ลิงพาดกลอน บทที่ 5 : สนทนาว่าด้วยศพ

ลิงพาดกลอน บทที่ 5 : สนทนาว่าด้วยศพ

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ ลงให้อ่านออนไลน์ที่ อ่านเอา จนจบบริบูรณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เขียนยังใจดี ลง 5 ตอนแรกไว้เป็นน้ำจิ้มให้กับผู้อ่าน และหากใครติดใจอยากจะอ่านต่อในรูปแบบรวมเล่ม และเพื่อเป็นการสนับสนุนนักเขียน สามารถติดต่อเพื่อซื้อหนังสือได้โดย ตามไปที่ลิงค์นี้ https://www.amarinbooks.com/shop/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99/

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

บ้านเก่าของไตรตรึงษ์อยู่แถบชานเมือง ห่างจากตลาดหลาวและศาลเจ้าจี้กงไปไกล ในความทรงจำของเขา อาณาเขตบ้านมีรั้วอิฐสูงใหญ่เหยียดยาว ประตูรั้วแม้เก่าแก่แต่แข็งแรงมิดชิด ตัวบ้านเป็นคฤหาสน์ชิโนโปรตุกีสหลังโต ลับแลอยู่หลังม่านไม้ร่มครึ้มชั่วนาตาปี แม้ถูกปิดไว้ตั้งแต่อาม่าตาย และแทบไม่มีลูกหลานกลับมาอีก แต่ก็ยังมีลุงสมกับหลานยายอาบที่พักอยู่ในเรือนเล็กใกล้กันคอยดูแล เป็นไปได้อย่างไรที่คนร้ายจะบุกเข้าไปในเขตบ้านเขาแล้วทำเรื่องอุกอาจได้ดังคำเล่า นอกเสียจากว่า…

“คนในบ้านผม ลุงสม ยายอู๋ ปลอดภัยดีรึเปล่าครับ!”

“ลุงเฝ้าบ้านไม่เป็นอะไรครับ” นายตำรวจผู้แจ้งเหตุร้ายตอบชัด “แกบอกว่าขับรถเข้าบ้าน เห็นอะไรแปลกๆ กลางสนามหญ้าเลยลงไปดู ปรากฏว่าเป็นศพผู้หญิง น่าจะเป็นพวกรากษะ

“รากษะ?” เจ้าของบ้านทวนคำ

รากษะ คือชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤตการณ์ในบ้านเกิดขับให้ต้องหนีตายมาทางทะเล ขึ้นฝั่งที่ประเทศไทยแถบจังหวัดนี้และล่างลงไป จากนั้นพยายามเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม ถึงกระนั้น ส่วนหนึ่งก็ยังหลบลี้อยู่ในประเทศไทย การพบเห็นรากษะในพื้นที่นี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก มันจะแปลกก็ตรงที่รากษะรายหนึ่งกลายเป็นศพในบ้านไตรตรึงษ์ ทั้งที่ปกติ ครอบครัวเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้เลย

“ลุงแกไม่รู้จักผู้ตายเหมือนกันครับ” คำใหม่จากนายตำรวจยืนยันความคิด “พอเห็นศพ แกก็รีบโทรมาแจ้งที่นี่เลย แล้วก็ไม่ได้แจ้งว่ามีคนเจ็บหรือศพอื่นอีก”

ถ้างั้นยายอู๋คงไม่เป็นไร ผู้ฟังตอบในใจตัวเอง แล้วก็นึกขึ้นได้ จริงสิ วันนี้เป็นวันพุธ เจ้าหล่อนน่าจะออกไปทำงานแล้วตั้งแต่เช้า

นอกจากช่วยดูแลบ้าน หลังจากเรียนจบ หลานสาวยายอาบยังได้รับเข้าทำงานเป็นเสมียนประจำบริษัทของอาอี๊เขาที่เปิดในตัวเมือง ยายอู๋บึ่งรถไป-กลับออฟฟิศทุกวัน ถึงระยะทางจะไกลแต่ใช้เวลาน้อยกว่าเขาขับจากสามย่านไปเซ็นทรัลเวิลด์เสียอีก

โล่งใจไปเปลาะ แต่สิ่งที่ได้ฟังยังมีข้อชวนกังขา

หลังจากเขาบอกให้ลุงสมขับรถกลับไปก่อน แกคงตรงไปที่บ้านเลย เวลาจากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็ยืนยันชัด นั่นแสดงว่า คนร้ายก่อเรื่องร้ายโดยใช้เวลาระหว่างที่ลุงเดินทางไปรับเขาที่สนามบิน

อย่างครุ่นคิด ผู้หมวดหนุ่มจากกรุงเทพฯ ล้วงโทรศัพท์ขึ้นเปิดดูเบอร์ที่โทรออกครั้งล่าสุด

ใช่แล้ว 12.41 น. เขาโทรหาลุงสมระหว่างกำลังเดินเข้าเกตที่ดอนเมือง บอกว่าอีกสักชั่วโมงให้ขับรถมารอรับที่สนามบินในตัวจังหวัด ถ้าลุงสมทำตามนั้น แสดงว่าแกออกมาเมื่อเวลาราว 13.40 น. จวบจนเดี๋ยวนี้ 15.15 น. นั่นแสดงว่าคนร้ายมีเวลาประมาณชั่วโมงครึ่งเพื่อก่อการ – หาทางเล็ดลอดเข้าไปในบ้าน ฆ่าเหยื่อ และสร้างสัญลักษณ์

แค่ชั่วโมงครึ่ง?!

“หมวดจะไปด้วยกันเลยมั้ย” เสียงของ พ.ต.อ.ปีย์ดังขึ้นใกล้ตัว ดึงสติของไตรตรึงษ์หวนคืนสู่ภาพตรงหน้า เฉพาะหางตา เขาเห็นสุริยันจ้องแน่วมาด้วยท่าทางประเมิน

ชายหนุ่มตอบโดยไม่เสไปทางนั้น “ขอบคุณครับผู้กำกับ”

. . . . . . . . . .

 

เก๋งส่วนตัวของ พ.ต.อ.ปีย์ ถวัลย์วงศ์ แม้จะไม่ใช่ยี่ห้อชั้นเลิศ แต่ชื่อรุ่นที่ใช้ก็ประกาศว่าราคาไม่ใช่พื้นบ้าน ตอนที่ไตรตรึงษ์รุดตามลงมายังลานจอดข้างโรงพัก ผู้อาวุโสกว่าเปรยที่มาของรถโดยเขาไม่ต้องถาม แสดงเป็นนัยของผู้สนิทสนมชอบพอกัน ซึ่งอันที่จริงดูไม่เข้าท่าเสียเลยในสถานการณ์เช่นนี้

สุริยันท่าจะเป็นลูกน้องคู่ใจ เจ้าตัวรับกุญแจรถจากผู้บังคับบัญชาแล้วก้าวไปยังประตูฝั่งคนขับ ดวงหน้ารูปห้าเหลี่ยมดูจะกระตุกตึงเล็กน้อย ครั้น พ.ต.อ.ปีย์บอกไตรตรึงษ์ว่า

“นั่งข้างหลังด้วยกันนี่ละหมวด จะได้คุยกันง่ายๆ”

ผู้ถูกรั้งชะงักเล็กน้อย ประสานสายตาแข็งๆ ของสารถีจำเป็นที่แสร้งเบนไปยังคันจับประตู แล้วดึงออกคล่องแคล่วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ท่าทางของเขาคงจะสะกิดใจ พ.ต.อ.ปีย์ เมื่อสอดร่างเข้ามานั่งที่เบาะหลังและปิดประตูเรียบร้อย เจ้าตัวจึงเอ่ย “ได้สุริยันมาช่วยก็ดีหน่อย รู้ใจผมทุกอย่างว่าชอบขับเร็วช้าแค่ไหน เบรกเบายังไง” คำพูดวรรคลงเพื่อถอนหายใจเหน็ดเหนื่อย “เมื่อก่อนเป็นหน้าที่เจ้าพรตเขา ดันมาเสียท่าไอ้คนร้ายมันซะได้”

หลังนัยน์ตาของไตรตรึงษ์ปรากฏภาพเหยื่อลำดับที่ห้าในคดีฆาตกรรมกระหึ่มเมือง พ.ต.ต.พรต ถิรสมบัติ ผู้ถูกเด็ดชีพ ณ โกดังน้ำมันปาล์มเถื่อน โดยวิธีตักน้ำมันเคี่ยวเดือดราดทั้งตัว

พรสวรรค์ด้านการสร้างจินตนาการมีทั้งข้อดีข้อเสีย ปกติไตรตรึงษ์ใช้มันเชื่อมโยงเงื่อนงำในคดีต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นภาพว่องไว เขามักจะได้รับคำชมจากผู้บังคับบัญชา และคำแคะไค้จากเพื่อนร่วมงานที่ริษยา กระนั้น ในเวลาเช่นนี้ พรสวรรค์ดังกล่าวกลับสร้างภาพสยดสยองชัดเจนจนเขาต้องกะพริบตาแรงๆ ไล่มันทิ้ง เหลือเพียงใบหน้าของนายตำรวจผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งถูกเผยแพร่ลงในสื่อต่างๆ

พ.ต.ต.พรตเป็นชายหนุ่มวัยไม่เกินสามสิบห้า หน้าจืด นัยน์ตาดูโศกชื้น วงหน้าเรียวแต่แก้มเยอะทำให้ดูคล้ายอมอะไรอยู่ ริมฝีปากบางแทบเป็นเส้นรูปปีกนก มุมปากตกตามร่องแก้ม ดูจากรูปลักษณ์แล้วชวนจินตนาการถึงชายบุคลิกเรียบขรึม เก็บตัว หากถึงอย่างไร จากสิ่งที่ พ.ต.อ.ปีย์กล่าวไว้ ไตรตรึงษ์จึงคิดว่าภาพนั้นอาจหลอกตน

วิชาชีพตำรวจสอนให้ชายหนุ่มพัฒนาทักษะการมองและประเมินคน พัฒนาจนเขาเคยคิดว่าตัวเองน่าจะไล่ทันไอ้โคร่ง แต่ก็นั่นล่ะ ครั้นนึกได้ว่าไอ้โคร่งเองก็เป็นตำรวจ ทักษะของมันที่แข็งแกร่งมาแต่เยาว์ย่อมเติบไกลไปกว่าเขา เมื่อนั้นไตรตรึงษ์จึงได้แต่งุ่นง่านอยู่ในใจ

นี่ไง ใครว่าเกิดบนกองเงินกองทองและเป็นลูกหลานเจ้าคนนายคนมีแต่เรื่องโชคดี ไตรตรึงษ์คนหนึ่งละที่ปฏิเสธ

ต้องยอมรับ ตำแหน่งบนยอดหอคอยงาช้างหล่อหลอมให้เขาเป็นคนไม่ค่อยเอาใจใส่ใคร บริวารห้อมแหนบ่มนิสัยเอาแต่ใจ แม้แต่หม่าม้า อาม่า พี่วราห์ หรือกระทั่งคุณพ่อ ก็แทบไม่เคยขัดใจเขาได้ เมื่อยังเล็ก ไตรตรึงษ์ฉลาดพอจะรู้ว่าตัวเองมี ‘ตำหนิ’ เช่นกัน ตำหนิอันเกิดจากความแตกแยกของบิดามารดา เขาจึงฉวยตำหนินั้นมาสรรประโยชน์ ปั่นให้ผู้เป็นใหญ่แต่ละรายสงสาร รู้สึกผิด และต้องยอมตามในท้ายสุด

มีก็แต่ไอ้โคร่ง แผนใดๆ ของเขาไม่เคยเอามันอยู่ แค่เขาอ้าปากมันก็เห็นไปถึงไส้ติ่ง ไอ้โคร่งไม่พูดอะไรมาก หากแค่สายตายิ้มๆ อย่างคนเท่าทันก็ทำให้เขาหน้าร้อนเห่อ เกิดอารมณ์อยากโหด แล้วก็มันอีกนั่นละ ดัดนิสัยให้เขารู้ว่า การพาลพาโลไม่ก่อประโยชน์ใด ทุกครั้งที่คิดว่าตัวเองชนะ กลับกลายเป็นว่าเขาหลวมตัวแพ้มันแล้วทุกที เมื่อหงุดหงิดจนทำอะไรไม่ได้ เขาจึงใช้วิธีงอนใส่มันแทน — ใช่ วิธีเดียวกับที่ยายเสือดาวใช้กับพี่ชายแล้วได้ของเล่นนั่นละ! เพียงแต่ว่าเขางอนได้โดดเด่นกว่า ปั่นหัว และหลายทีก็ยั่วโทสะจนไอ้โคร่งต้องยอมแพ้ หมายถึงแพ้ทางจริงๆ!

บางที อาจเพราะวิถีปากกัดตีนถีบแต่น้อย ไอ้โคร่งจึงต้องคอยระวังตัว คนในบ้านของมันมีแต่ผู้หญิงที่คอยการปกป้อง ไม่มีใครคุ้มครองมันได้ ทักษะการมองและประเมินคนจึงแม่นยำกว้างไกล ไอ้โคร่งเก่งเรื่องสังเกต ไตรตรึงษ์เชื่อว่าไหวพริบมันไม่ดีเท่าเขา — คือ… พูดตรงๆ ว่ามันไม่ฉลาดแกมโกงเท่าเขา — แต่นั่นละ ความยากแค้นของไอ้โคร่งบ่มให้มันเหนือกว่าเขาทุกๆ ช่องทาง!

เหมือนทุกที ไตรตรึงษ์อิจฉา หมั่นไส้ แต่ก็ไม่วายยกมันเป็นแบบอย่าง เป็นเป้าหมายที่ตั้งใจพุ่งชน! เขาจึงพยายามพัฒนาตัวเองทุกๆ ทาง เดี๋ยวนี้แค่จับตาเป้าหมายไม่นาน คุยกันไม่กี่คำ ชายหนุ่มก็สามารถ ‘อ่าน’ อีกฝ่าย รวมถึงคนรอบข้างอีกฝ่ายได้มาก

โดยเฉพาะกับคนเปิดเผยอย่าง พ.ต.อ.ปีย์ ท่าทางวางโก้ เท้าความอดีตเพื่อตีสนิท ‘คนดัง’ จากนั้นเอื้อประโยชน์อีกฝ่ายแม้ไม่ถูกต้องตามหลักการ เหล่านี้ล้วนประกาศ เจ้าตัวท่าจะเป็น ‘ปลาเน่า’ อย่างที่ผู้บังคับบัญชารายหนึ่งของไตรตรึงษ์เคยกล่าวไว้ เป็นตำรวจจำพวกที่อาศัยหน้าที่ของตนสร้างเครือข่ายอำนาจ มากกว่าจะสร้างผลงานอันสมควร!

‘คนสนิท’ ของผู้ยิ่งใหญ่ประเภทนี้ ก็ย่อมไม่พ้นคนจำพวกที่ต้องรู้จักลู่ลม เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ถึงรู้ก็ไม่ปูด ไม่เห็นด้วยแต่ก็สามารถพลิกคำด่าในใจเป็นคำชมได้เพื่อความอยู่รอด พ.ต.ต.พรตก็คงไม่พ้นข่ายนี้ หน้าเศร้าราวซื่อ ที่แท้ใจอาจไม่ซื่ออย่างหน้า

ว่าแต่คนอื่น ไตรตรึงษ์ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ไกลขอบเขตนั้นนัก โดยเฉพาะการที่พ่อเห็นดีเห็นงามส่งลูกไป ‘ตกระกำลำบาก’ ตามคำของหม่าม้า ก็เพราะเห็นว่าอาชีพนี้จะ ‘อำนวยความสะดวก’ ต่อธุรกิจของตระกูลได้ในภายภาคหน้า ไตรตรึงษ์ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ค้าน อาจเพราะอันที่จริงลึกๆ ในใจเขารู้ว่าที่ตัวเองมาเป็นตำรวจก็เพราะยึดไอ้โคร่งเป็นอย่างและต้องการจะเอาชนะมันเท่านั้น เขาอยากเป็นตำรวจที่ดีเพราะไอ้โคร่งเป็นตำรวจที่ดี หากทว่า ถ้าถึงวันที่พ่อขอร้องให้เขาต้องพลิกพลิ้ว ไตรตรึงษ์ก็เชื่อว่าเขาฉลาดพอที่จะรับมือ

เปล่า ไม่ใช่ปฏิเสธพ่อ แต่ ‘รับมือ’ ในความหมายว่า เขาจะสามารถแบ่งสรรประโยชน์ได้ลงตัวสำหรับทุกฝ่าย ทั้งเพื่อเนื้องาน เพื่อหลังบ้าน

แน่ละ ไอ้โคร่งคงไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเพื่อนยังอยู่ให้เถียง เขาก็มีเหตุผลหนักแน่นพอจะงัดข้อกับมัน อย่างตอนนี้ไง ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ กูจะหาทาง ‘ช่วย’ มึงได้เหรอ!

ใช่แล้ว เพราะบัดนี้ทุกเบาะแสชี้ชัด ความตายของไอ้โคร่งเชื่อมโยงกับคนร้ายในคดีที่มันสืบอยู่ คดีที่ยังไม่เสร็จสิ้น! ไตรตรึงษ์รู้ว่าเพื่อนเป็นคนยังไง มันไม่มีทางนอนตายตาหลับถ้าคนร้ายยังลอยนวล ที่สำคัญ ลอยนวลมาก่อคดีพาดถึงบ้านเขาแล้ว!

ไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับ ตลอดมาไอ้โคร่งคอยปกป้องเขาเสมอ ถ้าตอนนี้มันรู้ บางที… บางทีมันอาจจะร้อนใจอยู่ก็ได้…

กูจะไม่เป็นไร กูจะจบคดีนี้แล้วแก้แค้นให้มึงให้ได้!

ฉะนั้น ทางเดียวที่นายตำรวจนอกพื้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่เพราะเหตุเกิดในบ้านเขาหรอก สะพาน ‘ปลาเน่า’ ของ พ.ต.อ.ปีย์ต่างหาก!

“ปกติลุงสมปิดบ้านไว้แน่นหนา นึกไม่ออกเลยว่าคนร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้ยังไง แล้วทำไมมันถึงต้องเลือกใช้บ้านผมก่อเหตุด้วย”

ผู้เป็นแขกแสร้งเกริ่นด้วยเรื่องของตน ทว่าที่แท้จงใจใช้มันต่างเหยื่อล่อปลาใหญ่

‘ปลาใหญ่’ ส่งกลิ่นอีกที พ.ต.อ.ปีย์เริ่มกระแอมคล้ายขับเสลดที่รัดคอหอย “คนในบ้านของหมวดได้ติดต่อกับคุณ–”

ชื่อปลายประโยคเลือนไปเพราะถูกผู้ประจำที่นั่งคนขับกล่าวแทรกทับ “แต่ละคดีที่มันก่อ มีเรื่องเหลือเชื่อทั้งนั้นแหละหมวด”

รถราคาหูฉี่ค่อยๆ ถอยหลังนิ่มนวล สุริยันเอ่ยต่อโดยไม่ได้มองมา “ปกติเรามักจำกัดกรอบคนร้ายด้วยการวิเคราะห์แรงจูงใจ จากนั้นเอามาแมตช์กับหลักฐานอื่นๆ ที่เจอ แต่เรื่องที่เกิดนี่ เหยื่อเกือบทุกคดีไม่มีความเกี่ยวข้องกัน–”

“นอกจากทศทิศกับจเร” ไตรตรึงษ์จงใจลงเสียงขัด

นั่นเป็นครั้งแรกจริงๆ ตั้งแต่ขึ้นรถมา ที่ ร.ต.ต.สุริยัน ตวัดสายตามาจ้องเขาผ่านกระจกมองหลัง

“ใช่” การลงเสียงของอีกฝ่ายแสดงว่ารับรู้นัย “ไม่มีใครเกี่ยวข้องกัน นอกจาก ‘พวก’ เพื่อนเก่าของผม!”

คนพูดจงใจเน้นคำ ‘พวก’ อย่างจะกวาดรวมนายแชนหรือไอ้โคร่งไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด ไตรตรึงษ์เม้มปากเล็กน้อย

โดยที่ยังไม่เท่าทันคนใกล้ทั้งคู่ พ.ต.อ.ปีย์บ่นขึ้น “ตอนแรกเราก็สืบแยกเป็นคดีๆ ตามปกตินั่นแหละหมวด ไอ้คนร้ายมันประสาทแดกนัก นอกจากเลือกคนที่แทบไม่เกี่ยวกัน คนพวกนั้นยังมีเรื่องติดตัวกันไปคนละอย่าง”

“เรื่องติดตัว?”

ต่อเสียงทวนสงสัยของผู้มาใหม่ พ.ต.อ.ปีย์ให้คำอธิบายพร้อมๆ กับรถที่เริ่มแล่นออกจากลานจอด

ข้อมูลทั้งหมดเรียบเรียงได้ดังนี้

คดีที่ 1 นางสาวศรีบวร จากการสอบปากคำคนแวดล้อมได้ความว่า ผู้ตายเป็นนางพยาบาลใจดี อาจกล่าวได้ว่าใจดี ‘มาก’ เมื่อเทียบกับนางพยาบาลส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลรัฐต่างจังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยนิดต้องเผชิญกับความกดดันเพราะคนไข้มหาศาล ศรีบวรเป็นชื่อที่คนไข้ในพื้นที่มักเรียกหา เป็นนางฟ้าสำหรับชนต่างด้าวซึ่งมักถูกเจ้าหน้าที่รายอื่นๆ ผลักไส อย่างไรก็ดี ประเด็นท้ายนี่เองก่อข้อบาดหมางเมื่อกลางเดือนก่อน

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ศรีบวรกำลังตรวจรับคนไข้ชาวรากษะซึ่งป่วยด้วยโรคเบอริเบอรี่ * หญิงสาวถูกชายไทยสูงวัยตะคอกใส่ด้วยโทสะ หาว่ามัวบริการไอ้พวกกาฝาก ทำให้ตนที่เท้าบวมต้องเข้าคิวนาน ศรีบวรพยายามอธิบาย แต่นอกจากจะไม่เย็นลง ชายดังกล่าวยังตรงจะเข้ามาทำร้าย ดีแต่ว่าเจ้าหน้าที่และชาวบ้านอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นช่วยกันไว้ก่อน

ต่อมา แม้ได้รับการตรวจรักษาเรียบร้อย ชายดังกล่าวยังชี้หน้าหาว่าศรีบวรเป็นต้นเหตุให้เขาป่วยหนัก สาปแช่งให้เธอตายอนาถที่สุด ศรีบวรตกใจ แต่ไม่ถึงขั้นขวัญผวา นี่เป็นเหตุการณ์ปกติที่คนในแวดวงการแพทย์เจอมานับครั้งไม่ถ้วน หมอที่ประจำอยู่เคยถูกญาติคนไข้ยกพลทั้งหมู่บ้านมาล้อมโรงพยาบาลไว้ อีกกรณีมาไม่กี่คน แต่ล้วงปืนวางบนโต๊ะ ฉะนั้น หนนี้ แค่ทำใจว่าคนด่าเป็นตาแก่ขี้เมา หมอเตือนให้เลิกเหล้าแล้วยังไม่เชื่อ จึงเริ่มป่วยด้วยอาการตับแข็ง เธอกับเพื่อนร่วมงานจึงไม่มีใครใส่ใจ ทุกคนคงลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว ถ้าเพียงสิบวันถัดมาจะไม่พบว่านางฟ้าของโรงพยาบาลกลับกลายเป็นศพอกฉีก!    

“แล้วตำรวจได้คุยกับผู้ชายคนนั้นรึยังครับ?”

ผู้กำกับสภ. ส่ายหน้าให้ไตรตรึงษ์ “มันหายตัวไปก่อนหน้านั้นหลายวันพร้อมเงินบริจาค”

“ไม่ต้องงง” ร.ต.ต.สุริยันพูดติดขันอย่างคาดการณ์ได้ว่าผู้ฟังจะไม่เข้าใจ “ผู้กำกับหมายถึงนายเลื่อน คนเฝ้าศาลคนใหม่แทนยายหงษ์ไงล่ะหมวด!”

พ.ต.อ.ปีย์เล่าต่อว่า “นายเลื่อนขนเงินบริจาคหนีหายไปราวๆ วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ คนในตลาดหลาวบอกตรงกันว่าตั้งแต่วันนั้นศาลเจ้าก็ถูกปิดไว้ ก่อนจะเกิดการตายของนายจเรกับนายแชนตามลำดับ

“ตัวนายเลื่อนเองเป็นเด็กที่ยายหงษ์เก็บมาเลี้ยง ไม่ได้มีญาติที่ไหน แทบไม่เคยติดต่อกับใครนอกจากคนของเจ้าของศาลกับชาวบ้านใกล้เคียง พอมาหนีไปอย่างนี้ มันก็ยากที่จะตามตัวเหมือนกัน เราได้แต่ปิดประกาศให้ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตา”

ไตรตรึงษ์ฟังแล้วคิดตาม ไม่ได้สนใจข้อแก้ตัวยืดยาวท่อนหลัง หากจดใจอยู่ที่…

ตรงกับที่เราคาด ไม่นานหลังจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันตรุษจีน นายเลื่อนก็รีบฉวยโอกาสหอบเงินหนี

“แต่ถ้าแกหายตัวไปเพราะสาเหตุนี้…” เขาลากเสียง วิเคราะห์ก่อนพูดต่อ “วันที่ 25 กุมภาก็น่าจะเตลิดไปไกลแล้ว คงไม่กลับมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีก โดยเฉพาะกลับมาลงมือฆ่าคนที่เคยมีเรื่องกับตัวเอง ยิ่งเป็นการชี้เป้าย้อนมาที่ตัวเองชัดเจน”

“อย่างแรกน่ะใช่ แต่อย่างหลังก็ไม่แน่หรอกหมวด” อดีตอริขัด “นายเลื่อนเป็นคนขี้เมา ไม่ได้มีสติปัญญามากพอจะทำอะไรซับซ้อน ถ้าแกคิดจะฆ่าจริงๆ ก็คงฆ่า ไม่มาวางแผนว่าพอฆ่าแล้วคนจะรู้ว่าเป็นฝีมือตัวเองหรอก”

“ซึ่งนั่นก็จะวกกลับมาขัดแย้งกับลักษณะของคนร้ายรายนี้ที่รู้จักเก็บข้อมูล แถมวางแผนได้รัดกุมมาก” ไตรตรึงษ์โต้ อีกฝ่ายจึงพลอยหุบปาก

พ.ต.อ.ปีย์ถอนหายใจ “นายเลื่อนไม่ใช่คนที่น่าสงสัยมากที่สุดในคดีนี้จริงๆ นั่นแหละหมวด”

ไตรตรึงษ์ดึงสายตากลับมาที่คนนั่งข้าง ร่างอวบท้วมของผู้พูดดูเป็นก้อนอันแผ่ความร้อนจนคนข้างๆ รู้สึกได้

เจ้าตัวเปิดประเด็นใหม่ว่า “ช่วงหลังๆ คนแวดล้อมเล่าคล้ายๆ กันว่า นางพยาบาลศรีบวรชอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับโทรศัพท์มือถือ เพื่อนนัดไปกินอาหารเย็นก็ปฏิเสธ พอถูกถามว่ากำลังคุยกับใคร เธอจะปฏิเสธ แต่หน้าเขินแดงเป็นลูกตำลึง

“ไม่มีใครรู้ว่าศรีบวรกำลังคบหากับใคร ดูเหมือนว่าทางนั้นจะขอให้เธอเก็บเป็นความลับไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง เราเชื่อว่าการที่เธอไปปรากฏตัวที่โรงแรมในคืนเกิดเหตุ ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับคนรักลับๆ รายนั้นด้วย ศรีบวรเป็นคนลงชื่อจองห้องพักเอง แล้วก็บอกญาติผู้ใหญ่ที่บ้านแค่ว่า จะไปกินข้าวกับเพื่อนและอาจกลับดึกหน่อย”

ไตรตรึงษ์พยักตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดในข่าวยังติดตา

ตอนที่ศรีบวรเปิดประตูมารับคนร้ายซึ่งปลอมตัวเป็นพนักงานโรงแรม นางพยาบาลสาวอยู่ในชุดเพียงผ้าขนหนูห่อกาย นอกจากนั้นในที่เกิดเหตุยังพบเซ็กซ์ทอยและถุงยางอนามัยที่แกะห่อพร้อมใช้ นี่น่าจะพออธิบายได้ว่าเธอเข้าไปที่โรงแรมทำไมแน่

“คนรักคงบอกให้เธอไปรอที่นั่นก่อน บางทีที่ทำแบบนั้นอาจเป็นข้ออ้างให้เธอใช้ชื่อตัวเองจองห้องพักเพื่อปกปิดตัวเองด้วยซ้ำ”

“ก็ไม่แน่อีกแหละหมวด” ร.ต.ต. สุริยันค้านซ้ำ “จากปากคำคนสนิทบอกว่า ผู้ตายมีรสนิยมหรูหรา ชอบไปกินข้าวในร้านอาหารโรงแรม แถมช้อปปิ้งออนไลน์ของแบรนด์เนมบ่อยๆ”

“ทั้งที่เงินเดือนนางพยาบาลไม่น่ามากมายอะไร?”

แทนคำตอบ สุริยันหยุดพูดแล้วยักไหล่กวนประสาทเสียเฉยๆ

ผู้บังคับบัญชาตอบแทน “เท่าที่ตรวจสอบ ศรีบวรเปิดบัญชีเงินฝากไว้ต่างหากบัญชีนึง มีเงินโอนเข้าบัญชีนั้นเป็นระยะ แต่ละก้อนถือว่าเยอะอยู่ แต่หลังๆ ไม่ถี่เหมือนช่วงปีสองปีที่ผ่านมา”

“เป็นเงินที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้?”

พ.ต.อ.ปีย์พยัก

“ตอนนี้ทางตำรวจคิดว่าเงินนั้นมีที่มาจากคนรักของเธอเหรอครับ?”

“เราก็คิดไว้หลายทาง แต่เพราะทุกอย่างสืบมาตันแค่ตรงนี้ นี่เลยเป็นข้อสันนิษฐานที่ดูจะมีน้ำหนักที่สุด บางทีเธอจะเป็นอนุของเศรษฐีบางราย เลยต้องคบหากันไม่ให้ใครรู้”

ฟังอย่างนี้ ถ้าเป็นคดีเดี่ยวๆ คงน่าสงสัยว่า ความตายของนางพยาบาลศรีบวรอาจเป็นฝีมือของชู้รักที่หาทางเลิกราแต่ไม่สำเร็จ หรือไม่ก็บ้านใหญ่ที่จับได้แล้วโกรธแค้น ความแค้นนั้นแสดงชัดจากการทำร้ายศพถึงกับผ่าแยกอก

หากถึงอย่างไร เพราะตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่านี่ไม่ใช่คดีเดี่ยว ข้อสันนิษฐานข้างต้นจึงลดความน่าเชื่อถือลงไป ที่สำคัญ ข้อมูลอีกอย่างยิ่งดูจะปัดความสมเหตุสมผลในข้อสันนิษฐานนั้นลงไปหมดสิ้น

ยังไม่ทันได้ถามตามที่สงสัย พ.ต.อ.ปีย์ก็เล่าต่อขึ้นมาก่อน

“ผลชันสูตรจากนิติเวช รวมกับพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ สาวอะไรถึงตัวคนร้ายไม่ได้มากนัก ตอนแรกเราคิดว่ามันเป็นผู้หญิงรูปร่างค่อนข้างใหญ่ ผิวคล้ำ และผมยาว แต่หลังจากตรวจพบเส้นผมใยสังเคราะห์กับเศษแป้งสีคล้ำบนชุดแม่บ้านที่มันขโมยไปใส่แล้วถอดทิ้งไว้ เราก็คิดว่าคงเชื่อรูปลักษณ์อะไรจากกล้องวงจรปิดไม่ได้แล้ว เห็นได้ชัดว่ามันเตรียมการมาอย่างดี รู้ทางหนีที่ไล่มากพอที่จะหลบคนในโรงแรมแล้วก็กล้องวงจรปิดไปได้”

ไตรตรึงษ์ฟังจนจบ รอจนแน่ใจว่าไม่มีส่วนไหนอธิบายข้อสงสัยที่ยังติดใจตัวเอง จึงค่อยถามขึ้น

“แล้วตำรวจอธิบายเรื่องนาฬิกาปลุกที่คนร้ายตั้งไว้ยังไงบ้างครับ”

ใช่แล้ว เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นเมื่อเวลา 20.23 น.!

นี่ดูเป็นส่วนที่ไม่เข้าเค้ามากที่สุด โดยเฉพาะถ้าคดีนี้คือการฆ่าเพราะความแค้นเรื่องชู้สาว ฆาตกรจะตั้งนาฬิกาปลุกเรียกให้พนักงานโรงแรมวิ่งเข้ามาเห็นศพบนเตียงเพื่ออะไร!

คำถามของเขาคล้ายหมัดพุ่งใส่พุงผู้ฟัง

“ง่า…” พ.ต.อ.ปีย์ลากเสียง ท่าทางผสมระหว่างอึดอัดใจที่ตอบไม่ได้กับไม่อยากตอบ พร้อมกันนั้น ไตรตรึงษ์เห็นว่าสารถีเลื่อนสายตาสำรวจเจ้านายตัวเองผ่านกระจกมองหลัง

“บางทีนั่นจะมีเหตุผลอยู่ในคดีถัดไปนะหมวด” ในที่สุดสุริยันตัดบทแทน

พ.ต.อ.ปีย์ขยับกายบนเบาะคล้ายรู้สึกสบายตัวขึ้น จากนั้นปล่อยให้ลูกน้องเริ่มอธิบายคดีที่สองแทน

 

เชิงอรรถ :

  • โรคเบอริเบอรี่* (Beriberi) –  เกิดจากร่างกายขาดวิตามินบี 1 ทำให้เกิดเส้นประสาททำงานบกพร่อง เกิดอาการชา อ่อนแรง ความจำไม่ดี และอาจหัวใจวายได้

 

Don`t copy text!