ลิงพาดกลอน บทที่ 19 : ฤกษ์มรณะ

ลิงพาดกลอน บทที่ 19 : ฤกษ์มรณะ

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

-19-

 

นั่นบอกอะไรได้ทั้งหมด!

ไตรตรึงษ์รู้สึกคล้ายตัวเองก้าวตกหลุมอากาศ ร่างไถลพรืดลงในห้วงคำนึงอันไร้จุดสุดสิ้น มันเชื่อมโยงแต่ละโพรงปริศนาอันเคยเต็มไปด้วยเงื่อนงำ คำถาม และความไม่ปะติดปะต่อ ให้กลายเป็นท่อลำสายเดียวที่มีเหตุผลและแบบแผน

อย่างชัดเจน คนร้ายตั้งใจประกาศสงครามกับนายทวยหาญเนื่องด้วยเหตุการค้าชาวรากษะ ทว่าแทนที่จะเล่นงานหมอนั่นลำพัง มันกลับสอยลูกน้องแวดล้อมทีละรายแทนการส่งสัญญาณ สถานที่ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับความควบคุมของนายทวยหาญถูกคัดเฟ้น แล้วจากนั้น มันก็จงใจก่อเหตุโดยอาศัยฤกษ์สำคัญ

เกมตัวเลขนั่นเองคือคำตอบที่มันกระซิบบอก!

หลังจากใช้เวลาตามลำพังตลอดบ่ายในการขบไข ไตรตรึงษ์กระจ่างใจแล้ว ณ บัดนี้ ที่แท้ เกมนั้นนำไปสู่อะไร!

จากรูปดังกล่าว เขาลองพลิกหาความเชื่อมโยงต่างๆ ที่คนร้ายใช้ ชั่วโมงกว่าผ่านไปคิดยังไงก็คิดไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เข้าใจว่าถูก จริงๆ ถูกต้องตามความเข้าใจหรือไม่ นอกจากนั้น ทุกอย่างพุ่งไปสู่ทางตันที่เชื่อมโยงกันไม่ได้ 2.23 คืออะไร แล้วไหนจะข่าวนักโทษพม่าแหกคุกนั่นอีก สุดท้าย หลังจากเริ่มถอดใจ ชายหนุ่มลองสุ่มใส่คำค้นในเซิร์ชเอ็นจิน คำค้นที่คนร้ายใบ้มาในคดีต่างๆ

ในที่สุด ‘ตาราง กากบาท เวลา’ กลายเป็นที่มาของอาการขนลุกหวือ หลายผลลัพธ์ที่โผล่ขึ้นมาล้วนคือชื่อเดียว

อุบากอง!

ไตรตรึงษ์เคยได้ยินคำนี้ คุ้นว่ามันเกี่ยวกับฤกษ์พานาที แต่ไม่รู้รายละเอียด ทว่าผลลัพธ์ที่เป็นภาพกลับแสดงตารางอันประกอบด้วยกากบาทและวิถีเรียงทแยงคุ้นตา ปลายนิ้วจึงรีบกดเรียกข้อมูลขึ้นมาดู

ว่ากันว่าอุบากองคือตำราดูฤกษ์ยามที่มีมาแต่โบราณ คนเฒ่าคนแก่ยึดถือเคร่งครัดโดยเฉพาะในการจัดพิธีการต่างๆ หรือการเดินทาง

คำว่าอุบากองมีที่มาจากชื่อทหารเอกนายทัพที่ 3 แห่งพม่า ผู้ได้รับบัญชาจากพระเจ้าปดุงให้คุมกำลังเข้าโจมตีเชียงใหม่ครั้งสงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ.2328 อย่างไรก็ตาม กรมพระราชวังบวรฯ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบสำเร็จ อุบากองจึงถูกจับส่งมายังพระนคร หลังไต่สวนแล้วถูกจองจำในคุกหลวงใกล้วัดโพธารามหรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามในปัจจุบัน เป็นเวลานานถึง 7 ปี

อุบากองนี้สักยันต์ไว้ที่ต้นแขน ลักษณะคล้ายตาหมากรุกอันกอปรด้วยตัวเลข ใช้คำนวณดูฤกษ์ดีและร้าย ระหว่างอยู่ในคุกเจ้าตัวได้สอนตำรายันต์ยาตราแก่พรรคพวก กระทั่งสบโอกาสจึงทำพิธีตามหลักโหราศาสตร์ พาพวกพ้องแหกคุกหนีกลับพม่าได้อย่างปลอดภัย

ต่อมา มีนักโทษรายหนึ่งที่ไม่ได้หนีกลับไปด้วย บอกเล่าเรื่องราวยันต์นี้ให้ผู้คุมฟัง หลังจากลองพิสูจน์ความแม่นยำแล้วได้ผลน่าอัศจรรย์ ตำรายันต์ยาตราจึงได้รับการเผยแพร่และเชื่อถือเรื่อยมาจวบทุกวันนี้ในชื่อ ยามอุบากอง หรือ ยันต์พม่าแหกคุก โดยผูกวิธีดูฤกษ์ไว้เป็นกลอนสำคัญ

ศูนย์หนึ่งอย่าพึ่งจร แม้ราญรอนจะอัปรา

สองศูนย์เร่งยาตรา จะมีลาภสวัสดี

ปลอดศูนย์พูลสวัสดิ์ ภัยพิบัติลาภบ่มี

กากบาทตัวอัปรีย์ แม้จรลีจะอัปรา

สี่ศูนย์จะพูนผล แม้จรดลดีหนักหนา

มีลาภล้นคณนา เร่งยาตราจะมีชัย

ศูนย์ หนึ่ง สอง สี่ กากบาท และปลอดศูนย์ (ช่องว่าง) คือสัญลักษณ์ในแต่ละช่องตารางซึ่งปัจจุบันผ่านการประยุกต์ให้ดูง่ายและใช้ง่ายขึ้น แกนตั้งของตารางคือวัน ส่วนแกนนอนคือช่วงเวลา (แบ่งเป็นห้าฤกษ์ – เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น) ทั้งหมดมีสี่ตาราง คือตารางยามอุบากองข้างขึ้นสำหรับตรวจวันเวลาข้างขึ้น ยามอุบากองข้างแรมตรวจวันเวลาข้างแรม ยามอุบากองตามดิถีค่ำ คือดูตามวัน 1-15 ค่ำ และยามอุบากองตามวัน คือดูตามวันอาทิตย์ – วันเสาร์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด ดังนี้

ทันทีที่เห็นรูปตารางถนัด ไตรตรึงษ์ถูกตรึงตา อ้าปากค้าง สัญชาตญาณประกาศว่านี่ไม่มีวันผิดไป เขารู้แล้วว่าตารางสามช่องที่ได้จากคดีทศทิศนั้นหาใช่ลูกเต๋า เลข 4 1 2 กับกากบาทในตารางที่พิเคราะห์ได้แต่ต้น ที่แท้มันมีความหมายว่าอะไร และ ใช่! ภาพข่าวเก่าที่คนร้ายให้ไว้นั้นไม่ได้หมายถึงเงื่อนงำความแค้นของมันด้วยซ้ำ!

ไล่สายตาต่อไป ในเว็บไซต์ระบุวิธีหาฤกษ์ที่ดีหรือไม่ดีในแต่ละวัน เช่น วันอาทิตย์กลางวัน (ก่อนพระอาทิตย์ตก) ฤกษ์ที่ดีที่สุดเหมาะแก่การทำการใดๆ นั้นอยู่ในช่วง สี่ศูนย์จะพูนผล แม้จรดลดีหนักหนา คือเวลา 6.01 – 8.24 น. หรือ หากเป็นวันศุกร์ ในเวลากลางคืน (หลังพระอาทิตย์ตก) ฤกษ์ที่ร้ายที่สุด กากบาทตัวอัปรีย์ แม้จรลีจะอัปรา ควรเลี่ยงกิจการใดๆ อยู่ในช่วง 20.25 – 22.48 น.

เหล่านี้ เมื่อลองจับใส่ด้วยเวลาที่คนร้ายก่อเหตุแต่ละคดี ได้แก่

คดีหลี่แช วันศุกร์ เวลา 8.23 น. = สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางวัน

คดีศรีบวร วันอาทิตย์ เวลา 20.23 น. = สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางคืน

คดีทศทิศ วันอังคาร เวลาราวๆ 9.30 – 11.30 น. = มีความเป็นไปได้ว่า สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางวัน

คดีจเร วันพฤหัสบดี เวลาราวๆ 4.45 น. = สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางคืน

คดีสารวัตรพรต วันเสาร์ เวลาราวๆ 10.00 น. = สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางวัน

คดีนายแชน วันจันทร์ เวลาราวๆ 22.00 น. = สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางคืน

คดีนนทกา วันพุธ เวลา 14.23 น. = สี่ศูนย์ ฤกษ์กลางวัน

จะพบว่า ทั้งหมดให้ผลเป็นสี่ศูนย์คือฤกษ์ดีทั้งสิ้น และคนร้ายจงใจก่อเหตุวันเว้นวัน (สลับวัน) โดยสลับกันระหว่างฤกษ์กลางวันกับฤกษ์กลางคืนไปเรื่อยๆ!

นี่คือคำตอบของทุกอย่าง!

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตารางอุบากองยังมีอีกถึงสามรูปแบบ คือข้างขึ้น ข้างแรม และตามดิถีค่ำ แม้ข้างขึ้นจะมีลักษณะเหมือนกับแบบตามวันทั้งหมด แต่อีกสองอย่างหลังนั้นแตกต่างชัดเจน ไตรตรึงษ์จึงต้องลองแทนค่าลงในสองตารางดังกล่าว เพื่อพบว่าอุบากองข้างแรมและดิถีค่ำไม่ได้แสดงผลเป็นฤกษ์ดีทั้งหมด

มัน ‘เลือก’ ตารางนี้จริงๆ!

คำถามต่อมาคือ ถ้านี่คือสิ่งที่คนร้ายจะสื่อจริงๆ แล้วเลข 2.23 ซ้ำๆ หมายถึงอะไร

ทั้งที่มั่นใจแล้วว่าใช่ สายตายังกวาดหาเบาะแสต่อ หาเพื่อจะย้ำว่าได้ตามรอยคนร้ายมาถูกทางแล้วจริงๆ

ข้อมูลหลายอย่างชวนสงสัย แต่ก็ยังไม่น่าใช่ หลายนาทีต่อไป สิ่งที่ชวนสะดุดใจกลายเป็นตัวเลขใกล้เคียงกัน

2.24?

เลขจำนวนนี้มีที่มาจากการจัดช่วงเวลา เดิมที ประเพณีโบราณของไทยและพม่าซึ่งถือหลักเดียวกัน จะเริ่มวันใหม่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ตีเป็นเวลา 6.00 น. แล้วซอยย่อยกลางวันกับกลางคืนเป็นช่วงละ 5 ยาม หนึ่งยามเท่ากับ 2 นาฬิกากับ 4 บาท และเนื่องจาก 1 บาทเท่ากับ 6 นาที ดังนั้น หากใช้วิธีแปลงหน่วยโดยยึดตามหลักการที่แท้จริงนี้ ความกว้างของฤกษ์แต่ละช่วงจะต้องเท่ากับ 2.24 มิใช่ 2.23

ความต่าง 0.01 เกิดจากอะไร

จวบสายตาวนเวียนในตารางนานเข้า ไตรตรึงษ์คิดว่าตัวเองเริ่มเข้าใจวิธีคิดของไอ้ฆาตกร

เพราะมันจงใจให้คนหลงผิดในตอนต้น ว่านี่เป็นเกมคณิต ล่อให้คนติดตามและตีเรื่องต่อ เลข 2.23 จึงน่าจะเกิดจากการแผลงเครื่องหมายยัติภังค์ (–) อันหมายถึง ‘ระหว่าง’ กลายเป็นเครื่องหมาย ‘ลบ’ แทน

ด้วยเหตุนี้ 6.01 – 8.24 = -2.23  

8.25 – 10.48 = -2.23  

10.49 – 13.12 = -2.23  

เรื่อยไปจนกระทั่ง 3.37 – 6.00 ก็เท่ากับ -2.23!

คนร้ายหยิบเลข 2.23 มาใช้ และอีกนัยหนึ่ง การบิดข้อมูลไม่ให้ตรงจนเกินไป จะช่วยให้มันเลี่ยงนักค้นข้อมูลตัวฉกาจได้ ในวันที่โลกอยู่เพียงปลายนิ้วคนทุกคน

เพราะต่อให้มีใครหยิบตัวเลข 2.23 ที่อาจปรากฏในคดีไปค้นข้อมูลต่อในอินเทอร์เน็ต ผู้ค้นก็จะไม่ได้ข้อมูลใดๆ ที่ถูกต้อง ยังคงต้องติดตามการฆ่าเหยื่อรายต่อไป…รายต่อไป จนกว่ามันจะยื่นเบาะแสสำคัญให้เท่านั้น จึงจะพบความจริงที่แท้!

ใช่! ความมั่นใจของเขาพุ่งขึ้นอีกระดับ ต่อให้เป็นความมั่นใจจากผลของทฤษฎีสมคบคิดก็ตาม แต่อาจเพราะสังหรณ์ สังหรณ์ของเราไม่เคยคาดการณ์ผิด!

ฉะนั้น คำถามก็เดินทางมาถึงข้อสุดท้าย

ทำไมไอ้คนร้ายต้องสร้างเกมอุบากองนี้ขึ้นมา!

การที่มันปล่อยให้จิกซอว์อุบากองเล็ดลอดมาถึงมือตำรวจทีละชิ้น ดูจะเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า ‘คู่ต่อสู้’ ในเกมของมันที่แท้ย่อมไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เฉพาะตำรวจ ไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป เพราะหลายต่อหลายคดี แม้เบาะแสส่วนนี้ถูกปิดบัง มันกลับยังไม่ ‘โวยวาย’ เพื่อทำให้ทุกอย่างระเบิดกระจายออกไปจากวงแคบ ยังคงใจเย็นทิ้งจิกซอว์ชิ้นต่อไป ต่อๆ ไป…

แต่ มันเล่นกับตำรวจทำไม แค่ต้องการความสาแก่ใจที่อยู่เหนือกว่านั้นดูจะไม่พอ คนร้ายมีบุคลิกใจเย็น สุขุม และวางแผนแนบเนียนจนเกือบเข้าขั้นสมบูรณ์แบบ คนแบบนี้ไม่น่าคิดสั้นจนมาตกม้าตายเอาง่ายๆ แค่นี้ จิกซอว์แต่ละชิ้นแต่ละคดีค่อยๆ ขีดเส้นชัดถึงการเลือกเหยื่อ สถานที่ที่ใช้จัดการเหยื่อ เวลาวันเว้นวัน แล้วตอนนี้กรอบก็ยังแคบเข้ามาสู่ช่วงฤกษ์งามตามยันต์อุบากองนี่อีก ถ้าเพียงแต่มีคนจับไต๋ได้ การก่อการร้ายครั้งถัดๆ ไปจะไม่ง่ายเช่นที่ผ่านมา

จากลักษณะนิสัย เหมือนไอ้คนร้ายตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นมากกว่า…

เนื่องจากการที่ตำรวจรู้ ดูจะไม่มีข้อดีสำหรับมันเลย ไตรตรึงษ์จึงลองเขยิบ ‘ผู้เล่น’ ห่างออกไปอีกขั้น

ด้วยวิธีคิดใหม่นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะกลายเป็นเพียงสะพาน เป็นผู้ส่งสารต่อไปถึงใครอีกคน…

ตอนนั้นเองที่เขาเข้าใจ – คิดว่าตัวเองปรุโปร่งไม่ผิดแน่

สะพานสายนี้ทอดไปสู่นายทวยหาญ!

คนร้ายจัดการคนของหมอนี่ เลือกสถานที่ที่อยู่ในความควบคุมของหมอนี่ คนแล้วคนเล่า ก็เพราะมันต้องการให้ทวยหาญรู้ ยิ่งแจ่มชัด ก็จะยิ่งประหวั่นคล้ายคมมีดจี้ใกล้ใต้คอ และเช่นกัน มันตั้งใจส่งจิกซอว์เหล่านั้นให้ตำรวจรู้ — ไม่เดือดร้อนที่ไม่ถูกเผยแพร่ไปในวงกว้าง — เพราะมันรู้ว่าถึงอย่างไร จิกซอว์ที่มันทิ้งไว้จะมีคนคาบไปบอกเป้าหมาย ไปกระทุ้งปลายมีดกินเนื้อคอหอยของทวยหาญเข้าอีกนิด…และอีกนิด…!

จนถึงวันที่ความลับเรื่องอุบากองถูกเปิดโปง ทวยหาญก็จะยิ่งตาเหลือกลาน รู้สึกเหมือนมีระเบิดเวลาวางรอบตัว คอยระเบิดใกล้เข้ามา ทีละลูก ทีละลูก…

นี่เอง ไตรตรึงษ์จึงถามอรชุนในงานศพเมื่อครู่ ‘พี่ชุ้น พอจะรู้มั้ย คุณทวยหาญเขาเชื่อเรื่องโชคลางบ้างรึเปล่า’

สามียายเสือดาวยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ นายทวยหาญไม่เคยเชื่ออะไรหรือเชื่อใครมากไปกว่าตัวเอง ไตรตรึงษ์นึกว่านั่นอาจทำให้คนร้ายสาแก่ใจได้ช้าหน่อย จวบกระทั่งคำบอกของไอ้โคร่ง

‘พวกมันมีแผนจะ ‘ขนควาย’ ในอีกสามวันนี่ละ!’

สามวัน นั่นจะตรงกับนัดเกิดเหตุตามแผนไอ้ฆาตกรอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อได้รู้ว่า ที่แท้เหตุร้ายทั้งหมดมีแรงจูงใจเกี่ยวกับการค้าชาวรากษะด้วยแล้ว ไตรตรึงษ์คิดว่า นี่…นี่แหละคือ…

“มึงคิดถูกแล้ว!”

ไอ้โคร่งคงอ่านสายตาเขาออก และเนื่องจากได้อ่านกระดาษโน้ตของเขาอันว่าด้วยอุบากองแล้ว มันจึงไม่จำเป็นต้องเท้าความใดๆ เพียงแค่บอก “นี่ละ จุดมุ่งหมายที่คนร้ายรายนี้ต้องการ!”

ดวงตาของไตรตรึงษ์ยังกลอกไปมา ทั่วสรรพางค์ยังขนลุกขนพอง ความคิด ภาพเก่า และคำพูดทะลักดุจน้ำป่าบ่า

“คนร้ายเล่นงานนายทวยหาญด้วยการฆ่าบริวารของหมอนั่น เลือกวิธีฆ่าที่โหดเหี้ยมและมีความนัยเพื่อดึงความสนใจของสื่อกับคนทั้งประเทศ เป็นเพราะมันคิดว่านี่เป็นพลังเดียวที่เหลืออยู่ พลังที่พอจะช่วยขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ได้ ในเมื่อมือกฎหมายเอื้อมไม่ถึงทวยหาญ แม้แต่รายชื่อที่ยื่นต่อศาลเมื่อปีที่แล้ว หมอนั่นก็ยังหลุดปร๋อ!”

ไอ้โคร่งยังคงเงียบ หันคว้าถุงขนมมาแกะกิน ปล่อยให้เขาต่อความด้วยตัวเอง เพราะรู้ว่าเชื่อหัวเขาได้ และอีกอย่าง การได้ตระหนักด้วยตัวเอง ย่อมทำให้ปรุโปร่งมากกว่า

ไตรตรึงษ์กลืนน้ำลาย มันทั้งเหนียวขมเหมือนบ่มด้วยพิษร้าย

“ครั้งนี้ ถึงตำรวจจะปกปิดเบาะแสในคดีฆาตกรรมทั้งหมด ไม่ยอมให้สีเปื้อนถึงตัวนายทวยหาญ แต่อีกสามวันข้างหน้า ถ้าไอ้คนร้ายฉวยโอกาสก่อเรื่องท่ามกลางขบวน ‘ขนควาย’ สายตาสื่อกับคนเสพข่าวที่กำลังจับจ้องนิยายฆาตกรรมเรื่องนี้ ก็จะต้องหันมาเห็น ทีนี้ ต่อให้เส้นใหญ่แค่ไหน ทวยหาญกับพรรคพวกทั้งหมดก็ยากจะหาทางรอด!”

“เยี่ยม!” คนข้างกายวางมือใหญ่บนไหล่เขา แต่ก็พยายามไม่ให้เศษขนมปังที่ติดนิ้วเปรอะมาด้วย

ไตรตรึงษ์สลัดทิ้ง อารมณ์ยังรุนแรงเมื่อเปล่งคำ “ทุกอย่างเข้าเค้าขนาดนี้ กูว่าสันนิษฐานอีกข้อของตัวเองคงไม่ผิด”

ไอ้โคร่งนิ่งรอคำต่อ น้อยหนึ่งให้อารมณ์คล้ายไม่แน่ใจในคำต่อ มันดึงมือใหญ่ของตัวเองกลับไป ใช้ลิ้นสีชมพูแลบเลียเบาๆ

ไตรตรึงษ์ไม่ใส่ใจ เพราะมัวจดจ่อกับเรื่องในหัว “เบญกา!”

ลิ้นและมือของผู้ฟังชะงักนิดๆ ในที่สุดมันดึงมือลง กัดกรามพยักหน้า “เบญกามีส่วนร่วมกับทุกเหตุการณ์ แม้แต่ในคืนที่ศาลเจ้าถูกเผา!–”

ตั้งแต่เหตุการณ์แรก เช้าวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ เบญกานี่เองบอกให้ทศทิศผู้สามีโทร.หาจเร อ้างว่าขณะออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาดหลาว ได้ยินเสียงลือว่าคืนก่อนมีคนไปยุ่มย่ามกับเรือจเร ทศทิศชอบวางมาดข่มเมีย แต่ครั้นถูกลูกอ้อนก็ยอมโทร.หาเพื่อน “–กูได้ยินนายแสวงบ่นตอนเดินตามไอ้เรไปขึ้นเรือที่ท่า มันว่าพี่ทิศก็บ้าเมียไปคน พี่เรยังหลงโง่ตามเพื่อนอีก”

“จริงสิ” ไตรตรึงษ์อุทานเพราะเพิ่งคิดถึงข้อนี้เช่นกัน “การที่ไอ้เรไปถึงพอดี หลังจากที่คนร้ายจัดศพได้ไม่นาน เป็นเพราะพวกมันวางแผนให้ไอ้เรไปเห็น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่ถ้าจับตัวเบญกาได้ ตำรวจคงคาดคั้นเพิ่มได้ด้วย ว่าหล่อนเป็นคนปลอมตัวเข้าไปในโรงแรม ดิ เอม บีช เพื่อฆ่าศรีบวรรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ เพื่อสร้างคดีต่อมา เบญกาเป็นคนเดียวที่สามารถเอาอาหารผสมเชื้อซาลโมเนลลาให้ผัวกิน ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนกระทุ้งให้ท่อน้ำในลานที่บ้านแตกด้วย”

ไอ้โคร่งพยัก “การที่หล่อนเป็นเมียรักของไอ้ทิศ แถมมีพยานแน่นหนาในช่วงเวลาที่ผัวถูกฆ่า ทำให้ไม่มีใครสงสัยหล่อนเลย”

“อาจเพราะก่อนหน้านั้น นอกจากมึงแล้วก็ยังไม่มีใครคิดว่าเรื่องทั้งหมดจะเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์รากษะ”

“ถูกครึ่งเดียว”

ไตรตรึงษ์เลิกคิ้ว

ไอ้โคร่งยิ้ม เป็นยิ้มที่เศร้าอย่างประหลาด

“ที่คนส่วนใหญ่ไม่คิด เพราะมองรากษะต้อยต่ำจนไม่น่ามีปัญญาทำเรื่องลึกลับซับซ้อนขนาดนี้ได้ต่างหาก ทั้งที่จริง ประสบการณ์เลวร้ายของคนพวกนี้ ที่คนทั้งโลกหยิบยื่นให้กับคนพวกนี้ คือวิธีปลูกสร้างความรุนแรงอย่างดีที่สุด–”

. . . . . . . . . .

 

รากษะ แปลว่า รักษา

ในยุคสมัยที่ลัทธิจักรวรรดินิยมยังแผ่อำนาจมาไม่ถึง ดินแดนแถบสุวรรณภูมิส่วนใหญ่มีการปกครองแบบหัวเมือง เมื่อหัวเมืองหนึ่งพ่ายแก่อีกหัวเมือง ประชาชนผู้พ่ายจะถูกขนครัวไปเป็นเชลย เป็นแรงงานสร้างความเจริญให้แก่ผู้ชำนะ ขณะเดียวกัน หัวเมืองที่แพ้จะยังมีอำนาจปกครองตัวเอง เพียงแต่ต้องส่งบรรณาการไปถวายเพื่อแสดงการ ‘ขึ้น’ ตรงต่ออีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ เส้นแบ่งแดนจึงไม่เคยมีอยู่ ผู้คนล้วนพรัดพรายไปมาตามแต่สถานการณ์

เพื่อนบ้านของไทยคือแหล่งรวมชนเชื้อสายนานามาตลอด แต่เดิมบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือคือที่ตั้งอาณาจักรแห่งหนึ่งซึ่งสังคมมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง มัสยิดตั้งคู่วัดพุทธ ทั้งยังมีศาสนสถานของฮินดูร่วมด้วย ต่อมา ราว พ.ศ.2328 ช่วงเวลาเดียวกับสงครามเก้าทัพอันทำให้อุบากองต้องมาติดคุกหน้าวัดโพธิ์ อาณาจักรดังกล่าวก็ถูกต่อตีเช่นกัน เมื่อพ่ายก็ถูกผนวกกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชนะ

ช่วงเวลาดังกล่าวคือจุดกำเนิดที่มาอันคลุมเครือของชาวรากษะ บางฝ่ายก็ว่าชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนั้นมาแต่ต้น เห็นได้จากหลักฐานด้านลัทธิความเชื่อและศาสนา แต่บ้างก็ว่ารากษะไม่ใช่ ‘เจ้าของ’ ที่นี่ เพียงแต่โยกย้ายมาจากดินแดนอีกแห่งที่อยู่ติดกัน กระทั่งรูปร่างหน้าตาก็กระเดียดไปทางดินแดนฟากนั้น ตราบจนทุกวันนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน และอาจไม่มีวันชัดเจนด้วยเหตุผลนานา…

ครั้นขวบปีแห่งการล่าอาณานิคมมาถึง ดินแดนรากษะถูกมหาอำนาจยึดไปรวมกับดินแดนฟากข้างๆ ผู้คนที่มีอัตลักษณ์ละม้ายกันจึงยิ่งเดินทางมาผสมปนเปกันง่ายเข้า

เพื่อความสะดวกดายสำหรับผู้ปกครองจากแดนไกล เส้นแบ่งแดนถูกขีดบนแผ่นดิน เส้นแบ่งแยกคนแต่ละเชื้อสายก็ถูกขีดกาหัว พวกนี้ไว้ใจได้ ส่วนไอ้พวกนั้นไว้ใจไม่ได้ แผ่นดินรากษะกลายเป็นพื้นที่กันชนระหว่างสองนคร คนต่างศาสนา ต่างนาย ถูกปลุกปั่นให้ฟาดฟันกันในพื้นที่นั้นจนกลายเป็นบาดแผลลงลึก เช่นกันกับการกาหัวแบ่งแยกแบบเหมารวมเชื้อชาติ ก็กลายเป็นมรดกตกทอดสู่ประชาชนในประเทศเดียวกันถึงทุกวันนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาอำนาจเดิมและญี่ปุ่นถอนตัวกลับไป รากษะจึงไม่ต่างจากถูกทิ้งให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง ครั้นต้องการแยกตัวเป็นอิสระก็ต้องรบรากับทหารของรัฐ และยิ่งถูกคนในรัฐขีดเส้นกาหัวว่าเป็นพวกไร้ความจงรักภักดี หลายสิ่งเหล่านี้ทอดไปสู่การไม่ยอมรับว่ารากษะคือพลเมืองประเทศเดียวกัน ไม่ยอมรับกระทั่งชื่อเชื้อชาติ หากขานนามว่าเป็นเพียงคนจากนครอื่นที่ ‘เคย’ อพยพเข้ามา

“เพราะอย่างนี้ การที่รากษะไม่ได้สัญชาติ เลยไม่ได้หมายความแค่คนพวกนี้ไม่ได้รับสวัสดิการ แต่มันมีนัยไปถึงการไม่ยอมรับการมีอยู่ และถึงขั้นปฏิเสธความเป็นมนุษย์”

ไตรตรึงษ์คิดตาม “จากชื่อที่แปลว่ารักษา เลยถูกคนบางกลุ่มแผลงแปลว่ารากษส คืออมนุษย์หรือสิ่งชั่วร้าย?”

ไอ้โคร่งพยัก คงเพราะคลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้มาเข้มข้น ท่าทางของมันจึงขมขื่นอย่างผู้ทอดรับอยุติธรรมและความเจ็บปวดเหล่านั้นมาด้วย

ไม่เพียงความพยายามกดดันขับไล่รากษะออกจากประเทศด้วยการไม่ให้สัญชาติ ฝ่ายรัฐบาลยังจำกัดสิทธิรากษะอีกหลายอย่าง ไม่มีอิสระในการเดินทาง ต้องขออนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมเมื่อต้องการออกจากหมู่บ้าน กลายเป็นอุปสรรคเมื่อทำการค้าและหางาน ถูกยึดที่ดินและบังคับย้ายถิ่น ไม่มีที่พักอาศัยและอาหารอย่างเพียงพอ ถูกขัดขวางด้านสาธารณสุข บังคับเก็บภาษี ใช้แรงงาน กระทั่งการสร้างข้อจำกัดในการสมรส หนักเข้าก็ถึงกับถูกไล่เผาหมู่บ้านอันบานปลายถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  

ขณะที่รัฐไทยฉกฉวยพระพุทธศาสนามาใช้ในเชิงสอนสั่ง บีบรัดประชาชนให้อยู่ในกรอบที่ชนชั้นผู้นำต้องการ ประเทศเพื่อนบ้านอาศัยความศรัทธาข้นเข้ม และความเคร่งครัดอย่างปราศข้อกังขามาเป็นอาวุธ

สังคมพหุรัฐยากต่อการหาจุดยืนร่วมกัน ง่ายที่สุดจึงคือการสร้าง ‘ศัตรูร่วม’ ทั้งกำจัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของต่างชาติ ถอนรากถอนโคนมรดกยุคอาณานิคม และยกพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมใจ คนที่ไม่ใช่พุทธคือคนนอก ฉะนั้นคนพุทธต้องไม่แต่งงานข้ามศาสนา เพราะจะถูกแบ่ง ‘กำลัง’ ไปเพิ่มประชากรแก่ศัตรู!

พระผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพมิใช่เพราะสร้างของขลัง หากต้องเชี่ยวชาญการเทศน์ ทุ่มเทให้งานกุศล ภิกษุชื่อดังเทศน์ทุกเย็นผ่านไลฟ์ทางเฟซบุ๊ก คนไลก์และติดตามนับสองแสน ยอดดูเฉลี่ยแต่ละครั้งมากกว่าเจ็ดหมื่น พุทธมามกะใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะมีสิทธิ์ได้พบผู้เทศน์ตัวเป็นๆ ด้วยเหตุนี้ ทหารและนักการเมืองจึงพยายามเข้าหาพระผู้ใหญ่เพื่อสร้างภาพลักษณ์และขยายฐานเสียง

ภิกษุไม่สอนให้คนคิดปลายเปิด ไม่ตั้งคำถาม เน้นท่องจำคัมภีร์เก่าๆ นับร้อยปีที่ผ่าน สถาบันพระพุทธศาสนาจึงยังรักษาขนบดั้งเดิมไว้ได้ ขณะเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้นไปเลย สาวกตกอยู่แต่ในเรื่องความดีความชั่วร้าย เป็นไปตามความต้องการของรัฐทหารที่ไม่ประสงค์ให้พลเมืองคิดไกล แล้วบทเทศน์หลายครั้งก็ถูกสอดแทรกทัศนคติการเปลี่ยน ‘สิ่งชั่วร้าย’ ให้กลายเป็นดี เพื่อสังคมที่สงบสุข…และดี

แน่นอน คำว่า ‘ดี’ นั้นเหมือนกับที่ใช้ในอีกหลายๆ สังคม หลายๆ ประเทศ

‘ดี’ ที่ไม่ได้บอกว่าดีต่อใคร

ในที่สุด เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น คน ‘ดี’ ทั้งหลายจึงไม่ทันตระหนักว่ากำลังละเมิดศีลที่ตัวเองถืออยู่แท้ๆ แม้แต่วีรสตรีผู้เคยได้รับการยกย่องในหัวข้อสันติภาพยังไม่กล้าปริปาก ทั้งยังอ้างว่าการที่ทหารฝ่ายรัฐบาลเข้าไปในหมู่บ้านเหล่านั้น ก็เพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธของพวกรากษะซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้าย  

อีกหัวข้อที่น่าสนใจคือ พื้นที่ของรากษะนั้นอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ว่ากันว่าหากมีการขุดขึ้นมา ดินแดนแห่งนี้จะมีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

นี่เอง อาจเป็นเหตุผลที่แท้ซึ่งทำให้รากษะ ต้อง – ออก – ไป!

“รัฐที่คนรากษะอาศัยอยู่มีทั้งคนพุทธ แล้วก็คนเชื้อสายอื่นที่นับถือลัทธิศาสนาเดียวกันด้วย แต่ทั้งหมดก็คิดเหมือนกัน คือไม่ยินดีให้รากษะอยู่ที่นี่ เพราะรู้สึกว่าพวกนี้คือคนนอก คนนอกที่มาแย่งทรัพยากรทำกิน ทำให้ตัวเองยากจนที่สุดในประเทศ”

“ยากจนที่สุดในประเทศ ทั้งที่รัฐนั้นมีน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติมากที่สุดเนี่ยนะ?!” ไตรตรึงษ์หน้าเบ้

“ใช่ ผลประโยชน์ไม่เคยตกเป็นของประชาชนในพื้นที่เลย”

ผู้ฟังเงียบไป ได้แต่อ้าปากเป็นรูปตัวโอ ไอ้โคร่งจึงพูดต่อ

“เพราะเหตุกดดันทุกทางอย่างนี้ ทั้งที่รู้ว่าจะเจอความลำบาก เรือลำแล้วลำเล่าเลยยังขนชาวรากษะออกมากลางทะเล เป็นเหยื่อให้พวกค้ามนุษย์อีกต่อ”

เป็นนกทะเลที่พร้อมจะถูกชาวประมงจับกิน!

ไตรตรึงษ์หน้าร้อน หูตาเริ่มแดงก่ำด้วยความ ‘อิน’

“พวกรากษะต้องเจออะไรขนาดนี้ แต่พอเรือลอยไปขึ้นฝั่งที่ไหน คนที่นั่นก็ยังเกี่ยงกันผลักไส เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นรับภาระเข้าหาตัว!”

“แล้วไม่ถูกรึไง” คำย้อนกลับเรียบนิ่ง นิ่งจนเขาฉงาย

ไอ้โคร่งยังคงใช้น้ำเสียงเรียบเรื่อยดุจผิวน้ำอันยากจะหยั่ง

“ก็สิ่งที่จะต้องแบ่งไป มันคือภาษีที่จริงๆ ควรจะใช้จ่ายบำรุงประเทศ เป็นสวัสดิการให้คนจ่ายเองไม่ใช่เหรอ ไหนจะต้องกลัวปัญหาชุมชนแออัดแล้วก็ความไม่ปลอดภัยจากคนหน้าตาดุๆ ดูน่ากลัวอีก

“นี่ไม่ใช่แค่ความคิดระดับปัจเจก แม้แต่ระดับประเทศ ก็ยังไม่ค่อยมีประเทศไหนอยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง การประชุมระดับอาเซียนเรื่อง ‘การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย’ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อสามปีก่อน ในที่ประชุมยังไม่สามารถพูดชื่อ ‘รากษะ’ ออกมาตรงๆ ด้วยซ้ำ เพราะถือว่าละเอียดอ่อนแล้วก็ไม่ให้เกียรติเจ้าของประเทศ”

“พวกนั้นยังไม่ยอมรับว่ามีชนชาติรากษะอยู่จริงๆ?”

อีกฝ่ายยักคอ “ใช่ พวกเขาคิดว่ารากษะเป็นแค่คนจากประเทศข้างๆ ที่อพยพเข้ามาอาศัย แถมก่อความวุ่นวายตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ อีกอย่าง จีนกับรัสเซียก็อุ้มเจ้าของประเทศจนคณะมนตรีความมั่นคงหาเรื่องมากดดันไม่ได้ แล้วธรรมเนียมของอาเซียนก็ไม่นิยมแทรกแซงกิจการภายในกันอยู่แล้ว เพราะถือว่าขัดหลักอธิปไตยของแต่ละรัฐด้วย”

“อ้าว! แล้วหลักอาร์ทูพีล่ะ”

ไตรตรึงษ์หมายถึงหลักการ Responsibility to Protect อันถือเป็นความรับผิดชอบของประชาคมระหว่างประเทศ ในการคุ้มครองประชาชนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฆ่าล้างชนชาติ แต่ก็นั่นละ R2P ยังไม่มีการนิยามแนวคิดและขอบเขตชัดเจน เนื่องจากมักขัดกับหลักอธิปไตยของรัฐ ความอ่อนไหวทางการเมือง และความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

“เรื่องการเมืองนะยาหยี” ไอ้โคร่งยิ้มเหนื่อย “ผลประโยชน์ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้ามึงประเมินแล้วว่าแทรกแซงเสร็จจะได้ไม่คุ้มเสีย มึงสู้อยู่เฉยๆ ไม่ดีกว่าเหรอ”

“ใจแคบ! ทั้งระดับประเทศ ทั้งปัจเจกชน!”

“ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง” เพื่อนยังกลับใจเย็นอธิบาย

“ไอ้คุณหนู มึงมีเหลือ บ้านก็มีรั้วรอบขอบชิด มี รปภ. มีคนดูแลพร้อมสรรพ เกิดอะไรขึ้นก็เป็นคนท้ายๆ ที่จะได้รับผลกระทบ มึงไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกยังไง มึงไม่มีห่วง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำร้ายคนในครอบครัวหรือคนที่มึงรัก แต่คนอื่นเขาไม่ได้อยู่ในฐานะเดียวกันกับมึง ถ้าสักวันมึงอยู่ในจุดที่ต้องเลือกขึ้นมาระหว่างตัวเองกับคนอื่น นั่นละมึงถึงจะซาบซึ้งว่า คำว่า ‘มนุษยธรรม’ เหตุผล แล้วก็ปรัชญาที่คนอื่นว่ากัน ที่จริงมันสำคัญ หรือแข็งแรงพอที่จะเอาชนะเหตุผลความต้องการของตัวมึงเองได้มั้ย”

คำนั้นมีนัยเจ็บปวดลึกล้ำอย่างยากจะเข้าใจ อย่างคล้ายคนพูดเองก็เพิ่งจะประสบและตระหนัก

เห็นเขางันไป ไอ้โคร่งใช้ศอกสะกิด “อันที่จริง หนังที่ดูเมื่อคืนน่ะ” เรื่อง เดอะ เพิร์จ “ก็แอบได้ยินมึงบ่นว่าเด็กที่ตัดสินใจเปิดบ้านเพื่อช่วยเหยื่อ แม่งโง่แล้วก็ควรจะถูกฆ่าเหมือนกันนี่ ไม่ใช่เหรอ”

คนถูกย้อนมีอาการเหมือนจะสะอึก อ้าปากอย่างเถียงไม่ขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ “มันคนละเรื่องกัน!”

“นั่นสินะ” การยอมโอนอ่อนโดยดีของคนที่อายุไม่ห่างกัน ทว่าดูจะมีวุฒิภาวะมากกว่ากันเสมอ กลับทำให้ไตรตรึงษ์หน้าชายิ่งขึ้นอีก

คำใหม่ ไอ้โคร่งยังคงเสียงเรียบ “อาจเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจริงๆ คนพวกนี้ต้องเจออะไรมาบ้าง แล้วก็คิดว่านี่คือปัญหาไกลตัว”

ไตรตรึงษ์อยากหาเรื่องค้าน แต่รู้ว่าพูดอะไรก็อาจเป็นฝ่ายแพ้อีก จึงหน้าเง้ารอฟังมันเฉยๆ

มันคงนึกว่าเขาไม่ยอมรับอีก จึงย้ำว่า “เมื่อวานฆาตกรมันเพิ่งจะขนศพมาวางหน้าบ้านมึงเองนะ!”

“รู้แล้ว!” เขากระแทกเสียง มึงชนะ ไอ้หอย!

มุมปากมันกระตุก ทว่าดวงตาก็ขื่นลงไป “นี่เป็นแค่ ‘น้ำจิ้ม’”

“หมายความว่าไง”

มือใหญ่ของคนเล่าล้วงหยิบขนมปังอีกชิ้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มยังตุ่ยตอนอธิบาย “เบญกาอาจเป็นแค่คนรากษะตัวเล็กๆ มีผู้บงการอยู่ข้างหลังเลยคิดทำอะไรขนาดนี้ได้ แต่ถ้าวันนึง คนพวกนี้ถูกต้อนจนไม่มีทางออก จนรู้สึกว่าที่ไหนๆ ในโลกก็ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความช่วยเหลือ มึงคิดว่าสุดท้าย คนที่รู้สึกว่าใครๆ ก็รุมทำร้าย เขาจะหาทางออกยังไง”

นกทะเลก็จะสาปแช่งให้ชาวประมงต้องวิบัติในทุกๆ ทาง!

ไอ้โคร่งจ้องมา ตาดำทอดประกายลึกซึ้งกว่าทุกทีที่เคยจ้องเขา “นี่แหละคือบ่อเพาะผู้ก่อการร้ายทุกที่ในโลก!”

ไตรตรึงษ์เผลอหลุบสายตา ละอายขึ้นมาที่เหมือนตัวเองยังเติบโตไม่พอ

ใช่แล้ว เรามักรู้สึกรำคาญและก่นสาปคนเหล่านั้น จนลืมคิดกันว่าที่แท้ทุกผลย่อมมีเหตุ คน ‘ดีๆ’ มักคิดว่าทำไมคนร้ายถึงต้องสร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย ทั้งที่เมื่อสืบลึกลงไป ทุกคนย่อมอยากเป็นคน ‘ดีๆ’ ด้วยกันทั้งนั้น

“เสือกเลือกไส้ที่ตัวเองชอบ” อีกฝ่ายบ่น จากนั้นยื่นขนมปังที่ถูกแทะจนเหลือแต่ไส้ส่งมาให้เขาถึงปาก ไตรตรึงษ์อ้างับ เคี้ยวหนึบหนับอย่างว่าง่าย ถั่วแดงกวนน่าจะหวาน แต่บัดนี้มันกลับขื่น

นิ้วสากของคนส่งให้ไม่ได้ดึงกลับไปทันที ทว่าช่วยใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดเศษขนมรอบๆ ริมฝีปากจิ้มลิ้มของเขาก่อน ประสมกับคำอ่อนจึงดูคล้ายกำลังปลอบขวัญน้องเล็ก

“วิธีช่วยมีหลายทาง ไม่ใช่ว่าต้องอ้าแขนมาอุ้มไว้อย่างเดียว บางประเทศที่รับไป ก็ให้รากษะเป็นแรงงานไร้ฝีมือไปพลางๆ ก่อน คนที่ช่วยจะได้แรงงานมาถมตามความต้องการ ส่วนรากษะก็มีรายได้ มีสวัสดิการ ไม่ได้อยู่เป็นภาระไปวันๆ พอเลี้ยงตัวเองได้ ปัญหาหลายอย่างก็น้อยลง”

คนพูดหยุดคำ เมื่อสัมผัสได้ว่าเพื่อนหยุดเคี้ยว คิ้วเข้มเลิกขึ้น ขณะที่ปลายนิ้วยังค้างอยู่ตรงมุมปากจีบหยักเป็นสีชมพูของไตรตรึงษ์

ชายหนุ่มจับมือไอ้โคร่งวางลง ดวงตาสว่างอย่างนึกอะไรขึ้นได้

“เมื่อกี้มึงบอกว่าเบญกามีคนบงการอยู่ข้างหลัง คนคนนั้นก็คงมีเรื่องเจ็บปวดเพราะกรณีค้ารากษะเหมือนกันงั้นสิ มันถึงได้ก่อเรื่องนี้ขึ้นมา!”

แทนคำตอบ ไอ้โคร่งดึงมือกลับไป ท่ายักไหล่น้อยๆ แทนคำตอบรับดูกวนยิ่งกว่าถั่วกวนในขนมปังเสียอีก

คนซื้อมาฝากเน้นเสียงคาดคั้น “มันเป็นใคร!”

จอมลีลายังไม่ตอบทันที ค่อยๆ ล้วงมือลงไปหยิบขนมปังอีกชิ้น ไตรตรึงษ์ใจร้อนจึงแย่งถุงขนมมา เป็นสัญญาณว่าตอบก่อนแล้วค่อยกิน

เสียงที่มาก่อนชื่อคนร้ายกลายเป็นเสียงท้องร้องของเพื่อน

“ไอ้ห่า!”

คนถูกด่าลูบท้องเรียบแข็งปั๋งของตัวเอง “เห็นใจหน่อย กูซ่อนอยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยมีอะไรกิน ต้องรอเวลาลุงสมเผลอถึงได้แอบไปขโมยของในครัวยายอู๋”

“มันคงเม้งลุงสมว่าปล่อยหนูเพ่นพ่าน” ว่าพลางล้วงขนมปังออกมายื่นใส่ปากเพื่อนเอง “กินแล้วก็ตอบ!”

“จ่อตรงๆ รูดิครับ” คำสุภาพและน้ำเสียงตอแหลของมันยังไม่เท่าการใช้มืออีกข้างประคองมือของไตรตรึงษ์ไว้ เพื่ออ้าปากงับขนมได้ถนัด คนป้อนต้องรีบดึงมือกลับ

ไอ้ตัวเคี้ยวตุ้ยหัวเราะด้วยท่าทางอร่อยกว่ารสขนม แต่ก็ยังยอมวกเข้าเรื่อง “มึงคิดว่าใครล่ะ ที่เป็นคนร้าย”

“ไม่เดาแล้ว กูอยากรู้เลย!” กระแทกเสียงแล้วบ่นพึม “โยกโย้หลอกกูไปนอกเรื่องอยู่ได้ ถ้าเป็นในหนัง กว่าจะปริปากนี่มึงโดนคนร้ายมาลอบยิงอีกรอบแล้ว” มือขาวเอื้อมคว้าเสื้อกล้ามที่ถูกจับถอดเมื่อครู่มาสวมหัว แต่อีกฝ่ายรีบตะครุบด้วยมือข้างที่กำลังจะล้วงขนม ห้ามทั้งๆ ที่ยังเต็มปากเต็มคำ

“อย่าเพิ่งใส่!”

“ทำไม”

“ไม่เห็นนมชมพูแล้วจะเอากำลังใจที่ไหนเล่า”

“เดี๋ยวกูถีบตกเตียง” คนตะคอกกระชากมือกลับ “มาเปรอะมือกูอีกเนี่ย”

“เลียให้”

“ไม่ต้อง!” เจ้าของนมชมพูเอี้ยวหลบไปสาวกระดาษทิชชูมาเช็ดแทน อีกฝ่ายขำอย่างเอ็นดูแล้วในที่สุดจึงยอมเล่าต่อ

. . . . . . . . .

Don`t copy text!