คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 14 : เต้าหู้อีกคน

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 14 : เต้าหู้อีกคน

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-14-

 

บ่ายแก่ๆ วันถัดมา เต้าหู้รวบรวมของเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วลงถุงผ้าใบใหญ่เพื่อนำไปให้คุณสัจจารีย์บริจาค ข้าวของที่ตื่นขึ้นแล้วบางชิ้นโวยวายเมื่อรู้ว่าจะถูกพาไปที่ไหน คุณกระเป๋าเป้ใบเก่าของพี่ณัฐก็เช่นกัน

“ยัยเจ้ใจร้าย ตั้งใจแกล้งคุณป้า ฉันไม่อยากจะไปอยู่กับคนแบบนี้ ปล่อยฉันออกไปนะ!”

“น้าจันไม่ได้ใจร้ายหรอกฮะ แกแค่ตั้งใจจะช่วยแม่พี่ณัฐด้วยวิธีของแกเท่านั้น”

“ไอ้หมีโง่!”

“อีกอย่าง น้าจันไม่ได้จะเอาพวกคุณไปใช้เองซะหน่อย เดี๋ยวพวกคุณก็จะถูกส่งต่อไปให้คนยากไร้ ได้ทำประโยชน์อีกครั้ง แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอฮะ”

กว่าจะโอ้โลมปฏิโลมกันได้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ครั้นไปถึงบ้านคุณสัจจารีย์ เธอใช้ปลายนิ้วชี้ให้เขานำถุงบริจาคไปวางไว้ห่างๆ สิ่งที่สนใจคือ “ตกลงเต้าหู้เจอของอะไรที่น่าสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับตุ๊กตาหมีตัวนั้นรึเปล่า” ครั้นเขาส่ายหน้า คนถามก็มีอาการตึงๆ ขึ้นมา เต้าหู้จึงขอตัวกลับบ้านเพราะไม่รู้ว่าจะชวนคุยอะไรต่อ

ตอนที่กำลังจะเปิดประตูรั้วบ้านคุณมทนานั่นเอง เก๋งแดงเพลิงคันคุ้นตาเลียบเข้ามาจอดข้างๆ เต้าหู้จำได้จึงยืนรอต้อนรับ

“พี่เกณฑ์ สวัสดีฮะ หายไปนานเลย”

แขกหนุ่มร่างเล็กก้าวลงมาจากรถพร้อมหอบข้าวของพะรุงพะรังอย่างเคย วันนี้เจ้าตัวสวมเสื้อคอกลมสีครีมกับยีนส์สกินนี่สีน้ำตาล ท่าทางกระเง้ากระงอดใส่เต้าหู้นั้นดูเป็นทีเล่นทีจริง “ก็ไอ้ณัฐมันบอกว่าเราเลือกมันแล้ว พี่จะไปกล้าโผล่มาอีกเหรอ”

“ผมเลือกพี่ณัฐ?”

“อย่าบอกนะว่านี่มันหลอกพี่เพื่อหวงก้างไว้เอง!” พี่เกณฑ์เสียงสูงกว่าความสูงตัวเอง “ไอ้เว๊ร! กูอุตส่าห์ถอยให้!”

เต้าหู้รับของจากมือเจ้าตัวพลางหัวเราะ “ไม่แน่ใจสิฮะ ผมไม่เคยเลือก เพราะผมก็มีแต่พี่ณัฐอยู่แล้ว”

“โห น้อง…” คนไม่ถูกเลือกลากเสียงยาว ต่อเมื่อประโยคถัดมาจึงจริงจังขึ้น “งั้นพี่มาวันนี้ก็ถูกแล้ว–” พี่เกณฑ์พูดไม่ทันจบ คุณป้าก็เลื่อนประตูโผล่ออกมาพอดี ผู้เป็นแขกจึงต้องหันไปสวัสดีทักทาย โดยเฉพาะเจ้าขึ้นช่ายที่วิ่งลิ้นห้อยหางหมุนติ้วตามมา เมื่อถึงตัวแขกก็พยายามตะกายหาอย่างแสนคำนึง

“ขาพี่เปียกหมดแล้วไอ้หมาเอ๊ย!”

คุณป้าหัวเราะบอก “ขึ้นช่ายอย่าเพิ่งยุ่ง พี่เขาหนัก เกณฑ์ละก็นะ ไม่รู้จะซื้อของมาทำไมเยอะแยะ ป้าบอกแล้วว่าทีหลังมาแต่ตัวก็พอ”

“เห็นไอ้ณัฐไม่อยู่หลายวัน กลัวคนบ้านนี้จะต้องอดอาหารซีฮะ ลูกป้ามันบอกว่าทั้งแม่ทั้งผั–” คำพูดสะดุด “เอ้อ—น้อง ไม่ชอบออกจากบ้านไปไหนกันทั้งคู่”

เต้าหู้ช่วยยกอาหาร ขนม และผลไม้ในถุงไปจัดเรียงใส่ตู้ ระหว่างนั้นพี่เกณฑ์ถามสารทุกข์สุกดิบคุณป้ารื่นเริงตามประสาคนอัธยาศัยดี เจ้าหมียิ่งเห็นความตั้งใจของคุณป้า – แกไม่หลุดเรื่องโรงพยาบาลให้พี่เกณฑ์ฟังแม้แต่คำเดียว

“วันนี้เกณฑ์กินข้าวด้วยกันนะลูก รอแป๊บนึง เดี๋ยวป้าทำของชอบให้ เจ้าชายน้อยคุยกับพี่เกณฑ์เขาก่อนไป๊ อย่าปล่อยให้หนีกลับก่อนเชียว”

นั่นละ ทั้งคู่จึงจะได้คุยกันต่อเรื่องที่ค้างไว้

พี่เกณฑ์ดึงแขนเต้าหู้ออกมานอกบ้านอย่างจะกันไม่ให้คุณป้าได้ยิน จากนั้นล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปปลิเคชั่นรูปนกสีฟ้า กดหาอะไรพักหนึ่งจึงยื่นให้เขาดู “เราคงยังไม่เห็นนี่ใช่มั้ย”

เจ้าหมีรับโทรศัพท์มาแล้วก็ต้องเลิกคิ้ว หน้าจอขณะนี้แสดงภาพถ่ายของเขาคู่กับเด็กหนุ่มที่พบกันในโรงพยาบาลเมื่อวันก่อน เหนือรูปมีคำบรรยาย “เดินอยู่ดีๆ เจอผู้โหล่วมากเลยขอแชะ พี่เขาใจดีมากอะแก๊”

ใต้รูปดูจะมีใครอีกหลายคนเข้ามาร่วมพูดคุย

@seavonn : น้องงง เนื้อนาบุญของพ่อแท้ๆ มาภูเก็ตตตมะ

@pyckajeans : จัดตามรอยด่วน

@Kwonsopoy : โอ้โหววว สูง ใหญ่ ไหล่กว้าง พ่อคุณของบ่าว ดจีย์มาก อยากทำคอนเท้นท์

ยังมีข้อความต่อลงไปอีกยาว แต่เต้าหู้คิดว่าไม่น่าจำเป็นต้องอ่านต่อ เขาเงยบอกพี่เกณฑ์ “ผู้ชายคนนั้นเป็นคนเอาไปโพสแน่ๆ เลย ตลกจังฮะ”

“ตลกอะไรเล่า!” คู่สนทนาส่ายหน้า ยกมือขึ้นเท้าต้นแคนา ต้นพฤษภาดอกขาวพิสุทธิ์ยังแซมอยู่ตามกิ่งสูง “ไอ้ณัฐมันไม่ชอบนะเว่ย ถ้ามันรู้เรื่องนี้ เราน่ะอาจจะโดนเม้ง”

ถ้าเป็นแต่ก่อน เต้าหู้คงปักใจเชื่ออีกฝ่ายทันที แต่เพราะเดี๋ยวนี้เขาเริ่มมีความคิดซับซ้อนมากขึ้น จึงจับตาพินิจอีกฝ่ายให้ดีก่อนว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อพี่เกณฑ์เป็นคนอารมณ์ขัน

เมื่อเห็นว่าไม่ใช่แค่อารมณ์ขัน เขาจึงถาม “จริงเหรอฮะ ผมควรทำไง”

“ก็เตรียมตัวรับมือมันไว้ คงแก้ไม่ได้แล้ว ไอ้พวกปมทางจิตเนี่ย”

“ปมทางจิต?”

พี่เกณฑ์ดึงมือกลับมา ยกมืออีกข้างปัดเศษเปลือกไม้ที่ติดมาด้วย “ก็สมัยเด็กๆ ไอ้ณัฐมันเคยผิดหวังเรื่องความรักน่ะ เห็นมันป้อไปทั่วอย่างนั้น แต่ที่จริงไม่เคยเปิดใจจริงจังกับใครเลยนะ จนมาถึงเต้าหู้นี่ละ ก็เพราะอย่างนี้ด้วยไง พี่เลยยอมให้มันง่ายๆ เป็นเพื่อนที่ดีมั้ยล่ะ”

เต้าหู้ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าตกลงพี่เกณฑ์ยอมอะไร แต่เพราะอยากรู้เรื่องอื่นมากกว่า จึงพยักตาม “ฮะ”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าขาเที่ยวอย่างมันสุดท้ายจะมาลงเอยกับเต้าหู้ได้ แต่เราก็ทำให้ชีวิตมันสดใสขึ้นเยอะจริงๆ พี่เลยอยากมาเตือน ไอ้นี่มันอ่อนไหว ปมใหญ่ ถ้ายอมๆ มันได้ก็ยอมๆ มันไปเหอะ จริงๆ มันรักเราจะตาย”

“ผมยอมฮะ”

คนตอบว่าง่ายซะจนอีกฝ่ายร้องเสียงสูงอีกครั้ง “โอ๊ย… อิจฉาโว้ย อย่าน่ารักมากได้มั้ย!”

“ผมจะพยายามฮะ” เขาทำหน้าละเหี่ย

พี่เกณฑ์หัวเราะแล้วตีบ่าเขา “นี่กลายเป็นว่าที่ป้านาแกเป็นแบบนี้เลยโชคดีกับไอ้ลูกชายนะ มันเลยได้ครองรักกับเต้าหู้สบายใจเฉิบ”

“ทำไมถึงดีล่ะฮะ”

คู่สนทนาชะโงกหน้าไปทางตัวบ้านครั้งหนึ่ง ครั้นไม่เห็นความผิดปกติก็ยืดคอมากระซิบกระซาบ “ก็คุณป้าเป็นคนรุ่นเก่าน่ะสิ เราไม่รู้เหรอ ยิ่งแกเป็นครูสายสังคมประวัติศาสตร์อะไรนั่นอีก คงหัวใจวายพอดีถ้ารู้ว่าผู้ชายอีกคนที่อยู่บ้านคือผอลูกชายตัวเอง”

เต้าหู้คิดแล้วก็ไม่เห็นจริงเท่าไหร่ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมการที่คนสองคนรักกัน – ถึงจะเป็นผู้ชายกับผู้ชายก็เถอะ – จึงกลายเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียได้

อย่างไรก็ตาม เพราะทบทวนแล้วยังจำชัด พี่ณัฐกำชับให้เก็บเรื่องระหว่างเขากับเจ้าตัวเป็นความลับ นี่คงเป็นเหตุผลเดียวกับที่พี่เกณฑ์กำลังพูดถึง

“จะว่าไป พ่อไอ้ณัฐยิ่งกว่านี้อีก จะบอกว่าแกตายไปก่อนน่ะ ถือเป็นโชคดีทั้งของตัวแกเองแล้วก็ลูกชาย มันก็ดูจะยังไงอยู่เนอะ แต่มันก็เป็นความจริงน่ะ ไอ้ณัฐมันน่าสงสาร”

อันที่จริง แต่ไหนมาเต้าหู้ไม่เคยรู้หรอกว่าพี่ณัฐต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง หากถึงกระนั้นเขาก็พอคาดการณ์ได้จากท่าทางที่พี่ณัฐเป็น ตั้งแต่สมัยยังใส่กางเกงนักเรียนขาสั้นสีดำ หลายทีพี่ณัฐหนีเข้าห้องนอนมากอดตุ๊กตาหมีเต้าหู้แน่นๆ บางทีถึงกับมีน้ำตาหยดซึมลงมาด้วย สิ่งแวดล้อมบ่มให้เจ้าตัวไม่อาจเป็นคนสดใสเปิดเผยแบบพี่เกณฑ์ ครอบครัวย่อมคือส่วนหนึ่ง แต่ถึงตอนนี้ เต้าหู้เพิ่งรู้ว่ายังมีอีกส่วนด้วย

“พี่เกณฑ์ฮะ ที่ว่าพี่ณัฐเคยผิดหวังเรื่องความรัก มันเป็นยังไงเหรอ”

น่าแปลก จู่ๆ สีหน้าคนรู้เรื่องกลับแปร่งไป ก่อนจะคืนเป็นปกติว่องไว จนเต้าหู้นึกว่าตัวเองตาฝาดหรือนั่นเป็นกลแสงเงา “จะสนใจทำม้าย เรื่องนานแล้วน่ะ”

“ผมอยากรู้ฮะ เผื่อว่าจะได้ระวังไว้ ไม่ทำอะไรที่พี่ณัฐไม่ชอบ”

พี่เกณฑ์หัวเราะออกมาจนได้ “เต้าหู้เอ๊ย ไอ้ณัฐแม่งได้ใจแย่!”

เพราะเต้าหู้จ้องมองอย่างคอยคำตอบ เจ้าตัวจึงต้องพูดต่อ “มันก็ไม่มีอะไรร้อก เพื่อนพี่มันยังไม่ทันได้เป็นแฟนกับเขาเลย ก็แค่พัพพีเลิฟ แอบชอบรุ่นพี่รูปหล่อสมัยมัธยมน่ะ เราก็ไม่ต้องไปถามมันหรอกนะ ไอ้นี่มันไม่ชอบบอกใคร แต่พี่ยืนยันได้ว่าตอนนี้มันมีแค่เราคนเดียวจริงๆ”

เต้าหู้พยักรับ อันที่จริง สำหรับเขาแล้ว พี่ณัฐจะมีใครอื่นอีกก็ได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เต้าหู้จะยินดีมากไปกว่าการเห็นพี่ณัฐมีความสุข ขอเพียงพี่ณัฐมีความสุข เขาจะไม่ลังเลเลยไม่ว่าจะต้องทำ หรือต้องเป็นฝ่ายเจ็บปวดเองก็ตาม

จังหวะนั้นคุณป้าคงเตรียมอาหารเสร็จแล้ว มีเสียงเลื่อนประตูกระจกออก ไม่ช้าก็ปรากฏร่างอวบในชุดกรุยกรายก้าวมากวักเรียกให้เขากับพี่เกณฑ์เข้าบ้าน มื้อนั้นควรจะเป็นมื้อที่อบอุ่นสนุกสนานเพราะมีคนเฮฮาอย่างพี่เกณฑ์ร่วมโต๊ะ แต่ลึกๆ ทั้งสามคนกลับไม่รู้สึกสนุกอย่างหมดจดเท่าไร อาจเพราะต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่ยังค้างใจกังวล

พี่เกณฑ์คุยกับคุณป้าระหว่างที่เต้าหู้ผละมาล้างจานชาม เรียบร้อยแล้วเขาจึงหลบมาเปิดสมาร์ทโฟนที่พี่ณัฐให้ไว้ ไม่รู้ว่าแอปปลิเคชั่นที่พี่เกณฑ์ใช้งานเรียกว่าอะไร เขาจึงลองเซิร์ชคำบรรยายที่ตัวเองจำได้ลงในกูเกิ้ลแทน

มีลิงก์ผลลัพธ์ให้ตามเข้าไปจริงๆ ด้วย

หน้าจอคล้ายๆ กับที่พี่เกณฑ์เปิดให้ดูเมื่อชั่วโมงก่อนแสดงต่อตา เต้าหู้เม้มปาก อยากจะขอให้เจ้าของภาพช่วยลบภาพออก แต่เขาไม่รู้ว่าต้องกดปุ่มหรือพิมพ์ข้อความตรงไหน จึงได้แต่ปัดหน้าจอขึ้นไปแล้วอ่านข้อความที่ขึ้นต่อๆ กันมา

@pk_nadnicha : ยอดรีสมกับความหล่อ

@NooMoli : อยากทำของที่ระลึกให้

เต้าหู้กำลังจะถอดใจ พอดีสายตากวาดเห็นรูปภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ตัดเฉพาะรูปเขาเทียบกับใครอีกคน เจ้าของรูปแนบข้อความว่า

@AOne : เฮ่ย! ใครวะ หน้าเหมือนพี่ชายเรายังกะแกะ!!!

จริงด้วย!

ชายในรูปมีหน้าตาประพิมพ์ประพายเต้าหู้อย่างยิ่ง ทั้งรูปหน้าเรียวมีแก้มนุ่มหยุ่นสีขาวอมชมพู คิ้วดำเหนือดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มในรูปตาค่อนข้างเรียว มีเปลือกตาซ้อนเป็นชั้นราวถูกบรรจงพับประณีต ขนตาไม่หนา ทว่ายาว ช่วงปลายงอนแต่น้อย แม้แต่จมูกโด่งแหลมและริมฝีปากจีบหยักดูจุ๋มจิ๋มเป็นสีชมพูก็ยิ่งคล้ายถอดแบบกันมา จะมีก็แต่เรือนผมของคนในรูปที่ยังตัดทรงนักเรียน กับแววตาท่าทางที่ดูดิบเถื่อนกว่าเท่านั้นละ ทำให้แยกออกว่านี่คือคนละคน

มหัศจรรย์จริงๆ! เต้าหู้อ้าปากค้างพลางคิด ทำไมเราถึงหน้าตาเหมือนคนคนนี้ได้ขนาดนี้นะ!

เส้นสายและข้อมูลบางอย่างกำลังจะปะติดปะต่อกันกลางหัว ทว่าจู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็กรีดเสียงดังขึ้น

แน่นอน สายที่เรียกเข้ามีแค่คนเดียว “พี่ณัฐ”

“ไปไหนมา!” เสียงปลายสายค่อนข้างห้วนเข้มน่าตกใจ ดีที่พี่เกณฑ์มาเตือนก่อน เต้าหู้จึงพอเท่าทันว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงเรื่องอะไร ทว่ายังไม่ทันตอบ เจ้าตัวก็แทงต่อ “แล้วทำไมต้องไปถ่ายรูปกะไอ้หน้าปลาจวดนั่นด้วย!”

นี่ต่างหากที่ทำให้เขางง “ปลาจวด คืออะไ–”

“ไม่ต้องมาทำเป็นเซ่อ!” พี่ณัฐร้อนเกินกว่าจะตลก “ไม่เก๊ทเหรอว่ากูอยากให้มึงอยู่แต่ที่บ้าน นี่เสือกแรดออกไปจนใครไม่รู้ขอถ่ายรูป เป็นอะไร คันมากเหรอ กูไม่อยู่แค่ไม่กี่วันเนี่ย?!”

“ผมไม่ได้คันนะฮะพี่ณัฐ ผมไม่เป็นอะไรเลย”

“ปัดโธ่เว้ย!” เจ้าตัวเสียงดังกว่าเก่า เต้าหู้เดาว่าน่าจะมีคนเห็นหรือได้ยิน ประโยคถัดมาจึงดูเหมือนพี่ณัฐกำลังย้ายที่คุย แล้วคำพูดก็เบาลงมาก “ตกลงว่าไง!”

เต้าหู้สูดลมหายใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงเสียงสั่นด้วยความหวาดเกรง – คือเกรงพี่ณัฐจะไม่รักและทอดทิ้งเขา แต่การอยู่ใกล้ชิดกันอย่างยิ่งตลอดเกือบเดือนที่ผ่านมา ทำให้ถ่องแท้ว่าพี่ณัฐนั้นอ่อนไหวและขี้กลัวยิ่งกว่าเขาเสียอีก ความกลัวอันมิดเม้นพร้อมจะแปลงกายเป็นความโกรธเกรี้ยว ขี้หงุดหงิด พี่ณัฐทำเหมือนแข็งแกร่ง แต่ที่จริงกรอบแข็งนั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน

เพราะอย่างนี้จึงไม่มีทางเลยที่เขาจะโกรธหรือน้อยใจท่าทางของอีกฝ่าย บางทีอาจเพราะหน้าที่ของตุ๊กตาหมียังติดตรึงในสัญชาตญาณ หน้าที่ให้ความอุ่นใจแก่ผู้เป็นเจ้าของ…

เสียงตอบของเต้าหู้นุ่มนวล ปลอบประโลม “พี่ณัฐจะโกรธผมก็ได้ฮะ ที่ผมออกไปข้างนอกแล้วไม่บอกพี่นั่นน่ะ ถึงผมจะไม่เข้าใจก็เถอะว่าทำไมแค่ไปข้างนอกแล้วต้องมีความผิด”

“ก็มึงถ่าย–”

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย แค่เดินไปเข้าห้องน้ำแล้วพอออกมาเขาก็ขอถ่ายรูป ไม่มีมากกว่านั้น”

น้ำเสียงอันมั่นคงคงทำให้อีกฝ่ายเบาไฟลงได้มาก สังเกตจากเสียงสูดลมหายใจฟืดฟาดอันจางไป หากถึงอย่างไร พี่ณัฐก็ยังเป็นพี่ณัฐที่เปี่ยมทิฐิและไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ

“ผมก็คิดถึงพี่ณัฐนะฮะ–”

พูดไม่จบประโยค เสียงขัดก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง “อะแฮ่ม”

พี่ณัฐหูไว และหงุดหงิดไว “นั่นใคร!”

เต้าหู้เอี้ยวตัวมา พบว่าพี่เกณฑ์ก้าวมาหยุดอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เจ้าตัวทำทีล้อเลียนรู้ทันว่ากำลังคุยหวานกับใคร มือเอื้อมไปหยิบแก้วมาเทน้ำดื่ม

เต้าหู้ยิ้มขวยให้แขก แต่ปากตอบคนปลายสาย “พี่เกณฑ์ฮะ วันนี้พี่เกณฑ์มาเยี่ยมคุณป้าที่บ้าน”

“ไอ้เหี้ยเกณฑ์?!” พี่ณัฐวี้ดบึ้มทันที “เพื่อนชั่ว พอกูไม่อยู่คิดจะตีท้ายครัวกูเลยเหรอ!”

แม้เต้าหู้จะเปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ไม่ดังนัก หากเสียงพี่ณัฐก็ดังมากพอจะเล็ดลอดออกมาให้คนยืนใกล้ได้ยิน

พี่เกณฑ์ต้องปิดปากกลั้นไว้ไม่ให้หัวเราะพุ่งออก

เต้าหู้อายแทน รีบดุ “พี่ณัฐใจเย็นๆ สิฮะ เชื่อใจผมแล้วก็เชื่อใจเพื่อนพี่ซี พี่เกณฑ์เขาไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นซะหน่อย วันนี้พี่เกณฑ์ยังบอกเลยว่า ให้ผมยอมพี่มากๆ เพราะพี่ณัฐรักผมคนเดียว”

“จริงอะ?”

พี่เกณฑ์สาวกระดาษทิชชู่ซับน้ำบนริมฝีปากตามลักษณะคนเนี้ยบ จากนั้นแสร้งส่งเสียงบ้าง “เต้าหู้มันอวยเพราะกูยืนอยู่ข้างๆ นี่แหละ!”

พี่ณัฐตะโกนกลับ “ไอ้นี่มันเป็นเพื่อนดี!”

เต้าหู้หัวเราะพลางส่ายหน้าให้ผู้ใหญ่ทั้งคู่ที่เล่นกันเป็นเด็กๆ “พี่ณัฐตะหาก บอกผมมาบ้างซี ก่อนหน้านี้ป้อใครบ้าง แล้วรักแรกในโรงเรียนนั่นคืออะไร”

“เฮ้ยๆ ทีมงานมันตามแล้ว พี่ไปก่อนนะ”

“พี่ณัฐ!”

“อย่าลืมถ่ายรูปมานะจ๊ะ จุ๊บๆ”

ปลายสายตัดไปแค่นั้น เต้าหู้ละโทรศัพท์ออกจากข้างหูทั้งยังส่ายหัวยิ้ม ลึกๆ โล่งใจมากกว่าที่พี่ณัฐเลิกราไปก่อนจะรุกกลับมาถามว่า ตกลงเขาไปไหน

โชคดีแท้ๆ ที่ในรูปถ่าย เขากับคนถ่ายยืนบังสถานที่จนดูไม่รู้ว่ากำลังอยู่โรงพยาบาล!

“หวานกันจนน่าหมั่นไส้” พี่เกณฑ์พูดพลางล้างแก้วคว่ำกลับที่

เต้าหู้ไม่ได้ขานรับ รอยยิ้มก็หับหายแล้วด้วยซ้ำ เพราะภาพในจอโทรศัพท์ที่กำลังจ้องอยู่

ก่อนที่แขกจะก้าวกลับไปหาคุณป้าแถวคุณโซฟา เต้าหู้รั้ง “พี่เกณฑ์ฮะ”

“หืม?” คนถูกเรียกเลิกคิ้วสูงจนเกิดรอยย่นที่หน้าผากเป็นริ้วๆ ด้วยความเคยชิน

“ดูนี่หน่อยซีฮะ”

สิ่งที่ส่งให้คือภาพถ่ายรูปคู่ที่เขาดูอยู่แต่แรก พี่เกณฑ์รับไปพินิจ หน้าผากเจ้าตัวยิ่งย่นขึ้น

“หน้าเหมือนกันมากจริงๆ ด้วย!”

เต้าหู้เม้มปาก ก่อนตัดสินใจ “พี่เกณฑ์ ช่วยอะไรผมหน่อยได้มั้ยฮะ”

 

ร้านนมสดบนถนนนครไชยศรีแห่งนี้เปิดให้บริการมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ตัวร้านกินพื้นที่สองคูหาของชั้นล่างตึกแถวเก่าแก่ มันเคยได้รับการปรับปรุงเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมา ผนังด้านนอกแก้ไขเป็นกรอบไม้กรุกระจกผนึกสติ๊กเกอร์ฝ้าลายเถาไม้เลื้อยล้อมเป็นกรอบ มีถ้วยกาแฟควันกรุ่นตรงกึ่งกลาง สมัยที่ผมมานั่งทอดหุ่ยหลังเลิกเรียนนั้น ป้ายขนาดใหญ่ใต้ชายคาเคยใช้ป้ายไม้แกะเป็นชื่อร้าน ผ่านไปสิบปี เดี๋ยวนี้ป้ายกลายเป็นอะคริลิกสีส้มดูสดใสกว่าเดิมอักโข

ที่นั่งประจำของผมคือเก้าอี้ชิดผนังกระจกนี่ละ สมัยนั้น หลังจากบริกรนำนมร้อนมาเสิร์ฟ ผมชอบคว้าหูถ้วยไปอังบานกระจกพลางเป่าควันลอยขึ้นไป กระจกใสจะกลายเป็นฝ้า เมื่อนั้นปาฏิหาริย์จะเกิดในใจว่าร้านนมสดแถวศรีย่านกลับกลายเป็นคาเฟ่แถบชิบูย่า ความฝันจะถูกทอดถ่าย คนในครอบครัวมักบ่นว่าผมฝันเฟื่อง น้อยคนนักจะเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมา จึงไม่แปลกที่เราจะเก็บคนกลุ่มน้อยนั้นประทับไว้ในใจแสนนาน

วันนี้ที่นั่งอันเคยเป็นที่ประจำของผมกลับมีเต้าหู้นั่งอยู่แทน เจ้าหมีสวมแว่นดำขนาดใหญ่แ เพิ่งจะลดกายนั่งบนเบาะนวมยาวคู่กันกับเกณฑ์สิทธิ์ สายตาของทั้งคู่จับจ้องไปยังคนฝั่งตรงข้าม

เจ้าของนาม ‘อนึ่ง’ เป็นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเต้าหู้ — หมายถึงร่างมนุษย์ของเต้าหู้ เจ้าตัวมีรูปร่างผอม แต่พอเห็นกล้ามเนื้อ สวมเสื้อแดงตัวโคร่งพร้อมเครื่องประดับกายสไตล์ฮิพฮอพ ทั้งตุ้มหูแบบห่วง สร้อยคอกางเขน และแหวนทรงเหลี่ยม ผมค่อนข้างยาวย้อมทอง คาดผ้ารัดศีรษะเหนือหน้าผาก เมื่อผู้นัดหมายก้าวมานั่งลง เจ้าตัวก็ดึงเฮ้ดโฟนลงคล้องคอ ทักทายด้วยการยักคิ้ว เฉพาะแววตาแสดงความสนใจใคร่รู้ แต่พูดอะไรเพราะปากยังพัวพันกับหมากฝรั่งหนุบหนับ

พี่เกณฑ์คงสังเกตเห็นวี่แววดังกล่าวเช่นกัน จึงบอกอีกฝ่าย “ไม่ผิดหรอก คนนี้แหละ” ว่าพลางพยักเป็นสัญญาณให้เต้าหู้

เจ้าหมีพยักรับแล้วดึงแว่นดำที่ปิดเกือบครึ่งหน้าลง แว่นอันนี้เป็นของพี่เกณฑ์นี่เอง เจ้าตัวให้ยืมมาเพราะเกรงว่าออกมาข้างนอกอย่างนี้ จะมีคนจำหน้าได้และมาวุ่นวายกับเต้าหู้อีก

ทันทีที่เห็นหน้าเขาชัด คุณอนึ่งก็ถึงกับตะลึง ปากเผลอเป่าหมากฝรั่งจนโป่งพองแล้วแตกแปะอยู่ใต้จมูกของตัวเอง

“เป็นไงล่ะ” พี่เกณฑ์ยิ้มมุมปากน้อยๆ ท่าทางเหมือนผู้ชนะที่ได้เห็นเจ้าเด็กท่ามากหลุดท่าจนได้

เต้าหู้จดใจในเรื่องสำคัญมากกว่า จึงพุ่งเข้าหัวเรื่องร้อนรน “นี่ละฮะ ที่ผมอยากถามคุณสอง”

“เรียกสองก็ได้” คนตรงข้ามบอกพลางดึงกระดาษทิชชู่มาหยิบหมากฝรั่งออก ตลอดเวลานั้นยังจับจ้องเต้าหู้ไม่วางตา

“ฮะ คุณสอง”

นี่คือเรื่องที่เต้าหู้ขอให้พี่เกณฑ์ช่วย

เนื่องจากค้างคาใจเกี่ยวกับรูปชายที่หน้าเหมือนตัวเองราวพิมพ์เดียว แต่ไม่รู้จะสืบหาเจ้าตัวได้อย่างไร เต้าหู้จำใจบอกความต้องการกับพี่เกณฑ์

แน่นอน ได้ฟังครั้งแรก พี่เกณฑ์งุนงงว่าเขาจะตามรายนั้นไปทำไม โชคดีเต้าหู้เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เขาจึงอ้างได้ทันที ‘พี่เกณฑ์จำได้มั้ยฮะ ผมมาอยู่ที่นี่โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน จำได้แต่ว่าชื่อเต้าหู้ จู่ๆ มีคนหน้าตาเหมือนกันโผล่ขึ้นมาแบบนี้ พี่ไม่คิดเหรอฮะว่าบางที เขาอาจจะช่วยให้ผมรู้ที่มาของตัวเองก็ได้’

พี่เกณฑ์จึงจำพยัก ‘จริงด้วย’ จากนั้นตามเข้าไปดูโพรไฟล์แอคเคานท์ @AOne ซึ่งเป็นผู้ลงภาพดังกล่าว กระทั่งตามเจอว่าเจ้าตัวน่าจะพักอยู่ในละแวกเดียวกัน พี่เกณฑ์จึงขอนัดออกมาคุยกันที่ร้านนมสดไม่ไกลจากบ้านของทั้งสองฝ่าย

ในชั้นต้น คุณอนึ่งดูจะลังเลเช่นกันว่าจะถูก ‘ชายวัยกลาง’ หลอกได้ (พี่เกณฑ์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะคำนั้น) ต่อเมื่อเต้าหู้ขอร้องให้พี่เกณฑ์ช่วยถ่ายรูปมุมต่างๆ ของเขาส่งไป เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและยืนยันความสงสัยจริงๆ ว่าตัวเองน่าจะหน้าตาเหมือนพี่ชายของรายนั้นจริงๆ ในที่สุดคุณอนึ่งจึงยินยอมรับนัดและออกมาพบกันวันนี้

ขณะนี้ ผู้รับนัดดึงรูปถ่าย ๒-๓ ใบจากกระเป๋าสะพายคล้องไหล่ออกมาดู ยิ่งเทียบเต้าหู้กับภาพนั้น เจ้าตัวก็ยิ่งเบิกตา

“ตลกว่ะ นายเหมือนพี่เราโคตรๆ” ว่าพลางวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ

เต้าหู้กับพี่เกณฑ์รีบหยิบมาดู

รูปดังกล่าวเป็นภาพค่อนข้างเก่า แสดงมุมต่างๆ ของชายหนุ่มผู้มีเค้าหน้าและรูปร่างประพิมพ์ประพายเต้าหู้ไปทุกส่วน จะมีก็แต่ทรงผมที่ตัดทรงนักเรียนเท่านั้น ซึ่งทำให้เจ้าตัวดูเด็กกว่าเต้าหู้เล็กน้อย กับแววตาและท่าทางในรูปที่ดูทโมนและก่อกวนกว่า

ว่าที่จริง เทียบกันแล้ว เจ้าตัวยังดูเหมือนเต้าหู้มากกว่าน้องแท้ๆ ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ด้วยซ้ำ คุณอนึ่งมีลูกตากลมโตสีน้ำตาลเช่นกัน ทว่ารูปตาไม่มีชั้นและคิ้วค่อนข้างบาง ทำให้ดูหน้าจืดกว่า สันจมูกค่อนข้างคดจนแทบดูเป็นจะงอย และริมฝีปากเล็กบาง ดูรวมๆ เป็นคนหน้าตาดีแบบแปลกๆ ไม่ใช่ดีสมบูรณ์แบบแบบพี่ชายและเต้าหู้

“นี่ถ้ารูปมันไม่ดูเก่าๆ แบบนี้ พี่คงนึกว่าเราคือคนในรูปนะเต้าหู้” พี่เกณฑ์กระซิบกระซาบ

เต้าหู้พยักเห็นด้วย

คุณอนึ่งดูดนมชอกโกแลตที่ตัวเองสั่งมาดังซู้ด ครั้นวางลง เจ้าตัวพูดอย่างกระตือรือร้นขึ้นหน่อย “ขอถ่ายรูปหน่อยได้ปะ มันต้องยิ่งฮือฮาแน่ๆ”

“ไม่ได้นะ!” พี่เกณฑ์เงยห้ามทันควัน

คุณอนึ่งหน้าบูดลงนิดหนึ่ง “เจ้าตัวเขายังไม่ว่าไรเลย ตอนนั้นก็ให้คนอื่นถ่ายเนอะ ลุงจะมาห้ามทำไม”

“ละ…ลุง?!” หน้าของเพื่อนพี่ณัฐมีอันเปลี่ยนจากขาวนมสดเป็นแดงเลือด “ไอ้–!”

“ใจเย็นนะฮะ” เต้าหู้พยายามปรามทั้งสองฝ่าย “คือผมมีความจำเป็นจริงๆ ตอนนั้นไม่รู้ก็เลยเผลอให้คนถ่ายไปน่ะ”

“เซ็ง” คุณอนึ่งทำปากเบี้ยว มองบน

พี่เกณฑ์ได้ทีแสร้งขบ “บ้านก็อยู่แค่นี้ มานี่เดี๋ยวก็เลี้ยงฟรี จะเซ็งไรนักหนา”

“คนแก่ขี้บ่น”

“เฮ้ย ไอ้เด็ก–!”

“คืองี้ฮะ” เต้าหู้รีบแทรกก่อนสงครามจะขยายขนาด “ผมมีปัญหานิดหน่อย ก่อนหน้านี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จู่ๆ ผมก็จำอะไรไม่ได้เลย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเจอแม่ของเพื่อนพี่เกณฑ์นี่ละ โชคดีแกช่วยให้ผมมีที่พักชั่วคราว เราคิดว่าอีกสักพักผมคงพอจะจำอะไรขึ้นมาได้ แต่นี่นานแล้วก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ผมอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร จริงๆ นะฮะ คุณสองพอจะช่วยได้มั้ย”

“อารมณ์ว่าพี่หรือพ่อแม่เราแอบไปไข่นายทิ้งไว้น่ะเหรอ”

“ช่วยเล่าทีเถอะฮะ”

ผู้ถูกขอร้องพ่นลมหายใจออกมา หยิบส้อมจิ้มขนมปังปิ้งราดนมข้นชิ้นเล็กๆ เข้าปาก เล่าทั้งยังเคี้ยวไม่หยุด

“เราเป็นลูกหลง ก่อนหน้านั้นป๊ากะม้ามีพี่ชายคนนี้เป็นลูกชายคนเดียว เขาชื่อหนึ่ง สมัยในรูปน่ะ กำลังเรียนม.ปลายสายวิทย์ พี่หนึ่งเป็นคนเก่งทั้งสายวิชาการแล้วก็กีฬาเลย หน้าตาก็ดีอีก เป็นลูกชายที่นายตำรวจอย่างพ่อภูมิใจมากๆ เลย เป็นเดือนของโรงเรียน x ด้วย”

“โรงเรียนเดียวกับไอ้ณัฐ” พี่เกณฑ์เปรยเบาๆ

ด้วยสังหรณ์บางอย่าง เต้าหู้สำทับว่า “อาจจะเป็นปีเดียวกับที่พี่ณัฐยังเรียนอยู่ด้วย”

“ถ้าเรียนพร้อมๆ กันกับไอ้ณัฐ ก็แสดงว่าตอนนี้น่าจะอายุประมาณยี่สิบเจ็ดถึงสามสิบ?”

“เดาก็ผิด” คุณอนึ่งสวน “ลุงอย่าแทรกได้ปะ”

“ใครลุงแกวะ ฉันอายุเท่าๆ พี่แกเรียกลุงอยู่ได้”

“แต่อายุหน้าไปไกล ดูรอยย่นที่หน้าผากดิ แก่ขนาดนี้ไม่ให้เป็นลุงจะให้เป็นไร แฟนรุ่นใหญ่เลี้ยงต้อย? เห็นผมน่ารักใช่มั้ยล่ะ”

แทนที่จะต่อปากต่อคำราบรื่นเหมือนทุกที พี่เกณฑ์กลับอ้าปากอึกอัก คราวนี้สีแดงลามไปถึงใบหูอ่อนบาง “อะ… ไอ้เด็กบ้า! กะโหลกกะลาอย่างแกใครมันจะไปชอบ อายุเท่าๆ กันทำไมไม่ทำตัวน่ารักเหมือนเต้าหู้เขาล่ะวะ!”

อย่างไม่สนคำของอีกฝ่าย คุณอนึ่งบอกเต้าหู้ต่อว่า “พี่หนึ่งตายตั้งแต่อยู่ ม.๖ อายุสิบแปด”

“ว่าไงนะ?!” พี่เกณฑ์ร้องเสียงสูง

“แก่หูตึง”

“ไอ้นี่!”

ทั้งคู่เสียงดังกลบเสียงเพลงน่ารักในร้านจนลูกค้าโต๊ะอื่นหันมองมา บรรยากาศหอมกรุ่นของนมอุ่นและขนมปังปิ้งมีอันสลาย เต้าหู้ทำหน้าแหยกึ่งขอโทษให้คนพวกนั้นแล้วปรามผู้นั่งอยู่ด้วยกัน “เบาๆ หน่อยฮะ คนอื่นเขามองมาหมดแล้ว”

พี่เกณฑ์ค้อนควั่กให้เด็กแสบ ปากยังอุบอิบ “เพราะแก!”

“หูตึงเสียงดัง”

“คุณสอง” เต้าหู้รีบจูงหัวเรือกลับทิศเดิม “ตอนที่พี่หนึ่งตาย นั่นกี่ปีผ่านมาแล้วฮะ”

กับเขา คุณอนึ่งนิ่งคำนวณในใจแล้วตอบง่ายๆ “สิบเอ็ดปีพอดีเป๊ะ”

นั่นหมายความว่า พี่หนึ่งเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนชายล้วนแห่งเดียวกับพี่ณัฐ ตอนที่พี่ณัฐเรียนอยู่ที่นั่นจริงๆ ด้วย หัวคิดเขาคำนวณว่องไว เทียบกับพี่ณัฐ พี่หนึ่งอายุมากกว่าสองปี ตอนที่พี่หนึ่งตาย พี่ณัฐคงอยู่ม.๕

พี่เกณฑ์ปรับเสียงถามเป็นการเป็นงานบ้าง “ทำไมถึงเสียล่ะ”

“เขาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนฉลองเอนท์ติด แต่โดนรถชน”

“ผมเสียใจด้วยนะฮะ” เต้าหู้ติดมารยาทเสมอ “คุณสองพอจะทราบมั้ย ก่อนหน้านั้น พี่หนึ่งเขาเคยมีคนรักรึเปล่า”

“เฮ่ยเดี๋ยว จะหาว่าพี่หนึ่งไปไข่นายไว้จริงๆ เหรอ ถ้านายอายุเท่าๆ กะเรา แสดงว่าพี่หนึ่งต้องทำผู้หญิงท้องตั้งแต่สิบขวบเลยนะ!”

“ถามว่ามีคนรักมั้ย ก็ตอบมาแค่มีหรือไม่มีพอ พูดไปซะไกลเลยไอ้เด็กเวิ่นเว้อ” พี่เกณฑ์ดุ

“อ้าว!”

“ผมขอโทษนะฮะ” เต้าหู้รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปอาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ แต่มันจำเป็นจริงๆ ต่อใจความสำคัญที่เขาอยากรู้ “คือที่จริง…พี่หนึ่งอาจจะ ‘ไข่’ ไม่ได้ เพราะเขาไม่ชอบผู้หญิง มันก็เป็นไปได้ใช่มั้ยฮะ”

คำถามนั้นดึงสายตาพี่เกณฑ์จับมาที่เขาอย่างไม่เข้าใจ อย่างพยายามทำความเข้าใจ

คุณอนึ่งกลับไม่ลังเลที่จะตอบ “ไม่ต้องขอโทษหรอก เราไม่ใช่พวกโฮโมโฟเบีย แต่เราก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าพี่หนึ่งเขาชอบแบบไหน เพราะเท่าที่รู้ เขาไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลย”

“ ‘เท่าที่รู้’ …” เต้าหู้ทวนคำ ลากเสียงพลางประเมินในใจ “ก็หมายความต้องมีคนบอกคุณสอง แล้วถ้าคนบอกคือพ่อกับแม่ของคุณ นั่นก็แสดงว่า พวกท่านอาจถูกพี่หนึ่งปกปิดก็ได้ ว่าเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง–?”

“เต้าหู้พอก่อน” จู่ๆ คนนั่งติดกันคว้าข้อมือเขาไว้เบาๆ ราวจะปราม สัญญาณทางสายตาระบุว่าเขาอาจกำลังเสียมารยาท

เจ้าหมีรีบบอกคุณอนึ่ง “ขอโทษนะฮะ”

อีกฝ่ายยักไหล่ไม่อินัง

“เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรคืบหน้าก็ช่วยบอกด้วยละกัน จะเลี้ยงหนมอีก” พี่เกณฑ์ตัดบทรายนั้น

“ไล่เราเป็นเด็กๆ จะเปย์ทั้งทีก็ใจไม่ป้ำ” คุณอนึ่งส่ายหน้าเบื่อหน่าย เห็นได้ชัดว่าพี่เกณฑ์ต้องพยายามกัดริมฝีปากไว้ไม่ให้พ่นผรุสวาจา

เมื่อเด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามลุกขึ้น จึงเห็นว่าเจ้าตัวน่าจะสูงราวๆ พี่ณัฐ – สูงกว่าพี่เกณฑ์ แต่ยังเตี้ยกว่าเต้าหู้ เจ้าตัวกระชับกระเป๋าสะพาย พยักมาที่เจ้าหมี “เอาเป็นว่าขอให้เจอตัวเองละกันนะ ส่วนลุงไปกดฟอลไอจีผมด้วยดิ อยากได้ยอดเพิ่ม บางทีผมถอดเสื้อถ่ายรูปด้วยนะ”

“ใครอยากเห็นแก” คนบ่นทำลอยหน้าดึงสายตาไปทางอื่น – ซึ่งก็คือบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ยกขึ้นมาเปิดแอปปลิเคชั่นอินสตาแกรมนั่นเอง

“วันนี้ขอบคุณคุณสองมากนะฮะ”

เจ้าตัวยักไหล่อีกครั้งอย่างจะตอบว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ต่อเมื่อหันไปทางผู้มากวัยกว่า ก็กลับชิดเท้าเสียงดังแล้วตะเบ๊ะอย่างล้อเลียน “ลาก่อนครับลุง!”

“ไอ้–!” พี่เกณฑ์สะดุ้งตาปะหลับปะเหลือก คงตกใจจนหาคำด่าไม่ทันจึงเสียงดังได้แค่ “ไอ้ลูกตำรวจ!”

คนถูกด่าไม่ยี่หระ จิ้มขนมปังเข้าปากอีกชิ้นแล้วหยิบแก้วพลาสติกทรงสูงบรรจุนมชอกโกแลตก้าวออกไปจากร้าน เฮ้ดโฟนคงเปิดเพลงน่ารื่นรมย์ เพราะเมื่อเต้าหู้กับพี่เกณฑ์มองผ่านผนังกระจกใสออกไป ยังเห็นเจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงักตามจังหวะ

“เด็กยุคนี้แม่งกวนตีน” พี่เกณฑ์ยังไม่วายบ่นลับหลัง มือขาววางโทรศัพท์มือถือที่กดฟอลโลว์แล้วเรียบร้อย เบนหน้ามาทางเต้าหู้ สายตาจดจ้องอย่างต้องการคำตอบตรงไปตรงมา “เราน่ะ สงสัยว่าพี่ชายไอ้บ้านั่นจะเป็นพัพพีเลิฟของไอ้ณัฐรึไง”

เต้าหู้ยักคอรับ

พี่เกณฑ์ถอนหายใจเหนื่อยๆ “พี่เข้าใจนะ แต่อย่าไปคิดอะไรบั่นทอนความสัมพันธ์สิ ต่อให้พี่หนึ่งเป็นคนเก่าของไอ้ณัฐแล้วจะยังไง เพื่อนพี่มันอาจจะชอบคนเบ้าหน้าแบบนี้ แต่นี่ก็คุยกันมาพักนึงแล้ว เชื่อสิว่าทุกวันนี้ที่มันยังเลือกเราก็เพราะว่าเต้าหู้คือเต้าหู้ พูดตามตรงนะ ปกติมันฟันดะแล้วก็ไม่คุยกับใครต่อหรอก”

“ขอบคุณฮะ” เต้าหู้ตอบรับทั้งที่ความจริงในใจช่างห่างไกลจากสิ่งที่พี่เกณฑ์คะเน

ใช่ เขากำลังสงสัยว่า พี่หนึ่งอาจคือรักแรกของพี่ณัฐ ทว่าการขุดคุ้ยหาใช่เพราะหวงหึง เต้าหู้กำลังคิดว่า ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง มันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะเจอ ‘ผู้ให้กำเนิด’ ตัวเองแล้วต่างหาก!

ในเมื่อทุกคนในบ้านพี่ณัฐแทบไม่มีใครรู้จักที่มาของตุ๊กตาเต้าหู้เลย โดยเฉพาะคุณป้า นั่นอาจเป็นเพราะว่าพี่ณัฐจำต้องเก็บงำตัวตนของผู้ให้ไว้เป็นความลับ พี่เกณฑ์บอกเองว่าคุณป้าเป็นคนรุ่นเก่า ยากจะยอมรับความสัมพันธ์และตัวตนที่แท้จริงของลูกชาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณลุงสิบหมื่นผู้เป็นพ่อ คิดอย่างนี้แล้วทุกอย่างยิ่งชี้ชัดว่าเต้าหู้อาจเป็นของขวัญจากชายหนุ่มสักคนที่พี่ณัฐเคยผูกสัมพันธ์ด้วย และความสัมพันธ์นั้นน่าจะลึกลงทางใจ ไม่ใช่แค่ทางกายแบบระยะหลัง มันเจ็บปวดที่จะต้องยอมรับว่า ทุกครั้งที่พี่ณัฐกอดเขาขณะยังเป็นตุ๊กตาเต้าหู้ ที่จริงพี่ณัฐกำลังนึกถึงใครอีกคนอยู่ต่างหาก แต่ก็นั่นละ ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาเชื่อแบบที่พี่เกณฑ์เชื่อ ทุกวันนี้พี่ณัฐรักที่เขาเป็นเขา เต้าหู้แค่อยากพบผู้ให้กำเนิดเพื่อหาสาเหตุปาฏิหาริย์ต่างๆ ในตัวเขา และป้องกันไม่ให้สักวันตัวเองต้องหายไป ไม่ว่าจะกลับกลายเป็นตุ๊กตาเหมือนเก่า หรือที่แย่กว่านั้น – สงบสนิทนิทราไปเลยเหมือนคุณรองเท้าแตะข้างขวาและคุณโซฟา

ถ้าพี่หนึ่งคือผู้ให้กำเนิดเต้าหู้จริงๆ ปัญหาข้อนี้ที่เป็นทางตันตลอดมา ก็อาจจะเริ่มมีประตูทางออก!

ความคิดของเขาต้องสะดุดเพราะประโยคใหม่ของคนข้างๆ

“แต่ความจริงน่ะ คนที่ไอ้ณัฐมันชอบ ไม่ใช่พี่หนึ่งคนนี้หรอก”

“หา! พี่เกณฑ์รู้?!”

เจ้าตัวพยัก จิ้มขนมปังที่อนึ่งกินเหลือไว้มาเข้าปากบ้าง พูดทั้งยังเต็มปาก “พี่เคยเห็น ก่อนหน้านี้ไอ้ณัฐมันชอบเปิดดูเฟซบุ๊กเขาแล้วยิ้มคนเดียว มีครั้งหนึ่งซักหนักๆ มันเลยยอมเฉลยว่าเป็นรุ่นพี่ที่มันเคยชอบตั้งแต่สมัยมัธยม แต่เราไม่ต้องห่วงนะ เพราะตั้งแต่มันมาคบกับเต้าหู้ พี่ไม่เคยเห็นมันเปิดไปดูอีกเลย”

รู้สึกเหมือนถูกชกข้างแก้มจังใหญ่ นี่เขาคิดผิดหรือไงที่ไม่บอกความจริงกับพี่เกณฑ์ว่าตัวเองกำลังคิดอะไร และต้องการอะไร ไม่งั้นคงไม่ต้องเดินทางอ้อมมาไกลเพื่อจะพบว่าจริงๆ คนใกล้ตัวตอบเขาได้ทั้งหมด!

“พี่เกณฑ์” เสียงเขาอ้อนวอน “ผมพูดจริงๆ ช่วยเปิดเฟซบุ๊กของผู้ชายคนนั้นให้ผมดูหน่อยได้มั้ยฮะ”

“เต้าหู้ พี่บอกแล้วไงว่า–”

“ผมจะสบายใจกว่าถ้าได้เห็น จริงๆ นะฮะ!” เขาจำต้องอ้างอย่างนั้น เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรก็ไม่สามารถพูดจุดประสงค์ที่แท้ของตัวเองได้

พี่เกณฑ์จ้องตาเต้าหู้ การสบตอบจริงจังจากเขาทำให้เจ้าตัวจำต้องถอนหายใจ

“ถ้าพี่รู้พี่ก็จะบอกเราอยู่หรอก แต่พี่เคยเห็นแค่ผ่านๆ จำชื่อเขาไม่ได้เลย หน้าก็ไม่เคยเห็นชัดๆ ด้วยซ้ำ”

Don`t copy text!