ลิงพาดกลอน บทที่ 1 : ไอ้โคร่งตายแล้ว

ลิงพาดกลอน บทที่ 1 : ไอ้โคร่งตายแล้ว

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

-เกริ่น-

 

ไอ้โคร่งตายแล้ว

 

ครั้งแรกที่ได้รับแจ้งข่าวนั้น ไตรตรึงษ์รู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหัว เนื้อตัวเฉียบ ปลายนิ้วชา มือข้างที่จับสมาร์ทโฟนประกบหูอยู่ถึงกับสั่นกระตุก ความรู้สึกและอวัยวะข้างในคล้ายถูกสูบโหวง ท่อนกายเป็นเพียงแก่นกลวงอันก่อเค้าพายุมืดชื้น

จำได้ว่าขณะที่พยายามบังคับเสียงถามย้ำ คำพูดก็ยังติดจะละล่ำละลัก ไม่อยากเชื่อ ทั้งที่ลึกลงไปเขารู้ว่านั่นชวนเชื่อ ในเมื่อวิถีชีวิตของเพื่อนสนิทผาดโผนและเสี่ยงตายมาตลอด

ต้องใช้เวลาอีกหลายนาที กว่าความจากปลายสายจะค่อยซึมเข้าหู ค่อยรับรู้ และภาพตรงหน้าก็เลือนรางลงด้วยหยดน้ำในตา พร้อมๆ กับคอแห้งขมจนปราศคำ เขาแทบไม่ได้พูดอะไรอีกจวบวางสาย ในหัวมีแต่คำนั้นสะท้อนสะท้าน ไอ้โคร่งตาย…มันตายแล้ว!

ยาวไกลแค่ไหน และเนิ่นนานเท่าไหร่ชายหนุ่มแทบไม่รู้สึก รู้ตัวอีกที เขาก็มาโผล่ที่ศาลาวัดอันไกลห่าง

ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของไอ้โคร่ง — มโหตร สว่างสิริ แม้แต่งานศพก็ยังไม่มีผู้ห้อมล้อม ไร้คนรู้จักตัวตนของมันอย่างที่เขารู้จัก และเช่นกัน ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเขาอย่างที่มันรู้จัก

ไตรตรึงษ์ต้องรวบรวมลมหายใจอีกครู่ใหญ่กว่าจะดึงร่างสูงของตัวเองให้ลุกจากรถตรงไปยังศาลาแห่งนั้นได้ รูปถ่ายที่ตั้งอยู่ข้างโลงศพตอกย้ำ คนในโลงไม่ใช่ใครนอกจากมัน และคนเห็นชัดก็ยิ่งสะท้านในใจ

ไอ้โคร่งปืนไว หู ตา จมูก ยิ่งไวกว่าปืน ทำไมมึงถึงปล่อยให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้!

ญาติของมันเห็นเขาเข้าก็เบิกตากว้าง จากนั้นลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยดวงหน้าเซียว ทักถามว่าพักอยู่ที่ไหน และจะอยู่ถึงวันที่เท่าไหร่ ไตรตรึงษ์ตอบว่าเขายังไม่ได้คิดเลย แต่ตั้งใจว่าจะมาช่วยงานที่นี่ทุกวัน จนถึงวันสุดท้ายที่ร่างของเพื่อนจะกลายเป็นควันลอยลับ

ในวันสุดท้ายเมื่อสายควันจากปากปล่องเมรุลอยหายไปกับลม ความมืดของหัวค่ำย้อมหย่อมไปทั่วอาณารกร้างหลังวัดอันเป็นสถานที่จัดงาน ไตรตรึงษ์อยู่ช่วยญาติของไอ้โคร่งส่งแขกจนถึงรายสุดท้าย คล้ายกับว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในครอบครัวของมันด้วย หลังจากล่ำลาเงียบเหงา เขาก้าวกลับขึ้นรถคันสีน้ำเงินที่จอดหลบอยู่ข้างศาลาห่างออกมา

เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มทันทีที่ไตรตรึงษ์สตาร์ทรถ ไม่ช้าก็ควบทะยานพ้นเขตวัด เมื่อนั้นเสียงสวบสาบดังขึ้นด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งปีนข้ามมานั่งคู่ที่เบาะหน้า ดวงหน้าเข้มถูกแต่งแต้มด้วยวิธีบางอย่างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ในสายตาของไตรตรึงษ์ ให้ถึงอย่างไรเขาก็ยังมองเห็นมันด้วยเค้าเดิม

“มึงจะเอาไงต่อ” มันถาม

เจ้าของรถยื่นปลายนิ้วไปเปิดเครื่องเสียงด้านหน้า ราวกับจะให้เสียงเพลงแทนคำ

พิลโล่ว ทอล์ก

“เชี่ย!” คนถามถึงกับหัวเราะด้วยท่าแทบพุ่ง

ไตรตรึงษ์หน้าแดง บ่นอุบ “กูกดผิด!” แล้วรีบลนลานขยับปลายนิ้วเปลี่ยนเพลงใหม่   

“พิลโล่วทอล์กก็ได้นะ กูไม่มีปัญหา” คนนั่งข้างขยิบตาเย้า ต่อเมื่อเจ้าของรถจะหันมาด่า ก็ชิงพูดต่อ “กูหมายถึงฟังเพลงนี้ มึงนี่คิดมากตลอด ไอ้ลิงเอ๊ย!”

. . . . . . . . . .

 


-1-

 

เจ็ดวันก่อน

วันพุธที่ 7 มีนาคม

สิบโมงเช้า ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเปิดทำการ ทว่าคนกรุงต้องไปทำงาน พื้นที่ในห้างจึงค่อนข้างว่างโล่ง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระปรี้กระเปร่ากันมากกว่าเจ้าหน้าที่

หนึ่งในคนที่ยังไม่ตื่นดี คือชายหนุ่มร่างชะลูดผู้อยู่ในชุดเสื้อโปโลสีขาวและกางเกงขายาวพิมพ์ลายกราฟิก นัดเช้าทำให้เจ้าตัวแทบลืมตื่น สุดท้ายเพราะความรีบร้อน ผมเส้นละเอียดจึงยังไม่ได้แต่งทรง มันยาวปรกหน้าผาก ทำให้คนวัยยี่สิบหกดูเหมือนหนุ่มน้อยร่างยักษ์ที่ก้าวยืดยาดตามช่วยพี่สาวหิ้วของ มากกว่าจะเป็นคู่ควงที่คนในวงสังคมกำลังจับตา

“ได้กาแฟแล้วยังไม่สดชื่นขึ้นเหรอคะ” คนที่น่าจะเป็น ‘พี่สาว’ หันถาม ร่างเพรียวสวมอาภรณ์ระยับขับความระหง และติดจะแพรวพรายด้วยเครื่องประดับราคาแพงทั้งที่ขนาดเพียงกระจุ๋มกระจิ๋ม

ใช่เพียงเฟอร์นิเจอร์ปรุงกาย หรือรูปลักษณ์อันแสดงถึงเชื้อสาย ทว่ากิริยา วาจา อันสะท้อนถึงมันสมองและการฝึกฝนมายิ่งเยี่ยม ล้วนคือเครื่องประกาศว่าแก้วชิงดวง — ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ของ ร.ต.ท. ไตรตรึงษ์ วิไลวุฒิ เป็นหญิงผู้เพียบด้วยคุณสมบัติอันใครจะมองข้ามมิได้ และเจ้าของคุณสมบัติดังกล่าวก็ตระหนักในตนเช่นกัน รัศมีแห่งความทระนงมาดมั่นจึงยิ่งฉาบฉาน กระทั่งขณะที่เธอเพียงสาวเท้ายิ้มเย็นเช่นนี้

ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนุ่มโชคดีแห่งปีหัวเราะแห้งๆ หลังจากปิดปากหาวจนน้ำตาเล็ด พยายามเบิ่งตาโต “โทษทีครับ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้นอนคืนละแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง”

ไตรตรึงษ์เป็นหนุ่มบ้างานเช่นนั้น สองปีก่อน เขาเคยแทบไม่ได้นอนมาแล้วหนหนึ่งเพราะคดีฆาตกรรมหลายศพใต้เงาปีกตระกูลอาสนมนตรี ตระกูลใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จัก คนในคฤหาสน์หลังใหญ่ชายคลองบางหลวงนั้นตกอยู่ในอันตรายเกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไตรตรึงษ์กับทีมจึงจำพิทักษ์ชิดใกล้ ต่อเมื่อคนร้ายเผยตัวจริงออกมา ก็ยังมีงานเอกสารวุ่นวายให้เร่งสะสาง

“น่าสงสารจัง อันที่จริงคุณไตรไม่ต้อง–”

“ไม่ต้องได้ยังไงครับ” หลังจากหาวแล้วดวงตากลมโตสีน้ำตาลพลันใสคล้ายตาเด็ก ไตรตรึงษ์ยกมือเป็นเชิงปราม มือของผู้หมวดหนุ่มยังดูขาวและบอบบางกว่าที่ควร แม้จะมีร่องรอยของเนื้องาน ‘ระห่ำ’ ฝากให้เห็นบ้าง ทั้งแผลเป็นและไตแข็งบางช่วง เจ้าตัวยกมือเสยผมลวกๆ “วันนี้เป็นวันเกิดของคุณชิง ผมแจ้งลาพร้อมไว้เป็นเดือนแล้วครับ อันที่จริงเราควรได้เจอกันบ้าง ผมต้องจัดสรรเวลาให้ดีกว่านี้”

เพราะคำท้ายคล้ายสั่งตัวเองอยู่ในที ผู้ก้าวเคียงกันจึงพลอยแตะรอยแดงบนแก้มอิ่ม

แก้วชิงดวงฉลาดเกินจะหลงคำป้อยอทั่วไป การที่ ‘ว่าที่’ บอกตัวของเขาเองอย่างนั้นย่อมประกาศถึงความสำคัญของเธอมากกว่า โดยเฉพาะ การคบหามาได้สักระยะ ทำให้หญิงสาวบอกได้ว่านั่นคือความตั้งใจจริงของเขา มิใช่เพียงการแสดงเพื่อเอาใจอย่างที่เขาติดจะเอาใจ

อาจเพราะเป็นน้องชายในตระกูลใหญ่ ไตรตรึงษ์จึงเคยชินกับการพะนอนิจ หมวดหนุ่มผู้ห้าวหาญสามารถแปลงกายเป็นเด็กโข่ง กวนกระเซ้าเพื่อเรียกร้องความสนใจและสมใจจากใครรอบตัว นั่นคือเสน่ห์ของเขา เจ้าตัวรู้ว่าจะต้องคุยกับใครด้วยคำไหน ท่าทีใด เพื่อจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่แวดล้อมล้วนเอ็นดู คนที่ไตรตรึงษ์อยากให้รักต่างไม่เคยคลายรัก หากขณะเดียวกัน ความเอาแต่ใจเยี่ยงน้องชายคนสุดท้อง ก็ดูจะเพาะนิสัยชอบเอาชนะ และแลเลยผู้ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรูอยู่ในที แก้วชิงดวงรู้ดีเหมือนเห็นเนื้องานบนฝ่ามือ

ใช่ เธอเทียบเขาเหมือนอีกงานใหญ่ที่ต้องพิชิต เพราะในชีวิตของเธอ งานคือที่สุดเช่นกัน

กลิ่นกาแฟจากร้านที่เพิ่งนั่งกินด้วยกันเริ่มจางไปทางเบื้องหลัง ไม่ช้าก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหวานเย็นเรี่ยปลายจมูก กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านจิวเวลรี่ยี่ห้อดัง การจัดแสงภายในห้องกระจกแทบจะทำให้เห็นประกายพริบพราวออกมาทางประตูซึ่งตั้งอยู่ข้างทางเดิน

แม้จะมีภาพของสาวสมัย เฉียบไว และเก่งกล้าในเรื่องธุรกิจ กระนั้นลึกๆ แก้วชิงดวงก็ยังมีจินตนาการเรื่องรักไม่ต่างจากหญิงส่วนใหญ่ ด้วยความคาดหวังบางอย่าง เธอจึงแสร้งไม่มองป้ายร้านดังที่แสดงอยู่ด้านหน้า พูดกับคนตัวสูงข้างกายด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนหัวข้อสนทนาทั่วไป

“แค่ตำรวจงานยุ่งอย่างคุณมีเวลาคิดถึงกันบ้าง ชิงก็ดีใจแล้วค่ะ หมวดไตรมีเสน่ห์ขนาดไหนใครๆ ก็รู้ เห็นโพลตำรวจหล่อทีไรไม่มีครั้งไหนที่คุณไม่ติด”

ไตรตรึงษ์แหงนหน้าขำ “เราจะหมั้นกันอยู่แล้ว และถึงยังไม่หมั้น ใครๆ ก็รู้ว่าผมมีแต่คุณ”

ผิดกับประโยคก่อนหน้า คราวนี้คำหวาน แต่น้ำเสียงกับอารมณ์นั้นไร้น้ำตาลสิ้นเชิง กับทั้งจังหวะที่คนพูดสาวเท้ายาวๆ ผ่านร้านจิวเวลรี่ที่แก้วชิงดวงหมายตาไปเฉยๆ หญิงสาวจึงอดตื้อๆ ตึงๆ ในหัวใจขึ้นมาไม่ได้

ระดับแก้วชิงดวง ถ้านึกถึงการช้อปปิ้ง เธอไม่เคยเดินห้างในไทย ของที่อยู่ในช้อปข้างๆ นี้ไม่มีอะไรน่าตื่นใจกว่า ‘แกลเลอรี่’ ในห้องนอนเธอ กระนั้น สิ่งที่เธอหวังไม่ใช่ ‘ของ’ แต่เป็น ‘ความตั้งใจที่จะให้ของ’ จากคนข้างๆ ต่างหาก ไตรตรึงษ์ควรรู้ไม่ใช่รึว่าผู้หญิงส่วนมากต้องการอะไร ผู้หญิงในตำแหน่ง ‘คนรัก’

คนตันใจเพียรตรึงสายตาอยู่ที่เส้นทางสว่างไสวตรงหน้า ไม่ชำเลืองไปยังร้านที่ตัวเองกำลังจะเดินผ่าน มันเหมือนเธอก้าวผ่านไปแต่ร่างทั้งที่ใจยังจดอยู่ ประโยคใหม่ต้องปรุงเสียงให้รื่นเริง “งานต่างหากค่ะ มีคนบอกว่าชิงโดนงานตำรวจแย่งคุณไป”

“โธ่เอ๊ย–”

“แต่ชิงว่าไม่” เธอสวนก่อนที่เขาจะทันพูดจบ หางเสียงค่อนข้างเด็ดขาดเรียกให้อีกฝ่ายต้องพลอยหยุดปาก จ้องมาอย่างตั้งใจ

หญิงสาวยิ้มหวานเหมือนไม่มีอะไร ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วย ‘อะไร’

“คุณขยัน แต่เหมือนไม่ใช่เพราะงาน”

ไตรตรึงษ์ย่นคิ้วยิ้มอย่างจะแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องไม่เข้าที “คนเราจะจดจ่อกับงานเพราะอย่างอื่นได้เหรอครับ”

ผู้ถูกถามยิ้มละไมในหน้า ทว่าสายตายังจริงจัง มีนัยออกอ้างว่า ต่อไปนี้เป็นคำพูดของเธอ — เธอซึ่งเขาต้องไม่ลืมว่าเป็นคนรักจนถึงขั้นบ้างานเช่นกัน

“นั่นสิคะ มากกว่าเนื้องาน แล้วก็ไม่ใช่เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะชื่อเสียง” คนพูดถอนสายตาไปยังทางเดินเบื้องหน้าตามเก่า พูดต่อเบาๆ แต่คำยังหนักแน่น “คุณไตรถึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจสำหรับชิง แล้วคุณก็ไขยากยิ่งกว่าคดีที่บ้านอาสนมนตรีนั่นซะอีก”

ในที่สุดก็ก้าวผ่านร้านจิวเวลรี่มาจนได้ ท่ามกลางแสงไสวของแดดสายที่สาดเข้ามาทางผนังกระจก จู่ๆ ทางเดินกลับเลือนรางลงอย่างน่าพิศวง

แก้วชิงดวงพยายามกะพริบตาไล่ความมัวพร่าดังกล่าว เมื่อเปิดเปลือกตา ร่างหนึ่งก้าวสวนมาในแสงขาว เป็นฝรั่งหนุ่มเนี๊ยบ ตาสีฟ้าสะประกายวะวิบ ใบหน้าแทบจะเหลียวตามเธออย่างถูกสะกด หากเป็นทุกที เจ้าของมนตร์สะกดก็คงรู้สึกภาคภูมิและเห็นเป็นเรื่องปกติ ทว่าครั้งนี้กลับหงุดหงิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ฝรั่งบ้าไร้มารยาท!

ความงุ่นง่านพุ่งขึ้นเมื่อชำเลืองพบว่า คนก้าวเคียงกันกลับมองไม่เห็น และหรือเห็นก็กลับไม่แสดงอาการรู้สึกรู้สาใด ทั้งที่คู่ควงถูกจ้องจับด้วยสายตาพรรค์อย่างนั้น ชื่อไตรตรึงษ์ช่างมีที่มาจากคำ ‘ใจดีเหมือนชาวสวรรค์’!

ชาวสวรรค์ยังตอบโดยไม่เดือดร้อน “คุณชิงคิดอะไรอย่างนั้น ไม่มีวันที่ความสนใจของผมจะถูกใครแย่งไปได้หรอกครับ–”

ยังไม่ทันจบถ้อย เสียงโทรศัพท์ของเจ้าตัวก็กลับดังขัด ที่สำคัญ ชายหนุ่มผละความสนใจจากเธอไปรับมันอย่างกระตือรือร้นเสียยิ่งกว่า

แก้วชิงดวงถูกเลี้ยงดูมาอย่าง ‘ต้องชนะ’ เช่นกัน และวิธีเอาชนะอย่างมีมันสมองก็ห่างไกลจากการแสดงตัวว่าอารมณ์เสีย เธอจึงเก็บกลั้นความขุ่นมัวไว้ ทำเพียงก้าวต่อมาโดยแสร้งไม่สนใจอีกฝ่ายที่หยุดรับโทรศัพท์ ถ้าคุณไตรมีสมองพอ เขาจะต้องรู้–

“ฮัลโหล ว่าไงยายเสือดาว วันนี้โทรมามีอะไร–”

ห่างออกมาไม่กี่ก้าว หญิงสาวจึงได้ยินถนัด โดยเฉพาะจับชัดในความเงียบคล้ายเสียงดับลงทันทีในตอนท้าย

นี่ผิดปกติ

คนจับความหมุนกลับมา เมื่อนั้นเองหัวคิ้วที่เขียนไว้งามอย่างเป็นธรรมชาติจึงแตะรอยบุ๋ม “เกิดอะไรขึ้นคะ”

ขณะนี้ ผู้มาด้วยกันมีลักษณะคล้ายถูกสาป หน้าเซียวเพราะยังงัวเงียแต่ต้นกลับตื่นเต็มตัว ทว่าสีเลือดหายสิ้น ริมฝีปากเป็นวงกลมน้อยๆ ดวงตาถลึง ทั้งมีน้ำตาคลอ ยังไม่ทันที่แก้วชิงดวงจะก้าวกลับไปหา ไตรตรึงษ์ก็เลื่อนสายตามาสบ ช่วงคางยังสั่นเมื่อเขาพูด “ผ…ผม…ขอโทษนะครับ”

“คุณไตร–!”

ไม่ฟังคำ ร่างสูงหมุนกลับวิ่งผละไป

. . . . . . . . . .

 

ซูเปอร์คาร์จอดอยู่ในที่พักพิเศษใต้ถุนห้าง ปกติไตรตรึงษ์ไม่ได้ใช้คันนี้ มันดูรวยเกินหน้าที่ ที่สำคัญคือหรูเกินหน้าผู้บังคับบัญชา แต่นั่นละ เพราะการมากับแก้วชิงดวงไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่คิดเลยว่าเรื่อง ‘ไม่ปกติ’ ยิ่งกว่าจะโถมถาจนเขาถึงกับสั่นไปทั้งตัว

เปิดประตูรถแล้วสอดกายเข้าไปนั่งอย่างหุนหัน ไม่นานเบนท์ลีย์ก็โฉบออกสู่ถนนใหญ่ นิสัยใจร้อนแต่เด็กพุ่งขึ้นมาเมื่อเห็นแพการจราจร หัวคิดว่องไวใคร่ครวญ ทำอย่างไรจึงจะไปถึงที่หมายไวที่สุด

หลังจากลัดเลาะซอยเล็กจนโผล่ขึ้นทางยกระดับ ปลายเท้าก็กระทุ้งคันเร่ง ปลายนิ้วมือบังคับพวงมาลัยดุจรถแข่ง จวบแตรรถระงมรอบด้านนั่นเองผู้หมวดหนุ่มจึงได้สติ ภาพถนนตรงหน้าที่พร่าเบลอเพราะหยดน้ำค่อยชัดขึ้น เสียงจากการณ์ก่อนก้องขึ้นในหัว

มึงเป็นตำรวจ ต่อไปนี้ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีสิวะ’

ผ่อนกำลังช้าลง มือสั่น ตัวสั่น เมื่อเริ่มสมปฤดีจึงสำเหนียกว่า — อันที่จริง — ใจสั่น! ยังไม่อาจเชื่อตามคำที่เสียงปลายสายเมื่อครู่นั้นโทรมาแจ้ง ไม่อยากเชื่อ!

‘พี่โคร่งตายแล้ว!’

เสียงเศร้า เบาระคนสะอื้นยังสะท้อนสะท้านในโพรงโสต สัญญาณไม่ตะกุกตะกักหากก็ไม่ถึงกับราบรื่น เพราะผู้โทรมาอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

ด้วยเหตุนั้น คนได้ฟังจึงต้องถามย้ำ ‘ว่…ว่าไงนะ?!’

น้องสาวซึ่งเป็นดั่งญาติคนสุดท้ายของไอ้โคร่งทอดเสียง ‘พี่โคร่งตายแล้ว พรุ่งนี้จะสวดศพคืนแรกที่วัด–’

ชื่อวัดนั้นคุ้นหู เป็นวัดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากละแวกบ้านเก่าของเขากับมัน ด้วยตำแหน่งหน้าที่ เดี๋ยวคงมีเพื่อนร่วมงานมาช่วยเต็มสำนัก หาก…นี่คุ้มหรือกับสิ่งที่มันทำมาทั้งหมด!

‘ก…เกิดอะไรขึ้น ดาว’ พยายามรวบรวมเสียง แต่คนพูดเองก็แทบไม่ได้ยินเนื้อเสียง

อีกฝ่ายจึงพูดเหมือนเล่าต่อมากกว่าตอบ ‘พี่โคร่งไปสืบคดีที่ศาลเจ้า แล้วพอดีเกิดไฟไหม้ หลักฐานเขาว่ามีคนไหว้เจ้าเผากระดาษเงินกระดาษทองไว้แล้วไม่ดับ ไฟมันลามขึ้นถึงหลังคาด้านหลัง พี่โคร่งติดอยู่ที่นั่น…’

ภาพสถานดังกล่าวปรากฏหลังม่านตา ศาลเจ้าจีนขนาดย่อมกึ่งปูนกึ่งไม้ ในรั้วอิฐเอกเทศชายชุมชนที่เขากับมันเคยวิ่งเล่นแต่วันเยาว์ ตัวอาคารชั้นเดียวเก่าคร่ำ ประตูสีแดงอยู่กึ่งกลาง แต่งกรอบด้วยอักษรจีนสีทองที่เขาไม่เคยอ่านออก และไม่เคยคิดจะอ่าน ด้านบนครอบเก๋งสีเลือดนก ตรงสันประดับปูนปั้นมังกรดั้นเมฆ

ทรงจำที่ผุดตามแทบจะทันที ได้แก่กลิ่นธูปฉุนอวลและอาการแสบตาแสบจมูก ภาพหมอกขาวของควันธูปและการเผากระดาษดูเลือนรางในแสงเทียนและตะเกียงน้ำมัน เงามืดซุ่มอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เช่นเดียวกับฝุ่นหนาและหยากไย่อันคล้ายส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม เสียงเคาะป๊อกๆ และทำนองสวดมนต์แบบจีน วังเวง ขรึมขลัง หากยังไม่เท่าวาวตาของยายแก่ผู้ดูแลสถานที่ แกมักแผดตะเพิดเด็กซนด้วยภาษาไทยที่ฟังเกือบไม่รู้เรื่อง

กว่าจะถึงดอนเมือง กว่าจะรอขั้นตอนจนถึงคิวบิน ในที่สุด จวบบ่ายสามโมงนั่นละภาพในมโนสำนึกจึงปรากฏขึ้นตรงหน้า ทว่าแทนสิ่งปลูกสร้างเจนตา ในวงล้อมของรั้วอิฐคร่ำคร่ากลับเหลือแค่โครงเสาและซากดำเมี่ยม กลิ่นเหม็นไหม้ยังอ้อยอิ่งในอากาศ หากพินิจดีๆ อาจเห็นเศษเถ้าเริงระบำควะคว้างในทำนองเพลงบรรลัย เถ้าที่แยกไม่ได้ว่าเกิดแต่ตัวอาคาร ข้าวของ หรือเลือดเนื้อผู้วายชนม์

“ลุงสมไปในรอในรถก่อน” ชายหนุ่มบอกแผ่วเบา สายตายังตกค้างกับภาพความพินาศตรงหน้า

ผู้ขับรถไปรับที่สนามบินก้มศีรษะรับคำนายน้อยของบ้าน จากนั้นถอยกลับไปยังเก๋งสีน้ำเงินคันเก่าที่ได้รับการดูแลจนเอี่ยมอ่อง มันจอดห่างไปตรงหัวมุมกำแพงศาลเจ้า — หรืออันที่จริง — ที่ที่เคยเป็นศาลเจ้า

ที่นี่เอง ไตรตรึงษ์เริ่มรู้จักมัน

แม้นิวาสจะติดกัน ทว่าครั้งยังเยาว์ ทายาทคนสุดท้องของคหบดีเช่นเขาก็ถูกประคบประหงมดุจไข่ในหิน จากหม่าม้า และจากอาม่าซึ่งเป็นทายาทสายตรงของผู้ก่อตั้งสมาคมแต่จือเหลี่ยงเอี่ยกงหวย หรือสมาคมดูแลผลประโยชน์โดยรวมต่อคนเชื้อสายแต้จิ๋ว — อันมีอยู่น้อยนิดในพื้นที่แห่งนี้ เมื่อเทียบกับคนจีนเชื้อสายอื่น ได้แก่ ฮกเกี้ยนและไหหลำ สมัยนั้นเขายังเป็นคุณหนู ‘กบี่’ ขี้โรค ยังไม่ถูกจับเปลี่ยนชื่อด้วยความเชื่อว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เขาวิ่งได้สุดล้าทว่าไม่เคยพ้นเขตรั้วเคหาไพศาล นานๆ ทีจะพบว่ามีสายตาคู่หนึ่งลอบส่องมาจากกิ่งไม้นอกรั้ว ครั้นเขานิ่วหน้าชี้ ยายอาบพี่เลี้ยงจะเสียงดัง

‘เจ้าโคร่ง! เดี๊ยวเทอะจะตกลงไปแข้งขาหัก ถ้าไม่ลงดีๆ ฉันจะไปบอกแม่แก!’

เท่านั้นร่างผอมมอมเป็นแมวคราวจะผลุบหาย แต่คุณหนูของบ้านยังมุ่นคิ้วขัดใจ ‘เจ้าโคร่งเป็นใคร’

‘เจ้าโคร่งก็เป็นลูกชายของยายมณี แม่ค้าที่ตลาดไงคะ ไปเถอะ วิ่งมาไกลแล้ว เดี๋ยวคุณม้าถามหา’ จากนั้นยายอาบก็จูงพาเขาย่างกลับ

เด็กชายยอมตาม แต่สายตายังคอยจับกิ่งเก่า และครั้น ‘เจ้าโคร่ง’ โผล่ขึ้นใหม่ เขาก็เบิกตาชี้ ‘นี่ไงๆ มันโผล่มาอีกแล้ว!’ ต่อเมื่อพี่เลี้ยงหันตามไป ร่างมอมๆ ก็หลบไวจนยายอาบโทษเขาว่า

‘ไม่เอาน่า อย่าโกหกเพราะอยากเล่นที่นี่ต่อเลย ไปกันเถอะค่า’

เป็นอันว่า ‘เจ้าโคร่ง’ จะโผล่หัวกลมๆ ขึ้นมาทำท่าหัวเราะเยาะ ปล่อยให้คุณหนูกบี่หัวฟัดหัวเหวี่ยงที่เอาชนะมันไม่ได้ ไม่ได้อย่างที่เขาเอาชนะทุกคนในบ้านมาตลอด

กระทั่งเจ็ดขวบ อาม่าก็พาเขาไปไหว้สารทจีนที่ศาลเจ้าจี้กงใกล้กับสี่แยกตลาดเก่า มันเป็นวันที่อบอ้าวจนเขาเหนียวไปทั้งตัว ไตรตรึงษ์ซึ่งยังอยู่ในนามกบี่อารมณ์ไม่ดี ยิ่งมาเจอควันธูป เสียงสวด กับขบวนคนแก่ๆ เชื่องช้าก็ยิ่งหงุดหงิด ระหว่างที่อาม่าสนทนากับยายหงษ์หญิงเฝ้าศาล เด็กชายจึงกระวีกระวาดหลบแกกับยายอาบพี่เลี้ยงไปสำรวจรอบๆ แทน

ศาลเจ้านี้มีประวัติยาวนาน ว่ากันว่าเจ้าสัวประจำอำเภอสร้างขึ้นเพื่อแก้บน ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนในตลาดใกล้ๆ จึงนิยมมาไหว้เอาชัยและประกอบพิธีตรุษสารท อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ไตรตรึงษ์เป็นเด็ก ตระกูลเจ้าสัวเจ้าศาลได้ขยายกิจการและย้ายไปอยู่หัวเมืองอื่น ศาลนี้จึงตกอยู่ในมือผู้ดูแลเก่าแก่เป็นสำคัญ ยายหงษ์กับพรรคพวกชราลง ต่างละเลยงานทำความสะอาดและบูรณะศาลจนสภาพรอบๆ ดูซอมซ่อ ไตรตรึงษ์มีรสนิยมวิไลแต่เล็ก เห็นของไม่ต้องตา เด็กชายก็เบ้หน้าแล้วเลาะไล่ออกไปนอกประตูแทน

พ้นสู่ถนนข้างนอก เจ้าของร่างเล็กเบิกตาเพราะเห็นคนคุ้นหน้านั่งยองๆ ริมกำแพง

เจ้าโคร่ง!

ในวัยไล่เลี่ยกัน รายนั้นรูปร่างสูงใหญ่กว่า ผิวกร้านก็เกรียมกว่า ผมถูกไถสั้นกุดบางช่วงเป็นรอยขีดแหว่งแสดงถึงแผลเป็นจากความทโมน เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นเก่ามอจนแทบเดาสีต้นตอไม่ได้ ชายบางช่วงเปื่อยลุ่ย ตีนใหญ่ใส่รองเท้าฟองน้ำ เล็บดำสกปรก เจ้าโคร่งเคลื่อนจากสุดมุมกำแพงถัดเข้ามาในลักษณะที่สายตายังจดจ่ออยู่ที่พื้น

แต่ต้น คนตัวเล็กกว่าตั้งใจจะย่องเข้าไปหมายคิดบัญชีที่ถูกหัวเราะล้อมาตลอด ต่อเมื่อเห็นท่าทางอีกฝ่าย ความตั้งใจก็ผลัดกลายเป็นสงสัย เจ้าโคร่งทำอะไรของมัน?

ด้วยเหตุนั้น ร่างน้อยในชุดใหม่อ่องจึงก้าวไปก้มใกล้ แต่ปรากฏว่าแนวสายตาของอีกฝ่ายมีแต่ดินปนทราย ตรงขอบฐานกำแพงไม่เห็นจะมีอะไรสักอย่าง!  

‘โง่!’ คนตัวขาวที่เริ่มถูกแดดเผากลายเป็นแดงออกปากหยาบหยาม ‘ดูอะไร กะอีแค่ดิน–’

ไม่ทันจบคำ ‘อะไร’ ที่มุดในโพรงดินก็วิ่งปรูดออกมา มันไต่ขึ้นขาผอมๆ ของเขาว่องไว ไตรตรึงษ์ตกใจผงะถอย เผลอสะดุดหินปูถนนล้มจ้ำเบ้า ไม่มีโอกาสร้อง เจ้าตัวที่ไต่ขึ้นมาก็หยุดตรงปลายจมูก

เจ้าของจมูกจ้องมันจนตาเข พอเห็นว่าเป็นแมงมุมตัวใหญ่ก็แทบแหกปากลั่น แต่ไม่ทันมือไวของเจ้าโคร่งที่ปัดให้เสียก่อน

แมงมุมกระเด็นลงดิน คนปัดส่ายหน้าเยาะ ‘โง่! กลัวกะอีแค่แมงมุม’

เด็กที่ยังล้มเหวอถึงกับหน้าร้อนเห่อ แต่ไรมาไม่มีใครในบ้านกล้าพูดกับเขาแบบนี้ ทุกคนต้องพูดจาดีๆ ที่สำคัญ เด็กชายรู้สึกเสียหน้า

ก่อนจะโวยวายตามนิสัย คนล้มต้องเปลี่ยนใจใหม่ เพราะเจ้าโคร่งปากเสียกลับยื่นมือให้เพื่อช่วยพยุงลุก

มองมือกร้านสกปรกของมัน ไตรตรึงษ์ย่นจมูกแล้วเบนสายตาไปที่กระถางไม้ดอกขนาดใหญ่ข้างๆ แทน ผิวดินเผาค่อนข้างหนา ขอบปากกระถางม้วนลงหยักเป็นคลื่นดูชดช้อย เขาเลือกยื่นมือไปจับจุดนั้นเพื่อดึงตัวเองลุก แทนการแสดงทิฐิมานะและบอกปัดความช่วยเหลือ

คนลุกลอบกระหยิ่มใจที่ทำให้อีกฝ่ายอึ้งไปได้เล็กน้อย แต่แล้วก็ต้องขัดใจอีก เพราะนัยน์ตาดำขลับมีวี่แววปราดเปรื่องของเจ้าโคร่งกลับสะประกายขำ

‘หาอะไรอยู่!’ ไตรตรึงษ์ตะคอกเปลี่ยนเรื่อง

คนขำทำปากโค้งขึ้น ยักไหล่ ท่าทางแก่แดดเหมือนไปเลียนแบบคนโตๆ มา

‘ของ!’ มันตอบเหมือนไม่ตอบ ลงนั่งยองๆ ใช้นิ้วขุดดินต่อ ‘เสือดาวมันบอกว่า เอามาแอบไว้หน้ากำแพงศาล’

‘เสือดาว? ทำไมพูดได้’

‘คน!’ มันแสร้งกระแทกเสียงบ้าง ‘คนชื่อเสือดาว เสือดาวจริงๆ มันจะพูดได้ยังไง โง่ชะมัด!’

ก่อนจะถามหรือต่อปากต่อคำอะไร คนพูดยาวก็ยิ่งได้ใจพูดต่อ

‘แล้วก็ไม่ต้องถามว่าใคร อธิบายไปก็ไม่รู้จักอยู่ดี วันๆ เคยออกจากบ้านไปที่อื่นรึก็เปล่า’ ว่าแล้วมันก็หันไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ

ช่างกวนโทสะนัก ฮึ่ย! นี่มันคงแอบสอดแนมเขาตลอดมาเพื่อหาเรื่องยียวน!

‘ของอะไรจะไปอยู่ในดินตื้นๆ อย่างนั้นได้ น่าจะซ่อนข้างบนมากกว่า’ ว่าพลางชี้ข้างกำแพง ตำแหน่งที่อยู่สูงเหนือหัวขึ้นไปประดับอิฐสลักลาย ทำให้เกิดช่องชั้นซึ่งน่าจะวางของซ่อนได้ดีกว่า

‘เสือดาวมันตัวเล็ก ถึงใส่เกี๊ยะก็เขย่งไปวางลูกแก้วไม่ถึงอยู่ดี’

‘ลูกแก้ว?’

‘ฮื่อ! ของที่หาไง’ มันพูดเหมือนเริ่มรำคาญ ไม่ผละสายตาออกจากแนวดิน กระทั่งเสียงไตรตรึงษ์ดังขึ้นใหม่

‘ใช่ลูกแก้วนี่รึเปล่า?’

คนหันมาทำท่าเบื่อเหมือนไม่เชื่อน้ำลาย ฉะนั้นเมื่อเห็นว่าในมือขาวๆ ของเขากำลูกแก้วอยู่สี่ลูกจริงๆ เจ้าโคร่งจึงเบิกตา ‘เฮ่ย! เจอจากไหน?!’

ไตรตรึงษ์ทำปากโค้งขึ้นพลางยักไหล่เลียนท่ามันบ้าง แสร้งพยักไปทางกระถางไม้ดอก

‘รู้ได้ไงว่าอยู่ตรงนั้น’

‘ชื่อเสือดาว แต่ใส่เกี๊ยะ แสดงว่าเป็นผู้หญิง ผู้หญิงรักสวยรักงามต้องชอบดอกไม้มากกว่าดินอยู่แล้ว’

เจ้าโคร่งรับลูกแก้วไปใส่กระเป๋ากางเกง สีหน้าแช่มชื่น แต่ไม่วายกวนประสาท ‘ฉลาดกว่าที่คิด’

คนฉลาดยิ้มภาคภูมิ

‘–แต่ท่าทางเหมือนรู้เพราะบังเอิญล้มไปเห็นมากกว่า’

ยิ้มภูมิใจจึงมีอันสะดุดหาย ผิวหน้ากลายเป็นร้อนเพราะถูกรู้ทัน ‘ไม่ใช่โว้ย!–’

คำโวยไม่ยาวไปกว่านั้น จู่ๆ หน้าขันของอีกฝ่ายก็ตึงเข้า สายตาที่มองข้ามบ่าเขาไปก็กลับขุ่นขวาง

ไตรตรึงษ์หันตาม เพิ่งรู้ตัวว่าข้างหลังมีเด็กชายอีกสามรายก้าวอาดๆ ตรงมา แต่ละรายมอมแมมกว่าเจ้าโคร่ง ดวงตาก็ส่อแววอันธพาลกว่า ที่สำคัญคือตัวใหญ่กว่า รั้งท้ายด้วยเด็กหญิงสวมเกี๊ยะตัวเล็กสุด ทว่าหน้าตาเอาเรื่องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ด้วยบางสัญญาณทางสายตา เจ้าโคร่งยอมล้วงมือหยิบลูกแก้วในกางเกงยื่นให้เด็กชายตัวโตสุดผู้มีขาอวบดำลายพร้อยเพราะโดนยุงกัด เด็กหญิงที่น่าจะเป็นเจ้าของนาม ‘เสือดาว’ บิดปากหน้าคว่ำมาแต่ต้น เห็นอย่างนั้นก็เร่งถลาตัดหน้า ทว่ายังช้ากว่าเจ้าฝ่ายชาย

ทันทีที่ลูกแก้วผลัดสู่มือคนตัวใหญ่ขาลาย เสือดาวก็แผดเสียงวี้ด กระทืบเท้าและพยายามฉวยคืน เป็นผลให้เด็กโตสะบัดมืออย่างจะผลักเธอทิ้ง

ไตรตรึงษ์เบิกตา เขาถูกพร่ำสอนมาว่าเด็กผู้ชายจะรังแกเด็กผู้หญิงไม่ได้เป็นอันขาด และถึงตัวเองจะตัวเล็กกว่าเจ้านั่นมาก ทว่าเขาไม่เคยกลัวอะไร

เด็กชายเม้มปาก ก้มหน้าต่ำพลางกำมือแน่น เตรียมจะถลันเข้าใส่ไอ้ตัวใหญ่แกล้งผู้หญิง แต่ดูเหมือนเจ้าโคร่งจะรู้ทัน มันแสร้งเหยียดแขนเป็นทำนองขวางเขาไว้ ขณะเดียวกัน มืออีกข้างก็ดึงข้อแขนของเสือดาวออกมา

เจ้าเด็กขาลายเลิกคิ้วกระตุกยิ้มพึงใจ ออกปากสั่งโดยไม่หันมองลูกน้อง ‘ไป!’

จบคำ ทั้งห้าก็ก้าวอาดๆ กลับไปเหมือนขามา ไม่รู้ไม่ชี้เสียงกรี๊ดลั่นๆ ของเสือดาวตัวน้อย

อีกเสียงที่ลั่นขึ้นคือตะคอกของไตรตรึงษ์ ‘ลูกแก้วเป็นของเสือดาว! เอาให้มันไปทำไม?!’

เจ้าโคร่งทำคล้ายไม่ได้ยิน ก้มเช็ดน้ำตาให้เด็กหญิงที่ยังสะบัดหน้าไม่ยินยอม

ไตรตรึงษ์เองก็ไม่ยอม เมื่อไอ้ตัวกวนทำท่าจะอุ้มเด็กหญิงผละไป เขารีบขวาง ‘บอกมาสิว่าทำไม?!’

แทนคำตอบ เจ้าโคร่งหันถามเด็กหญิงที่ยังร้องไห้ ‘ดาว นั่นลูกแก้วของใคร?’

‘ข…ของหนู!’

‘แน่ใจ?’

คราวนี้ คำถามซ้ำทำให้รายที่สะอึกถึงกับหยุดสะอื้น หน้าง้ำ หากยอมตอบ ‘หนะ…หนูขโมยไอ้เรมา!’

ฮีโร่ที่พยายามจะช่วยจึงมีอันปากอ้า หน้าร้อนผ่าวอีกระลอก

‘แต่ไอ้เรกับพวกมันแย่งขนมของหนูไปกินก่อน!’

‘นั่นสิ!’ เพื่อรักษาหน้าตัวเอง เด็กหญิงอ้างอะไรไตรตรึงษ์จึงชิงเชื่อไว้ก่อน ‘ทำไมไม่สู้กับพวกมัน!’

เป็นครั้งแรกที่เจ้าโคร่งหันมาจ้องตาดุ อายุของมันมากกว่าไตรตรึงษ์อย่างมากไม่เกินปี ทว่าครั้งนี้แววตาดูเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก กระทั่งน้ำเสียงที่ใช้ก็เย็นขรึมจนเขาผงะแข็ง

‘ชนะครั้งนี้แล้วแพ้ต่อไปทุกครั้ง มีประโยชน์อะไร’

คำของมันทำเขาเบื้อใบ้ ทั้งที่อยากเอาชนะทว่าหาคำมาโต้ไม่ได้ ในที่สุดจึงมีอันมองมันอุ้มเด็กหญิงก้าวจากไปในหมู่อาคารของชุมชนตลาด

ถ้าวันนี้เขามีโอกาสได้พูดกับมันอีกครั้ง ไตรตรึงษ์คงกระชากอกเสื้อไอ้โคร่งแล้วคาดคั้น

ไอ้ห่- มึงเคยบอกกูอย่างนั้น แล้วทำไมครั้งนี้มึงถึงไม่ยอมแพ้!

Don`t copy text!