ลิงพาดกลอน บทที่ 14 : เปิดตัวผู้ก่อเหตุ

ลิงพาดกลอน บทที่ 14 : เปิดตัวผู้ก่อเหตุ

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

ไตรตรึงษ์ตื่นเช้ากว่าที่ตัวเองคาด เขานอนนิ่งในท่าเก่าอยู่บนตั่งมุกคล้ายเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ ไม่นานจึงดึงผ้าห่มออกจากตัวแล้วก้าวไปอาบน้ำแปรงฟัน

ตอนที่ลงมาข้างล่าง ยายอู๋ขับรถไปทำงานแล้ว ลุงสมบอกว่าสาวเจ้าเตรียมข้าวต้มไว้ให้ นายหนุ่มจะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะลุงกลัวถูกยายอู๋บ่น เขาจึงอาศัยรีบกินแล้วรีบให้แกพาออกมายัง สภ. บ้านหลาว

ความพยายามสงบใจสิ้นไปทันทีเมื่อทราบข่าว วันนี้ ร.ต.ต. สุริยันออกไปทำภารกิจข้างนอกแต่เช้า และยังไม่รู้ว่าจะกลับเข้ามาเมื่อไร เป็นอันแน่ใจว่ามันจงใจหนีหน้าเพื่อกระพือความอยากรู้ของเรา!

ไตรตรึงษ์อยากโทร.ไปคาดคั้น หากรู้ว่านั่นจะไม่ได้ผล ลองอีหรอบนี้ ไอ้ยันคงพิโยกพิเกนเล่นเอาเถิดเจ้าล่อเพื่อก่อกวนเขาอีกยกใหญ่

ชายหนุ่มชั่งใจ ก่อนแจ้งความประสงค์แก่เจ้าพนักงานประจำโรงพัก “ผมขอเข้าพบผู้กำกับปีย์แทนแล้วกันครับ”

ระหว่างก้าวตามเข้าไปด้านใน สื่อมวลชนที่ออกันอยู่หน้าทางเข้าหันมองเขาด้วยความกระตือรือร้น เชื่อเลยว่า ขาออกเขาคงหนีไม่พ้นไมค์และเลนส์กล้องของคนพวกนี้อีกจนได้

พ.ต.อ. ปีย์ นั่งหัวเราะพลางเขี่ยหน้าจอสมาร์ตโฟนอยู่ในห้องทำงานอันถูกเปิดเครื่องปรับอากาศไว้เย็นฉ่ำ ครั้นเห็นหน้าไตรตรึงษ์ก็เผยยิ้มกว้างจนรอยจีบพับท้ายหางตา “มาแต่เช้าเชียวหมวด ได้ไปกินของอร่อยๆ ในบ้านหลาวบ้างรึยังนี่”

ไตรตรึงษ์ขัดตาท่าสบายอารมณ์ที่เจ้าของห้องแสดงออก ถ้าให้เดา คดีร้ายที่เกิดในบ้านเขาคงยังไม่คืบ นี่ถ้าตกที่นั่งเดียวกับเจ้าตัว ไตรตรึงษ์คงกระอักกระอ่วนมากกว่าที่จะต้องรายงานประชาชนผู้เดือดร้อนว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นตนยังทำอะไรไม่ได้

แต่เพราะมีเรื่องสำคัญซึ่งต้องอาศัยท่านผู้กำกับ ชายหนุ่มจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ลดกายนั่งเก้าอี้เบาะนุ่มฝั่งตรงข้ามโต๊ะตามที่อีกฝ่ายผายมือ ตอบเรียบ “กินมาจากบ้านแล้วครับ ผมมาที่นี่เพราะมีเรื่องอยากปรึกษาผู้กำกับ”

“ว่ามาได้เลย” คนนั่งด้านในโต๊ะเลิกคิ้วยิ้ม ยกมือทั้งสองข้างขึ้นน้อยๆ ระดับอกแสดงความเต็มใจ ขณะเดียวกันก็ย้ำอาการไม่รู้ไม่ชี้ว่าตนกำลังหลงลืมหน้าที่ของตัวเอง

“ผมเข้าใจว่าอาจต้องรอผลการตรวจสอบเรื่องเมื่อวาน” ผู้เป็นแขกแสร้งทบทวนความทรงจำ ซึ่งยังคงไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหรือแสดงการรับรู้ใดๆ นอกจากพยักฟังตาใสคล้ายนั่นไม่ใช่สาระสำคัญ

ไตรตรึงษ์จึงว่าต่อ “ผมอยากฟังเรื่องที่เมื่อวานยังค้างอยู่ครับ”

คำของสุริยันลอยขึ้นมา ลายเซ็นของไอ้คนร้ายไม่ได้มีแค่โทษจากกฎหมายตราสามดวง!

อย่างไรก็ดี ที่หลุดปากไปเป็นอีกอย่าง “ความตายของนายแชน”

เป็นตามคาด สิ่งที่ได้ฟังช่วยให้อีกฝ่ายเอนหลังพิงพนักอย่างสบายตัวขึ้น สบายตัวพอจะไม่ตั้งป้อมระวัง

ท่านผู้กำกับถึงกับหัวเราะขำ “แปลกใจที่หมวดติดใจคดีไอ้เจ้านั่นขนาดนี้ ถามมาสิ” คนพูดโบกนิ้วชี้เร็วๆ แทบเหมือนปัดแมลงวัน “ผมไม่มีอะไรปิดบังหมวดอยู่แล้ว”

ไตรตรึงษ์ยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ยากจะแยกแยะว่ากำลังยิ้มหรือแค่เม้มปาก

“เท่าที่รู้ ไฟไหม้ศาลเจ้าจี้กงราวสี่ทุ่มกว่า เวลานั้นไม่น่ามีใครเดินผ่านไปที่นั่น–”

“โดยเฉพาะระยะหลังที่นายเลื่อนหายตัวไปแล้วไม่มีใครเฝ้าศาล” ผู้ถูกถามพยักพลางต่อประโยคให้

“นั่นซีครับ แต่เมื่อวานสุริยันย้ำว่าเห็นกับตาว่าเหยื่อคือนายแชน ทั้งที่จุดที่พบซากกระดูกของนายแชนน่ะอยู่แถวบ่อเลี้ยงปลาในซอกด้านหลังศาลเจ้า ลูกน้องของผู้กำกับเข้าไปทำอะไรเหรอครับ ถึงเห็นชัดขนาดนั้น”

“ต้องให้เครดิตไอ้ยันมัน เสียดายแค่เสือกไปช้าเกิน ไม่งั้นเราอาจปิดคดีบ้าๆ นี่ได้แล้ว”

“หมายความว่ายังไง” หนังตาของเขากระตุก ไม่รู้เพราะเมื่อคืนนอนน้อยหรือเนื่องจากลางสังหรณ์

พ.ต.อ. ปีย์วางแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะฝากระจกอันกว้างใหญ่ พื้นที่วงแขนก็วาดไว้กว้างอย่างจะแสดงถึงอำนาจและความภาคภูมิใจ มือสองข้างประสานกันด้านหน้า ปลายนิ้วมือข้างหนึ่งตีหลังมืออีกข้างราวกับรื่นรมย์เหลือคณนา แม้แต่ใบหน้าบวมก็ยิ่งบวมเพราะยิ้มเชื่อม

“คนข้างนอกมันด่าเราซะไม่มีดี หาว่าตำรวจโง่บ้างละ ย่อหย่อนจนตามตูดไอ้คนร้ายไม่ทันบ้างละ แต่จริงๆ น่ะ เราตามมันทันตลอด เพียงแต่ก้าวสุดท้ายมักมีอะไรมาขัดขวางซะก่อนทุกครั้ง”

ต้องยอมรับว่าไตรตรึงษ์ไม่ให้เครดิตคนตรงหน้ามากนัก หากถึงอย่างไรก็ยังนิ่งฟัง

“ไอ้คนร้ายอาจจะระวังตัวจนเราแทบตามรอยมันไม่ได้ เหมือนจู่ๆ มันก็หายตัวโผล่เข้าไปฆ่าเหยื่อในจุดเกิดเหตุได้เหมือนภูตผีปิศาจ แต่มันเป็นคนไงหมวด มันเป็นค้น! ต่อให้ระวังยังไงก็ต้องเหลือร่องรอยให้เราตามตัว”

ระหว่างที่คนพูดพยายามโฆษณาตัวเอง ผู้ฟังตรึกตามจนพอรำลึกได้ “จำได้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายที่ตำรวจเคยเก็บได้ คือรอยเท้าข้างบ้านนายทศทิศ?”

น้ำจากท่อแตกในลานบ้านไหลสู่บริเวณศาลา ที่ซึ่งไอ้ทิศใช้นั่งก๊งเหล้ากับไอ้เรในคืนสุดท้ายของชีวิต น้ำนั้นซึมออกนอกรั้วต่อมาสู่ที่ดินรกเรื้อด้านข้าง ณ ที่นั้นเองปรากฏรอยเท้าสองรอย คาดว่าเป็นของชายร่างใหญ่ผู้ไม่มีขนาดและลักษณะพื้นรองเท้าตรงกับคนในคิวและในตลาดหลาวสักราย

“หมวดเก่งมากที่ยังจำได้” พ.ต.อ.ปีย์หัวเราะชื่นชม “เราพบรอยเท้าลักษณะเดียวกันที่โกดังเก็บน้ำมันปาล์มเถื่อนที่ไอ้พรตตาย”

โกดังน้ำมันปาล์มเถื่อนตั้งอยู่ในสวนยางพารา พื้นคงเป็นดินที่น่าจะประทับรอยเท้าใครต่อใครได้ไม่ยาก

“ที่นั่นค่อนข้างชัดเพราะไม่มีใครอื่นเข้าออกนอกจากไอ้แก๊งพวกนั้น และหลังจากตรวจดูแล้ว ไม่มีใครในพวกมันเป็นเจ้าของรอยเท้าที่ว่า”

“หมายความว่า คนร้ายตามสารวัตรพรตไปที่นั่นด้วย?!” ดวงตาของคนถามกลอกลานไปมาอย่างพยายามครุ่นคิด “แต่ที่นั่นไม่ใช่ใครจะเข้าไปกันง่ายๆ ไม่ใช่เหรอครับ”

“ง่ายไม่ง่ายก็มีแล้วน่ะหมวด แถมพอฆ่าไอ้พรตเรียบร้อย มันยังใช้เศษสังกะสีจี้หัวหน้าคนงานให้ขับพาออกไปส่งข้างนอกด้วย–”

“ดะ… เดี๋ยวนะครับ” ไตรตรึงษ์พยายามปะติดปะต่อกับสิ่งที่สุริยันเล่าค้างเมื่อวาน “ผู้กำกับหมายถึงนายวิชิต นี่สรุปว่าที่นายวิชิตพูดเป็นความจริงเหรอครับ!”

“จริงซีหมวด นี่ไปฟังใครเล่าครึ่งๆ กลางๆ มาล่ะ” คนพูดจงใจไม่เท้าความถึงเรื่องที่อดีตลูกน้องคู่ใจมีส่วนพัวพันกับแก๊งทำผิดกฎหมาย แม้น่าจะเดาได้ว่าตอนนี้ไตรตรึงษ์ปรุโปร่งแล้ว

พ.ต.อ. ปีย์ข้ามไปยังอีกหัวข้อ “หลังจากจับเจ้าวิชิตได้ เราตรวจพบว่าโทรศัพท์ของมันมีข้อความจากไอ้พรตสั่งให้เตรียมถังต้มน้ำมันรอไว้จริงๆ แล้วโทรศัพท์เครื่องต้นเรื่องก็ยังอยู่ที่ศพไอ้พรตนั่นละ!”

เลือดในกายผู้ฟังละม้ายเย็นเฉียบขึ้นมา คนร้ายสามารถใช้โทรศัพท์ที่อยู่กับตัวสารวัตรพรต แถมยังเดินทางเข้าไปถึงโกดังลับได้ทั้งที่ไม่น่าจะมีใครผ่านเข้าไปง่ายๆ หรือนี่จะหมายความว่า…

“ผู้กำกับครับ แล้วตอนที่สารวัตรพรตขับรถเข้ามา มีคนงานเห็นว่าในรถมีใครอีกบ้างรึเปล่า”

“ไอ้ยันถามแล้ว”

คนพูดดูจะตั้งใจหมายความแทนคำ คนของเราเองก็ ‘คิด’ ได้

“ไม่มีใคร พวกคนงานยืนยันว่าตอนเข้ามา ไม่เห็นใครอยู่ในรถนอกจากไอ้พรต”

“แต่หลังจากตำรวจตามเข้าไปตรวจ ปรากฏว่ามีร่องรอยคนแอบขึ้นไปอยู่บนนั้น?!”

“หมวดเดาถูก”

และนั่นหมายความว่า คนร้ายน่าจะไม่ใช่คนรู้จักของสารวัตรพรตมาก่อน!

มันลอบเข้าใกล้ตั้งแต่ก่อนที่สารวัตรพรตจะเดินทางไปโกดัง ถึงกับแอบใช้โทรศัพท์ของรายนั้นส่งข้อความสั่งให้นายวิชิตเตรียมการแปลกๆ จากนั้นก็แอบขึ้นรถ รอเวลาที่เหยื่อจะขับพาไปถึงที่หมายซึ่งมัน ‘เลือก’ ไว้ แล้วระหว่างที่ใครๆ ถูกตะเพิดจนไม่กล้าเข้าหน้าสารวัตรพรต มันก็ลอบออกจากเงามืด โผล่มายืนหน้าห้องทำงานกระจก ไม่จำเป็นต้องหาทางเข้าไป เพราะสามารถใช้จิตวิทยาสั่งการให้เหยื่อกระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยวิธีอันแสนหฤโหด

ราดตัวเองด้วยน้ำมันเดือด จากนั้นล้วงปืนพกขึ้นมายิงตัวตาย!

“เคสไอ้พรตคงเป็นเรื่องยากสำหรับมัน ไอ้คนร้ายเลยลืมระวังตัวและทิ้งร่องรอยไว้หลายอย่าง ทั้งรอยเท้า ทั้งลายนิ้วมือบนรถของไอ้พรต รถที่จี้ให้ไอ้วิชิตช่วยพาหนี แล้วที่สำคัญ การปล่อยไอ้วิชิตมา ก็กลายเป็นทิ้งพยานปากสำคัญให้เราสาวถึงมันได้ไม่ยาก”

จบคำ พ.ต.อ.ปีย์หยิบแฟ้มหนึ่งออกจากลิ้นชักที่ก้มหาอยู่นาน ครั้นเปิดออก ปรากฏว่าด้านในแสดงภาพสเกตช์ของคนร้าย

ใช่ เป็นอย่างที่ไตรตรึงษ์กลัว ปะติดปะต่อจนตามทันและเริ่มกลัว!

แผ่นกระดาษแสดงรูปจำลองของชายหนุ่มรูปหน้าได้สัดส่วน ผมทรงรากไทร มีไรหนวดและไรเคราบางๆ หากมองผาดก็อาจไม่เห็นชัด และหรือถ้าคนอื่นมองก็อาจไม่แน่ใจ ทว่าด้วยสายตาของไตรตรึงษ์ ไม่มีวันที่เขาจะไม่รู้

นี่คือไอ้โคร่ง!

คงเพราะสังเกตอาการตกใจของเขาได้ เจ้าของแฟ้มจึงพูด “คนที่หมวดบอกว่ารู้จัก มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องทั้งหมดนี่!”

พ.ต.อ. ปีย์กลืนน้ำลายแล้วเล่าต่อ “ลายนิ้วมือของนายแชน ตรงกับลายนิ้วมือบางส่วนที่เราเก็บได้จากเรือที่คุณหลี่แชตาย”

“ระ… เรือของไอ้เร?”

“ใช่หมวด ตอนที่นายจเรเห็นศพคุณหลี่แชบนเรือ หมอนั่นท่าจะกลัวจนขนหัวลุก แทนที่จะบอกตำรวจก็กลับตัดสินใจขับเรือเอาศพไปถ่วงทะเลแล้วเก็บทุกอย่างเป็นความลับ ความลับนี้คงจะตายไปพร้อมกับมัน ถ้าไอ้คนร้ายไม่ส่งรูปผู้ตายมาให้เรา ไอ้ยันมันจำได้ว่าสถานที่ในรูปคือเรือเพื่อนเก่า เลยพาคนขึ้นไปตรวจเก็บหลักฐานแล้วก็สืบพยาน–”

เมื่อนั้น เสียงเล่าของสุริยันเมื่อวันก่อนดังแทรกขึ้นในมโน

‘คนในท่ากับคนละแวกนั้นบอกตรงกันอย่างหนึ่ง ช่วงราวๆ แปดโมงสี่สิบ มีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ท่าเรือ’

“–ไอ้ยันมันว่าแถวๆ ที่วางศพน่ะถูกเช็ดจนเรี่ยมเลย แต่บริเวณอื่นๆ ก็ยังพอมีรอยนิ้วมือให้เก็บเป็นหลักฐานไว้บ้าง เราแยกพบว่านอกจากของนายจเรกับลูกน้อง ยังมีอีกลายนิ้วมือที่ไม่ตรงกับใคร จนมารู้เรื่องนายแชนนี่ละ ถึงตรวจเจอว่าเป็นลายนิ้วมือเดียวกัน

“ตอนนั้น ไอ้ยันรับอาสาไปสืบเรื่องหมอนี่เองเลย มันว่าตอนไปทำคดีจเร เคยเห็นคนหน้าตาคล้ายๆ คนในรูปสเกตช์อยู่แถวตลาดปลา แหม้! ไม่คิดว่าโลกจะกลมจริงๆ นะหมวด ปรากฏว่าพอใช้รูปนี้ไปสืบต่อ พยานแวดล้อมในคดีหลี่แชก็ยืนยันว่าเคยเห็นคนหน้าตาแบบนี้มาป้วนเปี้ยนอยู่เมื่อวันเกิดเหตุ แถมคนในวัดที่จัดงานศพนายทศทิศ ก็พูดเหมือนกันว่าคนในรูปเข้ามาด้อมๆ มองๆ คืนที่นายจเรไปร่วมงานด้วย ท่าทางมันคงจ้องหมอนั่นตั้งแต่ตอนนั้น”

ไตรตรึงษ์เม้มปาก พยายามไม่กัดกรามแสดงอาการลมออกหูต่อตาคนตรงหน้า ต้องหลบมือที่กำซ่อนอยู่ที่ตัก

นึกออกเลยว่าไอ้ยันทำอะไร!

ทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนเขา มันคงรีบแจ้นไปโน้มน้าวบุคคลแวดล้อมในที่เกิดเหตุคดีต่างๆ เพื่อให้คนเหล่านั้นหลุดปากแค่ว่า น่าจะใช่ แล้วมันก็ใช้คำเหล่านั้นเพิ่มน้ำหนักกดดาบไปที่ไอ้โคร่ง!

ใช่แล้ว ถึงบัดนี้ไตรตรึงษ์ก็ยังไม่เชื่อ — ไม่ใช่แค่ไม่อยากจะเชื่อ แต่ ไม่ – มี – ทาง – เชื่อ!  ว่าคนอย่างไอ้โคร่งจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องกระหึ่มเมืองนี่ได้ เขาแน่ใจว่าไอ้ยันก็รู้ แต่มันไม่สนใจ ในเมื่อนี่คือโอกาสสำคัญที่จะฉวยใช้ทำลายอริแต่ครั้งยังเยาว์!

สุริยันก็เหมือนเขา รู้ว่าไอ้โคร่งทำงานเป็นสายสืบ หน้าที่ของสายสืบย่อมพาไปข้องเกี่ยวกับเรื่องลบลับมากมาย หนนี้ เรื่องที่ไอ้โคร่งตามอยู่คงพาดใยไปยังคดีฆาตกรรมปริศนา มันจึงต้องเข้าไปพัวพันจนทิ้งหลักฐานชี้มาที่ตัวเอง เปิดโอกาสให้โดนตลบหลังอย่างนี้

จากหกคดี ไม่นับรวมคดีตัวมันเอง ตำรวจพบหลักฐานว่าไอ้โคร่งมีเอี่ยวเข้าไปแล้วถึงห้า (1) เจ้าของรอยเท้าข้างรั้วบ้านทศทิศ (2) ไปด้อมๆ มองๆ จเรในคืนก่อนที่รายนั้นจะถูกฆ่า (3) เป็นชายแปลกหน้าผู้ปรากฏตัวแถวท่าเรือในวันที่หลี่แชถูกนำศพขึ้นแสดงบนเรือจเร (4) เป็นผู้บังคับให้นายวิชิตพาหนีหลังจากที่สารวัตรพรตกลายเป็นศพ และ (5) จนถูกฆ่าไปแล้ว คนร้ายก็ยังหวนมาใช้บ้านเก่าของมันเป็นที่กักตัวเหยื่อ!

จากข้อมูลนี้ พบว่าเงาบุรุษปริศนาเกือบทุกคดีที่ไตรตรึงษ์เคยสงสัย ล้วนเฉลยกลายเป็นมัน!

เหลือแค่คดีเดียว นางพยาบาลศรีบวร

จะไม่แปลกใจเลย ถ้าสุดท้ายไอ้โคร่งจะกลายเป็นคนรักลับๆ ของเจ้าหล่อน!

คิดถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาผ่าวร้อนขึ้นมาเพราะบางเหตุการณ์ในห้วงคำนึง

‘ไอ้ลิงจะทิ้งพี่ไปมีเมียซะแล้ว ไม่คิดจะบอกกันบ้างเลยเหรอจ๊ะ’

‘อ๊ะ มึงก็รู้แล้วนี่’

‘หึ!’

อย่าบอกนะว่ามึงจะเอาคืนกูด้วยวิธีนี้!

จากภาพข่าวที่เคยเห็น ศรีบวรเป็นหญิงร่างป้อมหน้าตาน่ารัก คมคายอย่างสาวใต้ ขณะเดียวกันก็จิ้มลิ้มมีรอยยิ้มอันชวนให้โลกฉาย เรียกว่าเป็นสาวบ้านๆ แบบที่ไอ้โคร่งจะชอบได้ไม่ยากเลย

แต่กูนึกว่ามึงจะรสนิยมดีกว่านั้น!

เหยื่อแต่ละรายที่ถูกฆ่าล้วนมีเรื่องทึมเทาติดตัวมาทั้งนั้น ไตรตรึงษ์ไม่เคยเอะใจ แต่ตอนนี้เขาแทบปักใจเชื่อเลยว่านางพยาบาลศรีบวรก็จะไม่ใสสะอาดอย่างที่คาดแต่ต้น!

คนอย่างนี้เหรอที่มึงจะรัก!

ไตรตรึงษ์กะพริบตา รู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรก็ขัดหูขัดตาขึ้นมาทันที

ห้องนี้หนาวไป โต๊ะทำงานบ้านี่ก็ใหญ่เกิน มึงจะมีโต๊ะใหญ่ไปทำไมในเมื่องานไม่เดินวะ ไอ้ตะกละ! และที่มากที่สุด ขัดใจ โกรธ แค้น มากถึงขั้นมหาศาล — เขาอยากตั๊นหน้าสุริยัน มันรู้ทุกอย่าง! ระหว่างที่เล่าเรื่องต่างๆ ให้เขาฟัง ไอ้เหี้ยนั่นคงลอบหัวเราะเยาะในใจไม่รู้แล้ว คงสาแก่ใจที่ปั่นหัวเขาได้ทั้งที่จริงเรื่องทั้งหมดเกิดจากคนใกล้ตัว!

เสียงถอนหายใจแรงๆ ด้วยความเหนื่อยหน่ายของ พ.ต.อ. ปีย์ ดึงเขากลับมา คนถอนใจส่ายหน้า

“น่าเสียดาย ตอนที่ตามไปถึงในตลาดปลา นายแชนมันหนีหายไปซะแล้ว ไอ้ยันถึงกับไม่หลับไม่นอน ตามสืบจนไปเจอตัวอีกครั้ง แต่หนนี้ก็ยังไม่ทัน พวกคนร้ายมันคงรู้แกว เลยชิงฆ่าตัดตอนพวกเดียวกันไปซะก่อน”

“สุริยันคงรู้เรื่องเอาตอนเข้าด้ายเข้าเข็มพอดีเลยนะครับ ถึงไม่ทันแจ้งกำลังเสริมสักคน ตอนที่เข้าไปในศาลเจ้านั่น”

อีกฝ่ายไม่เท่าทันว่าเขาประชด ตอบหน้านิ่ว

“ใช่ ตอนที่เจอตัวนายแชนในศาลเจ้า ยันมันพยายามจะฝ่าไฟเข้าไปเอาตัวออกมา แต่นายแชนถูกผ้าชุบน้ำมันพันทั้งตัว จะขยับหนียังลำบาก ไฟกำลังจะลามไปถึงตัวมันเท่าๆ กับที่กำลังจะลามมาถึงตัวไอ้ยัน คนของผมเลยต้องหนีเอาตัวรอดก่อน จากนั้นเราส่งกำลังออกตามหาตัวคนร้ายที่จับนายแชนมาฆ่า

“ที่ตอนแรกเราตัดสินใจตอบนักข่าวไปว่าความตายของนายแชนไม่เกี่ยวข้องกับคดีต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เพราะเชื่อว่าตามมาถึงขั้นนี้ เราคงใกล้รวบตัวพวกมันได้เต็มที น่าจะไม่เกิดคดีอื่นตามมาอีก ไม่นึกว่าเรากลับไม่เจอหลักฐานอะไรเกี่ยวกับพวกมันเลย จนมาเกิดเรื่องที่บ้านหมวดเนี่ยละ วันนี้หมวดมานี่ก็ดีแล้ว อยากจะคุยด้วยเรื่องนายคนนี้อยู่พอดี หมวดไปรู้จักมันที่–”

คำท้ายสะดุดเพราะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เจ้าของโทรศัพท์ออกตัว “ขอโทษ” จากนั้นล้วงขึ้นเปิดดูหน้าจอ

พ.ต.อ.ปีย์ หน้าหดเคร่งขึ้นทันควัน กัดกรามนิดหนึ่งก่อนช้อนตามองไตรตรึงษ์

“เอาไว้เราค่อยคุยกันต่อนะหมวด ผมอยากเป็นคนคุยกับหมวดเอง แต่ตอนนี้พอดีมีเรื่องด่วน”

แขกจำต้องลุกจากเก้าอี้ตามมารยาท ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผู้กำกับปีย์รวบข้าวของแล้วก้าวออกจากห้องมาพร้อมเขา เจ้าตัวกระซิบเมื่อเห็นพวกผู้สื่อข่าว “รำคาญพวกนี้ชะมัด!” จากนั้นรีบสาวเท้ายาวๆ ลับไปทางจุดจอดรถของเจ้าหน้าที่ ทิ้งให้ไตรตรึงษ์เผชิญหน้ากับไมโครโฟนและแสงแฟลชจากนักข่าวเพียงลำพัง โดยเฉพาะยายนิจที่ดูจะเห็นเขาเป็นเค้กหน้านุ่มเข้าไปทุกที

รีบหนีกลับขึ้นรถ ลุงสมผินมาคล้ายจะถามว่าเขาต้องการไปไหน แต่ต้องบ่ายกลับเมื่อเห็นคนบนเบาะหลังหน้านิ่วอย่างไม่พร้อมจะพูดอะไร

ทำไม ทำไมทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้

ตกลงมึงเสือกกลับมาที่นี่เพราะเรื่องอะไรกันแน่ ไอ้ห่าโคร่ง!

ในที่สุด สูดลมพยายามสงบใจ ได้ยินเสียงสติเตือนตัวเองว่า เวลาทุกนาทีมีค่า ตอนนี้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งสองรายไม่อยู่ สุริยัน ผู้กำกับปีย์ คงถึงเวลาที่ต้องเข้าถ้ำเสือ

เดี๋ยวก็รู้ว่าสมมติฐานของยายเสือดาวจะเป็นจริงมั้ย!

เลขหมายโทรศัพท์ใกล้ตัวนายทวยหาญมากสุดเท่าที่อรชุนจะมี และจดให้เขาได้ คือโต๊ะผู้ช่วยเลขานุการิณีของผู้ยิ่งใหญ่รายนั้น ไตรตรึงษ์ไม่แปลกใจ ตำแหน่งสามียายเสือดาวไม่ได้เกี่ยวพันหรือต้องติดต่อกับทวยหาญโดยตรง แต่ไม่เป็นไร ชายหนุ่มเชื่อ ถ้าปลายทางได้รู้ว่าเขาเป็นใคร การนัดหมายน่าจะว่องไวไม่แพ้ได้หมายเลขส่วนตัวของทวยหาญจริงๆ บางทีเราจะบอกที่หมายต่อไปให้ลุงสมได้เลย

หากถึงอย่างไร หลังจากให้รอสายครู่ใหญ่ ผู้ช่วยสาวคนดังกล่าวกลับตอบมาด้วยเสียงเกรงใจ “พอดีวันนี้ท่านมีเรื่องด่วนจริงๆ ค่ะ ถ้าเป็นวันพรุ่งนี้ที่บ้านพักของท่าน ไม่ทราบว่าคุณไตรตรึงษ์สะดวกรึเปล่าคะ”

หัวคิ้วเข้มกดลงนิดหนึ่ง

ไม่เชิงหลากใจ ทว่าไม่สบใจ

แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ใช้นามสกุลบิดา อันบ่งว่าเขาคือทายาทนักธุรกิจผู้เกรียงไกรในวงสังคมระดับประเทศ ทว่า ‘วิไลวุฒิ’ ของหม่าม้า ที่หม่าม้าตกลงกับคุณพ่อให้เขาใช้ตั้งแต่เกิดก่อนทั้งคู่จะแยกจากกัน ก็นับเป็นตระกูลใหญ่อันมีเครือข่ายในพื้นที่แถบนี้พอสมควร แล้วอันที่จริง ลำพังชื่อเสียงของเขาก็น่าจะเคยเข้าหูทวยหาญอยู่บ้างหรอก เจ้าตัวต้องอยาก ‘สนิทสนม’ กับเขาอยู่แล้ว แต่ถึงกับนัดไปเจอที่บ้านพักก็ดูจะมากเกินไป

ไตรตรึงษ์รู้สึกสะอิดสะเอียนคนชวนขึ้นมา ไม่ต่างจากที่ยายเสือดาวบริภาษ ถึงอย่างนั้น เพื่อความก้าวหน้าในคดีลึกลับนี้ เขาจำตกปากรับคำ

“ท่านฝากขอโทษคุณไตรตรึงษ์จริงๆ นะคะสำหรับวันนี้”

“ไม่เป็นไรเลยครับ ยินดีที่ได้เข้าพบถึงที่นั่น” น้ำเสียงยังสุภาพเจือมารยาท ทว่าที่แท้แปลได้สองทาง

วางสายพร้อมถอนลมหายใจ เมื่อเงยหน้าอีกครั้ง เขาพบว่าลุงสมจ้องผ่านกระจกมองหลังมาเงียบเชียบ ครั้นสบตาเขาก็ชักยิ้มประดักประเดิด

ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายออกปากถาม เขาบอก “ไปตลาดปลาครับลุง”

. . . . . . . . . .

 

ตลาดซื้อขายปลาที่ว่าอยู่ติดกับบริเวณท่าเทียบเรือประมง เป็นลานปูนกว้างขวางมีหลังคากันแดดกันฝน ภายในวางปลาสุมเป็นกองๆ คนงานข้างในสวมชุดมิดชิดและรองเท้าบู๊ต ขนปลาด้วยหลัวพลาสติกตะโกนโหวกเหวก

ไตรตรึงษ์ให้ลุงสมจอดรถห่างออกไป อาศัยทักษะตำรวจเลียบเคียงคนข้างในเพื่อถามหาร่องรอยนายแชน คนงานที่นี่มีทั้งคนในพื้นที่ คนอีสาน กระทั่งพวกที่ข้ามฝั่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เห็นถนัดว่าคนไม่รู้ดูพร้อมจะให้เบาะแสมากกว่าคนรู้ พวกที่รู้หลบตาหลุกหลิก อาจเพราะต่างคาดเดาได้ว่าคดีนายแชนเชื่อมโยงกับคดีใหญ่ ตำรวจมาคาดคั้นคนตัวเล็กๆ เหล่านี้หลายครั้งแล้วยังไม่ได้ข้อสรุป ดีไม่ดีจะโดนจับขึ้น ‘เขียง’ โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ชายหนุ่มต้องประโลมพลางหลอกล่อ กระทั่งแทบจะโปรยด้วยใบสีม่วงๆ เทาๆ กว่าจะพบรายหนึ่งที่ยอมเปิดปาก

“หมัน ผมพักอยู่ห้องเดียวกับไอ้แชน มันเป็นคนแหลงมาก แต่แปลก หาไม่ใครรู้ที่มาของมันเลย ผมเองก็ใช่รู้ เบอะมันใช่อยู่บอก ไอ้เบล่อนี้มันหรอยไปเรื่อย… เจ้าสำราญน่ะ ทำพี่ใช้ได้ ยังเบี้ยเท่าไหร่เอาไปตีหม้อหมด แลๆ แล้วโหม่หญิงกะชอบมันกัน”

ไตรตรึงษ์พูดใต้ไม่ได้ ฟังออกก็แปลได้ไม่หมด แต่พอจะจับความว่า ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของนายแชน แล้วมันหาเงินได้เท่าไหร่ก็เอาไปถลุงกับผู้หญิง

“ผู้หญิงที่ไหน พอรู้มั้ย”

“แถวร้านคาราโอเกะ พานปลา ซอยสามฮั่นแหละ”

สะพานปลาซอยสาม คนฟังพยักเพยิด เหมือนรู้ แต่แท้จริงไม่รู้ เขาเกิดที่นี่ แต่ไปโตที่อื่น “ชื่ออะไร”

“หนัก”

“ผู้หญิงอะไรชื่อหนัก”

“ไม่ หนักฮั้นชื่อผม”

“อ้าว หมายถึงชื่อผู้หญิง”

“แล้วก็ไม่แหลงให้ฉับ” อีกฝ่ายเบ้ปากเหมือนเป็นความผิดของเขา “ว่าอีไปหาใคร โหม่หญิงตามนั้นมีเป็นร้อย”

เป็นอันว่าภาพเลือนรางที่คิดไว้พอจะแจ่มชัดขึ้นมา กระจ่างขึ้นพร้อมๆ กับความหนักใจ

ผู้หญิงแถวนั้นมีเป็นร้อย — นี่แทบไม่ต่างกับควานมือหาเข็มในกองปลากลางตลาด!

“แล้วสรุปว่าชื่ออะไร”

“ชื่อคนหารู้มั้ย คั่นว่าชื่อร้านกะพอรู้”

เนื่องจากคนรู้ไม่สามารถนำทางไปได้ตอนนี้ แต่ไตรตรึงษ์ใจร้อนจนไม่อาจรอ จึงกลับมาที่รถอีกครั้ง ซักสารถี

ลุงสมได้ยินถึงกับอุทาน “โอ้โฮ” ทันทีที่รู้ที่หมายของเขา “ไปทำไมกันขรับที่นั่น ตอนนี้ร้านคาราโอเกะมันยังไม่เปิดหรอก แล้วจริงๆ ที่เขาไปกัน ก็เพราะจะไปเที่ยวผู้หญิงอย่างว่า”

“ว่าแล้วว่าลุงสมต้องรู้จัก” เขาถามอย่างอยากได้รายละเอียดมากกว่าตั้งใจแซว ถึงกระนั้นคนถูกถามก็แดงระเรื่อไปทั้งหน้าเหี่ยว

“สมัยก่อนก็เคยไปบ้างเหมือนกันละขรับ อยากโร้ว่าผิวพม่านัยน์ตาแขกมันจะวิเศษจริงๆ เหมือนที่เขาว่ากันมั้ย” คนพูดหัวเราะขัน ไม่วายสำทับว่า “มันก็ดีอยู่นะ แต่ลุงว่าถ้าคุณไตรอยากได้–”

“เดี๋ยวๆ ไม่ใช่แล้วลุง ผมไม่ได้ไปเพราะอย่างนั้น”

“เอาะออ… นั่นซีขรับ” เสียงหัวเราะยิ่งดัง “ลุงก็ว่าคุณไตรไม่น่าจะชอบแบบนี้ ถ้าเป็นเจ้าเสือโคร่งก็ว่าไปอย่าง”

“เฮ้ย ผมไม่ได้ชอบไอ้โคร่งนะลุง!”

“ฮะฮ่า โร้ขรับ ผมหมายถึง เจ้าเสือโคร่งน่ะ น่าจะชอบผู้หญิงพรรค์นี้มากกว่า”

คนเบาะหลังส่ายศีรษะ เร่งเสียงขุ่นว่า “ลุงเคยไปก็ดีแล้ว มานำทางผมที เห็นว่าจากตรงนี้เดินเอาเลยก็ได้” ระหว่างรอชายแก่ล็อกรถแล้วก้าวตามลงมา คนรออุบอิบคนเดียวว่า “กูไม่เชื่อหรอกว่ามึงจะชอบอะไรแบบนี้!”

ซอยสะพานปลาอยู่ไม่ไกลจากตัวตลาด เป็นชุมชนแออัดที่คนงานต่างด้าวแถวนี้อาศัยอยู่ สภาพโดยรอบนั้นเรียกได้ว่าทรุดโทรมทั้งคนและสถานที่ เมื่อไตรตรึงษ์และลุงสมก้าวผ่านเข้ามาจึงตกเป็นเป้าสายตาด้วยความแปลกประหลาด

“เพื่อนที่พาผมเข้ามามันชื่อไอ้โหน่งขรับ พอดีมันรู้จักการ์ดคุมร้านคาราโอเกะคนหนึ่ง ไอ้เจ้านั่นเมื่อก่อนมันก็เป็นเด็กเสิร์ฟในผับ แล้วมีคนชวนมาทำงานเป็นการ์ดคุมร้าน แถวนี้ไม่มีคนคุมไม่ได้หรอก พวกต่างด้าวมันชอบตีกัน เจ้าของร้านก็เป็นพวกมีอิทธิพลคอยแย่งลูกค้ากันเอง”

ผู้ฟังพยักเข้าใจ สถานอโคจรที่ไหนก็ดูจะเป็นแบบนี้ เจ้าหน้าที่รัฐได้รับส่วยรายเดือน จากนั้นก็ปิดหูปิดตา ปล่อยให้คนในพื้นที่สร้างกฎหมู่ขึ้นมาใช้กันเอง กลายเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลจนอำนาจใดๆ ก็ยากจะขุดถอน และไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวเพราะกลัวเดือดร้อน

ปรากฏว่าในพื้นที่สะพานปลามีร้านคาราโอเกะกว่า 30-40 ร้าน เวลาสายเช่นนี้ยังไม่เปิดให้บริการ เฉพาะ รปภ. และคนงานง่วงเหงาส่งสายตามาให้อย่างกังขา

ร้านที่ชายชื่อหนักบอกไว้อยู่แถวๆ กลางซอย สภาพโอ่อ่าทว่าเวลานี้ก็เงียบร้างไม่ต่างจากร้านอื่น ไตรตรึงษ์ไม่รู้ชื่อหญิงที่ไอ้โคร่งติดต่อ จึงอาศัยรูปถ่ายของมันจากงานแต่งยายเสือดาวเป็นเครื่องมือชี้ทาง ผมเผ้าหนวดเคราตอนนั้นคงไม่เหมือนตอนที่มันปลอมตัวมาปะปนแถวนี้ แต่ชายหนุ่มก็ยังหวังว่าจะมีคนตาดีพอดูออก หวังว่าอำนาจใบสีม่วงและเทาจะช่วยให้คนมองออก!

“ไอ้นี่คือคนงานที่ตายในศาลเจ้า?”

หลังจากถามหามา 3-4 ราย ได้ยินเท่านั้นคนฟังก็เบิกตา “ใช่!”

“โหม่นาย… ตำรวจมาถามมันไปแล้ว สูเป็นใคร มาทำไหรหล่าว” คำถามไม่เชิงต่อต้านหรือระวังตัว มีเพียงรอยหยั่ง

ผู้ถูกหยั่งไม่ระย่อ “ได้ข่าวว่ามันมาที่นี่บ่อยๆ เพื่อหาผู้หญิงคนนึง ผมต้องการคุยกับผู้หญิงคนนั้น”

“สาว่าอีจันอับทำท่าเบื่อไอ้โหม่มาถามหาไอ้เบล้อนี่หนัดเหนียน”

นังจันอับมันคงเบื่อพวกมาถามหาไอ้บ้านี่แทบตาย

“จันอับ?” ไตรตรึงษ์ทวนคำ แล้วตอบต่อ “อาจไม่เบื่อ เพราะหล่อนจะมีเงินใช้ไปอีกนาน”

“โชว์กางหรางพันนี้ ไม่กลัวอีถูกดักตีหัวมั่งเอ้อ”

เขาหัวเราะหึ ถ้ากลัวถูกตีหัว กูไม่มาโฆษณาแต่แรกหรอกโว้ย

คำพูดผลัดไปเป็นว่า “มีเรื่องกับตำรวจคงไม่สนุกเท่าไหร่หรอก จริงมั้ย”

อีกฝ่ายกระตุกยิ้มแทนคำตอบ หมัน กูกะแลมึงออกตั้งแต่แรกนั่นแหละ

. . . . . . . . . .

 

Don`t copy text!