ้ายอยู่อีกต่อไปแล้ว!

“คุณรองเท้า?!” เต้าหู้เผลออุทานด้วยความตกใจ ปลดข้อมือตัวเองจากพี่ณัฐเพื่อเร่งก้มก้าวต่อไปรอบตัวรถ ความว่างเปล่าในใจเกิดเป็นพายุลมหนาว ไม่มีคุณรองเท้าอยู่แถวนั้นเลย ไม่มี!

“คุณรองเท้า!” เสียงของเขาดังขึ้น เชิดคางอย่างจะชะเง้อหา ต่อเมื่อกำลังจะถลาสู่บาทวิถีที่ทอดยาวไปในแสงเช้า ข้อมือข้างเก่าก็ถูกล็อก

“หายไปแล้วก็ช่างมัน เดี๋ยวกูซื้อให้ใหม่” น้ำเสียงของพี่ณัฐมีเค้าปลอบใจกึ่งรำคาญ

“ไม่ได้หรอกฮะ”

พี่ณัฐน่าจะแปลกใจอยู่หรอก ปกติเต้าหู้ไม่เคยดื้อกับเจ้าตัวเลย แต่ครั้งนี้ถึงกลับดึงมือออก พูดโดยไม่ได้หันมามองหน้ากันด้วยซ้ำ

“ผมต้องหาคุณรองเท้าให้เจอ จะให้เธอหายไปไม่ได้ คุณรองเท้า!”

คงเพราะเห็นเขาเอาจริง จ้ำเท้าเปล่าไปบนบาทวิถีสกปรก พี่ณัฐจึงเร่งตามมาจนทัน ถามด้วยเสียงหงุดหงิด “แค่รองเท้าคู่เดียว มันจะอะไรนักหนา!”

“ข้างเดียวฮะ ไม่ใช่คู่!”

“ตอบกู!” คนตามมากระชากแขนเขาอย่างแรง จนเต้าหู้ต้องหันมาสบตา “มีอะไรอยู่ในรองเท้านั่นกันแน่!”

เต้าหู้ร้อนรนเรื่องคุณรองเท้า แต่พอเห็นดวงตาของพี่ณัฐ เขาก็อดเสียใจขึ้นมาอีกไม่ได้

ในดวงตากลมโตสีดำสนิทคู่นั้น กำลังสะท้อนตัวตนของพี่ณัฐผู้ปราศจากความมั่นใจ ใช่แล้ว ตลอดมา การที่พี่ณัฐพยายามทำตัวแข็งกระด้าง เงียบขรึม หรือใช้ถ้อยคำแหลมคม ส่วนใหญ่ก็เพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง ถึงตอนนี้ เจ้าตัวคงคาดหวังว่าเต้าหู้น่าจะดีใจที่ได้กลับบ้าน หรืออย่างมาก ผิดหวัง — แต่ก็จะให้อภัยพี่ณัฐอย่างที่เคยให้อภัยมาตลอด ไม่ใช่จู่ๆ ก็หันไปให้ความสนใจรองเท้าไม่ได้ความข้างหนึ่งมากกว่า การที่มันไม่น่ามีความสำคัญแต่เขากลับให้ความสำคัญมากขนาดนี้ คงทำให้พี่ณัฐเอะใจกลัวขึ้นมาว่า เต้าหู้อาจกำลังแอบปิดบังอะไรอีกแล้ว ปิดบัง…ทั้งที่พี่ณัฐเพิ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ เพื่อเชื่อใจ และให้โอกาสเต้าหู้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้งแท้ๆ

ช่างเป็นเรื่องซับซ้อนและยากลำบากเหลือเกินสำหรับตุ๊กตาหมีที่เพิ่งจะกลายเป็นคนได้ไม่นาน เต้าหู้ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรให้พี่ณัฐเข้าใจ เขาจะทิ้งคุณรองเท้าไม่ได้ เธออ่อนแอเกินไป และคุณรองเท้าข้างขวาก็ยังรอคนรักของเขาอยู่ที่บ้าน รายนั้นยอมให้คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายออกมาก็เพราะเอ็นดูและห่วงใยเต้าหู้แท้ๆ แล้วเขาจะหักหลังทั้งคู่ได้อย่างไร

“พี่ณัฐ…” น้ำตาของเขาร่วงลงหยดหนึ่ง “พี่ณัฐอาจจะไม่เข้าใจ แต่ของบางอย่างก็สำคัญมากๆ กับคนบางคนนะฮะ”

“แต่ว่ารองเท้าบ้านั่นมันก็–”

“มันเป็นของคุณป้าฮะ” นั่นคือสิ่งเดียวที่เต้าหู้พอจะคิดออกเพื่อใช้เป็นข้ออ้างได้ “ผม…ขอโทษที่เผลอใส่ติดออกมา ผมต้องพาเธอกลับไป ซื้อใหม่ก็ไม่เหมือนกัน ของบางอย่างมันอาจไม่มีวันถูกแทนที่กันได้ ไม่ใช่เหรอฮะ”

พี่ณัฐจ้องตาเขา คงรับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้โกหก

ทั้งที่หัวคิ้วยังมุ่นด้วยความลังเลสับสน ในที่สุดเจ้าตัวก็ยอมพยักเข้าใจ “กูจะช่วยมึงหาแล้วกัน”

ทั้งสองช่วยกันเดินชะโงกหาไปตามสุมทุมและมุมถนนบริเวณนั้น พี่ณัฐพยายามปลอบขวัญให้เต้าหู้คลายใจ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วยิ่งพบว่าไร้เงาคุณรองเท้าแตะข้างซ้ายโดยสิ้นเชิง

. . . . . . . . .

 

“ของบางอย่างมันอาจเหมือนไม่มีวันถูกแทนที่ แต่ถ้าเราพยายามจริงๆ มันอาจจะถูกแทนได้ในสักวันนะ”

เสียงของพี่ณัฐอ่อนเบาระหว่างขับรถพาเขาฝ่าการจราจรที่เริ่มติดขัดกลับบ้าน

ครั้นเห็นว่าเต้าหู้ยังนั่งซังกะตาย เจ้าตัวก็ชวนคุยต่อไปว่า “มึงรู้มั้ยว่าทำไมเมื่อคืนกูถึงร้องไห้”

เต้าหู้ไม่ได้ครางถาม เขาเหลือกำลังแค่เหลือบตามองคนข้างๆ

อย่างน้อย เห็นแค่นั้นพี่ณัฐก็ดูจะมีกำลังใจขึ้น เจ้าตัวเม้มริมฝีปากอย่างจะยิ้ม แต่หยุดมันไว้ก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้ม

“บทของกูโดนสั่งแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คราวก่อนๆ พอถึงฉากทำนองนี้ พี่หรือเพื่อนในทีมก็จะตัดปัญหาด้วยการเอาไปเขียนแทน แต่การถูกแทนที่แบบนั้นมันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเลย”

“ฉากทำนองไหน…ที่พี่ณัฐเขียนไม่ได้เหรอฮะ” เต้าหู้พยายามออกเสียงถาม แม้น้ำเสียงจะแหบแห้งเต็มที

คนถูกถามนิ่งไปนิดหนึ่ง ราวกับว่าแค่จะพูดถึงก็เจ็บปวดเหลือเกิน

“ฉากที่ต้องใช้ความรู้สึกลึกๆ ออกมา”

“ความรู้สึกลึกๆ…?”

“ฉากที่เราพูดถึงต้นไม้ไม่ให้มันเป็นแค่ต้นไม้ พูดถึงกระดาษไม่ให้เป็นแค่กระดาษ”

พูดถึงรองเท้า…ไม่ให้เป็นแค่รองเท้า

“นั่นละคือความมหัศจรรย์ของความทรงจำ เพียงแต่กู…” ลมหายใจของพี่ณัฐราวจะติดขัดขึ้นมา “กูใช้มันไม่ได้”

เต้าหู้อยากถามว่า ทำไมเหรอฮะ ทำไมคนเก่งอย่างพี่ณัฐถึงใช้มันไม่ได้ แต่ตอนนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่รั้วบ้านปรากฏขึ้นตรงหน้า แค่นึกถึงคุณรองเท้าข้างขวาขึ้นมาเขาก็ไม่มีแรงถามเสียเฉยๆ ส่วนพี่ณัฐเองก็คงไม่อาจตอบเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ถึงรู้ เรื่องบางอย่างก็ยากเกินจะพูดเป็นคำ

เจ้าหมีรู้สึกคล้ายร่างกายของตัวเองหดเล็กลงเหลือเพียงนิ้วก้อย ตอนที่ก้าวเข้าบ้านแล้วพบว่าคุณรองเท้าแตะข้างขวาชะเง้อคอยอยู่แล้ว ต่อเมื่อพบว่าเขาก้าวเข้ามาด้วยเท้าอันดำสนิททั้งสองข้าง ไม่มีคุณรองเท้าข้างซ้ายติดมาด้วยเลย คำถามที่เขากลัวที่สุดก็พุ่งออกมา

“กะ…เกิดอะไรขึ้น”

คำตอบหยุดแค่ปลายลิ้น ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับคุณรองเท้าแตะข้างซ้าย — รองเท้าแค่ข้างเดียว ช่างหนักหนาจนเขาไม่สามารถพูดออกไปง่ายๆ

เต้าหู้คิดว่าตัวเองเริ่มเข้าใจพี่ณัฐอย่างถ่องแท้

 

Don`t copy text!