ลิงพาดกลอน บทที่ 7 : ประมงเลือด

ลิงพาดกลอน บทที่ 7 : ประมงเลือด

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

โดยอัตโนมัติ ไตรตรึงษ์ย้อนตรึกสู่ภาพความตายของหลานสาวมาเฟียใหญ่ที่สื่อเผยแพร่ เท่าที่จำได้ มุมมองในรูปถ่ายเหมือนตากล้องก้มจับเฉพาะศพหลี่แชซึ่งนอนอยู่กับพื้น สภาพแวดล้อมถูกจำกัดจนเห็นเฉพาะมุมฝาไม้ด้านที่ศพทอดเหยียดใกล้ แต่แค่นั้น ทำไมสุริยันจึงสามารถบอกว่านั่นคือในเรือของไอ้เร

หรืออันที่จริง คนร้ายยังส่งรูปอื่นมาอีก ไตรตรึงษ์พอเข้าใจว่าบางที เพื่อไม่ให้เสียรูปคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องเก็บและกันข้อมูลบางอย่างพ้นจากมือสื่อ–

ความคิดสะดุดลง ภาพทรงจำของรูปถ่ายที่สะท้อนขึ้นในมโนนึกเริ่มชัดขึ้น ชัดจนไตรตรึงษ์เห็นรายละเอียดบางอย่างที่ประทับอยู่บนฝาไม้ด้านข้าง

ใช่! ไม่เพียงฝาไม้สีเข้มเท่านั้น อีกอย่างที่ปรากฏบนฝาดุจสัญลักษณ์ชี้ว่าสถานในภาพคือที่ใด ได้แก่…

แมงมุม!

รอยสลักแมงมุมตัวไม่ใหญ่ แบบเดียวกับที่ไอ้เรชอบวาด!

นี่เอง… สุริยันเป็นเพื่อนสนิทกับจเร ไม่แปลกที่จะเจนตาภาพนั้น ความเอะใจย่อมเชื่อมเฉลยสถานในภาพได้ไม่ยาก ถ้าเพียงแต่ไอ้ยันเคยมีโอกาสขึ้นไปเยือนที่นั่นมาก่อน

จ้องผ่านกระจกเงาเหนือคนขับ สังเกตสีหน้าเจ้าตัว ไตรตรึงษ์บ่งได้ มันเคยไปที่นั่นมาก่อน!

เช่นเดียวกับเขา ผู้ถูกสังเกตสีหน้าก็จ้องมาสังเกตสีตาเขาเช่นกัน และคงรู้ทัน จึงบอก “หลังจากได้รับรูปถ่าย กูกับตำรวจในโรงพักตามไปเช็กบนเรือไอ้เร มันคือที่เดียวกันจริงๆ”

“แล้วศพที่อยู่ที่นั่นตั้งแต่วันที่ยี่สิบสาม หกวันถัดมามันไปอยู่ไหน”

“ไม่รู้!”

มึงรู้! ชายหนุ่มจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดคั้น แต่มันแสร้งถอนสายตาไปยังถนนตรงหน้า ช่วงกลางสนามไม่มีร่มไม้ แดดบ่ายจึงรุนแรงและดูเต้นยิบเป็นตัวๆ ถึงกระนั้นก็ยังไม่ระอุเท่าในอกไตรตรึงษ์

“ถ้าไอ้เรจะบอกมึงเรื่องนี้ ก็แสดงว่ามันต้องรู้เรื่องนี้ แล้วการที่ศพนั่นอยู่บนเรือมันเองแท้ๆ มันคงไม่ใช่แค่รู้ แต่คงเห็นด้วยตาตัวเอง!”

“คนตายพูดไม่ได้”

ไตรตรึงษ์ชะงักเพราะไม่แน่ใจนัยของถ้อยมัน

“ลูกน้องของมันที่ยังพูดได้ บอกว่าเช้าวันนั้น–” วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์  “– ราวๆ เก้าโมง ตอนที่เดินตามไอ้เรไปขึ้นเรือที่ท่า คนเฝ้าท่า 2-3 คน ยังนั่งล้อมวงแดกข้าวอยู่ในอาคาร ที่นั่นแทบไม่มีใคร ในเรือที่พวกมันไต่ข้ามไปก็เหมือนกัน”

เจ้าของพื้นที่เล่าต่อไปว่าจุดที่เรือของจเรจอดอยู่นั้นเป็นท่าไม่ใหญ่นัก ปกติมีเรือประมงขนาดย่อมจอดอยู่ 7-8 ลำ ในวันเกิดเหตุ นายแสวงลูกเรือจเร และบุคคลแวดล้อมที่นั่นให้การตรงกันว่า ในท่ามีเรือจอดเรียงอยู่หกลำ จัดเป็นสองแถว แถวละสามลำเรียงซ้อนยื่นไปในแม่น้ำใกล้ทางออกทะเล ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีใครอยู่บนเรือลำใดๆ เลย

เรือของจเรจอดเป็นลำนอกสุดทางขวามือ เป็นเรือหาง หรือเรืออวนลากแผ่นตะเฆ่ ขนาดความยาว 16 เมตร กว้าง 4.5 เมตร และลึก 2 เมตร เครื่องฮีโน่ 6 สูบ ติดตั้งเรดาร์ จีพีเอส เอคโคซาวเดอร์ และวิทยุสื่อสาร ตัวเรือต่อด้วยไม้ตะเคียนสภาพค่อนข้างเก่า  ผู้เป็นเจ้าของเก็บรวบรวมเงินซื้อมือสองมาอีกที นับเป็นเรือลำแรกในชีวิตที่จเรได้เป็นเจ้าของ ท้องเรือมีห้องเย็นสี่ห้อง มุมท้ายเรือของกราบซ้าย –ขวามีแกลโล่ หรือเหล็กใหญ่รูปตัว T คู่หนึ่งสำหรับช่วยยกเก็บแผ่นตะเฆ่ ด้านบนเป็นห้องโดยสารขนาดไม่ใหญ่ ยกพื้นไม้เก่า และมีหน้าต่างช่องเล็กๆ รอบด้าน ท้ายเรือมีห้องน้ำหนึ่งห้อง

“–ตอนขึ้นไปบนเรือ ไอ้เรกับลูกน้องมันได้กลิ่นเหม็นแปลกๆ ลอยมาจากห้องสุดท้ายนี่เอง พอเดินไปดูเลยเห็นว่าประตูเปิดอยู่ครึ่งๆ มีตีนคนยื่นออกมา”

“ศพหลี่แช?!”

คนเล่าพยัก แรงพยักราวกับสัญญาณปล่อยร่างไตรตรึงษ์ให้ดิ่งลึกสู่ห้วงคิดตนเอง

ทำไมคนร้ายต้องเลือกนำศพหลี่แชไปจัดฉากไว้บนเรือจเร นั่นเป็นเหตุผลที่จะต้องพูดกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ มันต้องหนักแน่นพอให้ไอ้ฆาตกรตัดสินใจเสี่ยงเข้าไปในที่ที่มีโอกาสถูกจับได้มากขนาดนั้น ท่าเรือไม่ใช่ที่ที่จะผ่านเข้าไปง่ายๆ เพื่อทำให้มันง่าย อย่างแรกคือคนร้ายน่าจะฆ่าเหยื่อจากที่อื่นมาก่อน หรือไม่ก็ทำให้เหยื่อสลบ แล้วจึงพาตัวมาจัดฉากบนเรือ

แต่ก็นั่นละ ศพของหลี่แชไม่ได้ถูกหั่น ไม่แม้แต่ถูกเฉือนเนื้อหรืออวัยวะอื่นๆ ออกเหมือนอีกบางศพในคดีสืบเนื่องกัน แล้วจากขนาดร่างกายตามที่ข่าวรายงาน เจ้าหล่อนก็ไม่ใช่ผู้หญิงรูปร่างกะทัดรัด การจะนำศพทั้งร่างขึ้นเรือโดยไม่ให้ใครเห็นใช่เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะเรือลำนั้นก็ไม่ได้อยู่ใกล้ เรือของไอ้เรจอดเป็นลำนอกสุดทางขวามือ…

ไม่สิ เดี๋ยวก่อน

นี่ไง นี่ต่างหากที่ทำให้มันง่าย!

ถ้ามองจากท่าเรือบนฝั่ง เรือของไอ้เรจอดอยู่ห่างออกไปไกลที่สุด กว่าจะพาศพไปถึงต้องผ่านทั้งท่าเรือและเรือลำอื่นๆ แต่…แม่น้ำ…มิใช่ห้องปิดตาย! คนร้ายสามารถพลิกมุมกลับ ถ้ามันสามารถพาศพอ้อมไปขึ้นเรือจากด้านนอกฝั่ง นั่นแสดงว่าเรือของไอ้เรจะกลายเป็นจุดที่อยู่ใกล้และวางศพได้สะดวกที่สุดทันที! นี่เป็นไปได้มาก และยังอาจโยงสู่ข้อมูลสำคัญอีกข้อ คือคนร้ายอาจไม่ได้ตั้งใจเลือกเรือของไอ้เร เพียงแต่จุดที่เรือของมันจอดอยู่ต่างหาก คือเงื่อนไขที่ทำให้มันถูกเลือก!

เก้าโมงเป็นเวลาสาย สายอย่างนั้นยังไม่มีใครเพ่นพ่านบนเรือและในท่าเรือ เวลาก่อนหน้าย่อมยิ่งสะดวก คนร้ายสามารถใช้เรือเล็ก หรืออะไรก็ตามแต่ ขนศพโดยอ้อมมาทางแม่น้ำด้านนอกฝั่ง แล้วหยุดจอดแอบใกล้ๆ ก่อนปีนขนศพขึ้นไปจัดฉากในห้องน้ำท้ายเรือ มันเลือกถ่ายรูปแสดงเวลา 8:23 น. จากลักษณะแสงในรูปดูแล้วน่าจะเป็นเวลาจริง นั่นแสดงว่าทางที่ดีที่สุด มันควรพาศพขึ้นมาจัดการตั้งแต่ช่วงเช้ามืด แล้วรอเวลา…

“คนในท่ากับคนละแวกนั้นบอกตรงกันอย่างหนึ่ง” เสียงสุริยันเรียกความคิดของเขากลับมา “ช่วงราวๆ แปดโมงสี่สิบ มีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ท่าเรือ”

คนบอกจ้องตาผ่านมาทางกระจกมองหลังอีกครั้ง

ไตรตรึงษ์เสียงสูง “ท่าเรือ? หมายถึงบนท่าเรือน่ะเหรอ!”

สุริยันผ่อนลมหายใจ ราวกับว่าเขาพูดอะไรผิด หรือทำลายความตั้งใจบางอย่างของเจ้าตัวกระนั้น

ระหว่างหมุนพวงมาลัยออกสู่ถนนสายใหญ่ริมสนามหญ้า คนหมุนบอก “ตอนแรกเราก็คิดว่า คนร้ายน่าจะขนศพมาซ่อนด้วยวิธีพายเรือเล็กอ้อมมาจอดเทียบเรือไอ้เรจากด้านแม่น้ำ เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ก็นั่นแหละ เวลามันผ่านมาหลายวัน ตอนที่ไปตามหาหลักฐานกับพยาน ไม่มีใครหรืออะไรชี้ชัดได้แล้วว่าตกลงทุกอย่างเป็นยังไงแน่”

นี่อาจเป็นสาเหตุที่คนร้ายจงใจเว้นเวลาไว้ระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจส่งรูปหลี่แชมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตอนนี้ แม้แต่บุรุษปริศนาผู้นั้นก็เถอะ เจ้าตัวอาจเป็นได้ทั้ง (1) คนขนศพเข้ามาทางท่าเรือเองกับมือ  (2) คนคอยดูต้นทางและดึงความสนใจไม่ให้คนอื่นๆ บนฝั่งเข้าไปยุ่งกับพวกที่พายเรือเล็กอ้อมมาก่อการ หรือ (3) อาจเป็นใครก็ได้ที่เผลอๆ ป้วนเปี้ยนเข้ามาอย่างได้ฤกษ์อันจะทำให้เจ้าหน้าที่สรุปคดีลำบากขึ้น!

ด้วยเหตุนี้ จุดที่พอจะใช้เป็นเครื่องมือสาวหาต้นเหตุได้ จึงดูจะเหลือเพียงเรื่องเดียว

“ไอ้เรมันมีเรื่องกับใครที่ไหนบ้างรึเปล่า”

“สันดานอย่างมัน ไม่มีสิแปลก ตั้งแต่คนเฒ่าคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดง ไปถึงปลาถึงนก มันมีเรื่องกับเขาทั้งนั้น ลูกเรือบอกว่า ออกเรือครั้งล่าสุด มันเสือกจับนกที่บินมาเกาะเรือแล้วเอาไปทำกับข้าว เลยเกิดเรื่องเหี้ยๆ แบบนี้ขึ้น”

คนฟังพยักอย่างพอเข้าใจ

แม้ชีวิตจะห่างไกลจากความเป็นลูกทะเล ทว่าไตรตรึงษ์ก็มีเพื่อนแสนรู้ผู้น่าจะชื่อ ‘ไอ้ตูบ’ มากกว่าเสือโคร่ง มันเคยเล่าให้เขาฟัง ชาวตังเกมีความเชื่อและประเพณีเฉพาะหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ…

“ห้ามจับกินนกที่บินมาเกาะเรือระหว่างแล่นออกทะเล?” ตอนนั้นเขาทวนคำมันทั้งคิ้วขมวด “ทำไม ไม่เห็นเข้าใจ”

ข้อดีของไอ้ตัวใหญ่คือ มันไม่เคยแสดงท่าว่าเขาโง่ และเต็มใจให้คำตอบเขาเสมอ อาจเพราะอย่างนี้ ไอ้โคร่งจึงเป็นไม่กี่คนในชีวิต ที่คน ‘รักภาพ’ อย่างเขายอมเปลือยจุดอ่อนหมดจด หลายครั้งชายหนุ่มพบว่า การที่มันพูดจาวกวน หรือรีรอละม้ายก่อกวน จริงแท้ล้วนแฝงเหตุผลอันฟังขึ้นเสมอ

ครั้งนั้น เช่นกัน มันไม่ตอบทันที กลับโยกโย้ไปเรื่องอื่น

“ถ้ามึงตกระกำลำบากถึงขีดสุด เหลือทางรอดอยู่ทางเดียว แต่เสือกมีคนใช้ทางนั้นหักหลังแล้วตักตวงผลประโยชน์จากมึงอีก มึงจะรู้สึกยังไง”

เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่เคย ‘เหลือทางรอดอยู่ทางเดียว’ จะจินตนาการได้ และไอ้โคร่งคงรู้เท่า มันจึงผ่อนเวลาให้เขาคิดตามก่อน ต่อเมื่อไตรตรึงษ์ยังคิ้วมุ่น มันก็ยิ้มให้ในแบบที่เขาไม่ชอบ ยิ้มเอ็นดูเหมือนมอบให้น้องน้อย พลางยกนิ้วชี้กับนิ้วโป้งแข็งสากขึ้นมาถ่างรอยบุ๋มหว่างหัวคิ้วเขา

“ชาวประมงถือว่านกพวกนั้นอพยพมาและขออาศัยชั่วคราว ถ้าไปจับมันกินเข้า คงถูกสาปแช่งให้เกิดอุปสรรคต่างๆ อย่างเครื่องเรือพัง หรือแม้แต่ความตายประหลาดๆ”

การที่ไอ้เรฝ่าฝืน ย่อมแสดงถึงนิสัยเชื่อมั่นหัวรั้นที่ดูจะทบทวียิ่งกว่าตอนเด็กๆ!

“สองปีก่อนตอนเขาประท้วงกันเรื่องที่รัฐบาลไม่ให้ทำประมงผิดกฎหมาย ไอ้เรมันโชคดี ได้เส้นใหญ่ช่วยต่อใบอาชญาบัตร พอไม่ต้องไปเย้วๆ กับเขา แม่งก็เสือกฉวยโอกาสออกเรือไปกวาดปลามาได้โข คนอื่นเลยเหม็นขี้หน้า แล้วลงท้ายก็มีเรื่องกันอีก”

เรืออวนลากชนิดต่างๆ รวมทั้งเรืออวนลากแผ่นตะเฆ่ของจเรนั้น ถือเป็นตัวการทำลายล้างระบบนิเวศทางทะเลมากที่สุด ชาวประมงมักใช้อวนตาถี่ซึ่งมีแผ่นโลหะและยางขนาดใหญ่กวาดหน้าดินใต้ทะเลเป็นทาง สัตว์น้ำน้อยใหญ่ไม่อาจหลุดลอด ทั้งยังทำลายที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำทุกชนิด ตรงข้ามกับระดับผลผลิตที่ได้อาหารคนจริงๆ เพียง 33%

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงสั่งควบคุมจำนวนเรืออวนลากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ทว่าเนื่องจากแรงกดดันทางการเมือง กรมประมงจึงยังต้องผ่อนผันให้เพิ่มการจดทะเบียนอาชญาบัตรอีกหลายครั้ง กระทั่งประเทศไทยถูกสหภาพยุโรปแจกใบเหลืองแจ้งเตือนงดนำเข้าสินค้าประมงผิดกฎหมายในปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลต้องออกกฎเหล็กห้ามเรือประมงซึ่งใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องออกจับสัตว์น้ำ อันนำมาสู่การชุมนุมประท้วงของชาวประมงในจังหวัดต่างๆ

“ตอนนั้นไอ้เรก็ได้อริมาอีกพอตัวละ”

“แล้วหลี่แชล่ะ” ไตรตรึงษ์กระตือรือร้นเฉพาะคนนี้ “ไอ้เรรู้จักด้วยรึเปล่า”

“แค่หน้าก็คงรู้ แต่ถ้าถึงขนาดเคยคุยกันก็คงไม่ คนมันอยู่กันต่างสังคม” ผู้พูดจงใจใส่นัยกระทบกระเทียบ กระนั้นผู้ฟังไม่สะทกสะท้าน เพราะมัวมุ่งทะลุไปในความหนืดข้นของกระแสความคิด

ไตรตรึงษ์ให้คำตอบตัวเองว่า ที่ไอ้ยันพูดมาเป็นเรื่องจริง คนอย่างจเร ยากจะไปรู้จักจนถึงขั้นก่อการฆาตกรรมหลี่แช

อย่าว่าแต่ลงมือเอง หากมองในมุมว่า คนร้ายตั้งใจเจาะจงเชื่อมเรื่องมาถึงมัน ก็ยังดูไม่น่าเป็นไปได้ หลี่แชหาใช่คนธรรมดา ผู้ที่สามารถเข้าถึงตัวหล่อนย่อมไม่ใช่ใครในสังคมเดียวกับไอ้เร หรือจำเป็นจะต้องหาเรื่องมันด้วยวิธีการใหญ่โตขนาดนี้

งั้น… คนร้ายเพียงบังเอิญมาใช้เรือของมันละหรือ

บังเอิญ… ในเขตที่ตามชายฝั่งมีท่าเรือเหยียบร้อย และมีจำนวนเรือเหยียบพัน?

ไตรตรึงษ์ยังไม่เคยเห็นท่าที่ไอ้เรจอดเรือ แต่ด้วยสภาพในพื้นที่ เขามั่นใจว่ามันไม่มีทางเป็นท่าลับลี้หรือห่างไกลจากท่าอื่น ไม่น่ามีอะไรพิเศษไปกว่าท่าอื่น คำถามจึงคือ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของเรือ อะไรคือเหตุผลที่คนร้ายเลือกใช้เรือลำนั้นเป็นจุดแสดงศพ

“ปกติไอ้เรเอาเรือออกทะเลเดือนละครั้งใช่มั้ย ครั้งละกี่วัน”

เท่าที่ไตรตรึงษ์เคยรู้ เรือหางลากปลาออกเรือกันได้ตลอดทั้งปี ออกกันเดือนละ 7-25 วัน ลากครั้งละ 3-6 ชั่วโมง

สุริยันถอนหายใจดังๆ อย่างจงใจให้รู้ว่ากำลังคิด มึงยังจะมาท่าไหนอีก! ถึงกระนั้นก็ยอมตอบ “ประมาณครึ่งเดือน”

นั่นหมายความว่ามันมีเวลาหยุดพักอีกราวครึ่งเดือนเหมือนกัน

“ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่”

“ออกวันที่ห้า แล้วกลับเข้ามาวันที่สิบแปด ตอนแรกมันจะออกก่อนหน้านั้น แต่ทางการเตือนเรื่องมีมรสุม”

“มีมรสุม? ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ถึงวันที่เท่าไหร่”

คนขับดึงสายตามาสบเขาผ่านกระจกมองหลัง คงเริ่มงงเต็มทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เสียงตอบยานคางลงคล้ายพยายามไล่ตามเช่นกัน “ยี่สิบเก้ามกรา ถึงสี่กุมภา”

ใช่แล้ว! ถ้าคนร้ายวางแผนเจาะจงแสดงศพในเรือประมงใดๆ สักลำ แม้แต่ลำของไอ้เร นี่ต่างหากคือเวลาที่ ‘ง่าย’ ที่สุดสำหรับก่อการ ในเมื่อช่วงมรสุม เรือออกไม่ได้ ฝนก็กระหน่ำ ชาวประมงส่วนใหญ่ย่อมพักอยู่กับบ้าน ไม่มีใครมาป้วนเปี้ยนวุ่นวายแถวท่า

นี่คือเครื่องมือชี้ว่า การเลือกวันดังกล่าว ย่อมมีเหตุผลสำคัญยิ่ง จนคนร้ายยอมแลกกับความสุ่มเสี่ยง!

“แล้วทางหลี่แช คนใกล้ชิดทางนั้นยืนยันเวลาที่เธอหายตัวไปว่ายังไงบ้าง”

“แทบจะไม่มีใครยืนยันได้เลย”

คำตอบเหมือนเจอทางตัน พร้อมๆ กันกับรถหยุดต่อท้ายขบวน บริเวณนี้พอมีไม้ใหญ่แผ่กิ่งใบร่มครึ้ม เงาดำทาบลงบนใบหน้าของคนขับ

สุริยันไม่ได้หันหรือมองมา สนใจดับเครื่องรถของเจ้านายมากกว่า “คุณหลี่แชเธอก็เหมือนสาววัยรุ่นยี่สิบสามทั่วไปแหละ ต้องการอิสระ ยิ่งเป็นหลานคนเดียวของผู้มีอำนาจขนาดนั้น มีเงินมีทอง อยากทำอะไรก็ทำได้

“คุณหมุยแชบอกว่าระยะหลัง หลานสาวหนีไปเที่ยวกับเพื่อนแก๊งเดียวกันบ่อยๆ พูดมากก็ทะเลาะ สุดท้ายเลยต้องปล่อย ทุกทีคุณหลี่แชหายไปครั้งละประมาณอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วก็กลับมา คุณหมุยแชเลยคิดว่าครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน พอตอนหลังรู้ความจริง ถึงกับแทบตั้งตัวไม่ทัน” พูดจบ คนพูดตั้งท่าจะเปิดประตูก้าวออกจากรถ แต่ไตรตรึงษ์เอื้อมดึงแขนเสื้อเจ้าตัวไว้ก่อน

“แล้วเพื่อนพวกนั้นล่ะ”

“ทุกคนปฏิเสธ” คนตอบยอมนั่งนิ่ง “เห็นบอกกันว่า คุณหลี่แชแยกตัวออกจากกลุ่มมาพักนึงแล้ว เธอมีแฟน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร หรือแม้แต่มีตัวตนอยู่จริงรึเปล่า”

ไม่ต้องรอให้เขาถาม คนเล่าเหยียดมุมปาก “ก็พวกเด็กขี้โกหก ไม่มีเพื่อนคนไหนเคยเห็นหน้าคร่าตาแฟนเธอ แรกๆ คุณหลี่แชนัดแนะให้เพื่อนบอกอาสาวว่ารวมกลุ่มไปเที่ยวด้วยกันหมด แต่ต่อมา คงเพราะคุณหมุยแชก็ไม่ค่อยเข้มงวดแล้ว รายหลานเลยไม่ต้องเตี๊ยมกับใคร ไปๆ มาๆ เลยไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหน คนขับรถกับบอดี้การ์ดเป็นสองคนสุดท้ายที่อยู่กับเธอ บอกว่ามาส่งเธอที่แอร์พอร์ตภูเก็ตเมื่อช่วงสายของวันอังคารที่ 18”

“บินไปไหน”

สุริยันยักไหล่ “ไม่พบชื่อเธอในรายชื่อผู้โดยสารของสายการบินไหนทั้งนั้น!”

. . . . . . . . .

 

ตอนที่ไตรตรึงษ์กับอริเก่าก้าวตามมาสมทบกลุ่มคนกลางสนามหญ้า ตำรวจได้กันพื้นที่รอบศพเพื่อทำการตรวจสอบแล้ว เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังเดินเก็บหลักฐานอยู่ด้านใน

ห่างออกมา พ.ต.อ. ปีย์ถูกนักข่าวมุงล้อมดุจกำแพง ไตรตรึงษ์ไม่สนใจ พยายามก้าวอ้อมเพื่อไปสังเกตศพ

กลิ่นคาวคลุ้งจัดขึ้นทุกที ในที่สุด เพียงภาพตรงหน้าปรากฏชัด ผู้หมวดหนุ่มจากกรุงเทพฯ ก็แทบชะงักฝีเท้า

ทั้งที่เคยผ่านพบภาพศพมาบ้าง ทั้งในรูปถ่าย ทั้งในความจริง ทว่าไม่มีครั้งไหนสยองขวัญสะเทือนประสาทเท่าคราวนี้

ลานดินตรงหน้าไม่ค่อยมีหญ้าขึ้น ณ จุดนั้นร่างหญิงหนึ่งนอนตะแคงเหยียดยาวหันมาทางนี้ รูปร่างไม่สูงพอกด้วยชั้นไขมันจนช่วงตัว ลำแขนและลำขาดูเป็นปล้อง ผิวเนียนมีสีคล้ำไม่เท่ากัน ผมหยิกขด หน้าคมอย่างแขก คิ้วเข้ม แผงขนตาหนาตามธรรมชาติ จมูกโด่งจัด ทั้งหมดนั้นแทบชโลมไปด้วยของเหลวแดงฉาน โดยเฉพาะช่วงหูข้างขวา

จากในหูยับเยินที่ลอยเรี่ยผิวดิน แท่งโลหะชนิดหนึ่งขนาดเล็กกว่านิ้วก้อยยื่นออกมา ปลายอีกด้านถูกปักลงดินกะความลึกน่าจะพอสมควร ในเมื่อไอ้ฆาตกรสามารถใช้มันต่างหมุดยึดร่างทั้งร่าง ระหว่างจับปลายเท้าศพหมุนวนครบรอบ จนเลือดจากศพโลมดินเป็นวงแดง

ใช่แล้ว นี่คือโทษสถาน 12!

ภาพตรงหน้าเหมือนมีอำนาจสาปให้ร่างไตรตรึงษ์แข็งเป็นหิน ชายหนุ่มถูกตรึงสายตา อยากหันหลบหรือหลับตาทว่าทำไม่ได้ รู้สึกคล้ายนาทีใดนาทีหนึ่ง ร่างโชกเลือดของหญิงนามนนทกาจะเปิดตา สลัดศีรษะ ดึงแขนขวาที่ชี้กวาดออกไปไม่รู้ทิศกลับหาตัว จากนั้นพยุงร่างลุก

เขาถูกดึงกลับจากภวังค์เพราะแสงแฟลชวะวาบจากด้านข้าง หูบอดไปชั่วขณะกลับมาได้ยินเสียงอื้ออึงของเหล่านักข่าว

“–ไหนผู้กำกับบอกว่าไม่มีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นอีกมาตั้งแต่ศพของสารวัตรพรต”

“ตกลงนายแชนเป็นเหยื่ออีกรายของคดีนี้ใช่มั้ยครับ”

“นี่ศพที่เจ็ดแล้ว ตำรวจคิดว่าจะจับคนร้ายได้ก่อนที่มันจะฆ่าคนได้อีกสิบสี่ศพรึเปล่า”

ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เสียงหวานทว่ามีเค้าคาดคั้น กลับโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของไตรตรึงษ์

เสียงยายนิจ

“เหยื่อรายนี้เป็นคนสนิทของคุณทวยหาญใช่มั้ยคะผู้กำกับ”

บางคำในประโยคนั้น ชวนให้ผู้ได้ยินรู้สึกชะงักจนต้องเงี่ยหู

คนสนิท?

ก่อนจะมาที่นี่ จำได้ว่าสุริยันเคยเกริ่นไว้แล้ว หญิงชื่อแปลกเป็นคนของนายทวยหาญ เอมอำนวย นักธุรกิจเจ้าของโรงแรมดิ เอม บีช ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุคดีนางพยาบาลศรีบวร อย่างไรก็ตาม ‘คนของ’ กับ ‘คนสนิทของ’ นั้นความหมายต่างกัน โดยเฉพาะภาพตรงหน้าย้ำชัด ผู้ตายไม่น่าใช่คนไทย หน้าตาคมเข้มเกินกว่าจะเป็นแม้เพียงสาวใต้ นามประหลาดพลอยได้รับการเฉลย

นนทกาเป็นชาวรากษะ!  

ไตรตรึงษ์ก็เหมือนคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย มีภาพจำของชาวรากษะว่าเป็นพวกลี้ภัย ยากไร้ น่าสงสาร แต่ขณะเดียวกันก็มีลักษณะบางประการที่ดูน่ากลัว ไม่คิดว่ารากษะบางรายก็มีความสามารถพอจะไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับ ‘คนสนิท’ ของนักธุรกิจในท้องถิ่นของไทยได้

“ใช่” พ.ต.อ. ปีย์ตอบ

คำถามถัดไปของยายนิจเหมือนลูกกระสุนที่รอซุ่มยิงแต่ต้น

“ถ้าผู้กำกับยืนยันว่าคดีฆาตกรรมต่อเนื่องน่าจะจบลงตั้งแต่ศพสารวัตรพรต งั้นเป็นไปได้มั้ยคะว่า คุณนนทกาอาจเป็นเหยื่อของคนร้ายรายใหม่ที่จงใจสวมรอยฆ่า”

ผิวหน้าผู้เป็นใหญ่เกือบกระตุก “หมายความว่ายังไง”

“ผู้กำกับไม่คิดเหรอคะ คดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับกรณีลอบยิงเมื่อสามวันก่อน”

 

Don`t copy text!