ลิงพาดกลอน บทที่ 2 : เลขจารึก

ลิงพาดกลอน บทที่ 2 : เลขจารึก

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ ลงให้อ่านออนไลน์ที่ อ่านเอา จนจบบริบูรณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เขียนยังใจดี ลง 5 ตอนแรกไว้เป็นน้ำจิ้มให้กับผู้อ่าน และหากใครติดใจอยากจะอ่านต่อในรูปแบบรวมเล่ม และเพื่อเป็นการสนับสนุนนักเขียน สามารถติดต่อเพื่อซื้อหนังสือได้โดย ตามไปที่ลิงค์นี้ https://www.amarinbooks.com/shop/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99/

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

“เจ้าโคร่งชื่อเต็มๆ ว่าเสือโคร่ง ชื่อจริง มโหตร สว่างสิริ มีน้องสาวชื่อเสือดาว นายศารทูลพ่อมันเป็นตำรวจค่ะ ถูกคนร้ายยิงตายไปตั้งแต่ยายเสือดาวคลอดใหม่ๆ แต่บางเสียงก็ว่าเกลือเป็นหนอน ตาแกเป็นพวกตงฉิน ท่าจะไปขัดแข้งขัดขาใครเข้าเลยโดนพวกเดียวกันจัดการ เดี๋ยวนี้ในบ้านเหลือแต่เด็กๆ อยู่กับแม่กับย่า แต่บ้านเขาเป็นคนดีแล้วก็เก่งกันทุกคนนะคะ ใครจะมารังแกไม่ได้หรอก แม่มณีประกาศเหยงๆ ว่าถึงตัวเองไม่ได้ชื่อเป็นเสือ แต่ก็ใจเสือไม่ต่างจากผัวจากลูก เวลาเอาของในสวนไปขายที่ตลาดแล้วโดนใครเอาเปรียบ แกกัดไม่ปล่อยเชียวละ”

“ทำไมเกลือถึงเป็นหนอน ตงฉินแปลว่าอะไร แล้วทำไมแม่มณีไปไล่กัดคนเหมือนหมา”

“ตายละคุณกบี่” ยายอาบคนเล่าหัวเราะออกมาเอง เพิ่งสำเหนียกว่าคู่สนทนาเพิ่งอายุนิดเดียว แม้หลายคราวจะแสบและฉลาดเป็นกรด แต่แท้จริงก็ยังเป็นแค่เด็กชายวัยแปดขวบ ตาใสแป๋วจ้องมากังขา

“มันเป็นคำเปรียบเทียบค่ะ ว่าแต่ว่าทำไมคุณกบี่ถึงอยากรู้เรื่องบ้านเจ้าโคร่งนักคะ ตั้งหน้าตั้งตาถามอาบตั้งแต่กลับมาจากศาลเจ้าแล้ว”

ตอนนั้น เด็กชายก็ให้คำตอบไม่ได้ เมื่อคิดย้อนไป ไตรตรึงษ์คิดว่าอาจเพราะไอ้โคร่งที่เขาเจอหน้าศาลเจ้า ดูผิดไกลจากไอ้หัวขโมยผลไม้เหนือรั้วข้างบ้านกระมัง ยิ่งได้ฟังว่าประวัติของมันก็ไม่ต่างกันนัก เขาจึงอาจรู้สึกว่ามันคือ ‘เพื่อน’ มากยิ่งขึ้น

ไอ้โคร่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้าน เขาเองก็แทบจะเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน แรกเริ่มได้ชื่อกบี่เพราะเกิดปีลิง อายุห่างจากวราห์พี่สาวผู้เป็นสตรีปีกุนถึงเก้าปี หลังจากพ่อกับหม่าม้าหย่าขาด เขาในวัยสองขวบก็ถูกแยกพามาอยู่ที่บ้านเกิดของหม่าม้าที่เมืองใต้ มีอาม่าเป็นประมุขของบ้านหลังใหญ่ดูขรึมขลัง แวดล้อมด้วยบริวารที่จงรักภักดี นานทีจึงจะได้เห็นหน้าพ่อ

ความต่างเกิดแต่ไอ้โคร่งดูเป็นผู้ใหญ่ เป็นลูกชายที่คนในบ้านพึ่งพาได้ ขณะที่เขากลับเป็นคุณหนูตัวแสบแต่แสนบอบบาง อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่สไตล์ชิโนโปรตุกีสอายุกว่าร้อยปี ทุกคนต้องคอยระวังว่าเขาจะเป็นหวัด อาหารเป็นพิษ ผื่นขึ้น ฯลฯ ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นศูนย์รวมความรัก และจากเคยคิดว่าตัวเองเก่งมากที่สามารถหลอกคนในบ้านว่าป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจ กลับกลายเป็นอับอายระคนพ่ายแพ้ แพ้ให้ไอ้หัวขโมยข้างบ้านอายุเท่าๆ กันที่ต้องปากกัดตีนถีบจนตัวมอม

ความรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าจึงเริ่มผันกลายเป็นอิจฉาระคนชื่นชม เมื่อหลบผู้ใหญ่ลงจากเรือนได้ เด็กชายตัวขาวสะอ้านจะออกวิ่งไปด้อมๆ มองๆ ข้างรั้ว คอยหาว่าไอ้เจ้าโคร่งโผล่หน้ามาหรือไม่ ถ้าไม่ เขาจะเป็นฝ่ายปีนขึ้นไปแอบมองมันเอง

บ้านไอ้โคร่งเป็นเรือนไม้หลังเล็กซ่อนห่างออกไปกลางดงไม้ ตัวเรือนยกใต้ถุนสูงด้วยเสาคอนกรีต ไม้ที่ใช้ตีฝานั้นเก่าแก่จนสีซีดไปตามกาล หน้าต่างเรียงรายรอบตัวเรือน มีบานกระจกผนึกอยู่ด้านบนสำหรับให้แสงสว่างส่องลอดเข้าไป ถึงอย่างนั้นคนแอบมองรู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็น ค่าที่หน้าต่างเกือบทุกบานถูกผลักเปิดแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว

หนหนึ่ง พอถูกไอ้โคร่งจับได้ว่าแอบมอง ไตรตรึงษ์ถึงกับตกใจหงายหลังร่วงลงมา เป็นภาระให้คนทั้งบ้านแตกตื่น คราวนี้แม้จะเป็น ‘อะไร’ ขึ้นมาจริงๆ เด็กชายก็พยายามหุบปากกัดฟัน เขาไม่อยากให้เรื่องรู้ไปถึงหูไอ้หัวขโมยข้างบ้าน ไม่อยากให้มันเห็นเขาเป็น ‘คุณหนู’ กระหม่อมบางมากไปกว่านี้

ไม่กี่วันถัดมา หลังจากขาเริ่มหายกระเผลก ‘คุณหนู’ ก็ลอบเลาะไปข้างรั้วอีก ยังไม่ทันหาช่วงเหมาะๆ ปีนขึ้นไป เด็กชายก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงหนึ่งดังขึ้น

“ไง ไอ้ลิง ขาหายเจ็บแล้ว?”

จบคำของมัน คนขาเจ็บยังไม่หันไปตามคำเรียก แต่เสียงต่อปากต่อคำก็ดังก่อนเยี่ยงคนปากไว “เรียกใครไอ้ลิง?”

เมื่อสะบัดหน้ามา ปรากฏว่าช่วงหนึ่งของรั้วอิฐเหยียดยาวเก่าคร่ำ ซุ้มไม้ไต่พันถูกแหวกออกเป็นช่อง กำแพงหนาแตกร้าวเป็นรูใหญ่จากพื้นขึ้นมา ทำให้สามารถมองทะลุลอดไปได้

ข้างหลังกำแพงนั่นเอง ร่างสูงเก้งก้างอันกอปรด้วยไหล่ผาย กล้ามเนื้อ และผิวสีน้ำตาลเข้มของไอ้โคร่งนั่งขัดสมาธิอยู่ มันสวมเสื้อกล้ามสีขาวมอซอกับกางเกงขายาวสีกากีพับชาย ในมือกร้านมีมีดสั้นๆ ใช้ถากกิ่งไม้เป็นรูปตัว Y ลักษณะการปาดแต่ละครั้งบ่งความชำนาญแคล่วคล่อง

โดยไม่ได้มองมา ไอ้โคร่งพูดว่า “กบี่แปลว่าลิง ชื่อตัวเองยังไม่รู้อีก”

“รู้เว้ย!” คนสวนกรากเข้าไป อารมณ์หงุดหงิดราลงเมื่อเริ่มเอะใจ “ทำไมตรงนี้มีรู”

คำถามนั้นเหมือนรำพึง และคนรำพึงก็ย่อขาลงน้อยๆ เพื่อดูขอบรูกำแพงชัดๆ กระนั้นอีกฝ่ายดันเสนอหน้าตอบ

“แล้วทำไมจะไม่มี”

“ก็ไม่เคยเห็น!”

“ตาเซ่อ”

คนถูกว่าอ้าปากค้าง — อีกครั้ง ไม่เคยมีใครกล้ากับคุณหนูของบ้านอย่างนี้มาก่อน! ไตรตรึงษ์กำมือแน่น อยากจะถลาเข้าไปตบกบาลมัน แต่รูนี่เล็กเกินกว่าร่างของเขาจะลอดไปได้ อีกอย่าง ถึงเข้าไปทุบมัน ด้วยขนาดของร่าง มีโอกาสที่มันจะปล้ำเขากลับง่ายกว่า

แล้วประสบการณ์ก็สอนให้รู้ว่า การแหกปากตะคอกมันนั้นไม่เคยยังผล ยิ่งตะคอก เขาเองจะยิ่งโทโส

คิดได้อย่างนี้ คุณหนูบ้านใหญ่จึงเชิดคางขึ้น อกพองผึ่ง “ก็เคยหาลูกแก้วให้มึงได้ล่ะวะ”

ได้ผล ไอ้ตัวกวนชะงักงานในมือ สายตาเสมาที่เขา มุมปากเหยียดขำ “คุณหนูทำไมพูดไม่เพราะ”

ไตรตรึงษ์หน้าร้อนเห่อขึ้นหน่อย แต่ไหนมาเขาถูกสั่งสอนว่าจะต้องทำตัวดีๆ ต่อให้ดื้อรั้นเอาแต่ใจแค่ไหนก็ไม่เคยหยาบคายก้าวร้าว ตรงกันข้าม เขารู้จักวิธีใช้เสน่ห์ของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก รู้ว่าจะต้องเข้าหาอย่างไรเพื่อพิชิตใจฝ่ายตรงข้าม ผู้ใหญ่แต่ละรายมีจุดอ่อนไม่เหมือนกัน ยายอาบบ้ายอ อาม่าแพ้ลูกอ้อน มีหม่าม้าที่เอาชนะยากหน่อยเพราะต้องใช้เหตุผลสู้    

ก่อนหัวสมองของเด็กชายตัวน้อยจะวิเคราะห์ได้ว่า นี่เขาเองก็กำลังถูกฝ่ายตรงข้ามพิชิต ‘จุดอ่อน’ เช่นกัน คนพิชิตก็ดูจะสงสาร จึงชิงพูดเป็นเชิงปลอบต่อไปว่า

“ดีละ ดูเป็นผู้ชายขึ้นหน่อย”

เป็นอันว่าเขาหลงกลมันอีก แทนที่จะปรี๊ดเพราะถูกกระทบกระเทียบ กลับรู้สึกภูมิใจที่ได้คำชม

“ทำอะไร” พออารมณ์ดีขึ้น คุณหนูก็ถามดีๆ ได้เหมือนกัน ร่างน้อยในเสื้อขาวผ่าอกและกางเกงเลค่อยๆ ลดกายลง ทว่าไอ้โคร่งแหกปาก

“อย่าเพิ่ง!”

เขาเกือบสะดุ้ง เลิกคิ้วงง

“เดี๋ยวกางเกงเปื้อน ไปเอาเก้าอี้ไม้ข้างๆ นั่นมานั่งสิ”

ต่อท่าพยักเพยิดของมัน ไตรตรึงษ์หันหา พบว่ามีเก้าอี้เก่าจนราขึ้นตามร่องไม้เป็นสีเขียว วางแอบอยู่ข้างกำแพงจริงๆ

“ทำไมรู้”

มันยิ้มเจ้าเล่ห์ “เสือดาวมันบอก”

เจ้าของบ้านเบิกตา คะเนได้ว่ารูกำแพงนี้กับน้องสาวไอ้เจ้าโคร่งคงมีขนาดพอๆ กัน ยายเสือดาวน่าจะสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้สบาย

“เสือดาวไปไหน” ไตรตรึงษ์ถามอีกหลังจากลากเก้าอี้มานั่งลง

“ย่าสอนทำกับข้าวอยู่ในบ้าน”

“ไม่เรียนกับเขา?”

“โฮ่ย เก่งแล้ว”

คนฟังย่นจมูกเหมือนเหม็น แต่ครั้นอีกฝ่ายบอกว่า “ทีหลังจะทำให้กิน” ก็กลับพยักยิ้มสบใจ

“ดีมาก” คำพูดคล้ายชมบ่าวไพร่ “แล้วนั่นทำอะไร”

“หนังสติ๊ก ไว้ป้องกันตัวจากพวกไอ้เร”

ไตรตรึงษ์หวนนึกถึงเด็กชายตัวใหญ่ขาลายในตลาด ก้าวอาดๆ มีลูกสมุนตัวเล็กกว่าอีกสองรายตามหลัง รายหนึ่งผอมสูง ปากห้อย อีกรายรูปร่างขนาดกลาง ตาห่าง รูปตาเหมือนถั่วสีขาวที่หม่าม้าเรียกว่าแมคคาเดเมีย ทำให้ดูคล้ายมนุษย์ต่างดาว ทุกคนล้วนดูมอมแมมไม่ต่างจากไอ้โคร่ง

“ทำให้กูบ้าง”

ไอ้โคร่งหัวเราะขึ้นมา ท่าหัวเราะของมันเหมือนผู้ชายโตๆ ที่จะไม่ขำลั่นๆ ทว่าพ่นออกมาแค่เสียงหึและยกมุมปากแย้ม

“หัดทำเองสิวะ” ว่าพลางมันก็เล็งสายตาพลางปาดมีดครั้งสุดท้าย จากนั้นโยนมีดผ่านรูมาให้ ครั้นไตรตรึงษ์ก้มมอง มันก็บอก “หรือคุณหนูจะซื้อเอาก็ได้นะ”

โดนปรามาส คุณหนูก็ทำปากคว่ำ จับมีดขึ้นมาแล้วเอื้อมหากิ่งไม้แถวนั้น

“เอ้าๆ ระวัง” เจ้าของมีดเตือนด้วยเสียงแกมหัวเราะก่อกวนอันดูจะเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว “เดี๋ยวเลือดจะเปื้อนผิวขาวนะจ๊ะ”

“โอ๊ย!”

“เฮ้ย!”

พอมันร้องออกมาพร้อมหน้าตาตกใจ ไตรตรึงษ์ก็หลิ่วตาพลางยักคิ้วข้างหนึ่ง เป็นเชิงบอกว่า กูพิชิตมึงได้ละ!

ไอ้โคร่งหน้าก่ำ “แช่งให้นิ้วขาดเลยมึง” สาปไม่ขาดปาก มันก็บอก “จับมีดดีๆ สิวะ มานี่” คนดุกวักมือ ลุกมาหยุดข้างรูกำแพง ครั้นไตรตรึงษ์ลุกไปหยุดตาม มันก็เอื้อมมาจับมือเขาเพื่อสอนให้ถากเนื้อไม้ “แบบนี้ เข้าใจ๊”

“แกล้งทำไม่เป็นหรอก” เขาบอกพลางกลับมานั่งทำต่อ

“ปากเก่ง”

“ทำไมต้องกลัวไอ้พวกนักเลงนั่น” นักเรียนเปลี่ยนเรื่อง มีดในมือค่อยๆ กินเนื้อไม้ รอยถากแรกๆ ยังเก้กัง หากไม่ช้าก็เริ่มคล่องและแม่นยำขึ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นคนพัฒนาได้ไว

ไอ้โคร่งมองจังหวะมือเขาอย่างลุ้นตามไปด้วย ปากก็ตอบ “ไอ้จเร พ่อมันเป็นนักเลงหัวไม้” คำอธิบายเหมือนถอดคำมาจากผู้ใหญ่ “คนในตลาดต้องจ่ายเงินให้พ่อมัน คนตาห่างที่เดินตามมันชื่อไอ้ทิศ ลูกพี่ว่าไงก็ว่าตามนั้น ส่วนที่ตัวสูงๆ อีกคนนั่นชื่อสุริยัน พ่อเป็นตำรวจ สนิทกับพ่อของไอ้เร” ประโยคท้ายๆ ของคนพูดแฝงความรู้สึกลึกล้ำบางอย่าง ลึกและล้ำเกินเด็กชายวัยแค่เก้าขวบ

ไตรตรึงษ์เรียนรู้ว่าเพื่อนใหม่ไม่เหมือนเด็กรายไหนๆ ที่เขารู้จัก อาจเพราะอย่างนี้เขาจึงยิ่งรักจะคุยกับมัน ไอ้โคร่งกลายเป็นแบบอย่างของลูกผู้ชายที่ไตรตรึงษ์ไม่เคยเห็น ไม่ได้เป็นผู้ชายแบบเดียวกับที่หม่าม้าและอาม่าพร่ำสอนให้เขาเป็น แต่ครั้นทั้งคู่รู้ว่าเขาสนิทสนมกับมัน ก็กลับวางใจให้เขายึดมันเป็นเพื่อนกึ่งๆ พี่ชาย

สองพี่น้องข้างบ้านได้รับอนุญาตให้เข้ามาเล่นในอาณาเขตบ้านของเขา ยายเสือดาวชอบบ้านสวยๆ มีพี่สาวคนนั้นคนนี้แต่งตัวสวยๆ เอาขนมสวยๆ มาให้กิน แต่ไอ้โคร่งกลับหยิ่งทะนงไม่เข้าท่า มันชอบคุยกับเขาผ่านรูกำแพงมากกว่า หาไม่ก็หลอกล่อให้เขาหนีออกมาเล่นกันนอกบ้าน ที่ที่เขากับมันจะกลายเป็นคนซึ่งเท่าเทียม

“แล้วกูกับมึงไม่เท่าเทียมกันยังไง”

ไตรตรึงษ์ไม่เคยเข้าใจ และไอ้โคร่งก็ไม่เคยตอบคำถามนั้น มันจะเสไปว่า “อยู่แต่ในรั้ว มึงจะรู้อะไรโลก”

คำพูดของมันเป็นจริง หลังจากเขาออกนอกรั้วมาแค่ไม่กี่ครั้ง ไตรตรึงษ์เห็นกับตาว่าความไม่เท่าเทียมกันของคนเป็นอย่างไร บ่ายวันหนึ่งขณะกำลังจะตามไปหาไอ้โคร่งที่แผงขายผักของน้ามณี เขาเห็นพวกไอ้เรกำลังขูดรีดแม่ค้าคนหนึ่งในตลาด รายนั้นเป็นหญิงผอมผูกผมหางม้า ตั้งแผงเล็กๆ ขายหมี่หุ้นอยู่ลำพัง   

“ไอ้พวกห่า ขอกูกินจัง ทำไมมึงไม่ไปขอร้านอื่นบ้าง ของกูต้องขายนาโว้ย!”

“ก็ป้าเสือกทำอร่อย!” ไอ้เด็กตัวใหญ่วัยแค่ย่างสิบปากคอเราะราย “ให้ดีๆ หรือจะให้ไปฟ้องพ่อ!”

ด้วยความขัดใจ กึ่งๆ ความผยองของผู้อยากลองอาวุธในมือ ไตรตรึงษ์ออกไปยืนจังก้ากลางถนน ง้างหนังสติ๊กยิงลูกหินโดนหัวไอ้เรจนมันร้องโอ๊ย

“เหี้ยที่ไหนวะ!”

“มันอยู่นั่น!” ลูกน้องตาห่างที่ชื่อไอ้ทิศชี้นิ้วพุ่งมา ไตรตรึงษ์ยักคิ้วให้มันอย่างไม่ยี่หระ และแล้วก็หันหลังโกยอ้าวเพื่อล่อให้พวกมันออกห่างจากร้านแม่ค้า มั่นใจว่าด้วยความเร็วของตัวเอง ยังไงฝ่ายอธรรมก็ไม่มีทางตามทัน

“ไอ้ยัน มึงขายาววิ่งตามไปก่อน” เสียงไอ้เรดังจากข้างหลัง ไตรตรึงษ์จินตนาการเห็นภาพมันรุนไหล่เด็กชายตัวสูงชื่อสุริยันที่ไอ้โคร่งบอกว่าเป็นลูกตำรวจ เสียงฝีเท้ากวดสับตามมา พร้อมเสียงตะโกนของไอ้ยัน “หยุดนะมึง!” หากถึงอย่างไร มันขายาวแค่ไหนก็ยังไม่ถือว่าได้เปรียบเขานัก ไตรตรึงษ์ไม่ใช่คนสุขภาพดี แต่ตอนดีๆ เขาก็ไวไม่ต่างจากลิงอย่างที่ไอ้โคร่งเรียกจริงๆ นั่นแหละ

เสียงแม่ค้าในตลาดวี้ดว้าย แช่งชักไอ้เด็กแสบข้างหลังที่วิ่งชนข้าวของระเนระนาด ไตรตรึงษ์จึงแจ้นออกห่างเขตผู้คนไปทางท้ายตลาด ในที่สุดครั้นตั้งท่าจะเลี้ยวหลบมุมอาคารเก่าแก่แห่งหนึ่ง ปลายเท้าก็แทบชะงักไม่ทันเมื่อเยี่ยมหน้าออกไปพบว่า ปลายทางฝั่งนั้นมีร่างใหญ่ของไอ้เรกับไอ้ทิศรออยู่แล้ว พวกมันตั้งใจดักล่อ!

ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะเรียกไอ้สองคนนั้นหันมา เด็กชายก็รู้สึกว่ามีบางอย่างยื่นออกมาจากทางด้านหลัง สอดเข้าใต้รักแร้ของเขาทั้งสองข้าง รั้งไหล่ให้เขาหงายลง หัวคงกระแทกพื้นไปแล้วถ้าเจ้าของแขนไม่ใช้บ่าตัวเองรับเขาไว้ แล้วมือเปื้อนฝุ่นก็อุดปากไตรตรึงษ์กันเสียงร้อง ขณะลากเขาหลบหายเข้าไปในซอกแคบหว่างอาคาร

เด็กชายเบิกตา ตัวแข็งเกร็งอย่างระวังภัย ต่อเมื่อเห็นว่าเจ้าของมือใหญ่คือไอ้โคร่ง อาการเกร็งก็ผ่อนลง ยอมถอยเท้าตามไปแต่โดยดี ทั้งที่ค่อนข้างทุลักทุเล และนิ้วของมันก็ดันเข้าปากเขาครึ่งค่อนจนเค็มขม

ครั้นเห็นว่าเขารู้เท่า เพื่อนที่ตัวใหญ่กว่าก็ปล่อยแขนแล้วกระดิกนิ้วเป็นเชิงเรียกให้ตามมา ไตรตรึงษ์นิ่วหน้าแลบลิ้นบ่น “เค็มชิบหาย” แต่ก็รีบหนีหลบเข้าประตูด้านหลังศาลเจ้าจี้กงได้ทันก่อนที่พวกไอ้เรจะวิ่งมาเห็นตัว

หลังศาลเจ้าเป็นที่พักของผู้ดูแลสถาน ไม่ได้กั้นเป็นห้องอย่างดี ทว่าอาศัยหลืบมุมของรูปทรงอาคารเป็นแล้วตรึงม่านกั้นเอา แสงสว่างทอดผ่านช่องหลังคาช่วงหนึ่งลงมาให้เห็นข้าวของต่างๆ เป็นเงาๆ มีตู้เก็บเสื้อผ้าไร้ฝาปิด โต๊ะกลมแบบกางขาตั้ง เก้าอี้ไม้ขาเก ด้านข้างคือจักรเย็บผ้า โทรทัศน์จอเล็ก ปฏิทินแบบแขวน นอกจากนั้นยังอัดแน่นไปด้วยสัมภารกตามชั้นและบนพื้นริมทางเดิน

“มึงไม่ต้องช่วยกูก็ได–” ไตรตรึงษ์พูดไม่ทันขาดคำ คนข้างๆ ก็ดึงแขนเขาหลบเข้าซอกลึกถัดมา บริเวณนี้มีหลังคามิดชิดจึงเป็นเสมือนมุมมืดอับ ผู้อยู่ข้างนอกยากจะมองเข้ามาเห็น แต่คนข้างในสามารถเยี่ยมหน้าออกไปสำรวจได้ถนัด

“ยายหงษ์แกไม่ชอบเด็ก!” คนดึงแขนกระซิบ สายตาเพ่งนำไปยังร่างของยายแก่ผู้ดูแลศาล ผมแกเริ่มแซมสีดอกเลา และหลังก็เริ่มค่อม คงเพราะเสียงฝีเท้าของเขากับไอ้โคร่ง ยายหงส์จึงย่องแย่งเข้ามาจากส่วนโถงบูชาด้านนอก กวาดสายตามองอย่างจะหาผู้บุกรุก ควันธูปจากบริเวณดังกล่าวโชยตามมาจนขับให้ลำแดดเข้มดูเป็นสาย

“รอสักพัก ให้แกออกไป แล้วก็ให้พวกไอ้เรถอยไป มึงค่อยกลับบ้าน”

“กูไม่ได้กลัว”

“แล้วใครบอกว่ามึงกลัว”

ไอ้โคร่งหันมา แม้อยู่ในที่สลัวยังพอเห็นว่ามันยิ้มขัน “มึงมันไอ้ลิงกล้าบ้าบิ่น”

อาศัยความสลัวนั้น ไตรตรึงษ์แอบยิ้มพอใจ เราชอบเป็นไอ้ลิงกล้าบ้าบิ่น

“แต่มึงต้องรู้จักใช้ความกล้าร่วมกับสมอง” มันพูดต่อ ซึ่งยังผลให้ไอ้ลิงหุบยิ้ม “ทำแบบนี้ก็เท่ากับรนหาที่”

เขาจะเปิดปากโต้ มันรีบชิงต่อ

“มึงอาจจะบอกว่ามึงไม่กลัว นั่นก็เพราะมึงมีหม่าม้ามีอาม่าคุ้มหัว แต่ลองคิดดู ถ้ามึงคิดอย่างนั้น มึงจะต่างจากพวกไอ้เรยังไง มันใจกล้าเที่ยวระรานคนอื่นได้ ก็เพราะถือว่ามีอำนาจพ่อหนุนหลัง”

อีกครั้งที่เด็กเก้าขวบข้างๆ มีความคิดแปลกประหลาดและเบิกตาของไตรตรึงษ์ให้กว้างขึ้น จึงเป็นคราวแรกจริงๆ ที่ตำแหน่งลูกชายหม่าม้า และหลานชายอาม่า ทำให้เขารู้สึกกระดากขวย คล้ายมีตราบาปของความเหนือกว่าและได้เปรียบกว่าผู้อื่น

“ไม่ทำแบบนี้ มึงจะจัดการพวกมันได้ไง!”

ให้ถึงอย่างไร ไตรตรึงษ์ก็ไม่ใช่คนจะยอมรับผิดง่ายๆ

“ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ บ้านเมืองก็ไม่ต้องมีขื่อมีแป”

“มึงหมายความว่า–?”

“กูถึงอยากเป็นตำรวจ!”

คำสวนนั้นหนักแน่น และในความมืดมนของบรรยากาศ แววตาของผู้พูดก็โชนแสงจัดจ้า

คำบอกเล่าก่อนเก่าเผลอเอ่อขึ้นมา เอ่อ และนำเอาความรู้สึกหมองเฉาบางอย่างจนทำให้ไตรตรึงษ์เสียงแหบ “แต่ว่าพ่อมึง…?”

ปลายถ้อยลากหายไปเท่านั้น ไอ้โคร่งจ้องตาเขานาน ไม่ใช่สายตาดุดัน แต่กลับทำให้เพื่อนรู้สึกวูบวาบด้วยความ… เกรงใจขึ้นมาได้ นั่นเสมือนคำยืนยันว่าสิ่งที่ยายอาบเคยเล่าให้เขาฟังนั้นเป็นเรื่องจริง เรื่องจริงที่ทำให้ไอ้โคร่งยังคงเจ็บปวด

ในที่สุดมันพูด

“ถ้าเรามัวแต่กลัวคนชั่ว โลกนี้ก็จะไม่มีใครกล้าทำความดี พ่อกู แม่กู ไม่เคยสอนกูให้เป็นคนปอดแหก”

“กูไม่ได้ปอดแหก!” ไตรตรึงษ์เผลอโพล่งเสียงดัง จนเพื่อนข้างๆ ต้องตะปบมือปิดปากเขา

เด็กชายดึงมือเค็มๆ ของมันพ้นปาก หุนหัน แต่ก็ยอมลดเสียงลงตาม นัยน์ตามุ่งมั่น “กูก็จะเป็นตำรวจเหมือนกัน!”

คำของเขาทำให้มันนิ่งไป แต่ก็แค่อึดใจ ภาพรางๆ ของคนตรงหน้าปรากฏรอยขำตรงริมปาก

“ไม่ต้องมาขำ กูจะเป็นตำรวจ จัดการกับพวกผู้ร้ายได้มากกว่ามึงอีก”

“กูไม่ได้ขำ”

“มึงยิ้ม”

“เออ กูยิ้ม”

พอถูกอีกฝ่ายยอมรับตรงๆ คนคาดคั้นก็กลับไม่รู้จะพูดอะไรต่อขึ้นมา ความเงียบค่อยๆ คลี่ม่านลงคลุมสถานสลัว มันนิ่ง เขาก็นิ่ง มีความคิดต่างๆ วนวิ่งอยู่ในใจ กระทั่งเสียงจ๋อม! ดังขึ้นข้างๆ ทั้งคู่จึงลากสายตาลึกเข้าไปจนสุดซอก

ตรงนั้น บ่อสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นักก่อด้วยปูนกรุกระเบื้อง ปากบ่อมีฝาเหล็กเป็นซี่ๆ ปิดกันไว้ ข้างใต้มองเห็นเงาปลาตัวใหญ่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ ก้นบ่อไม่ลึกเริ่มเป็นแผ่นตะไคร่

ไอ้โคร่งฉวยโอกาสพึมพำเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“กูว่ายายหงส์เลี้ยงปลาเอาไว้จับกินสดๆ มากกว่าจะแค่ดูเล่น มึงว่ามั้ย”

. . . . . . . . . .

 

ไตรตรึงษ์ไม่เคยได้คำตอบ เพราะไม่เคยมีใครอุตริไปถามแก แต่ถ้ายายหงส์เลี้ยงปลาไว้กินเองจริงๆ ปลาก็คงถูกแกกินจนเกลี้ยงบ่อ ทั้งในบ่อก็แห้งหายไม่เหลือน้ำสักหยดแล้ว

อันที่จริง แม้แต่ผนังและหลังคาที่เคยปิดคลุม เดี๋ยวนี้ก็ถูกเพลิงผลาญจนเปิดโล่ง เหลือเพียงกำแพงปูนบางส่วนยืนเป็นซากกระดำกระด่าง ล้อมด้วยเชือกฟางง่ายๆ แทนยูโรเทป ป้องกันไม่ให้คนนอกรุกล้ำเข้าไปในที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม อาศัยว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ไตรตรึงษ์ก้มศีรษะลอดเส้นเชือก ย่ำล้ำไปบนซากแตกหักบนพื้นดำด่าง

ลมบ่ายโชยชาย พากิ่งไม้ไกลออกไปกวัดไหวดังซู่ๆ เศษเถ้าปลิวกระจาย พร้อมกันนั้นก็นำข่าวร้ายจากเมื่อหลายชั่วโมงก่อนแผ่วแว่ว

“พี่โคร่งไปสืบคดีที่ศาลเจ้า แล้วพอดีเกิดไฟไหม้ หลักฐานเขาว่ามีคนไหว้เจ้าเผากระดาษเงินกระดาษทองไว้แล้วไม่ดับ ไฟมันลามขึ้นถึงหลังคาด้านหลัง พี่โคร่งติดอยู่ที่นั่น…”

ที่นั่นที่ยายเสือดาวระบุต่อไปว่า “…ตรงบ่อเลี้ยงปลาของยายหงษ์…”

อะไรหนอ ศาลเจ้าเล็กๆ แห่งนี้ยังมีอะไรสลักสำคัญ ให้สายสืบแห่งกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 เข้ามาสืบ จนถึงกับถอนตัวออกไปไม่ทัน และต้องทิ้งร่างสังเวยในกองไฟ…

นายตำรวจหนุ่มกรุงเทพฯ เม้มปาก รู้สึกแห้งผากในคอ ขณะเดียวกันก็เปียกชุ่มในคลองตาและโพรงจมูก แม้เมื่อหมุนตัวเพื่อผละกลับ ร่างสูงยังถึงกับเซจนต้องยกมือยันซากกำแพงเก่าไว้ พยายามสูดสงบลมหายใจ กะพริบตาไล่หยดน้ำ และเพ่งสายตาเพื่อรวมภาพแตกแยกเวียนวนตรงหน้าให้หลอมกลับเป็นภาพเดียว

ไตรตรึงษ์นึกว่าอาการทางใจยังไม่สิ้น ต่อเมื่อกดนิ้วลงคลึงเปลือกตาอีกครั้งจึงกระจ่างใจ บางอย่างบนผนังปูนที่เขาใช้ยันกายอยู่นั้นเป็นภาพจริง ไม่ใช่ภาพกระจัดกระจายแตกแยกเพราะอารามหมองมึน

ท่ามกลางสีกระดำกระด่าง ช่วงหนึ่งของซากกำแพงปรากฏรอยจารึกประหลาดซ้ำๆ สิบกว่ารอย ทุกรอยเขียนด้วยหมึกดำเข้มติดๆ กัน

2.23 2.23 2.23 2.23 2.23

2.23 2.23 2.23 2.23 2.23

2.23 2.23 2.23

2.23 2.23 2.23 2.23…

Don`t copy text!