ลิงพาดกลอน บทที่ 9 : ปริศนาในที่ปิดตาย

ลิงพาดกลอน บทที่ 9 : ปริศนาในที่ปิดตาย

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

ระหว่างที่ไตรตรึงษ์กำลังลังเล ถ้าเราเก็บโทรศัพท์มือถือลงตอนนี้ คงโดนผู้กำกับปีย์ใช้เป็นเหยื่อล่อนักข่าวอีกแน่ หางตาของชายหนุ่มก็เห็นเงาคนข้างตัวบ้าน หันไปจึงพบ ลุงสมกำลังเดินนำเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับออกมา

บริเวณนั้นปลูกต้นไม้น้อยใหญ่เรียงราย สายลมเริ่มแรงขึ้นทุกทีจนหมู่ไม้ลู่ไสวดังซู่ซ่า ทางเดินโรยกรวดลดเลี้ยวจากสนามหญ้าหน้าบ้านสู่ด้านท้ายเรือน อันกอปรด้วยบ่อน้ำ โรงครัว แปลงผัก และเรือนพักของลูกจ้าง เมื่อก่อนที่นี่มีคนอาศัยครบทุกห้อง แต่เดี๋ยวนี้เหลือเพียงลุงสมห้องหนึ่งกับยายอู๋อีกห้องหนึ่ง อยู่กันเหมือนญาติแท้ๆ ทั้งที่จริงมิได้ดอง สักอาทิตย์ละครั้งยายอู๋จะส่งทีมทำความสะอาดจากออฟฟิศอาอี๊ของเขาเข้ามาปัดกวาดเช็ดถูบ้านใหญ่ซึ่งปัจจุบันเกือบปิดตายไปโดยสมบูรณ์ ได้ยินมาว่าแม่บ้านไม่ชอบยายอู๋เพราะจู้จี้ถ้วนถี่ จะว่าไปก็แบบเดียวกับที่ยายอู๋เคยนินทาป้าตัวเองมาตลอดทั้งชีวิตนั่นละ

จากจุดที่หลบคนกลุ่มใหญ่มายืน ไตรตรึงษ์สามารถได้ยินเสียงพูดของชายแก่ผู้ดูแลบ้านและเป็นทั้งคนขับรถ

“–ก็อย่างที่เห็นแหละครับ ประตูหลังยังปิดอยู่ ตอนที่ผมกลับเข้ามา ประตูหน้าก็เรียบร้อยดี” คำเล่าของเจ้าตัวสะดุดลงเพราะเขาก้าวเข้าไปใกล้ “คุณไตร!”

“ไม่พบร่องรอยอะไรเลยเหรอครับ” ชายหนุ่มถามทั้งลุงและนายตำรวจที่ก้าวตามมา

ฝ่ายหลังตอบว่า “ตรวจเรียบร้อยแล้ว ไม่มีส่วนไหนถูกเจาะถูกงัดเลยครับ”

“แปลกชะมัด” ลุงสมบ่น “ไม่รู้ไอ้คนร้ายมันเอาศพคนทั้งคนเข้ามาวางในบ้านเราได้ยังไงนะครับ นี่ถ้าไอ้ขาวยังอยู่ ป่านนี้คนร้ายมันคงโดนกัดเหวอะไปแล้ว หมาบางแก้วมันดุ”

เจ้าขาวตายไปเกือบสองปี ไตรตรึงษ์จำได้ว่าเจอหน้าเขากับครอบครัวทีไร หมาลุงสมเป็นได้แยกเขี้ยวขู่ทุกครั้ง มันหวงบ้านอย่างที่ลุงบอก คงคิดว่าพวกเขาเป็นคนแปลกหน้า เพราะนานๆ จะโผล่มาสักที หลังจากมันตาย ยายอู๋ไม่ให้ลุงหาตัวใหม่มาเลี้ยงอีก เนื่องจากเจ้าหล่อนเองไม่มีเวลาดู ส่วนลุงสมก็เล่นอย่างเดียว สอนหมาไม่เป็น

“บางทีถ้าคนร้ายมีอาวุธ มันจะทำร้ายหมามากกว่าซีลุง” นายหนุ่มตอบ สายตากวาดไปรอบๆ อย่างจะค้นหาที่มาของศพกลางสนาม

เมฆหนาผืนใหญ่เริ่มลอยเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ เงามืดกลืนอาณาบริเวณเหมือนจวนเจียนจะเกิดอาเพศ

จังหวะเดียวกัน คนมองรู้สึกคล้ายมีบางอย่างพุ่งมากระทบหลังไหล่จนรู้สึกเจ็บ ต่อเมื่อสะบัดหน้าหาสาเหตุ ความรู้สึกชาวาบก็จับทั่วร่างเมื่อพบว่า สิ่งที่กระดอนจากไหล่ลงไปกลิ้งอยู่กับพื้น… มันคือกระสุนหินจากหนังสติ๊ก!

ไตรตรึงษ์กะพริบตา พลันนั้นภาพบนพื้นผลัดกลายเป็นลูกไม้รูปไข่คล้ายเมล็ดอัลมอนด์สีเขียว

ต่อเมื่อแหงนหน้า จึงกระจ่างว่าลูกดังกล่าวคือผลจากต้นหูกวางที่แผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่ ต้นเดือนมีนาคม ตามซอกใบมีดอกสีขาวกระจิริดแซมเป็นช่อ บางช่อที่ได้รับการผสมแล้วเปลี่ยนเป็นกระจุกผล

นี่คือลูกไม้ที่ถูกลมพัดร่วงก่อนกาล…

คิดดังนั้น จู่ๆ ภาพไอ้โคร่งก็ซ้อนทับเรื่องเล่าของพ่อมันตามที่ไตรตรึงษ์เคยได้ฟัง

“–นายศารทูลพ่อมันเป็นตำรวจค่ะ ถูกคนร้ายยิงตายไปตั้งแต่ยายเสือดาวคลอดใหม่ๆ แต่บางเสียงก็ว่าเกลือเป็นหนอน แกเป็นพวกตงฉิน ท่าจะไปขัดแข้งขัดขาใครเข้าเลยโดนพวกเดียวกันจัดการ–”

เขาคงไม่มีโอกาสรู้เรื่องราวที่แท้ แต่ที่แน่ๆ ผลหนึ่งร่วงจากต้นไปไวนัก แล้วจากนั้น อีกผลก็ร่วงจากต้นเดียวกัน พลัดหายตามไปในที่สุด

ลมดังซ่าๆ ขึ้นมาอีก หมู่ไม้ลู่ไปด้านซ้าย ส่วนเขาที่อยู่ค่อนมาทางขวาของต้นหูกวางก็–

หัวคิ้วกระตุกมุ่น ไตรตรึงษ์กำลังจะพิศสังเกตลูกไม้เจ้ากรรมอีกหน ทว่าความสนใจกลับเปลี่ยนเพราะผลหูกวางถูกลมพัดกลิ้งไปทางหนึ่ง ทางอันทำให้โฟกัสสายตาของเขาผันไปยังฉากหลังของลูกไม้

ถัดจากทางเดินข้างตัวบ้านจุดที่ลุงสมก้าวออกมา ไม้ประดับจำพวกบอนและเฟิร์นข้าหลวงต้นใหญ่มีโขดหินและศิลาสลักคั่น จากนั้นแนวกำแพงข้างตัวบ้านถูกปกคลุมด้วยพุ่มช้องนางไปตลอด กิ่งยาวกึ่งๆ จะเลื้อยแตกสาขาหนาแน่นซ้อนทบเป็นสุมทุม แต่ละกิ่งออกใบเขียวเรียงคู่จดปลาย ประดับด้วยดอกกลมรูปปากแตรสีม่วงตรงนั้นตรงนี้งดงาม

อย่างไรก็ตาม ความสนใจของชายหนุ่มไม่ได้อยู่ที่ดอก…

. . . . . . . . . .

 

กว่าชั่วโมงถัดจากนั้น รอจนนักข่าวทยอยกลับกันไปหมดแล้ว ไตรตรึงษ์นำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เหลืออยู่ก้าวสู่จุดที่เขา ‘สนใจ’

นาทีที่มือของชายหนุ่มปัดพุ่มสาขาช้องนางแหวกออก ทุกผู้ที่ยืนข้างๆ พลันเบิกตา บางคนอุทาน “คนร้ายพาศพเข้ามาทางนี้แน่ๆ!”

เบื้องหลังต้นช้องนางคือรูโหว่ใหญ่ช่วงฐานกำแพง โคนไม้ดอกช่วงนั้นมีลักษณะหักพับเหมือนถูกบางสิ่งเบียดทับเข้ามา ถ้าไม่ได้แหวกกิ่งก้านด้านนอกสังเกตคงไม่มีทางมองเห็น

“ใช่ครับ รูนี่มีมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก…” คำท้ายเจ้าของบ้านแหบยานลงเล็กน้อยเมื่อภาพเก่าสมัยนั้นเวียนขึ้นมา ภาพขณะที่ต้นช้องนางยังไม่ขึ้นหนาตลอดแนวเช่นนี้ ทว่ามีซุ้มไม้ไต่พัน ซุ้มช่วงหนึ่งถูกแหวกออกเป็นช่อง กำแพงหนาแตกร้าวเป็นรูใหญ่จากพื้นขึ้นมา หลังกำแพงตรงจุดนี้เองเป็นที่ที่เขาใช้ติดต่อกับไอ้โคร่ง มันนั่งข้างนั้น เขานั่งข้างนี้ มันยื่นมีดมาให้เขาใช้ทำหนังสติ๊กสำหรับสู้กับพวกไอ้เร…

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ มันมีรสขื่นคล้ายถูกปรุงด้วยภาพดังกล่าว กลบเกลื่อนโดยกระแอมแล้วพูดต่อเหมือนไม่มีความรู้สึกใดๆ

“เมื่อก่อนรูแคบกว่านี้ เฉพาะเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้นถึงจะลอดผ่านไปมาได้ เราเคยให้คนโบกปูนปิดไป–” หลังจากที่ไอ้โคร่งกับยายเสือดาวกลายเป็นแขกประจำของบ้านนี้ และเราไม่จำเป็นต้องคุยกับพวกมันผ่านรูลับนั่นอีก “–แต่ปูนยาใหม่มันคงจับตัวกันไม่ดี นานๆ ไปเลยกร่อนเป็นรูกว้างแบบนี้ ลุงสมเองก็มาอยู่หลังจากที่เราปลูกต้นช้องนางปิดไปหมดแล้ว แกเลยไม่รู้ว่านอกจากประตูหน้ากับประตูหลัง คนร้ายยังอาจใช้ลูกไม้เอาศพเข้ามาทางนี้ได้”

ครู่ก่อน ตอนที่ลากสายตาจากลูกไม้ไพล่มาที่นี่ ไตรตรึงษ์ลองก้าวมาหยุดหน้าพุ่มช้องนาง แหวกกิ่งก้านจนพบร่องรอยปริหัก จุดที่กิ่งไม้หักยังเป็นสีเขียวและดูสดใหม่ แค่นั้นเขาก็มั่นใจในสันนิษฐานของตน

“แม้แต่ลุงสมยังไม่รู้ แต่ไอ้คนร้ายกลับรู้ แสดงว่ามันต้องมาสำรวจรอบๆ ที่ดินแถบนี้ก่อน”

เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งรำพึง ไตรตรึงษ์ไม่ได้ตอบรับเป็นเสียง ทว่าเป็นคำในใจ ใช่แล้ว ตามนิสัยรอบคอบของมัน!

มันทำแบบนี้กับทุกๆ ที่ที่ไปก่อเหตุ โรงแรมดิ เอม บีช บ้านไอ้ทิศ ศาลเจ้าจี้กง ท่าเรือที่ไอ้เรจอดอยู่ แน่นอนว่าโกดังน้ำมันปาล์มเถื่อนที่สารวัตรพรตไปจบชีวิตนั่นก็คงไม่ต่าง

“ที่ดินข้างๆ นี่เป็นอะไร” ตำรวจอีกนายถามขึ้น

ลุงสมที่ยืมก้มมองรูอยู่คล้ายนึกได้ “จริงสิ ผนังอีกฝั่งนั่นมันบ้านของแม่ดาว!”

“แม่ดาวคือใคร” ตำรวจรายเดิมสงสัย

“แม่ดาว ก็คนที่มาติดต่อขอรับศพนายแชนไปทำพิธีนั่นไงล่ะ!” นายตำรวจผู้อ้างว่าอยู่กับนายแชนเป็นคนสุดท้าย และช่วยชีวิตมันไว้ไม่ทัน ก้าวออกมาจากกลุ่ม

ไตรตรึงษ์สบตาวาววับของ ร.ต.ต. สุริยัน โพล่งขึ้นอย่างมีอารมณ์กับนัยที่อริจงใจจุดประเด็น

“ใครๆ ก็เป็นคนร้ายได้ทั้งนั้นแหละ! บ้านข้างๆ นี่ไม่ได้ล้อมรั้ว ถ้าคนร้ายมาสำรวจพื้นที่จริง มันจะเดินดุ่มๆ เข้าไปตอนไหนก็ได้”

แทนที่จะขวางเพราะถูกขัด น่าแปลก จุดวาวในตาสุริยันยังวะวับคลับคล้ายรอยยิ้ม

ลุงสมเพิ่มเติมว่า “จริงครับ บ้านนี้ไม่มีใครอยู่มานานแล้วด้วย”

“นานแค่ไหน” คนยิ้มในตาใช้น้ำเสียงประหนึ่งซักผู้ต้องหา อาจเพราะ พ.ต.อ. ปีย์เดินทางกลับไปแล้ว เจ้าตัวจึงไม่จำเป็นต้องปกปิดความรู้สึกแท้จริงต่อไตรตรึงษ์และคนในบ้านของเขาอีก

ชายหนุ่มกัดกราม ตอบแทนคนของตัวเองด้วยเสียงเรียบ ไม่กระโชกเช่นแต่แรก หากก็ไม่ได้ให้เกียรติเจ้าตัวมากไปกว่ากัน

“ประมาณสองปี ตั้งแต่ยายเสือดาวแต่งงาน น้ามณีก็ย้ายตามลูกสาวไปอยู่บ้านในเมือง มีแต่ไอ้โคร่ง…” คำพูดสะดุดเล็กน้อย นัยน์ตาคนพูดก็ปรากฏรอยบางอย่างอันแสดงถึงความเข้าใจระหว่างกันกับสุริยัน นัยที่ตำรวจในโรงพักบ้านหลาวรายอื่นไม่รู้ “…นานๆ มันจะกลับมาพักที่นี่”

“ไอ้บ่าวนั่นไม่ได้กลับมานานแล้ว” ลุงสมต่อท้าย

อาการสบใจของ ร.ต.ต. สุริยัน ขยายเป็นรอยยิ้มมุมปาก

“ดูเหมือนหมวดไตรจะสนิทสนมกับบ้านข้างๆ และรู้ ‘ลู่ทาง’ เป็นอย่างดี” คำพูดช้า ชัด มีนัยบางประการเกินกว่ายั่วเย้า “ไหนๆ ก็ไหนๆ รบกวนหมวดไตรนำเราสำรวจเส้นทางของคนร้ายทีเถอะ”  

เพราะนิสัยทระนงอันเป็นเจ้าเรือน มองว่าอริเป็นเพียงเศษดินไร้ค่าใต้ฝ่าเท้า ไตรตรึงษ์จึงมิได้ให้ราคากับมัน เพียงหันก้าวนำออกจากประตูรั้วบ้านตรงไปยังบ้านของไอ้โคร่ง

ที่หมายมีลักษณะเหมือนบ้านหลังอื่นๆ ของคนในพื้นที่แถบนี้ คือเปิดโล่ง ไม่ได้ล้อมรั้วเป็นกิจจะลักษณะเหมือนบ้านของไตรตรึงษ์ ถัดจากถนนคอนกรีตช่วงหน้ารั้วบ้านเขา ทางดินขนาดกว้างแค่รถคันเดียวขับเข้า ทอดโค้งผ่านแมกไม้รกเรื้อสู่เรือนหลังเล็ก

ตัวเรือนไม้ชั้นเดียวยกสูงด้วยเสาแบบก่ออิฐฉาบปูน ตัวเสาไม่ได้ฝังดิน ทว่าอาศัยตั้งอยู่บนแผ่นปูนเรียบที่ฝังโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาราวหนึ่งฟุต นอกจากเลี่ยงความชื้นยังกันปลวกกัดตีนเสา เหนือขึ้นไปมีไม้ร้อยทะลุเสาทุกต้นตามความยาวเรือนเพื่อยึดโครงสร้างให้แข็งแรง

ใต้ถุนนี้เคยสูงมากในความรู้สึกของเด็กชายขี้โรคตัวเล็ก แต่หากเดินเข้าไปเดี๋ยวนี้ ไตรตรึงษ์คงจำก้มศีรษะน้อยๆ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงไอ้โคร่งซึ่งสูงกว่าเขามากกว่าหนึ่งไม้บรรทัด สูงเป็นเปรตเลยไอ้หอย!   

เรือนไม้ซีดเก่าเจนตา บัดนี้ดูทรุดโทรมลงไปอีกเนื่องจากไม่ได้รับการดูแลยาวนาน แม้ไม่สังเกตก็มองเห็นความผุพังปรากฏอยู่ตรงนั้นตรงนี้ หน้าต่างรอบตัวเรือนปิดสนิท แต่หลายบานเริ่มปริเป็นร่อง กร่อนเป็นรู ครั้นเดินผ่านให้ความรู้สึกละม้ายมีใครแอบมองอยู่จากข้างบน

ตลอดระยะที่ก้าวล่วงเข้าไปในที่ดินบ้านเพื่อน หางตาของไตรตรึงษ์คล้ายเห็นภาพเด็กชายสองคนวิ่งผ่านไปมาระหว่างต้นเหลียง ต้นลางสาด ต้นมังคุด และต้นมะเดื่อ สายลมแห่งอดีตพัดกลิ่นน้ำพริกกะปิ แกงส้มปลากระบอก กับผัดไข่ใบเหลียงฝีมือน้ามณีลอยขึ้นมา เสียงของแกเอ็ดไอ้โคร่งที่ชอบพา ‘คุณหนู’ ไปหกคะเมนตีลังกาและเล่นซนจนได้แผลเปิงไปทั้งตัว

ชายหนุ่มไม่หันมองภาพเหล่านั้น ไม่สูดดม และไม่เงี่ยหู เพียรกัดกรามกลืนน้ำลายขมลึก กะพริบตาไล่ภาพหลอนดังกล่าว เมื่อนั้นสิ่งที่แทนเข้ามากลายเป็นเงาเมฆมืด และลมอู้จากมรสุมอันหอบพากลิ่นเหม็นเน่าบางอย่างอบอวล

“ต้องรีบตรวจก่อนฝนจะตก” นายตำรวจที่ตามมาข้างหลังกำชับกัน ไตรตรึงษ์ก็คิดอย่างนั้น ขายาวจึงเร่งก้าวสู่แนวกำแพงช่วงที่เขาคุ้นเคย

รูใหญ่ปรากฏอยู่หลังต้นมะเดื่อโอฬาร ชายหนุ่มหยุดยืนห่างออกมาเล็กน้อย ป้องกันตัวเองเผลอทำลายร่องรอยที่คนร้ายอาจเผลอทิ้งไว้

จากจุดนี้ เขาสังเกตเห็นรอยบนพื้นแบ่งเป็นสองลักษณะ รอยแรกนั้นลากเป็นทางยาวสืบต่อมาจากในรูกำแพง เน้นหนักที่ขอบสองข้าง ช่วงกึ่งกลางประทับรอยเท้าขนาดใหญ่ในทิศทางมุ่งออกจากรู รอยชนิดนี้ต่อเนื่องไปสู่ตัวเรือนของไอ้โคร่ง

ขณะที่อีกลักษณะมีเฉพาะรอยเท้าของคนคนเดียวกัน มุ่งออกจากรูเช่นกัน ทว่าเลาะไล่ไปตามแนวกำแพง คาดว่าน่าจะสิ้นสุดที่ถนนคอนกรีตด้านนอก

ทั้งหมดนี่หมายความว่า คนร้ายคงใช้วิธีหันหลัง ก้มลากปีกเหยื่อจากในเรือนไอ้โคร่งตรงมาที่รูนี่เพื่อทะลุสู่สนามหญ้าบ้านเขา ลักษณะรอยลากที่เรียบทั้งสองข้าง บ่งบอกว่าคนร้ายน่าจะทำให้เหยื่อสลบหรือหมดแรงมาแต่ต้นทาง ระหว่างถูกลากจึงไม่มีแรงดิ้นรนต้านทาน ได้แต่ปล่อยน้ำหนักขาและปลายเท้าทั้งสองข้างให้กดดินอย่างนั้น

พื้นในเขตบ้านเขาไม่ปรากฏรอยนี้เพราะดินแข็งกว่าและพื้นที่ส่วนใหญ่มีหญ้าปก มันอำพรางพอเป็นพิธีเพื่อถ่วงเวลาให้ตำรวจหาเบาะแสยากขึ้นหน่อย ครั้นจัดการเหยื่อเรียบร้อย ไอ้ฆาตกรก็ก้มลอดผ่านรูนี้ออกมาอีกที ก้าวกลับไปยังถนนคอนกรีตด้านนอกเพื่อ–

“ลุงสม” คนประเมินหันหาชายแก่ “ตอนที่ลุงขับกลับมาที่บ้าน ได้เห็นคน หรือรถคันอื่นจอดอยู่แถวนี้บ้างรึเปล่า”

คนตอบนิ่วหน้าคิด “ไม่เลยขรับ”

“แล้วก่อนจะขับมาถึงบ้านล่ะ มีรถขับสวนออกไปบ้างมั้ย”

“ก็ไม่มีนะครับคุณไตร”

ถนนย่อยนี้แยกจากสายหลักโดยทอดตรงมาไกลพอสมควร และยังจะทอดต่อไปอีกไกลพอสมควรกว่าจะสมทบกับสายหลักอีกสาย ตลอดสองข้างทางเป็นเรือกไร่โปร่งปราศกำแพงกั้น ไอ้ฆาตกรมีโอกาสเลี้ยวหลบตรงไหนก็ได้ แต่นั่นก็จะทำให้แผนของมันมีโอกาสพลาดสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากอาจมีพยานพบเห็น

ด้วยเหตุนี้ ไตรตรึงษ์คิดว่า มันน่าจะพยายามรักษาเวลาอย่างรัดกุม แล้วรีบขับหนีออกไปอีกทางเพื่อจะไม่ต้องเสี่ยงสวนกับลุงสมมากกว่า รัดกุมและแม่นยำมากๆ!

ชายหนุ่มลากสายตาจากรูบนกำแพงตามไปยังทิศที่รอยลากสืบมา ตัดสินใจก้าวเลียบตามไปจนลุสู่ตัวเรือน ร.ต.ต. สุริยันกับลุงสมก้าวตามไม่ห่าง

ทางขึ้นและลงของตัวเรือนมีบันไดก่อปูนด้านหน้า แม้ไม่พบร่องรอยใดๆ แต่ก็คาดการณ์ได้ว่าคนร้ายไม่น่าใช้ทางอื่น ไตรตรึงษ์ก้าวกึ่งๆ กระโดดทีละสองขั้นขึ้นไปถึงชาน ความมืดของร่มชายคากำบังไม่ให้คนอยู่ไกลได้เห็นอย่างที่พวกเขาเห็น ประตูเรือนไอ้โคร่งเปิดอ้า ทั้งที่ปกติเวลาไม่มีใครอยู่ เจ้าของบ้านจะใช้กุญแจคล้องล็อกประตู แต่ก็นั่นละ เพราะประมาทว่าในบ้านไม่มีข้าวของมีค่า การคุ้มกันจึงไม่เคยแน่นหนา…

“แค่กุญแจผีก็ไขเข้าไปได้” เขาสรุปกับตัวเองมากกว่าจะบอกใคร ไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาอริเก่าที่ตามมา ความสนใจบังคับให้พุ่งเข้าไปกลางเรือน

กระนั้น เท้าแรกยังไม่ทันยกข้ามธรณีประตู ไตรตรึงษ์ต้องชะงัก

“ยังไม่ได้รับอนุญาต เข้าบ้านคนอื่นแบบนี้มันบุกรุกนะ!”

นึกว่าสุริยันแค่ต้องการก่อกวนขัดขวางเขา ต่อเมื่อปรายตามาจึงพบว่าคนขวางตีหน้าจริงจัง ไตรตรึงษ์จึงนึกได้ว่า บางทีมันจะถูกปลูกฝังมาแต่น้อย ก็พ่อไอ้ยันเป็นตำรวจ — ตำรวจที่เสือกคบกับนักเลง แถมยังให้ลูกสนิทสนมกับลูกนักเลง!

ผู้ถูกห้ามพ่นลมหายใจ วางเท้าลงในเรือนด้วยท่าทีองอาจ ปรายตามองคนค้าน “ไม่อยากได้หลักฐานก็ไม่ต้องขึ้น!”

คน ‘บุกรุก’ ล่วงลึกไปอีกสองก้าว ลุงสมตามมา ทิ้งให้ ร.ต.ต. สุริยันหายใจกระฟัดกระเฟียดอยู่หน้าประตูเหมือนผีเร่ร่อนถูกเจ้าที่สกัด จากนั้นจึงปั้นปึ่งเข้ามาในเรือน

ถึงหน้าต่างปิดหมด แต่เรือนนี้มีบานกระจกผนึกด้านบนยาวตลอด แม้จะมัวซัว และอากาศข้างนอกก็ค่อนข้างครึ้ม จึงยังพอมีแสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาพอให้เห็นเค้าโครงเครื่องเรือนตะคุ่มๆ ไตรตรึงษ์ล้วงโทรศัพท์ออกมาเปิดไฟต่างไฟฉาย กวาดไปครั้งหนึ่งเพื่อสำรวจว่ามีใครอยู่บนนี้นอกจากพวกเขาหรือไม่ เห็นว่าไม่น่าจะมีแล้วจึงกวาดแสงกลับมาที่เสากลางบ้าน บนนั้นมีสายโซ่คล้อง ปลายอีกข้างห้อยลงมาขดคล้ายงูนอนบนพื้นไม้เก่า

“คนร้ายเอาตัวนนทกามาขังไว้ที่นี่ รอจนกว่าลุงกับยายอู๋จะออกจากบ้านไปพร้อมกัน แล้วถึงลากตัวเหยื่อไปจัดแสดงศพกลางสนามหญ้าบ้านเรา ในนี้ไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลย เป็นไปได้ว่าการชันสูตรพลิกศพจะพบว่า มียานอนหลับหรือไม่ก็ยากล่อมประสาทอยู่ในตัวเหยื่อเป็นจำนวนมาก”

“มันเอาตัวผู้หญิงคนนั้นมาซ่อนไว้ตั้งแต่เมื่อไร ลุงไม่รู้เรื่องเลย”

“ไม่แปลกหรอกลุง” เขาหันพูดกับลุงสม ระหว่างนั้น ร.ต.ต. สุริยันหันตามไปมา “จากคดีที่ผ่านๆ มาเห็นได้ชัดว่าคนร้ายมันรอบคอบและระวังตัวมาก อีกอย่าง ที่พักลุงกับที่นี่ก็อยู่ไกลเกินกว่าจะเห็นหรือได้ยินเสียงอะไรง่ายๆ”

“ปกตินอกจากอยู่บ้าน ลุงออกไปไหนบ้างรึเปล่า” นายตำรวจเจ้าของพื้นที่พยายามจะชิงคดีคืน

“หมายนิ” ชายสูงวัยส่ายหน้า สำเนียงเวลาเผลอยังผุดทองแดง “วันๆ ลุงแทบไม่ได้ออกไปไหน ตล่งตลาดน้องอู๋มันก็แวะซื้อเองหมด ลุงทำสวนทำอะไรไปตามเรื่อง”

คงเพราะหัวคิ้วของเขากดลึก คนตอบเห็นแล้วจึงพลอยกังวล “มีอะไรรึเปล่าขรับคุณไตร”

สุริยันแทรกเสียงหึ! “นายลุงคงกำลังคิดว่า ในเมื่อปกติลุงแทบไม่ได้ออกไปไหน และคนร้ายที่มาสำรวจโลเคชันเตรียมไว้ก่อนก็ต้องรู้ แล้วทำไมมันถึงยังวางใจว่าวันนี้ — วันที่มันตั้งใจจะก่อการ — จะมีเรื่องให้ลุงออกจากบ้านพอดี เพื่อมันจะขนศพเข้าไปจัดวางได้ง่ายๆ!”

“ที่ลุงออกไป ก็เพราะคุณไตรโทร.มานัดนี่ขรับ”

อีกครั้ง อริเก่าพรายยิ้ม ฉุดให้ไตรตรึงษ์เริ่มเข้าใจ

ที่เรานัดลุงว่าจะมาที่นี่ ก็เพราะยายเสือดาวเป็นคนแจ้งข่าวให้เรามาที่นี่ ไอ้ยันคงเห็นโอกาส ‘โยง’ ให้ยายเสือดาวเดือดร้อน!

การที่เสือดาวรับดูแลศพนายแชนไว้ แถมยังมีเหตุแบบนี้ขึ้นอีก ย่อมทำให้ถูกร่างแหไม่ยาก!

“หวังว่าวันที่สารวัตรพรตตาย จะไม่ได้มีใครโทร.มานัดแบบนี้เหมือนกัน!”

คำท้าทายของเขาไม่ทำให้สุริยันครั่นคร้ามหรือรู้สึกว่าตำรวจในสภ. เดียวกันถูกหมิ่นหยาม ตรงข้าม เจ้าตัวกระตุกมุมปาก “บางทีจะเป็นอย่างนั้น!”

ไตรตรึงษ์จึงเป็นฝ่ายงงงัน คำถามร้อยพันดุจธารน้ำที่ถูกอัดคับปาก

อย่างไรก็ตาม เพราะหัวข้อนี้น่าจะละเอียดอ่อนพอสมควร คนข้องใจจึงจำหันไปทางลุงสมก่อน

“ผมฝากโทร.หายายเสือดาวทีครับลุง แจ้งเรื่องที่นี่”

“ขรับพ่ม” ชายสูงวัยก้าวออกนอกเรือนไปกดโทรศัพท์ที่มุมชาน ไตรตรึงษ์ไม่อยากนึกตาม เสือดาวมันคงรู้สึกเหมือนถูกคลื่นซัด นอกจากการตายของพี่ จู่ๆ ยังมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในบ้านอีก

ผู้หมวดหนุ่มจากกรุงเทพฯ เขี่ยความคิดดังกล่าวพักไว้ หันกลับมายังคนใกล้ๆ

ในนี้ค่อนข้างมืด แต่ ร.ต.ต. สุริยันย่อมเห็นสัญญาณในตาเขา ว่ามาเรื่องสารวัตรพรต? เจ้าตัวจึงเอ่ยต่อพร้อมรอยยิ้มหยัน

“ไม่เคยได้ยินเหรอ เรื่องตำรวจดีตำรวจเลวที่เขาเล่ากันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ คนนึงคบนักเลงเพราะต้องการข้อมูล อีกคนคบนักธุรกิจเพราะหวังผลประโยชน์ ทำได้กระทั่งหักหลังเพื่อน ปูดความลับจนเพื่อนเกือบตาย โชคดีที่ไอ้นักเลงมันแยกแยะได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด แล้วก็ตามล้างแค้นให้จนไอ้ตำรวจชั่วมันถูกกรรมตามสนองซะเอง ส่วนรายที่เป็นเพื่อนกับนักเลงก็คบกันต่อจนถึงรุ่นลูก”

สังหรณ์บางอย่างกะพริบวาบในใจผู้ฟัง “มึงตั้งใจจะพูดเรื่องอะไร!”

รอยยิ้มของอีกฝ่ายเผยกว้างจนเห็นเงาฟันเป็นประกายวับ

“เรื่องรุ่นพ่อน่ะ”

ไตรตรึงษ์ยืนนิ่ง นิ่งเสมือนซุ่มระวัง

คน ‘ตั้งใจพูด’ ถอนหายใจคล้ายสำราญเต็มแก่ “สารวัตรพรตเคยเล่าว่า พ่อแกเป็นตำรวจ ส่วนพ่อเพื่อนสนิทเป็นนักเลง ถ้าไม่ได้พ่อของสารวัตรแจ้งหล้าช่วยไว้ พ่อแกคงตาย แล้วตัวแกเองก็คงไม่ได้โตมาด้วยซ้ำ”

ต้องยอมรับ คนฟังเผลอทอดถอนโล่งอก

อีกฝ่ายคงตั้งใจจับสังเกตอยู่แล้ว จึงหัวเราะขำหน่อยๆ เพราะความตั้งใจก่อกวนสัมฤทธิ์ผล

“อันที่จริงสารวัตรพรตควรจะได้ทำงานกับเพื่อนของแกที่ภูธรภาคแปด–” ภาคเดียวกับไอ้โคร่ง “–แต่เพราะเรื่องเส้นสาย ไปๆ มาๆ แกถูกหย่อนลงที่นี่ ต้องทำหน้าที่สารวัตรอำนวยการ มึงก็รู้นี่ สภาพของงานอำนวยการธุรการมันเป็นยังไง”

ไตรตรึงษ์ไม่ได้พยักตาม แต่อีกฝ่ายย่อมรู้ว่าเขาเข้าใจดี ค่าที่อยู่ในสังคมตำรวจเหมือนกัน

โดยทั่วไป งานฝ่ายอำนวยการหรือธุรการแทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน จะขอย้ายไปอยู่ที่ที่ดีกว่าก็ลำบาก แบกงานแทบทุกอย่างหากศักดิ์ศรีกลับด้อยกว่าสายงานอื่น ทั้งที่เนื้อหาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเอกสารเหมือนอย่างชื่อ แต่ต้องทำงานปราบปรามเหมือนกัน รับเสด็จเหมือนกัน ตั้งด่าน กวาดล้าง เยี่ยมหมู่บ้าน เรื่อยไปถึงขจัดยาเสพติดในท้องที่

“อาจเพราะอย่างนี้ แทนที่จะเอาอย่างเพื่อนหรือพ่อเพื่อนที่ทำให้ครอบครัวตัวเองรอดมาได้ สารวัตรเลยหันเหไปเอาอย่างเพื่อนชั่วอีกรายของพ่อ…”

สุริยันเล่าว่า พ.ต.ต. พรต ถิรสมบัติ ไม่สนิทกับเพื่อนร่วมงานคนไหนเป็นพิเศษ เจ้าตัวอุทิศเวลาเพื่อพยายามเข้าหาและเลียขาผู้เป็นใหญ่ ใช่แค่ พ.ต.อ. ปีย์ หรือนายทวยหาญมาเฟียท้องถิ่น ทว่าระยะหลัง เมื่อคาดได้ว่าอำนาจต่างถิ่นกำลังทยอยซึมเข้ามา เจ้าตัวก็ประสานสิบทิศ พลิกลิ้นเพื่อกอบประโยชน์เข้าตัว ไม่ว่าใครอัสดง ท้ายสุดพรตจะยังเป็นตะวันยามรุ่งเสมอ

“–สารวัตรพรตเช่าบ้านชั้นดีพักอยู่คนเดียว ไม่มีญาติในเมืองนี้ แล้วถึงมีเพื่อนก็เหมือนไม่มี แกคงตั้งใจอย่างนั้น สุดท้ายเลยไม่มีใครรู้ว่าแกทำงานให้ใครบ้าง แม้แต่ผู้กำกับก็ไม่รู้ แล้วก็คงไม่อยากรู้ สู้เอาหูไปนาเอาตาไร่ โปร่งใส แล้วรอรับของสมนาคุณดีกว่า” คนเล่าวรรคนิดหนึ่งเหมือนชั่งใจ ก่อนตัดสินใจพูดขึ้นใหม่ว่า “มึงยังจำเรื่องที่สมุนไอ้ทิศรุมยำคนขับรถตู้ของไอ้พวกรัสเซียได้มั้ยล่ะ”

มีหรือจะจำไม่ได้ ผู้กำกับปีย์เพิ่งเล่าให้ฟังพร้อมโปรยคำชมสารวัตรพรต เรื่องที่ไอ้ยันได้ยินแล้วถึงกับขับรถกระตุก ‘ขอโทษครับ ถนนมีหลุม’

ไตรตรึงษ์พยักรับแทนคำตอบ

“นั่นละ ที่เรื่องจบได้ เป็นเพราะสารวัตรแกไปเลียบเคียงกับไอ้พวกรัสเซียด้วยข้อเสนออะไรสักอย่าง วินทั้งพวกมัน วินทั้งตัวเอง ไอ้พวกนั้นเลยยอมจบด้วยดี”

งั้นที่สงสัยว่าคดีทศทิศอาจเกี่ยวกับมาเฟียต่างชาติพวกนั้น ก็เป็นอันสรุปได้ว่าไม่ใช่

เขาไม่ได้ถามอย่างใจ เพราะอีกฝ่ายเริ่มต่อ “วันที่สารวัตรพรตตาย แกไม่ได้เข้าโรงพัก…”

วันที่ 3 มีนาคมเป็นวันเสาร์ ฝ่ายอำนวยการธุรการหยุดพักสุดสัปดาห์ เช่นเดียวกับทุกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่า พ.ต.ต. พรต ถิรสมบัติ ไปไหน ทำอะไร กระทั่งช่วงสิบโมง นายตำรวจเวร สภ.บ้านหลาวได้รับโทรศัพท์จากชายนิรนาม แจ้งเหตุร้าย พ.ต.ต. พรต ถูกฆาตกรรมโหดในโกดังน้ำมันปาล์มไม่มีเลขที่กลางสวนยางพารา

ร.ต.ต. สุริยันและเจ้าหน้าที่อีกหลายรายถูกตามตัวด่วนเพื่อบุกพื้นที่ดังกล่าว มันเป็นเพียงทางดินทอดลึกผ่านสวนยางสู่อาคารชั้นเดียวไม่สูงนัก ลักษณะคล้ายเรือนแถวก่ออิฐมุงสังกะสี ไม่มีหน้าต่าง ช่องประตูเปิดกว้างเป็นช่วงๆ ภายในมีน้ำมันปาล์มซึ่งถูกลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านจัดใส่ลังกระดาษเรียงสูง รอนำออกจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดทางใต้ มุมสุดด้านหนึ่งกั้นไว้เป็นเอกเทศ พื้นที่ภายในยังแบ่งเป็นห้องกรุกระจกคล้ายสำนักงานขนาดจิ๋ว

“จากที่เค้นคอไอ้พวกลูกจ้าง ห้องนั้นเป็นห้องสำหรับพวกหัวหน้าเข้ามาพักหรือหารือกัน พื้นที่สำหรับหัวหน้า ไม่ว่าพวกมันหรือใครก็สะเออะเข้าไปยุ่งไม่ได้ ตอนที่เราไปถึง ศพสารวัตรพรตอยู่ในห้องนั้นแหละ”

“หมายความว่า…?”

“ใช่! สารวัตรเป็นหนึ่งในหัวหน้าแก๊งน้ำมันเถื่อน!” ร.ต.ต. สุริยันกระแทกเสียง แววตาโชน “แกร่วมกับใครไม่รู้ขนน้ำมันเถื่อนเข้ามาขาย อาศัยข้อมูลทางการหลบเลี่ยงการจับกุมได้ตลอด”

คงเพราะเกรงเรื่องนี้จะรั่วไปจนทำให้ตำรวจเสียชื่อ พ.ต.อ. ปีย์ จึงให้แถลงกับสื่อว่าลูกน้องไปสืบราชการที่นั่น

“ไอ้พวกคนงานบอกว่าสารวัตรไม่ได้เข้าไปเป็นประจำ วันนั้น ก่อนที่แกจะโผล่ไป หัวหน้าคนงานได้รับข้อความจากแกให้เตรียมถังต้มน้ำมันรอไว้ในห้องทำงาน ย้ำว่าไม่ต้องบอกให้ใครรู้ แต่พอมาถึงแกกลับโวยวายว่าใครเอาอะไรมาตั้งไว้เกะกะ”

หืม?

“แกไม่ได้ให้ใครเอาไอ้ถังนั่นไปเก็บ ดูเหมือนจะมีเรื่องรีบร้อนอะไรสักอย่างเลยตะเพิดไอ้พวกนั้นแล้วหายเข้าไปในห้องคนเดียว ไม่มีใครกล้าสู้หน้าหรือเดินผ่านไปใกล้ๆ อีกเลย กว่าจะรู้กันอีกที สารวัตรพรตก็กลายเป็นศพแล้ว”

“แต่เดี๋ยว…” คนฟังยังข้องใจ “แล้วเสียงปืนล่ะ ในข่าวบอกว่าสารวัตรพรตถูกยิงตายไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ ด้วยปืนของแก ในมือของแกเอง!”

“ว่ะ… ว่าไงนะ?!”

“พวกคนเฝ้าเข้ามาเห็นเหตุการณ์เพราะได้ยินเสียงปืนนั่น ตอนนั้นแกล้มหน้าคว่ำอยู่ข้างๆ ถังน้ำมันแล้ว เนื้อตัวพองไปหมดเพราะโดนน้ำมันเดือดๆ ลวกใส่ รอบห้องไม่มีใคร ในห้องก็ไม่มีใครอีก ตามผนังห้องไม่มีรูหรือกระทั่งรอยกระสุนทะลุเข้าไป ที่สำคัญ ห้องนั้นถูกลงกลอนโลหะหนาแน่นจากด้านใน ประตูเปิดจากข้างนอกไม่ได้ แล้วก็ไม่มีหน้าต่าง”

นี่มันเหมือนกับ… สารวัตรพรตขังตัวเองอยู่ในห้อง ตักน้ำมันเดือดราดตัวเองก่อนยิงตัวตาย!

ความอลหม่านปั่นป่วนชวนให้ไตรตรึงษ์แทบขยับปากไม่ได้ ทุกอย่างมันดูลักลั่นย้อนแย้ง

อยากถามสุริยันว่า สารวัตรพรตน่าจะมีปัญหาส่วนตัวใช่มั้ย ปัญหาที่ทำให้แกถึงกับต้องฆ่าตัวตาย นี่พอเป็นไปได้ แต่… น้ำมันที่ราดตัวเองนั่นล่ะ

จะว่าเป็นฝีมือการฆาตกรรมอำพรางของคนอื่น ทว่า… ในห้องที่ไม่มีใครเข้าไปได้ ในโกดังที่แทบไม่มีใครรู้ว่าซ่อนตัวอยู่ไหน หากครั้นจะลบความสงสัยข้อนี้ ประเด็นเรื่องข้อความปริศนา ข้อความสั่งให้จัดน้ำมันตั้งไฟไว้ในห้องทำงานติดกระจกนั่น ก็เข้ามารบกวนจิตใจไม่รู้แล้ว

เกิดอะไรในห้องปิดตายนั่นกันแน่!

“เพื่อจะตอบปัญหาข้อนี้…” สุริยันลากเสียงเรียกสติเขาคืนมา ไตรตรึงษ์ช้อนตาสบตา ภายในเรือนมืดยิ่งมืดลงถนัดใจ พร้อมเสียงครืนครานจากด้านนอก

“เราคิดว่ามีทฤษฎีหนึ่งที่น่าจะพอเป็นไปได้…”

 

Don`t copy text!