ลิงพาดกลอน บทที่ 15 : บทสัมภาษณ์ของผีเสื้อ

ลิงพาดกลอน บทที่ 15 : บทสัมภาษณ์ของผีเสื้อ

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

ผีเสื้อราตรีผู้มีนามว่าจันอับอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด ชุนชนดังกล่าวซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากถนนโลกีย์ที่ไตรตรึงษ์เพิ่งผ่านมา ทางเข้าเป็นตรอกแคบแค่คนเดินสวนกันได้ บ้านเรือนส่วนใหญ่ล้อมไว้ด้วยฝาสังกะสีผุเก่า บางช่วงมีราวตากชุดชั้นในราคาถูกระโยงระยาง สาวน้อยวัยไม่เกินสิบห้าพอกหน้าขาวเว่อตัดกับสีผิวคล้ำ สวมที่คาดผมสีแจ๊ด นั่งง่วงเหงาอยู่หน้าห้องแถว ครั้นเห็นคนต่างถิ่นรุกล้ำเข้ามาก็จ้องด้วยสายตาซังกะตาย รายรอบล้วนเสียงแห่งชีวิตที่เหมือนถูกเร่งเกินขีด ปึงปังเปรี้ยงปร้าง ด่าทอต่างภาษาขโมงโฉงเฉง

ห้องที่ได้รับการบอกเล่านั้นอยู่ตรงข้ามพงรกเกือบสุดตรอก ลุงสมเคาะประตูไม้โกร่งกร่าง ตะโกนเรียก “เฮ้ย! เฮ้ย! คนชื่อจันอับอยู่รึเปล่าวะ”

ปรากฏว่าคนข้างห้องเยี่ยมหน้าออกมาก่อน เป็นชายกะหร่องผมยุ่งฟู สบถด้วยคำที่แปลไม่ออก จากนั้นตะโกนเสียงดังเรียกให้ประตูที่ลุงสมเคาะอยู่ต้องเปิดผลุง

ผู้ก้าวออกมาคือสตรีผอมแกร็น สวมเพียงยกทรงกับผ้าถุง เผยให้เห็นผิวพรรณสีน้ำผึ้งอันอุดมด้วยริ้วรอยผื่นสิว หน้าตาปราศจากเครื่องสำอางยังมีเค้าสวยแม้ทรุดโทรมเต็มที ในสภาพนี้ค่อนข้างยากจะประเมินอายุ

เจ้าตัวยกมือยันวงกบไว้ข้างหนึ่ง มองเห็นเล็บแต่งสีถลอกปอกเปิก มือกร้านอีกข้างตะกุยผมหยิกฟูแกร็กๆ ตาคมโตค่อนข้างปรือเพราะความงัวเงีย แกมขุ่นจัดจากอารามขัดข้อง ริมฝีปากสองมุมเริ่มตก ตะโกนโต้ ‘ผู้หวังดี’ ข้างบ้าน รายนั้นจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงดุเดือดไม่แพ้กัน ก่อนกระแทกประตูผลุบหายเข้าไปตามเก่า

คนเกาหัวยิกๆ ยังไม่วายสบถต่อแล้วหาวหวอด ลุงสมชิงจังหวะนั้นถามด้วยเสียงค่อนข้างกระชาก

“จันอับรึเปล่า!”

ผู้ถูกถามลดมือข้างที่ยีผมตัวเองลงมา ใช้ข้อนิ้วแคะขี้ตา ตอบส่งๆ สำเนียงแปร่ง “มีไร”

“ลุงสม” ไตรตรึงษ์แตะหลังไหล่คนของตัวเอง ลุงผินมาเลิกคิ้วให้ ต่อเมื่อได้รับสัญญาณทางสายตาจากนายหนุ่มจึงพยักเป็นเชิงเข้าใจ ถอยออกมาให้ไตรตรึงษ์เข้าไปพูดแทน

“มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณสักหน่อย” เขาใช้เสียงเบาพอแค่ได้ยินกันตรงนี้ “เกี่ยวกับนายแชน”

ชื่อหลังทำให้คนหาวหุบปากฉับ เพ่งมาด้วยดวงตาของคนที่ตื่นเต็ม คำพูดค่อนข้างช้าเพื่อพยายามสื่อสารให้ชัด ถึงกระนั้นก็ยังแปร่งมาก “ตำรวจ… มาแล้ว แล้วฉันบอก… หมดแล้ว ไม่รู้ไรกว่านั้น”

“นี่ไม่เกี่ยวกับตำรวจ”

“ไม่เกี่ยวตำรวจละมา… ไม”

“ผมเผอิญรู้จักมัน”

คู่สนทนาหดคอกลับไปนิดหนึ่ง และราวกับว่าระยะห่างที่มากขึ้นแค่นั้นเพียงพอ สายตาคมเค็มกวาดลงประเมิน ตั้งแต่ยอดศีรษะของเขาอันจัดผมสั้นดูเรี่ยมเนี้ยบ คิ้วคางสะอาดตา เลยลงมายังคอยาว เสื้อโปโลขาวค่อนข้างรัดอก กับกางเกงผ้าเดนิมสีดำลายตารางเอี่ยมอ่อง จรดรองเท้าผ้าใบเรียบๆ ยี่ห้อชูส์ไลก์พอตเตอรี่

ไตรตรึงษ์รู้ว่ารูปลักษณ์ท่าทางของเขานั้นไม่ชวนเชื่อ ในเมื่อนายแชนที่ใครๆ รู้จักเป็นแค่คนงานซอมซ่อในตลาดปลา กำลังจะสำทับเพื่อโน้มน้าวอีกฝ่าย รายนั้นกลับพูดขึ้นก่อน

“มาสิ”

ผู้ถูกเชิญเลิกคิ้วนิดหนึ่งอย่างอัศจรรย์ใจ รีบก้มศีรษะลอดเข้าไปทางช่องประตูเตี้ยๆ ลุงสมทำท่าจะตามประชิด ทว่าเจ้าของห้องยกมือบอก “คนเดียว!”

ไตรตรึงษ์จึงพยักให้แก “ลุงกลับไปรอที่รถก่อน เดี๋ยวผมเสร็จแล้วจะรีบตามไป”

คำเขาดูจะทำให้หญิงสาวผู้มีนามจันอับขำคิก “แหม น่ารักงี้ อย่า ‘เสร็จ’ ไวดีกว่า!”

คนของเขาทำท่าจะผรุสวาทอะไรสักอย่าง ไตรตรึงษ์รีบส่ายหัว ภาพข้างนอกถูกกั้นจากสายตาเมื่อประตูหับลง เสียงต่างๆ ยังทะลุทะลวงเข้ามา กระนั้นที่ดังที่สุดตอนนี้คือเสียงอืดๆ ของหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เจ้าของห้องกดเปิด

แสงกระจ่างช่วยให้เห็นว่าห้องพักชั้นเดียวเพดานเตี้ยๆ แห่งนี้มีขนาดเท่าแมวดิ้นตาย ภายในรุงรังไปด้วยข้าวของที่อัดไว้ริมฝา ทั้งตู้เสื้อผ้าแบบพลาสติกรูดซิปหน้า โต๊ะเครื่องแป้ง ถุงสายรุ้งใบโต กลางห้องมีฟูกผืนบางกางอยู่บนพื้นลาดเสื่อน้ำมัน หมอนและผ้าห่มเก่าคร่ำโชยกลิ่นอับ

“นั่งไหนกะด้าย”

ระหว่างที่ไตรตรึงษ์หันรีหันขวางแล้วนั่งห่างออกมาจากฟูกนอน เจ้าของห้องก้าวไปยกพัดลมเก่าแก่หันส่องให้เขา ใบพัดมีฝุ่นจับหนาแกว่งดังหวือๆ

“คุณชื่อไร” จันอับอาศัยตะโกนถาม เพราะก้าวหายเข้าไปด้านหลังห้องแล้ว

ชายหนุ่มต้องตะโกนตอบ “ไตร”

มีเสียงวักน้ำดังซ่าๆ สองสามที เสียงบ้วนปาก แล้วคนบ้วนก็ก้าวกลับมาทั้งหน้าเปียก “ไม่คิด… ว่าชื่อนี้”

ไตรตรึงษ์ไม่ได้ถามว่าทำไม เพราะเขาไม่สนใจความคิดของอีกฝ่ายมากไปกว่าเรื่องเกี่ยวกับไอ้โคร่ง

“บอกผมเกี่ยวกับนายแชน แล้วผมมีค่าเสียเวลา–”

“คิดเป็น… เรื่องคุณดีกว่า” เจ้าตัวไม่แม้แต่ผินหน้ามา มัวสาวผ้าขนหนูที่หนีบอยู่กับราวเชือกฟางสูงเรี่ยศีรษะมาซับหน้า

ไตรตรึงษ์ค่อนข้างพิศวง ถึงแม้คำตอบนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่เคยได้ฟัง

ด้วยหน้าที่ ผู้หมวดหนุ่มเคยต้องคลุกคลีกับสตรี — หรือแม้แต่ไม่ใช่สตรีก็ตาม เขาได้รับคำนิยามจากเพื่อนร่วมงานว่า ‘สิ่งมีชีวิตที่น่าปรารถนา’ แค่อาศัยเสน่ห์กับลูกล่อลูกชนเล็กน้อย เป้าหมายก็จะเผลอคายความลับไม่ยาก ไตรตรึงษ์รู้ว่าคำพูดนั่นเกินจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาแอบสบใจอยู่ลึกๆ

อย่างไรก็ตาม คำของจันอับหาได้แฝงนัยทำนองนั้น แม้แต่อากัปกิริยาของคนพูด หลังจากพูด เจ้าหล่อนก็ก้าวไปรูดซิปตู้เสื้อผ้า ฉวยเสื้อยืดตัวหนึ่งออกมาสวมหัว จัดผมเผ้าก่อนลดกายลงนั่งใกล้เขาอย่างพร้อมจะจับเข่าคุย

“จะรู้เรื่องผมไปทำไม”

ในระยะใกล้ขึ้นท่ามกลางแสงไฟสว่าง ไตรตรึงษ์สังเกตว่าดวงหน้าอีกฝ่ายเริ่มมีริ้วรอยประกาศความร่วงโรยเนื่องจากประสบการณ์ ดวงตาแห้งผากไม่ต่างจากซากชีวิตกลับสะจุดวาวโรจน์หนึ่ง จุดดังกล่าวสะท้อนเงาของเขา คลับคล้ายเจ้าตัวอิ่มเอมที่ได้พบเขา ขณะเดียวกันก็ต้องการละเลียดซับรายละเอียดของเขาอย่างกระหาย

จันอับไม่ตอบคำ ซักกลับ “นอกจาก… ชื่อไตร มีชื่อ… คนเรียกอื่นมั้ย”

มี เขาตอบ “ไม่”

“ไม่?” เห็นได้ชัดว่าหญิงตรงหน้ากร้านโลกเกินกว่าที่เขาจะโกหก

ชายหนุ่มกระแอม แทบจะต้องเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง “ก็พอมีอยู่”

“คือ…”

กระแอมอีกครั้งด้วยเสียงดังกว่าเดิม “ลิง”

จุดวาวในดวงตาของจันอับกลับโชตนาการ แม้แต่ความเหี่ยวแห้งของร่างกายก็ดุจจะเอิบอาบขึ้นในฉับพลัน “ถึงตาคุณ… ถาม”

ไตรตรึงษ์ไม่เข้าใจท่าทีของอีกฝ่าย แต่ก็ออกปาก “ได้ยินว่านายแชนมาหาคุณบ่อย มันคุยอะไรกับคุณเป็นพิเศษ”

“ใจร้อนเหมือนเด็กจริงๆ” หญิงร่างผอมกระตุกปากยิ้ม อุบอิบพอที่เขาจะได้ยินและกระตุกคิ้วหงุดหงิด

คนแซวไม่มีทีท่าแยแส เอียงกายไปเอื้อมคว้าขวดน้ำพลาสติกแถวปลายฟูกมาเปิดฝา ทำท่ายื่นให้ “ที่นี่… ไม่มีแก้ว”

ผู้ถูกเสนอสั่นหัวนิดๆ จับตาเขม็ง จันอับจึงดึงขวดกลับไปกรอกน้ำอั้กๆ ลงคอ

เสียงพูดใหม่ฟังสดชื่นขึ้น “เราคุย… หลายอย่าง ส่วนมาก ฉันเล่าเรื่องฉัน… ให้แชนฟัง”

คำพูดหยุดนิดหนึ่งเมื่อหางตาของคนพูดปรายมาสังเกตท่าทีของเขา ไตรตรึงษ์พยายามกลบเกลื่อนอารมณ์งุ่นง่านเพื่อตั้งใจฟัง เห็นดังนั้นจันอับก็ว่าต่อ

“ฉันหนีจากบ้าน ตามคนรัก ตอนนั้นเราเพ่อ… สอบเสร็จ พ่อแม่ฉันกับพ่อแม่เขารู้ก็จับเราแยก ฉันไม่พอใจ ดื้อ และกะมองโลกสวยเหมือนลูกนกน้อยๆ เลยต่อต้าน… หนีมาแถวๆ พรมแดนไทย เกาะนั่นเคยมาเที่ยวหลายครั้งตอน… เด็ก ฉันทำงานเสิร์ฟร้านน้ำชา เกือบเดือน กะไปสะดุดตาพวก… ลักพามนุษย์…”

จันอับเล่าว่าเดนคนผู้นั้นคือรุ่นพี่ที่โรงเรียนของเธอเอง เจ้าหล่อนชักชวนข้ามฝั่งไปทำงานที่ไทย บอกว่ามีงานดีๆ รออยู่ พ่อของเธอเดินทางลงมาตามตัวพอดี จันอับจึงตัดสินใจหนีตามรุ่นพี่มา เพื่อพบว่าตัวเองถูกขายเข้าซ่องที่จังหวัดนี้ในราคาหกหมื่นบาท

ดวงตาผากแล้งยิ่งแห้งลง แห้งอย่างไม่มีหยดน้ำตา ทว่าเศร้ายิ่งกว่ามีหยดน้ำตา

“สันดานฉัน… ดื้อ ถูกบังคับ… ยิ่งดื้อ พวกมันทรมาน ฉันคิด… อยากตายให้พ้น ที่แย่ที่สุดกะคือ ฉันดิ้นเข้ามาอยู่เอง!”

ซ่องที่เธอถูกคุมขังนั้นตั้งอยู่ละแวกซอยพัฒนา 3-4 แหล่งที่รู้จักกันดีว่าเป็นตลาดค้าบริการหญิงต่างด้าว หน้าปากซอยมีมอเตอร์ไซค์วินคอยดูต้นทางและทำหน้าที่แมงดาจัดหาผู้หญิงมาให้ลูกค้า บริการยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ต่างจากร้านสะดวกซื้อ สนนราคาตั้งแต่สามร้อยถึงพันกว่าบาท สามารถเคลียร์กับเจ้าหน้าที่รัฐได้

“ฉันถูกบังคับ ต้องรับแขกทั้งกลางวันกลางคืน รับให้มากสุด ชั่วคราวครั้งละห้าร้อยถึงพัน ค้างคืนสามพัน พวกมันมีโรงแรมประจำ แม่เล้าไม่ยอมให้พาเด็ก… ไปที่อื่น หมดชั่วโมง พวกมอไซค์จะมารับ ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้พวกมัน แล้วอีแม่เล้าก็เก็บเงินส่วนเราไว้หมด ให้ใช้วันละร้อยสองร้อย ส่วนเสื้อ… มันซื้อให้เอง”

จันอับคิดเสมอว่าจะหาทางหนีออกไป ครั้งหนึ่งหญิงสาวถูกจับได้ระหว่างรอเรือข้ามกลับไปฝั่งมาตุภูมิ ผลคือเธอถูกซ้อมจนน่วม จนคิดว่าจะตาย แต่พวกมันก็ไม่ยอมให้เธอตาย

“คุณเห็น… ตุ๊กตามะ ใครทำอะไรกะมันก็ได้ ถอด ใส่เสื้อ งับ ลนไฟ! ตุ๊กตาไม่ร้อง ถึงเจ็บ แต่ไม่ร้อง เพราะมันไม่มี… ข้างใน…”

“วิญญาณ?”

“ใช่ และไม่มีแรงร้อง…”

หลังจากหมดหวัง ทำงานในนรกแห่งนั้นดุจหุ่นตายซากอีกแรมปี จันอับถูกขายต่อให้อีกซ่องหนึ่ง เจ้าของซ่องใหม่บอกว่า หากเธอสามารถใช้หนี้หมด เธอจะได้อิสระ

“ฉันนอนกะลูกค้าเป็นสิบรายในวันเดียว หาเงินใช้หนี้น่ะ แชนถามว่านานแค่ไหน… ใช้หนี้หมด ฉันให้เขาเดา” มุมปากของเธอยิ้มเศร้า “คุณล่ะ เดาว่า?”

ไตรตรึงษ์เม้มปาก ไม่ใช่ตรึกตามคำถาม ทว่าตรึกนัยของผู้ถาม

ไม่ปฏิเสธว่าเรื่องที่ได้ยินนั้นน่าสะท้อนใจ แต่อาจเพราะเขาได้รู้ได้เห็นเรื่องพรรค์นี้มามากจากงานที่ทำ จึงไม่หดหู่จนถึงกับควบคุมความคิดไม่ได้ ที่สำคัญ ตลอดเวลาที่ฟัง ผู้หมวดหนุ่มจากกรุงเทพฯ พยายามจดใจเฉพาะธุระที่นำเขามาที่นี่ สาเหตุที่ไอ้โคร่งตาย! ความสนใจจึงเพ่งไปในอีกมุมของเรื่องเล่ามากกว่า

หรือว่า เรื่องที่ไอ้โคร่งมาสืบแถวนี้ อาจเกี่ยวกับวงจรโสเภณีแถบสะพานปลาบ้านหลาว!

แต่นั่นละ ทำไมต้องเป็นจันอับ!

จากปากคำของชายชื่อหนัก นายแชนแทบไม่ได้ข้องแวะกับใครนอกจากหญิงตรงหน้า และเท่าที่คุยมา ไตรตรึงษ์ ‘อ่าน’ ได้ว่าสิ่งที่จันอับต่างจากหญิงบริการรายอื่น หนึ่ง คือเจ้าหล่อนแก่กว่า — ขณะที่สาวๆ ในตรอกซึ่งเขาก้าวผ่านมาอายุไม่น่าเกิน 23 ปี เธอผู้นี้ผ่านโลกมามากกว่านั้น — และ สอง ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ จันอับมีมันสมอง สติปัญญาที่ไอ้โคร่งอาจต้องพึ่ง เพื่อใช้ช่วยวิเคราะห์ในข้อที่มันไม่อาจเอื้อมถึงด้วยมือตัวเอง!

“ผมเดาไม่ถูกหรอก” ในที่สุดเขาตอบ “นายแชนเดาถูกรึไง”

“ไม่” เธอยิ้ม “เขาตอบ… เหมือนคุณ!”

คนตอบหน้าร้อนเพราะความรู้สึกบางอย่าง ไม่แน่ใจว่าตัวเองระวังตัวมากไปรึเปล่า แต่นั่นอาจถูกประเมินจาก ‘คนฉลาด’ ได้ว่า เขากับนายแชน คนจากคนละสังคม ไม่น่าใช้คำตอบเหมือนมาจากสังคมเดียวกัน เหมือนรู้จักกันมานาน อย่างไรก็ดี ชายหนุ่มต้องรีบเกลื่อนอาการดังกล่าวเพราะสำเหนียกว่า อีกฝ่ายใช้สายตาพิจารณาเขามากกว่ามองธรรมดาๆ เช่นกัน

คนมองไม่พูดในสิ่งที่คิดเกี่ยวกับไตรตรึงษ์ ทว่าเล่าต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนพูดถึงต้นไม้ใบหญ้า

“ฉันหาเงินได้ในเดือนกว่าๆ นึกว่าจะเป็นอิสระ แต่เปล่า…”

หญิงสาวเล่าว่า ตอนนั้นเธอรีบกลับไปหาชายคนรัก คิดว่าเขาน่าจะยังรักเธอ และเป็นคนเดียวที่จะยอมรับเธอได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวแต่งงานไปแล้วกับหญิงคนใหม่ ไม่แม้แต่รักษาคำสัญญาที่เคยให้กัน ครั้นจะบากหน้ากลับบ้านไปหาพ่อแม่ จันอับก็อับอายเกินไป ซ้ำร้ายเธอพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี สิ้นทางออก ลงท้ายจึงตัดสินใจหวนมาที่นี่ มาเป็นผีเสื้อปีกวิ่นที่พยายามบินด้วยตัวเอง

“ถึงไม่สบาย แต่ฉันกะเหมือนผู้หญิงในคาราโอเกะพวกนั้น… เลิกไม่ได้ เราต้องใช้เงิน”

คนเล่าดูจะเห็นบางอย่างในแววตาของไตรตรึงษ์ จึงส่ายหน้าขำเหมือนเขาช่างมีความคิดไร้เดียงสา

“ฉันไม่ได้นอนกะแชน เขามีคนที่สนใจ”

“ใคร”

“คุณถามไปแล้ว ต้องรอครั้งหน้านะ”

ไตรตรึงษ์ไม่ชอบยิ้มนั้นของเธอ ยิ้มเหมือนผู้ใหญ่มองเด็ก ยิ้มเหมือนที่ไอ้โคร่งชอบมองเขา! “งั้นคุณก็ถาม”

“คุณรู้สึกยังไงบ้าง เรื่อง… ของฉัน”

“หมายความว่าไง” เขาหลุดปากอีกครั้ง คราวนี้แค่อีกฝ่ายใช้สายตาก็เป็นอันรู้ตัวว่าตัวเองผิดกติกา

ชายหนุ่มถอนหายใจแรงๆ อย่างจะสลัดความหงุดหงิด “ผมเสียใจกับคุณ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าคุณแปลก คนฉลาดอย่างคุณคงดูออกว่าผมเป็นตำรวจ คนที่ถูกตำรวจสอบปากคำน่ะ ส่วนมากมักจะตื่นเต้นและเป็นกังวล คนบริสุทธิ์กังวลเพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุร้าย ส่วนคนร้ายก็กลัวจะหลุดเผยไต๋ให้ตำรวจรู้ หลายคนเลยพยายามใส่หน้ากาก

“แต่จันอับ คุณคือกรณีตรงกันข้าม คุณเปิดเผยตัวเองจนหมดเปลือก และถ้าเดาไม่ผิด ตั้งแต่ถูกสอบปากคำเรื่องนายแชนมา คุณเลือกเปิดเผยเรื่องพวกนี้เฉพาะกับผม นั่นคือสิ่งที่ผมข้องใจว่าคุณตั้งใจจะทำอะไรกันแน่”

“นี่เป็นคำถาม?”

“กรุณาตอบ ถ้ามัน ‘เกี่ยว’ กับประเด็นหลักที่ผมถามคุณไปตั้งแต่แรก!” คนถามเริ่มหมดความอดทน

“ฉันชอบแชน!”

คำโพล่งทำให้คนฟังเหวอไปเล็กน้อย และนั่นดูจะทำให้เธอชอบใจตามเคย

“เราพบกัน ไม่ใช่ความตั้งใจเขา วันนั้นคน… จเรมาคาราโอเกะ แชนแอบตาม แต่คลาดกันเพราะเขามาช่วยฉันจากลูกค้าสารเลว ฉันชอบเขา คุณจินตนาการได้นะ ชีวิตฉันไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้ แม้แต่คนรักเก่า”

น่าหมั่นไส้ ต้องมานั่งฟังคนชมไอ้โคร่งอีกแล้ว! ไตรตรึงษ์แสร้งเอียงคอ ไชนิ้วเข้ารูหู

“ฉันบอกเขา จะช่วยส่งข่าวถ้าเห็นนายจเรนั่น แชนไม่วางใจ แต่ฉันหาทางติดต่อกะเขาจนได้ ไม่คิดว่าจะได้ช่วยจริงๆ”

ตรงนี้เอง ผู้ฟังเริ่มชะงักและถอนนิ้วออกจากหู กลับมานั่งตัวตรงอย่างจดใจ

“แชนมีเป้าหมายอีกราย คนเป็นนางพยาบาล”

“ศรีบวร?!” ชื่อนั้นหลุดจากปากผู้ฟังทันที

“อือ นางฟ้าที่เคยถูกตาแก่ขี้เมาขู่ ฉันไปโรงบาล หมอนัดพอดีตอนนั้น”

ไตรตรึงษ์พอปะติดปะต่อได้ จันอับคงหมายถึงนายเลื่อน ผู้เฝ้าศาลเจ้าจี้กงที่หอบเงินบริจาคหนีหาย จนบัดนี้ยังไม่มีใครได้ข่าว

“ผู้หญิงคนนั้น” จันอับพูดต่อ รอยยิ้มมุมปากเปลี่ยนเป็นหยัน “มีลูกตาเหมือนคนรู้จัก… รุ่นพี่ฉันเอง!”

“นายแชนตามหาศรีบวรทำไม คุณรู้รึเปล่า”

เธอส่ายหน้า “แต่ฉันบอกได้ ผู้หญิงนั่นคบกับใคร แชนก็อยากรู้”

เลือดทั้งร่างของผู้ฟังแข็งเป็นลิ่มขึ้นในทันที มันทิ่มตำผิวหนังเรียบลื่นของเขาจนผุดขุมขนขึ้นเป็นตอๆ

ไอ้แชนอยากรู้จักชู้รักของหล่อนด้วยเหตุใดหนอ มันคงไม่ได้หึงหวงศรีบวรในฐานะคนรัก ชายคนนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มันกำลังสืบมากกว่า และ… ใช่! เป็นชายคนเดียวกับที่ต้องสงสัยเรื่องการตายของศรีบวรมากที่สุด!

“วันนั้นฉันกลับจากคาราโอเกะ เซ็งเพราะไม่มีแขก เลยตามไปหาเขาที่ห้องอีกครั้ง” การเล่าแสดงว่าคงไปแอบพบกันหลายครั้ง “โชคดี คืนนั้นเขายังไม่นอน… เพิ่งไปงานศพ”

“งานศพ?”

“เขาไม่อยากบอก แต่ฉันถามจนรู้ งานของผู้ชายอู่รถ ที่โดนฆ่า”

ไอ้ทิศนั่นเอง!

ถึงจุดนี้ สิ่งที่อยากรู้แต่ต้นถูกวางพักทันที ความสนใจอีกอย่างพุ่งแทรกมา “เดี๋ยวนะ คืนนั้นเขาอยู่กับคุณถึงกี่โมง”

“เช้า”

“เช้า? กี่โมง!”

หญิงสาวเอียงคอ มุ่นคิ้วอย่างข้องใจในความสงสัยของเขา

“นี่เป็นเรื่องสำคัญ ตอบผมที”

“ไม่แน่ใจ แต่ฟ้าสว่างแล้ว เขาไล่ฉันเพราะต้องไปทำงาน”

ช่างมัน เอาเป็นว่าฟ้าสว่าง แค่นั้นก็มากพอ!

“จะอธิบาย หรือให้ฉันเล่าต่อ”

“ขอโทษ” เขาเม้มปากแสดงความยุ่งยากใจ “ต้องขอให้คุณเล่าต่อ”

จันอับถอนหายใจ ราวกับจะบอกว่าระอาผู้ชายพวกนี้เต็มทน

“เราคุยกันหลายเรื่องจนถึงเรื่องนางพยาบาลนั่น ฉันบอกแชนว่า เคยเห็นเธอกะคู่รักไปม่านรูดถูกๆ ด้วยกันหลายครั้ง ม่านรูดที่ฉันใช้ประจำน่ะแหละ” คำพูดของจันอับราวจะหลุดทีละคำ “เขาเป็นตำรวจ ชื่อพรต”

“สารวัตรพรต?!”

“เขาตายแล้ว”

“ผมรู้!” ไตรตรึงษ์พยัก ไม่วายเบิกตา ไม่คิดเลยว่าเรื่องจะเวียนกลับมาเหมือนงูกินหาง!

“แชนสงสัยเรื่องตำรวจนั่น แล้วเขาเลยต้องตายตาม” หญิงผู้พูดกัดกรามเล็กน้อยคล้ายเพื่อเก็บกลั้นอารมณ์บางอย่าง เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ดวงตาเรื่อขึ้นวะวาม

ครั้นสกัดสำเร็จ เธอว่า “แชนไม่อยากให้คุณยุ่งหรอก”

“รู้ได้ไง”

จันอับกระตุกยิ้ม “คุณถูก ฉันไม่เล่าเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นฟัง เก็บไว้เป็นเรื่องฉันกับแชน แต่คุณไม่ใช่คนอื่น” คนพูดจงใจวรรคนิดหนึ่ง “แชนมีเรื่องของเขา แต่ตอนฟัง เขายังดูมีจิตใจกับเรื่องฉัน มากกว่าที่คุณเป็น”

“เนี่ยเหรอเหตุผลที่คุณเล่าเรื่องตัวเองให้ผมฟัง”

“ฉันอยากรู้” เธอพูดทับอย่างไม่รับรู้ในคำประชด “คนที่ไม่ใช่ ‘คนอื่น’ ของแชนจะเป็นยังไง คุณน่ารัก แต่กะดื้อเหมือนลิงน้อยจริงๆ ด้วย!”

. . . . . . . . .

 

คน ‘น่ารักแต่ก็ดื้อเหมือนลิงน้อย’ อำลาจากห้องพักแห่งนั้นในเวลาไม่นานต่อมา จันอับไม่รับเงิน แต่ขอให้เขาอยู่ห่างจากเรื่องร้าย ต่อเมื่อชายหนุ่มพยัก ฝั่งนั้นก็ส่ายหน้า ‘คุณยังคงดื้อเหมือนลิงตัวเก่า!’

ผลักประตูออกกว้าง ไตรตรึงษ์ถึงกับชะงักเมื่อพบว่า ตรงทางเดินหน้าห้อง ร่างชะลูดของใครคนหนึ่งยืนกอดอกอยู่พร้อมรอยแย้มเยาะ

“ในที่สุดเธอก็ยอมเปิดปาก” ร.ต.ต.สุริยันเอ่ยแทนคำทัก ข้างกันมีนายตำรวจยศจ่า เป็นชายวัยดึกกว่าทว่าร่างเล็ก สายตาคนพูดแลเลยข้างแขนเขาไปยังเจ้าของห้อง จันอับก้าวตามมาเพื่อดึงประตูปิด

ผีเสื้อสาวหน้าตึง ถึงกระนั้นไม่มีวี่แววเกรงกลัว ไตรตรึงษ์ต่างหากหลุดโทโสเพราะรู้สึกคล้ายตกเป็นหมากของอริเก่า

“เรื่องสกปรกต้องยกให้มึง!”

ผู้ได้รับ ‘คำชม’ เพียงยกไหล่ ไม่วายยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ปากบอกนายตำรวจที่ติดตามมาโดยไม่แม้แต่ปรายตามอง “เดี๋ยวจ่ากลับโรงพักไปก่อน ผมมีเรื่องต้องคุยกับหนุ่มโสดแห่งปีอีกยาว”

“ครับผม” ว่าแล้วผู้รับคำก็รีบวิ่งออกจากตรอกไป

ไตรตรึงษ์กัดกราม หันสบตาเจ้าของห้องเป็นสัญญาณว่าเขาจะรับหน้าเอง ครั้นจันอับพยักรับแล้วปิดประตูเบากริบ ชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินออกไปทางปากตรอก ช่วงบ่ายแก่แดดใต้ยังร้อนจัดจนแทบเห็นเป็นตัวๆ

เสียงคนข้างหลังดังขึ้น

“มึงไม่อยากรู้แล้วเราะ ว่านอกจากโทษ 21 ประการนั้น ไอ้ฆาตกรมันยังทิ้งลายเซ็นอะไรไว้อีก”

ต้องยอมรับว่าไอ้ยันรู้จุดอ่อนเขา ปลายเท้าไตรตรึงษ์ชะลอลงโดยอัตโนมัติ อยากเตะขาตัวเองที่มันชะลอ

จินตนาการเห็นเจ้าของคำยิ้มหยัน ริมปากล่างของสุริยันหนาเหมือนแลบลิ้นห้อยอยู่แล้ว ยิ้มอย่างนั้นยิ่งไม่มีวันน่าดู

ต่อให้อยากรู้อย่างไร นิสัยเย่อหยิ่งอันเป็นเจ้าเรือนก็ยังควบคุมไม่ยอมให้ไตรตรึงษ์หันกลับ ชายหนุ่มยืนนิ่ง ทอดสายตาไปยังทางแคบข้างหน้า คงเพราะการมาเยือนของคนในเครื่องแบบ ผู้อยู่อาศัยในตรอกแห่งนี้จึงหลบเข้าที่พักอย่างระแวดระวัง ทุกอย่างในซอยกลับเงียบ ใช่ มันเริ่มเงียบตั้งแต่เขาอยู่ในห้องกับจันอับ เราน่าจะเอะใจซะบ้าง!     

ร.ต.ต. สุริยันยังไม่พูดอะไร ไตรตรึงษ์ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าตัวตามมาด้วย ในที่สุดเขาจึงเอ่ยปาก — แน่นอน — โดยยังสาวเท้าช้าๆ และไม่หันกลับไป

“มึงทำเรื่องกวนส้นตีนทั้งหมดนี่เพื่ออะไร”

คำดุดัน แต่น้ำเสียงเจ้าของคำเพียงแค่เรียบๆ เหมือน ‘ทั้งหมด’ นั่นไม่ได้ระคายเขาเลยแม้แต่น้อย

อันที่จริง ไตรตรึงษ์เดาได้ พวกที่ สภ. คงโทรไปกระซิบสุริยันตั้งแต่เช้าแล้วว่าเขาเข้าไปหา ครั้นไม่เจอก็ขอพบท่านผู้กำกับแทน ความจดใจของ พ.ต.อ. ปีย์คืออะไร ไอ้ยันก็รู้ดี ฉะนั้นบัดนี้ มันย่อมเดาได้ว่าเขาเท่าทันแล้ว ‘ทั้งหมด’ ที่มันพรางตาไว้แต่ต้น!

“โธ่ ก็แค่หวังดี อยากให้คุณหนูวิไลวุฒิได้ซาบซึ้งก่อนว่าทุกคดีมันเป็นยังไง ถ้าเล่าเรื่องนายแชนเลย คุณหนูก็คงไม่สนใจใคร เพราะสันดานไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา!”

ไตรตรึงษ์เม้มปาก

“อีกอย่าง ถือซะว่านี่เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนที่คุณหนูได้ช่วยงานตำรวจ–”

ไม่รอให้มันพูดจบ ไตรตรึงษ์ก้าวยาวๆ ด้วยโทสะ

ทำไมเขาจะไม่รู้ ไอ้ห่ายันจงใจพูดแบบนั้นเพื่อให้จันอับได้ยิน หญิงสาวจะคิดว่าเขาโกหก ที่แท้เป็นพวกเดียวกับตำรวจ…

ถึงเขาก้าวไว ทว่าคนข้างหลังซึ่งมีช่วงขายาวไม่ต่างกันก็ยังเร่งตามทัน มือหนาตะปบบ่าเขาแรงๆ ทว่า — อย่างรวดเร็ว — ชายหนุ่มเอื้อมคว้าข้อมือนั้นพลางหมุนกลับ ทำให้อีกฝ่ายโดนบิดแขนทั้งท่อนจนร้องจ๊าก!

เสียงหัวเราะแหลมลั่นมาจากที่ไกลๆ เพ่งสายตาฝ่าเปลวแดดไป ไตรตรึงษ์พบว่าจันอับก้าวออกมายืนเท้าเอวจังก้า ยกนิ้วโป้งให้เขาข้างหนึ่งเป็นสัญญาณชื่นชม ก่อนผลุบกลับเข้าห้อง

ด้วยความโกรธเพราะเสียหน้ามากกว่า ร.ต.ต. สุริยันฉวยโอกาสนั้นบิดข้อมือกลับ ถ้าเป็นเวลาปกติไตรตรึงษ์คงแข็งแรงพอจะขืนได้ ทว่าบัดนี้ ทันทีที่ออกแรงเกร็ง อาการเจ็บจี๊ดก็แล่นจี้กล้ามเนื้อที่หลัง ชายหนุ่มสะดุ้งและเป็นฝ่ายพลาดท่าเสียเอง

สุริยันปลดตัวเองออกไปได้ หรี่ตามองเขาแค่ครู่ ประกายปรุโปร่งก็ครองตา

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวไม่พูดอะไร ก้าวมาประคองไหล่คนที่ยังหลังแอ่น และต้องพยายามเอื้อมมือไปค้ำหลังตัวเอง

“อย่าลีลาเยอะเลยน่าหมวดไตร กูไม่ใช่ไอ้โคร่ง!”

ก่อนที่เขาจะสลัดมันหลุด ไอ้ยันก็ทิ้งตัวห่างออกไปเอง

“ตามมา ถ้าอยากรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

. . . . . . . . .

 

Don`t copy text!