ลิงพาดกลอน บทที่ 11 :  พระไอยการอาชาหลวง

ลิงพาดกลอน บทที่ 11 :  พระไอยการอาชาหลวง

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

หญิงผู้มีคนรักที่ไม่อาจเปิดเผยได้

หญิงที่ตายในโรงแรมหรู ทั้งที่รายรับตัวเองกระจ้อยร่อย!

“–นางพยาบาลศรีบวรใช่มั้ยครับ!”

อรชุนชะงักค้างอย่างตระหนกนิดหนึ่ง ไตรตรึงษ์กำลังจะร้อง บิงโก! ในใจ ถ้าอีกฝ่ายไม่พูดต่อเสียก่อน

“ไม่ใช่ครับ เธอคือคุณหลี่แช!”

การถูกปฏิเสธยังไม่ชวนตกใจเท่าชื่อที่ได้ยิน คนฟังสัมผัสคล้ายอาการชาแล่นไต่ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นอก ต้องพยายามคุมประโยคถัดไปมิให้ดังจนคนในเรือนได้ยิน “แต่… คุณทวยหาญกับคุณหมุยแชไม่ค่อยถูกกัน?!”

“เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ” คนตอบหลุบตาลงอย่างพิพักพิพ่วนเต็มแก่ แต่ก็ยังยอมเล่าต่อ “ตำแหน่งนักบัญชีแค่ระดับซีเนียร์ ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณทวยหาญมากนัก นี่ถ้าแกบริหารงานแบบองค์กรใหญ่ๆ สมัยใหม่ ก็คงยิ่งไม่มีโอกาสได้คุยเลย แต่ที่รู้ว่าแกกับคุณหลี่แช… สนิท… กัน” การเลือกใช้คำดูช่างยากเย็น “เพราะเคยเห็นทั้งคู่เดินเข้าออกโรงแรมหลายครั้งครับ พนักงานโรงแรมส่วนใหญ่ก็รู้ แต่ไม่มีใครกล้าพูด”

วิธีช้อนสายตาขึ้นสบคล้ายเป็นนัยขอร้องว่า และคุณไตรโปรดอย่าพูด  

“เรื่องนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ถ้าสักวันหนึ่งมันต้องเปิดเผย ผมสัญญาว่าจะไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากพี่ครับ”

“ขะ… ขอบคุณครับ” สีหน้าคนรับยังไม่ดีขึ้น หากไม่เพราะนิสัยขี้กังวลส่วนตัว ก็น่าจะด้วยวัฒนธรรมองค์กรภายใต้ปีกของนายทวยหาญ องค์กรที่อาจไม่ได้หมายความแค่บริษัท แต่พื้นที่ใต้อำนาจแถบนี้ทั้งหมด!

กลิ่นดินอวลขึ้นจากพื้นข้างล่าง เสียงฟ้าครืนครานลั่นมาจากที่ไกลๆ ไตรตรึงษ์วาดมือขึ้นกระชับไหล่ผอมบางมีแต่กระดูกของอีกฝ่าย ใช้เสียงหนักแน่นขึ้น “พี่ชุ้น ยังไงพี่ก็เป็นคนรักของน้องสาวผม ผมไม่มีทางยอมให้เรื่องเดือดร้อนวิ่งมาถึงพี่กับยายเสือดาวแน่”

ดวงตาใต้กรอบแว่นวับขึ้นนิดหนึ่ง ราวกับสิ่งมีชีวิตข้างในเผยยิ้มขึ้นมา แล้วโดยไม่หลุบตา อรชุนพูดต่อ “บางที ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่กล้าพูด ก็คงเพราะมีเสียงลือต่อๆ กันมาว่าคุณทวยหาญไม่ชอบคุณหมุยแชนักครับ”

แต่กลับดอดไปคบหากับหลานสาวสุดที่รักของเจ้าหล่อน!

คนคิดจินตนาการภาพนักธุรกิจชายวัยสี่สิบเจ็ดปี รูปร่างค่อนข้างสันทัด ทว่าแผ่รัศมีจนดูตัวใหญ่กว่ารูปร่างจริงหลายเท่า หน้าเริ่มเหี่ยวแต่การแต่งกายยังเฟี้ยว แต้มเจลลูบผมแปล้ มีภาพจำในชุดเสื้อโปโลสีสดแบะปกตั้ง เผยให้เห็นสร้อยคอทองคำเส้นเท่าโซ่รำไร ชายเสื้อปล่อยอิสระ ขณะกางเกงคือยีนส์ตัวโคร่ง ก้าวอาดๆ มีนักเลงสวมชุดดำรุมล้อม มือพราวด้วยแหวนและนาฬิกาสายทองคำ ข้างหนึ่งกุมโทรศัพท์หน้าจอเบ้อเริ่ม คำพูดคำจาโผงผางไม่เกรงใคร ที่สำคัญ ลดเลี้ยวอย่างหาตัวจับได้ยาก

ไตรตรึงษ์ไม่ได้สนใจมากนัก รู้แต่ว่าเจ้าตัวมีชื่อติดอยู่ในกลุ่มอิทธิพล ต่อมาแต่งงานกับทายาทผู้มีอันจะกินแถบนี้ ใช้เงินต่อเงิน อำนาจต่ออำนาจ จนกิจการทั้งเทาน้อยถึงเทาเข้มล้วนเฟื่องฟู ครั้นตกพุ่มหม้ายเมื่อหลายปีก่อน ชื่อเสียงด้านผู้หญิงก็กระฉ่อนขึ้นอีกครั้ง ระยะหลังเริ่มเงียบไป ที่แท้เป็นเพราะมีคู่ควงใหม่เป็นสาวน้อยหลานมาเฟียเกาะภูเก็ต

หลี่แชเพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ แต่ท่าทางเป็นคนใจใหญ่ กล้าได้กล้าเสีย อาจมองว่าเจ้าพ่อต่างถิ่นคือความท้าทาย ยิ่งต้องปกปิดอาสาว ความสัมพันธ์ก็ยิ่งเร้าใจ จากคำเล่าของอรชุน เจ้าหล่อนคงเดินทางมาพักกับทวยหาญที่ดิ เอม บีช หลายครั้งแล้ว ดีไม่ดี ปริศนาที่ ร.ต.ต. สุริยัน กับเหล่าตำรวจยังไขไม่ได้ ปริศนาว่าจากแอร์พอร์ตภูเก็ต หลี่แชหายตัวไปไหน ก็อาจถูกไขด้วยเรื่องเดียวกันนี้!

“ครั้งล่าสุด คุณหลี่แชมาพักที่ดิ เอม บีช เมื่อราววันอังคารที่สิบแปดใช่มั้ยพี่”

“คุณไตรรู้?”

นั่นหมายความว่าหลี่แชหนีคนที่บ้านมาหาทวยหาญถึงนี่จริงๆ!

ไม่ต้องหลับตา ไตรตรึงษ์ใช้ความสามารถพิเศษลำดับภาพเหตุการณ์ในหัว จากสนามบินภูเก็ต หลานสาวมาเฟียคงหนีบอดี้การ์ดของตนไปสมทบกับทวยหาญ หรือไม่ก็คนที่รายนั้นส่งมารอไว้ จากที่นั่น หญิงสาวคงมีรถหรูบริการมาส่งถึงนี่ ใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมง เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันเดียวกัน กระนั้น ห้าวันถัดมา สาวน้อยแสนสวยกลับกลายเป็นศพในส้วมท้ายเรือประมงของจเร ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่!

“พี่รู้มั้ยว่าครั้งนี้คุณหลี่แชออกจากโรงแรมไปตั้งแต่เมื่อไร”

“ปกติเธอมาอยู่นานไม่เท่ากัน ผมเองก็ไม่เห็นเธอ แต่ได้ยินเขาว่าสารวัตรพรตมารับกลับราวๆ วันที่ยี่สิบเอ็ด–”

“เดี๋ยวนะ! สารวัตรพรต?!”

คนถูกถามมีสีหน้าตกใจ เหมือนตนเองหลุดปากในสิ่งที่ไม่ควรอีกครั้ง “คุ… คุณไตรไม่ทราบเหรอครับว่าสารวัตรพรตเป็นคนสนิทของคุณทวยหาญ”

จริงสิ! ก่อนหน้านี้สุริยันได้บอกเขาแล้วว่าไม่ใช่แค่ผู้กำกับปีย์ สารวัตรพรตเข้าหาและเลียขาขั้วอำนาจอื่นๆ รวมถึงนายทวยหาญด้วย เขาคงมัวจดใจเรื่องอื่นจนไม่ได้ให้ความสำคัญว่านั่นอาจเป็นอีกหนึ่งเบาะแสใหญ่

“ช่วยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังทีได้มั้ยครับ”

“เกาะ… ก็…” คนถูกขอกระอักกระอ่วน ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินฟ้าครืน “ไม่ได้โจ่งแจ้งหรอกครับ แต่คนส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่าแกคอยช่วยงานคุณทวยหาญอยู่ เพื่อนตำรวจด้วยกันก็น่าจะรู้ ตะ… แต่…”

“แต่ทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ไตรตรึงษ์สรุปให้เอง ปิดปากก่อนที่ประโยคท้ายจะหลุดออกไป โดยเฉพาะผู้กำกับปีย์ เพราะแกได้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์มากโข!

คิดถึงตรงนี้ จู่ๆ เสียงของสุริยันก็พลันดัง ‘ขอโทษครับ ถนนมีหลุม’

อรชุนพยัก แค่พยักน้อยๆ แว่นหนักก็คอยแต่จะร่วงลงปลายจมูก เจ้าตัวต้องใช้ข้อนิ้วแตะเลื่อนขึ้นไป “สารวัตรพรตเป็นคนโปรดของคุณทวยหาญเหมือนกันกับคุณนนทกา ตอนแรกได้ยินว่าคุณนนทกาเธอก็ไม่ชอบใจนัก แต่ต่อมา พอสารวัตรเปลี่ยนไปนับถือลัทธิเดียวกัน เลยกลายเป็นคุยกันคล่อง หลายๆ ครั้งคุณทวยหาญก็อาศัยให้แกช่วยกำกับเรื่องรถที่ไปรับไปส่งคุณหลี่แชครับ”

คนฟังบดกราม พยายามข่มอารมณ์ขยะแขยงเพื่อปะติดปะต่อเรื่อง

ใช่แล้ว คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ดูไม่เกี่ยวกันแต่ต้น บัดนี้ครั้นสาวถูกจุดก็เริ่มเห็นความเชื่อมโยงต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ

สารวัตรพรตรับหลี่แชออกจากโรงแรมดิ เอม บีช และแทบจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน จากนั้นเธอกลายเป็นศพ แล้วสารวัตรก็กลายเป็นศพ  ตามมาด้วยเหตุการณ์ลอบยิงที่โรงแรมเวียงอวัศย์รีสอร์ทบ้านหลาว อันทำให้คนของทวยหาญตายไปสอง กระทั่งวันนี้ คนสนิทของรายนั้นก็ถูกปลิดชีพตามไปอีกหนึ่ง

หรือแท้จริง สิ่งที่ยายนิจถาม อาจมีความหมายลึกไปกว่าที่เราเคยคิด!

คงเพราะสีหน้าและแววตาของเขาเปลี่ยนไป คู่สนทนาจึงเลียบเคียงเสียงแผ่ว “คุ… คุณไตรกำลังคิดอะไรเหรอครับ”

“ผมกำลังคิดว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เหยื่อครั้งนี้จะเป็นการสวมรอยฆ่า”

“สวมรอยฆ่า?!”

ไม่ทันที่เขาจะตอบรับคำอุทานของอรชุน อีกเสียงก็ดังแทรกมาจากด้านหลัง “เป็นไปได้น้อยถึงน้อยมาก!”

พร้อมกัน ทั้งไตรตรึงษ์และน้องเขยไอ้โคร่งหมุนตัวกลับไป ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทยอยก้าวออกจากด้านในตัวเรือน สุริยันล้ำหน้ามา สายตาวิบวับไปนัยท้าทายเหยียดเยาะ

“ทำไม” ชายหนุ่มเสียงตึง

“ลายเซ็นของไอ้คนร้ายไม่ได้มีแค่โทษจากกฎหมายตราสามดวง!”

ทั้งไตรตรึงษ์และอรชุนถึงกับอ้าปากหวอ แต่ก่อนจะมีใครถามอะไร ร.ต.ต. สุริยันพูดต่อ

“ต้องไปจัดการเรื่องพวกนี้ก่อน” เจ้าตัวพยักไปทางด้านหลัง ท่าทางจงใจก่อกวน “ไว้ค่อยคุยกันในงานศพ ‘คนสำคัญ’ ของหมวดก็แล้วกัน”

. . . . . . . . . .

 

หลังจากอรชุนปิดเรือนเรียบร้อย ไตรตรึงษ์มองตามเหล่าตำรวจวิ่งตากฝนกลับไปขึ้นรถที่บ้านของเขา ตัวเขาเองกับลุงสมได้อาศัยสามียายเสือดาวขับพาเข้ามาถึงตัวคฤหาสน์ ตอนนี้ศพกลางสนามถูกนำออกไปแล้ว บริเวณจุดเกิดเหตุมียูโรเทปกั้นไว้ ทุกอย่างเปียกเปิง สายน้ำอาจลบล้างทุกอย่าง หากไม่มีอะไรลบล้างความจริงอันน่าสยดสยองที่เคยเกิดขึ้นที่นี่

ไตรตรึงษ์นั่งอยู่บนเบาะหลัง หันมองตามภาพที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปทางด้านข้างหน้าต่างรถ นี่ถ้าไม่ได้ทำงานเป็นตำรวจหรือคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้มาก่อน บางทีเขาอาจจะไม่กล้าอยู่ต่อก็ได้ เป็นห่วงก็แต่ลุงสมกับยายอู๋  

ความคิดจบลงเมื่อเทียบรถใต้ชายคาด้านหน้า อรชุนหันมาพูดกับเขา

“อันที่จริง คุณไตรติดรถผมไปวัดเลยก็ได้นะครับ ชุดเทาๆ แบบนี้ก็ใช้ได้ เดี๋ยวตอนกลับผมแวะมาส่งเอง”

“ไม่พรื้อ ไอ้บ่าว” ลุงสมที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยบนเบาะข้างคนขับรีบบอก “ลุงไปส่งนาย”

อีกฝ่ายตาปรอย เสียงอ่อย “เดี๋ยวดาวว่า…”

ไตรตรึงษ์ถอนหายใจพรืด “ตามที่ลุงบอกนั่นละ เมื่อกี้ตอนเดินเข้าไปบ้านโน้น ชายกางเกงผมเปื้อนดินหมดแล้ว” ข้อนี้ไม่ได้โกหก ถึงมันจะแค่นิดหน่อยก็ตาม

อรชุนยังทำทีละล้าละลัง เขาจึงรีบต่อ “อีกอย่าง เดี๋ยวนี้พวกพี่พักกันในเมือง ตอนกลับจะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนมาย้อนไป ช่วงนี้แถวนี้มันยิ่งมีเรื่องไม่ดี ระวังเอาไว้ดีกว่า”

เป็นอันว่าน้องเขยไอ้โคร่งจึงยอมขับตามขบวนตำรวจจากไป ไตรตรึงษ์ให้ลุงสมไขประตูเรือนใหญ่ อ้างเรื่องเสื้อผ้าไปแล้ว ยังไงคงต้องเปลี่ยนจริงๆ ไม่ให้อีกฝ่ายท้วงได้

ระหว่างรอไข ชายหนุ่มถาม “เกิดเรื่องแบบนี้ในบ้าน ลุงสมกลัวมั้ยครับนี่”

“แหะ” คนสอดกุญแจหัวเราะแห้ง “จะบอกว่าไม่กลัวก็โกฮกนะขรับ แต่คุณไตรไม่ต้องห่วง บ้านเราเอง เดี๋ยวก็ชิน”

ประตูทางเข้าเรือนใหญ่เป็นบานไม้สลัก ตั้งอยู่กึ่งกลางด้านหน้า ขนาบด้วยหน้าต่างกระจกลักษณะค่อนข้างสูงยาว ติดเหล็กดัดแบบสก๊อต ครั้นลุงสมผลักประตูเข้าไป โถงต้อนรับยังงามเรี่ยม ต้องยอมรับว่าการดูแลของยายอู๋นั้นหาความขาดตกบกพร่องมิได้

“คุณไตรกับแม่ดาวไปโร้จักไอ้บ่าวที่ตายนั่นได้ยังไงขรับ เห็นว่ามันเป็นคนจรมาทำงานในตลาดปลา”

จังหวะก้าวของผู้ถูกถามชะลอลงเล็กน้อย พยายามเสาะค้นเรื่องราว ทว่าไม่พบ ในที่สุดจึงตอบ “เรื่องมันยาวน่ะลุง” จากนั้นตัดบทไปว่า “นี่ผมว่า ตามนิสัยไอ้คนร้าย มันไม่น่าจะกลับมาอีกเร็วๆ นี้ แต่ทางที่ดี เดี๋ยวลุงโทร.บอกยายอู๋ให้ไปสมทบเราที่วัดเลยดีกว่า แล้วค่อยกลับมาที่นี่พร้อมกัน”

ผู้อาวุโสไม่ติดใจ รับคำแล้วหยุดรอแค่ข้างโถงหน้าอันละลานตาด้วยกระเบื้องปูพื้นสโตก-ออน-เทรนต์ โทนสีน้ำตาลรูปเหลี่ยมซับซ้อน ต่อเนื่องกันคล้ายภาพจากกล้องสลับลาย

การตกแต่งภายในตัวเรือนอาศัยหลักฮวงจุ้ย ชุดโซฟารับแขกสไตล์เก่าบุนวมสีชมพูซีด เดินลายรับกับลายกระเบื้องปูพื้น ด้านหลังคือตู้ไม้ติดกระจกตั้งชิดผนังเป็นระยะ ภายในเคยแสดงของสะสมจำพวกวัตถุโบราณสูงค่า ต่อมาของพวกนั้นถูกญาติๆ แบ่งกันไป

อ้อมฉากไม้ฉลุเข้ามาจะพบบ่อน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากลางเรือน เหนือขึ้นไปไม่มีหลังคาปิด น้ำฟ้าจึงตกลงมาเต็ม บ่อนี้ถูกออกแบบให้มีทางเชื่อมไหลเวียนไปสู่บ่อแห่งอื่นๆ รอบตัวเรือน และไม่เอ่อล้นขึ้นมาถึงพื้นทางเดิน อาอี๊เคยเถียงกันว่าน่าจะต่อเติมปิดหลังคาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เพราะเปิดไว้อย่างนี้ดูแลยากแถมยังอันตราย แต่สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ลงมติว่าบรรพบุรุษออกแบบมาดีแล้ว สายน้ำคือทรัพย์สินหลั่งไหลเข้าคลังอันอุดม ท้ายสุดหลังคาจึงยังเปิดรับแดดลม น่าสงสารก็แต่ยายอู๋ หลังฝนตกทีคงต้องเกณฑ์คนมาเช็ดทำความสะอาดกันยกใหญ่

บันไดไม้ทอดขึ้นชั้นบนอยู่ห่างจากมุมบ่อมาไม่ไกล ระหว่างเดินขึ้นไปไตรตรึงษ์จึงสัมผัสละอองน้ำเย็นชุ่ม ฟ้าหลัว แต่ก็ยังมีแสงเล็ดลอดลงมาพอให้เขาไม่ต้องเปิดไฟ

ครั้นถึงชั้นบน ระเบียงด้านในแล่นล้อมพื้นที่โล่งกึ่งกลาง พื้นเป็นไม้แผ่นโตขัดเรี่ยมจนต้องเดินระวัง ผนังเรียงรายไปด้วยประตูสำหรับเปิดสู่ห้องพักเจ้าของบ้าน เฉพาะด้านหน้าไม่ถูกกั้นห้อง เว้นเป็นโถงนั่งเล่น มองเข้าไปยังเห็นชุดเก้าอี้มุกที่ตั้งอยู่บนพรมแดงสดกลางโถง ผนังซ้ายขวาประดับภาพวาดขนาดมหึมาของบรรพบุรุษในชุดจีนจักรพรรดิ ข้างใต้คือชุดโต๊ะหยกเตี้ยๆ และประดางานสลักปูนปั้น แม้แต่โทรทัศน์เครื่องใหญ่และชุดเครื่องเสียงก็อยู่ในตู้ไม้สลักลายเข้ากันกับเครื่องเรือนชิ้นอื่นๆ

ใช่แล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งมวลล้วนสำแดงความยิ่งใหญ่ของตระกูลฝั่งหม่าม้า ว่ากันว่าบรรพบุรุษของเขาหนีความข้นแค้นจากแผ่นดินใหญ่มาเป็นกรรมกรอยู่ในด้ามขวานสุวรรณภูมิ ทำการเกษตรและค้าขายจนมีทุนร่วมล่องกำปั่นค้าดีบุก รังนก และเครื่องเทศ กระทั่งต่อมาขยายกิจการไปยังเหมืองแร่

ความยิ่งใหญ่อันสืบทอดมานี้เอง ชักนำผู้มีข้อพิพาทต่างๆ มาให้เหล่ากงช่วยแก้ไข ครั้นคนศรัทธามากเข้า แกจึงแนะให้ตั้งสมาคมเพื่อคนภาษาเดียวกันได้เกื้อกูลกัน เน้นว่ารายที่มีทรัพย์มากก็จ่ายค่าสมาชิกรายปีมากหน่อย แล้วนำดอกผลที่ได้ไปเจือจานคนแต้จิ๋วที่ด้อยโอกาสกว่า ตระกูล ‘วิไลวุฒิ’ จึงเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในพื้นที่มาจวบปัจจุบัน

ไตรตรึงษ์เริ่มจำความได้สมัยที่นางซิ่วกีแก่ตัวลงมาก อาม่าของเขาวางมือจากธุรกิจแล้วใช้บั้นปลายชีวิตอยู่แต่กับบ้าน ถึงกระนั้นเขายังได้ยินเสียงยกย่องเสมอ ว่าอาม่าคือสตรีที่ฉกาจฉกรรจ์ในแวดวงการค้า แกมองอะไรขาดเป็นเปลาะๆ ผลประโยชน์ต่อให้เล็กน้อยแค่ไหนก็ไม่เคยเล็ดลอดอุ้งมือไปได้ ไตรตรึงษ์นึกภาพไม่ค่อยออก กระทั่งวันที่อาม่าได้เจอไอ้โคร่งนั่นละ สายตาที่แกมองมัน เป็นสายตาซึ่งมิได้มองเห็นเพียงภาพปัจจุบัน แต่กว้างไกลไปกว่านั้น

น่าเสียดายที่คราวนี้อาม่ามองพลาด…

เขาถอนหายใจขณะมองภาพวาดบนกรอบใหญ่ที่ดูไม่เห็นเหมือนอาม่าตรงไหนเลย จากนั้นเบนสายตาไปยังบานประตูตรงมุมซ้ายด้านหน้าตัวเรือน ห้องของเขา…

น่าแปลก ข้างในไม่รู้สึกอับหรืออบอ้าวมากเท่าใจคิด หน้าต่างกระจกช่วยให้ภายในห้องไม่ถึงกับมืด เตียงไม้สี่ขาขนาดใหญ่ตั้งโดยขยับหัวเตียงชิดผนังกึ่งกลางห้อง ฟูกลาดผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับปลอกหมอน เครื่องเรือนตั้งแต่ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางหนังสือ ฯลฯ ล้วนเป็นไม้เข้าชุดกันทั้งหมด

เนื่องจากมีความในใจเร่งร้อน ชายหนุ่มจึงไม่ได้เพ่งมองอะไรเพื่อไขลิ้นชักความหลัง รีบเลิกเสื้อ ปลดกางเกง ชู้ตแต่ละชิ้นลงในตะกร้ามุมห้อง การเคลื่อนไหวผิดจังหวะบังคับให้กล้ามเนื้อส่งกระแสจี๊ดหนึบขึ้นมาอีกจนตัวแอ่น ปิดตา หน้าเหย

สองวันก่อนไตรตรึงษ์ไปเล่นตะกร้อกับเพื่อนตำรวจ สน. เดียวกัน กล้ามเนื้อของเขาอักเสบ ต้องแปะกอเอี๊ยะแก้ปวดไว้ตรงกลางหลังฝั่งขวา กอเอี๊ยะญี่ปุ่นนุ่มและแนบเนื้อช่วยให้อาการดีขึ้นมากจนหลายครั้งลืมตัว มาไกลถึงนี่ไม่รู้จะหาซื้อแผ่นใหม่มาเปลี่ยนได้รึเปล่า

คิดดังนั้น คนปวดค่อยประคองตัวคืนอิริยาบถ ตัดสินใจไม่แกะแผ่นแก้ปวด เดี๋ยวเลี่ยงน้ำแทนละกัน เปิดตามาก้มจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟนในมือข้างหนึ่ง อาศัยนิ้วโป้งเอื้อมกดหาข้อมูลที่สนใจในโลกอินเทอร์เน็ต

เหมือนข่าวใหญ่อื่นๆ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นที่นี่มีคนติดตามมากมาย จากบรรยากาศตรึงเครียดเพราะความโหดร้าย ในเว็บบอร์ดและสื่อโซเชียลต่างๆ เริ่มกลายเป็นสนามประลองปัญญาของนักสืบสมัครเล่น หน่วยงานนานาโดยเฉพาะเหล่านักวิชาการ แบ่งพื้นที่จากการวิพากษ์ละครประวัติศาสตร์หันมาโหนกระแสใหม่อย่างทันท่วงที ตลอดมาไตรตรึงษ์ไม่ได้ให้ความสนใจมากกว่าปกติ จึงไม่ได้ขวนขวายเข้ามาดู ค่าที่ประเมินต่ำว่าเป็นการจับแพะชนแกะเสียแหละมาก ทว่าเวลานี้ เขากำลังอยากได้คำตอบ คำตอบอันอยู่เหนือวิสัยซึ่งตัวเองจะพอรู้

ถอดกางเกงในกับถุงเท้า เจ้าของห้องเดินโทงๆ ไปเปิดตู้เสื้อผ้า ตั้งใจจะหยิบชุดใหม่ออกมา ทว่าด้วยความเคยชิน ปรายตาเปลี่ยนไปหาผ้าขนหนูแทน

เมื่อยังเล็ก เด็กชายกบี่ขี้โรคเหลือหลาย แม้โตขึ้นอะไรๆ จะเปลี่ยนไป เขาก็ยังฝังใจคำอาม่า อาหนูโดนฝนข้างนอกมา ต้องรีบอาบน้ำต้มหัวหอมแล้วก็สระหัวรู้มั้ย ม่ายงั้นหวัดจะถามหา เย็นนี้ไม่มีน้ำต้มหัวหอม แต่เครื่องทำน้ำอุ่นน่าจะพอประทัง

ดึงผ้าขนหนูออกมาพาดไหล่ข้างหนึ่ง กระจกเงาสะท้อนภาพรูปร่างกำยำอันกอปรด้วยมัดกล้ามกำลังดี ไม่มีส่วนไหนใหญ่หรือเล็กจนเกินไป ผิวสีอ่อนเรียบตึงทุกตารางนิ้ว มีเพียงแผ่นแก้ปวดสีขาวแปะอยู่ด้านหลัง หากเป็นทุกครั้งคนค่อนข้างสำอางคงต้องหยุดชะโงกดูจุดนั้นจุดนี้ ทว่าหนนี้ไม่มีความสนใจเหลือพอสำหรับเรื่องอื่น

นิ้วโป้งสีชมพูไถหน้าจออีกที ความคิดย้อนกลับไปจุดที่สุริยันทิ้งท้าย

ลายเซ็นของคนร้ายไม่ได้มีแค่โทษจากกฎหมายตราสามดวง!

ข้อนี้ไม่น่าแปลกใจ โดยปกติเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขยักข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษารูปคดีอยู่แล้ว เฉพาะอย่างยิ่งคดีลักษณะนี้อาจมีบุคคลภายนอกหรือมือที่สามฉวยโอกาสด้วยเหตุส่วนตัว หนทางสืบหาคนร้ายตัวจริงจะยิ่งยากลำบาก หลักฐานบางอย่างที่ถูกเก็บลับไว้นี่เอง จะเป็นตัวช่วยคัดกรองว่าเหตุการณ์ไหนจริงหรือแค่พรางตา

ตอนนี้ คำถามที่ผุดมาจึงได้แก่ (1) อะไรคือหลักฐานชนิดนั้น และที่สำคัญ  (2) ตำรวจรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือเบาะแสที่คนร้ายจะใช้เชื่อมโยงความ ‘ต่อเนื่อง’ หรือที่แท้คนพวกนั้นรู้ตั้งแต่คดีศรีบวรว่าจะมีเหตุร้ายตามมาอีก!

นอกจากไอ้โทษสถานบ้าๆ เหล่านี้ ยังมีอะไรชัดเจนพอที่จะทำให้ตำรวจใน สภ. บ้านหลาวฉุกใจ!

เปิดประตูสู่ห้องน้ำขนาดย่อม ภายในตกแต่งด้วยกระเบื้องสีอ่อน คนล่อนจ้อนก้าวไปหยุดในห้องกระจกสำหรับอาบน้ำ กระตุกผ้าขนหนูจากบ่าพาดราว จากนั้นหันรีหันขวาง หาที่เหมาะๆ สำหรับวางโทรศัพท์มือถือเพื่อดูไปด้วยระหว่างอาบ

น้ำร้อนจากฝักบัวช่วยให้ผิวและความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ไม่มาก ตลอดเวลากระทั่งตอนลงแชมพู ผู้หมวดยังหยีตาเพื่อดูหน้าจอชัดๆ

เท่าที่ได้อ่าน กฎหมายตราสามดวง ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จวบกระทั่งการปฏิรูประบบกฎหมายและศาลตามอย่างยุโรปในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ยกเลิกไป ในประมวลกฎหมายฉบับนี้มีการแบ่งหมวดหมู่มากมาย เฉพาะพระไอยการได้แก่ พระไอยการทาษ พระไอยการลักภาลูกเมีย / ผู้คนท่าน พระไอยการลักขณโจร พระไอยการกระบดศึก เป็นอาทิ

ขณะที่โทษโหดทั้งหมดนั้นถูกยกมาจากส่วน ‘พระไอยการอาชาหลวง’ (หรือ พระอัยการอาชญาหลวง) ซึ่งนับเป็นแม่แบบกำหนดโทษของพระไอยการอื่นๆ ทั้งหมด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น ‘กฎหมายตั้งเมือง’ พูดถึงผลจากการล่วงละเมิดพระราชอำนาจต่างๆ ตลอดจนความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือกระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐกับกิจการพระมหากษัตริย์ อันจะต้อง ‘ระวางโทษ’ คือกำหนดขนาดหรือขอบเขตโทษแตกต่างกันไป ตามคติความเชื่อและค่านิยมในสมัยนั้น

ทั้งนี้ เบื้องต้นกำหนดโทษไว้สิบสถาน (1) ฟันคอ ริบเรือน ริบราชบาตร (1) (2) ตัดมือตัดเท้าจำตรุ (3) ทวน (ตี) ด้วยลวดหนังหรือหวาย นำไปประจานแล้วจำตรุ (4) ปรับไหมสี่เท่า แล้วให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้าง คือแรงงานเกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้างหลวง (5) ปรับไหมสามเท่า แล้วให้ออกจากราชการ (6) ปรับไหมสองเท่า แล้วนำตัวไปประจาน (7) ปรับไหมหนึ่งเท่า แล้วให้ชดใช้สิ่งของที่เสียหาย (8) ตัดปาก แหวะปาก เอามะพร้าวห้าวยัดปาก (9) ภาคทัณฑ์ และ (10) กดอุเบกษา (2)  

อย่างไรก็ตาม นอกจากโทษสิบสถานข้างต้น ในตอนท้ายของพระไอยการอาชาหลวงยังมีบทบัญญัติ ‘พิเศษ’ ต่างหาก — บทอันว่าด้วยการประหารอย่างโหดร้ายทรมานทั้ง 21 สถาน ซึ่งไอ้คนร้ายในคดีนี้ยกมาใช้!

หรือว่า เหยื่อที่ถูกฆ่าตายทั้งหมดจะกระทำความผิดตามโทษข้อนี้?

ด้วยวิสัยใจร้อน ชายหนุ่มยื่นมือข้างที่ยกสูงป้องกันเปียกไว้แต่ต้น เขี่ยนิ้วลงบนหน้าจอสมาร์ตโฟนเพื่อเร่งไขข้อข้องใจ

ปรากฏว่า โทษพิเศษดังกล่าวมิได้ระบุไว้สำหรับความผิดใดชัดเจน เป็นแต่กำหนดขอบเขตกว้างๆ

ตาหยีกันน้ำกลอกไปมา ขณะปากพึมพำอ่านตาม

“สำหรับผู้ที่ทำการกระบดต่อพระมหากษัตริย์ ทำความผิดต่อบ้านเมือง ก่อความไม่สงบโดยคุมคนปล้นตีบ้านเมือง คนที่เผามณเฑียรสถานราชนิเวศน์ เข้าปล้นหรือเผาวัด จับภิกษุ สามเณร หรือชาวบ้านกระทำทรมานสาหัสเพื่อเอาทรัพย์ คนที่ฆ่าบิดามารดาคณาญาติและครูอุปัชฌาย์จารย์ คนที่นำพระพุทธรูปหรือพระสธรรมมาทุบตียีย่ำทำลามก คนที่ลักทารก ตัดมือเท้า หรือตัดคอทารกเพียงเพื่อเอาเครื่องประดับกำไล”

ทั้งหมดจบลงแค่นี้ แต่ไม่มี ไม่น่าจะมีข้อไหนตรงกับเหยื่อในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี่เลย!

คนที่พอเข้าเค้าคือ ไอ้ทิศ จเร หลี่แชหลานสาวมาเฟีย สารวัตรพรตผู้คดบ้านกินเมือง และ… อาจรวมถึงนนทกา ทว่ากรณีนางพยาบาลศรีบวรนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าหล่อนเป็นนางฟ้าของผู้ยากไร้ แล้วไอ้โคร่งก็ยิ่งต้องตัดไป นอกจากยีย่ำทำลามกกับเขา มันคงไม่กล้าไปทำกับคนอื่น

งั้นคนร้ายเลือกเหยื่อจากอะไร

เหนือกว่านั้น ทำไมมันจะต้องเลือกใช้โทษพิเศษ 21 ประการ

บีบครีมอาบน้ำ ลูบลงตามลอนกล้ามเนื้อ เว้นรอบๆ ช่วงปิดกอเอี๊ยะ ขณะนิ้วมือข้างเก่ายังไล่หาเรื่องราวน่าสนใจ

ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ลงไว้เหมือนคัดลอกกันมา บอกเพียงว่าเป็นโทษประหารแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้ระบุข้อมูลมากกว่านั้น ในที่สุดเขาจึงกลั้นใจดาวน์โหลดไฟล์ต้นฉบับแบบ PDF ของประมวลกฎหมายตราสามดวงในอินเทอร์เน็ตมาอ่าน

ภาษาเก่าเข้าใจยาก แต่ก็ไม่ถึงกับทำความเข้าใจไม่ได้ ชายหนุ่มพบสิ่งที่น่าสนใจสองข้อ

หนึ่ง ที่แท้ในต้นฉบับ โทษทั้ง 21 สถานไม่ได้ถูกเรียงไว้อย่างมีนัยสำคัญดังที่ฉบับคัดลอกทั้งหลายจัดไว้เป็นข้อๆ นี่หมายความว่าโทษทั้งหมดไม่ได้เรียงตามความผิดหนัก – เบา นอกจากเจ็ดข้อที่ไอ้คนร้ายใช้ไปแล้ว ข้อที่เหลือได้แก่

นอกจากนี้ โทษลักษณะพิเศษ ยังมีที่ระบุต่างหากสำหรับผู้ละเมิดพระราชอาชญาและพระราชกำหนดบทพระอัยการ ผู้กระทำตนเป็นโจรปล้นบ้านเรือน หรือย่องเบาตีชิงล้วงลักทรัพย์ผู้อื่น โดยให้ลงโทษเบาลงมา แบ่งเป็น 11 สถาน คือ (1) ทวนด้วยหวาย (2) ตัดนิ้ว (3) ตัดเท้าสองข้าง (4) ตัดมือและเท้าทั้งสองข้าง (5) ตัดหูสองข้าง (6) ตัดจมูก (7) ตัดจมูกและหูทั้งสองข้าง (8) ตัดปากแหวะปาก (9) เสียบทั้งเป็น (10) ตัดหัว (11) จำห้าประการใส่คุกไว้

ทั้งหมดนี้ รวมกับโทษหนักอีก 21 สถานข้างต้นเป็น 32 สถาน

32 สถานที่ยังดูไม่เกี่ยวอะไร!

สิ่งที่ไตรตรึงษ์คาดว่าจะเกี่ยว คือคำประหลาดอีกคำที่เพิ่งสะดุดตา

————————————-

เชิงอรรถ : 
(1) ราชบาตร หมายถึง คำสั่งหลวง การริบราชบาตร คือการยึดทรัพย์สมบัติข้าทาสบริวารในครอบครองของผู้ต้องโทษให้ตกเป็นของหลวง
(2) หมายถึงการวางเฉย กล่าวคือ แสดงอาการรู้ว่าผิดแต่ไม่ลงโทษ หรืออาจเทียบได้กับการรอการกำหนดโทษในปัจจุบัน 
(3) จากกฎหมายตรา ๓ ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม ๒  

 

Don`t copy text!