มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 2 : ขายหน้าวันละห้าเบี้ย

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 2 : ขายหน้าวันละห้าเบี้ย

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-2-

 

ดร.ลงยาออกจากห้องบรรยายมายังห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าภาควิชาตามตำแหน่งของเขา วันนี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดไทยพระราชทานไหมสีเปลือกมังคุดเข้ากันทั้งเสื้อและกางเกง พร้อมผ้าคาดเอวไหมแพรวายกทองจากกาฬสินธุ์  เทียมจันทร์วิ่งกุลีกุจอไปยกสำรับอาหารมาจัดเตรียมให้อาจารย์ของเธอตามความเคยชิน พร้อมรับอาหารจากมือคุณคำนึง ที่จะคอยดูแลสำรับกับข้าวที่จัดเตรียมมาจากที่บ้าน ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงจะตกใจที่เห็นมือคนแบบไร้ร่าง เคลื่อนไหวไปมาอยู่ในตะกร้าอาหาร คอยหยิบผอบที่ใส่อาหารส่งให้เทียมจันทร์ทีละอย่าง    

คุณคำนึงนี้ ดร.ลงยาไปได้มาจากร้านขายของเก่าในลอนดอน ทีแรกเขานึกว่าเป็นของเล่น หากแต่เมื่อได้สื่อสารกันแล้วจึงได้พบว่าคุณคำนึงนั้นเป็นดาราดังจากภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่ง เมื่อมาอยู่กับ ดร.ลงยา เขาจึงเปลี่ยนนามให้ว่าคุณคำนึง จากชื่อเดิมที่มีความหมายว่า คิด เป็นคำนึงแทน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และยังสอนภาษาไทยให้คุณคำนึงผ่านทางไอแพดอีกด้วย คุณคำนึงกับเทียมจันทร์นั้นคุ้นเคยกันดี แต่แรกหญิงสาวก็ตกใจที่เห็นมือเคลื่อนไหวได้ประหนึ่งมือผี แต่เมื่อ ‘จารย์ฮะ’ ที่รักยิ่งของเธอเล่าที่มาให้ฟังก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัวกันอีก สาวมาดทอมออกจะปลื้มเสียด้วยซ้ำไปที่ได้ใกล้ชิดกับอดีตดาราดัง

ดร.ลงยานั้นมีนิสัยไม่ชอบรับประทานอาหารตามร้านหรือตามสั่งใดๆ ทั้งสิ้นเพราะรสนิยมการรับประทานของเขานั้นทั้งพิถีพิถันและอาจจะดูพิลึกพิลั่นในสายตาของคนอื่น เขาชอบรับประทานอาหารด้วยการใช้มือเปิบ อาหารก็ต้องเป็นสำรับไทยโบราณครบชุดที่ทางบ้านจัดมาให้ อย่างเช่นวันนี้ สำรับของเขาประกอบด้วย ข้าวสวย น้ำพริกลงเรือ ไข่เค็ม เนื้อเค็ม หมูหวาน กุ้งทอด ผักสดแกะสลักอย่างงดงาม แกงจืดลูกรอกที่เทียมจันทร์นำไปอุ่นจนร้อนควันฉุย  ชายหนุ่มบรรจงเทน้ำลอยดอกไม้จากขวดแก้วเจียระไนใบงามลงอ่างกระเบื้องลายเถากุหลาบ เพื่อล้างมือแล้วเช็ดมือด้วยผ้าอบร่ำหอมกรุ่น ก่อนที่จะลงมือรับประทานมื้อกลางวันโดยใช้เพียงสามนิ้วค่อยๆ เปิบอาหารเข้าปากอย่างกะล่อยกะหลิบ

“เทียมจันทร์ มารับประทานอาหารด้วยกันสิ มีตั้งเยอะแยะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก” เขาชวนลูกศิษย์คนสนิทอย่างมีน้ำใจ

“ไม่อะฮะ จารย์ฮะ เดี๋ยวขอออกไปกินข้าวโรงอาหารแป๊บเดียวนะฮะ” พูดจบสาวหล่อเทียมจันทร์ก็รีบวิ่งผลุบหายไปราวกับเกรงว่าอาจารย์ของเธอจะบังคับให้ร่วมวงเปิบข้าว

ดร.ลงยารีบรับประทานอาหารเพราะนึกขึ้นได้ว่าเขานัดให้กังไส พาน้ำทองมาพบเพื่อคุยกันเรื่องโถเบญจรงค์ เมื่อชายหนุ่มรับประทานอาหารเสร็จก็เทน้ำลอยดอกมะลิจากขวดแก้วเจียระไนลงในอ่างกระเบื้อง ล้างมือจนสะอาด  และกรอกน้ำที่ล้างมือเก็บไว้ในขวดแก้วเจียระไนดังเดิมแล้ววางไว้บนโต๊ะ ขณะที่คุณคำนึงกำลังสาละวนเก็บสำรับคับค้อนเข้าที่จนเสร็จแต่ลืมเก็บขวดแก้วใส่น้ำล้างมือลงตะกร้าไปด้วย เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ชายหนุ่มเข้าไปแปรงฟันและสำรวจความเรียบร้อยในห้องน้ำส่วนตัว

น้ำทองเดินเข้ามาในห้องของดร.หนุ่มสุดเนี้ยบ วันนี้หล่อนอารมณ์ไม่ดีนัก เนื่องจากกังไสเกิดติดธุระด่วนมาด้วยไม่ได้ ทำให้เธอต้องหอบโถเบญจรงค์มาตามนัดเพียงคนเดียว อากาศข้างนอกร้อนจัดมาก หญิงสาวเดินมาถึงโต๊ะทำงานของ ดร.ลงยาด้วยความกระหายน้ำ และความร้อนของอารมณ์ที่กำลังโมโหเพื่อนอยู่ หญิงสาววางห่อผ้าในมือลงบนโต๊ะทำงาน และหันมาเห็นขวดแก้วเจียระไนบรรจุน้ำลอยดอกมะลิบนโต๊ะชายหนุ่ม พลางนึกในใจว่า

‘คุณดอกเตอร์เอาน้ำดอกมะลิมาดื่มที่ทำงานด้วย ขอปันหน่อยนะคะ’ ว่าแล้วน้ำทองก็หยิบขวดเจียระไนใบสวยมาเทน้ำลอยดอกมะลิใส่แก้วแล้วดื่มด้วยความกระหาย

ขณะที่น้ำทองกำลังดื่มน้ำก็มีเสียงถามด้วยความตกใจ

“คุณทำอะไร นั่นมันน้ำล้างมือ คุณดื่มเข้าไปได้ยังไง” ดร.ลงยาทำหน้าพิพักพิพ่วน เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังดื่มน้ำล้างมือที่เขาเพิ่งกรอกคืนขวดไปอย่างกระหาย

พอน้ำทองได้ยินคำว่า ‘น้ำล้างมือ’ ก็ตกใจ พ่นน้ำออกจากปากใส่หน้าเจ้าของห้องอย่างเต็มที่ แล้วหญิงสาวก็วิ่งออกไปหาที่อาเจียนจนน้ำหูน้ำตาไหล บอกไม่ถูกว่าเธอจะโกรธหรือจะอายดี  

“กลับก่อนดีกว่า เสียฤกษ์ตั้งแต่ไอ้ลิงกังไม่ยอมมาด้วยแล้ว หน็อย…นัดแล้วให้เรามาคนเดียวจนเกิดเรื่อง” หญิงสาวบ่นกับตัวเองพร้อมกับรีบเดินออกมา

“อ้าวคุณ พ่นแล้วหนี ทำอย่างนี้ได้อย่างไร” เสียงโจทก์ของหล่อนมาดังอยู่ข้างหู

น้ำทองหันมาเจอ เขาก้าวยาวๆ ตามเธอมาทันพอดี หญิงสาวหมดปัญญาหนี จึงหันไปบอกเขาว่า

“วันนี้คงไม่สะดวกที่จะคุยกันนะคะ ไอ้กัง เอ้อ กังไสก็ไม่ได้มาด้วย ดิฉันลาก่อนนะคะ ต้องขอประทานโทษที่พ่นน้ำใส่หน้าคุณ สวัสดีค่ะ” เธอพนมมือไหว้ ดร.สุดเนี้ยบแบบขออโหสิเพื่อให้มันจบๆ กันไป หากแต่เขาไม่ยอมให้เรื่องจบง่ายๆ อย่างที่เธอคิด

“เราเข้าไปคุยกันเถอะครับคุณน้ำทอง ไหนๆ คุณก็มาแล้ว อย่าให้เสียเวลาเปล่าเลย โถเบญจรงค์ของคุณก็ยังอยู่ในห้องทำงานผม มาเถอะ” ดร.ลงยาแตะข้อศอกน้ำทองเบาๆ อย่างสุภาพ แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าก็มีเสียงเรียกดังลั่นมาจากข้างหลัง

“จารย์ฮะ กาแฟฮะ เดี๋ยวบ่ายว่าจะขอปรึกษาอาจารย์เรื่องธีสิสหน่อยฮะ อาจารย์มีเวลาไหมฮะ” เทียมจันทร์เบียดตัวเข้ามายืนตรงกลางระหว่างอาจารย์ของหล่อนและสาวสวยแปลกหน้า พร้อมยื่นแก้วกาแฟยี่ห้อดังมาให้ ดร.หนุ่มด้วยท่าทางประหนึ่งผู้พิทักษ์

น้ำทองเบือนหน้าไปยิ้มกับต้นไม้ หล่อนเห็นท่าทางของสาวหล่อผู้นี้ทีไรก็ให้นึกถึงละครเรื่องโปรดของคุณแม่ ที่ถูกนำมารีเมคไม่รู้กี่หน นางเอกปลอมตัวยังไงก็ไม่เหมือนผู้ชายสักที เสียง ‘จารย์ฮะ’ นี่มันอันเดียวกับ ‘เจ้าฮะ’ ที่นางเอกผู้ต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายมารับใช้เชื้อพระวงศ์หนุ่มไม่มีผิด ดีละหล่อนควรใช้โอกาสนี้ลี้ภัยก่อนดีกว่า ปล่อย ‘จารย์ฮะ’ ให้อยู่กับทัด เอ๊ย เทียมจันทร์ไป ส่วนโถเทพบุตรนั่นฝากไว้ก่อนแล้วค่อยใช้ไอ้กังมาเอาให้ก็ได้ หล่อนจึงบอกลา ดร.ลงยาด้วยท่าทีสุภาพ

“ท่าทางดอกเตอร์คงจะไม่ว่างคุยเสียแล้ว ดิฉันขอลาตรงนี้เลยนะคะ จะได้ไม่รบกวนเวลา ส่วนโถเบญจรงค์ วันหน้าดิฉันจะให้กังไสมารับคืน สวัสดีนะคะ” หญิงสาวรีบชิ่งหนีอย่างรวดเร็ว   

จริงๆ แล้วน้ำทองก็อยากกลับเข้าไปคุยกับ ดร.เก้งนั่น หากแต่ไม่มั่นใจว่าเธอเองจะทำใจกับบรรยากาศในห้องทำงานของเขาได้หรือเปล่า เรื่องที่เกิดขึ้นมันน่าอายไม่ใช่น้อยเลย รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น ยังไงวันนี้ขอกลับไปตั้งหลักก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์หาไอ้เพื่อนตัวแสบ

“กัง แกช่วยไปเอาโถเบญจรงค์ของฉันที่ห้องทำงาน ดร.เก้งนั่นให้ด้วยนะ ไม่ต้องถามให้มากเรื่อง ฉันให้แกไปเอาแกก็ไปเอามาให้ฉัน จบนะ…” น้ำทองกรอกเสียงลงโทรศัพท์อย่างมีอารมณ์

กังไสวางสายจากน้ำทอง แล้วโทร.หา ดร.ลงยาเพื่อจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเพื่อนรักของเขาจึงได้ทิ้งโถเบญจรงค์ไว้ที่มหาวิทยาลัยโดยไม่นำกลับมาด้วย ฝ่ายนั้นบอกให้เขาตามมาพบที่บ้านในตอนเย็นเพื่อที่จะได้เอาโถสองใบมาเทียบกันเสียเลยจะได้ไม่เสียโอกาส และที่สำคัญเขาเองก็ไม่กล้าทิ้งของมีค่าไว้ในห้องทำงานที่มหาวิทยาลัย กังไสตั้งใจว่าจะไปรับเอาตัวเพื่อนรักไปบ้าน ดร.ลงยาด้วยกันให้จบเรื่องในวันนี้เลย

ชายหนุ่มขับรถไปที่ออฟฟิศของเพื่อนอย่างรวดเร็ว ที่ทำงานของน้ำทองเป็นบ้านเก่าแบบที่เรียกกันว่าบ้านทรงสาทร เขาขับรถผ่านรั้วเหล็กฉลุลายสีดำเข้าไปจอดที่หน้าบ้าน แล้วเข้าไปหาเพื่อนสนิทที่ห้องทำงานส่วนตัวด้วยความคุ้นเคย หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์มาเห็นพอดี จึงร้องทักแกมเหน็บออกไป

“ไง ไอ้ลิงกัง ว่างแล้วเหรอแก นี่แกรู้ไหมวันนี้นะฉันไปทำขายหน้ากับตาดอกเตอร์นั่นมา เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง แต่แกบอกฉันมาก่อนว่าแกมาทำอะไร”

“ฉันก็จะมาชวนแกไปเอาโถเบญจรงค์ ที่บ้าน ดร.ลงยาน่ะสิ” กังไสตอบเพื่อน

“ไม่นะแก ฉันไม่ไปเด็ดขาด อย่างน้อยก็วันนี้แหละ ฉันยังไม่อยากจะไปเจอหน้า ดร.เก้งรอบสอง”

น้ำทองพยายามปฏิเสธเพราะเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ มันยากจะทำใจให้พบเจอกับ ดร.ลงยาแบบปกติได้ หากแต่เพื่อนรักไม่ยอมฟังเสียง ลากตัวหล่อนขึ้นรถมาด้วยจนได้ ที่หมายคือคฤหาสน์สีเหลือง หลังคาสีน้ำตาลอมแดงแบบโคโลเนียลสไตล์ หลังงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อรถแล่นเข้าสู่อาณาบริเวณคฤหาสน์ สายตาของน้ำทองก็ได้พบกับเด็กชายผมจุกท่าทางแก่นแก้วยืนโบกมือเรียกอยู่ริมสวน หญิงสาวรับรู้ได้ว่าเด็กนั่นไม่ใช่คน หากแต่อะไรสักอย่างหนึ่งทำให้เธอบอกให้กังไสหยุดรถ

“กัง แกจอดรถให้ฉันลงตรงนี้ก่อนนะ ดอกไม้อะไรไม่รู้แปลกดี ขอถ่ายรูปหน่อย”

“ดอกอะไรของแก เที่ยวเดินรุ่มร่ามในบ้านเขาเดี๋ยวก็โดนข้อหาบุกรุกหรอก…”  พูดจบกังไสก็จอดให้เพื่อนรักลง เพราะเห็นว่าที่จอดรถอยู่อีกไม่ไกลมาก และเพื่อนของเขาคงไม่วุ่นวายอะไร

น้ำทองลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปหาเด็กชายที่ยืนยิ้มแป้นรอเธออยู่ พ่อจุกวิ่งมาจับมือเธอ มือเล็กๆ นั้นเย็นชืด ไม่ผิดจากที่น้ำทองคิดไว้จนนิดเดียว

“พี่สาว มานี่มา ขุนทองจะพาไปดูดอกไม้…” เสียงใสเย็นของเด็กชายดังขึ้นพร้อมกับลากเธอเข้าไปในสวน

ดร.ลงยากลับมาถึงบ้าน คุณคำนึงออกจากตะกร้ามาเตรียมน้ำดื่มให้กับเจ้านาย อย่างรู้หน้าที่ น้ำฝนใส่ยาอุทัยสีชมพูระเรื่อในขันเงินถูกวางไว้ตรงมุมพักผ่อนส่วนตัว พื้นที่ตรงนั้นเป็นสวนพันธุ์ไม้ไทย ต้นไม้ทุกต้นได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ออกดอกห้อยย้อยเป็นพวงส่งกลิ่นหอมอบอวล ราวกับรายล้อมไปด้วยบรรยากาศสดชื่นอ่อนหวานแบบไทยๆ  สวนนี้อยู่หลังห้องส่วนตัวของชายหนุ่ม และแบ่งสัดส่วนเป็นมุมพักผ่อนประกอบไปด้วยตั่งไม้สักสลักลายงดงาม พร้อมหมอนขวานลายขิด มีพานดอกมะลิ กุหลาบ จำปี จำปา และเข็มร้อยมาลัยวางอยู่พร้อมที่จะให้เจ้าของบ้านเพลิดเพลินกับงานอดิเรกหากมีเวลา ถัดมาอีกนิดจะเป็นมุมอาบน้ำกลางแจ้งที่มีฉากกั้นด้านหน้าเป็นรั้วต้นชมนาดที่ออกดอกขาวพราว หลังฉากนั้นจะมีโอ่งดินโบราณสีเขียวสวยตั้งอยู่ ด้านข้างจะเป็นผนังหินที่ออกแบบมาคล้ายๆ ผนังถ้ำ มีก๊อกทองเหลืองโบราณสำหรับเปิดน้ำลงสู่โอ่งดิน และมีตู้ไม้สักสลักลายเครือเถาใบเล็กสำหรับใส่อุปกรณ์ในการอาบน้ำ และราวพาดผ้า

ชายหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาจากห้องด้านในเพื่อเตรียมตัวออกมาอาบน้ำ เขานุ่งผ้าขาวม้าหยักรั้งเปลือยอกเห็นมัดกล้ามสวยและซิกซ์แพ็ก ผิวขาวเหลืองของเขาโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของพฤกษานานาพันธุ์ ราวกับเทพบุตรลงมาชมสวน ดร.ลงยาเปิดฝาโอ่งดิน ใช้ขันเงินตักน้ำราดชโลมกายอย่างมีความสุขและเริ่มนำสบู่มาถูตามเนื้อตัว

น้ำทองเดินชมความสวยงามของสวนพันธุ์ไม้ไทยด้วยความเพลิดเพลิน เด็กชายขุนทองหายไปไหนหญิงสาวไม่ทันรู้ตัว หันมาอีกทีเพื่อที่จะชี้ชวนให้เด็กชายดูนกสีสวยด้วยกันกลับหันไปเห็นภาพชวนกรี๊ด…ชายหนุ่มในผ้าขาวม้าเปียกลู่แนบตัว แผงอกหนั่นขาวมีไรขนขึ้นอยู่พองาม หัวนมแดงระเรื่อ หญิงสาวหน้าแดงด้วยความเขินอาย กำลังจะหันหลังเดินหนี จังหวะเดียวกับที่ ดร.ลงยาหันมาเจอเธอพอดี…เขามองเธอด้วยสายตาพิศวง

“อ้าว คุณน้ำทอง มาทำอะไรตรงนี้ครับ” ชายหนุ่มถามไปโดยไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านี้ เพราะเขาเองก็ตกใจเช่นกันที่จู่ๆ หญิงสาวโผล่มาในพื้นที่ส่วนตัว ดร.ลงยารีบตักน้ำล้างสบู่แล้วหยิบผ้าขนหนูมาพันท่อนล่าง

“เอ้อ…ดิฉันตามพ่อขุนทองมาค่ะ ขุนทองไปไหนแล้ว…” หญิงสาวหน้าแดงด้วยความอาย รีบเดินออกไปให้พ้นจากตรงนั้นโดยเร็ว หันมาเจอพ่อจุกตัวดียืนยิ้มเผล่อยู่

“พี่คนสวย ขุนทองอยู่นี่ …” เด็กชายหัวจุกวิ่งมาจับมือเธอพาไปส่งที่ถนนทางเข้าบ้าน น้ำทองทั้งฉิวทั้งขันนายตัวแสบ แต่ยิ่งกว่านั้นคือความอายที่วันนี้เธอได้สร้างวีรกรรมไว้กับเขาถึงสองครั้งสองคราติดๆ กัน

“กลับดีกว่ามั้งเรา ขืนอยู่ต่อจะทำท่าไหนล่ะทีนี้” ยังไม่ทันจะตัดสินใจว่าเอาอย่างไรดี กังไสก็ส่งเสียงเรียกเธอมาจากเทอเรซ

“น้ำทอง แกไปชมสวนถึงไหน มาบ้านเขาแล้วเที่ยวเดินเพ่นพ่านนะแกนี่”

หญิงสาวเดินไปหาเพื่อนรัก แล้วคิดว่าจะชวนเพื่อนกลับเพราะไม่กล้าอยู่สู้หน้า ดร.ลงยาอีกรอบ เรื่องราวคราวนี้มันยิ่งแย่กว่าที่เธอไปพ่นน้ำใส่หน้าเขาเมื่อกลางวันอีก วันนี้มันวันอะไรกันหนอ

หากแต่น้ำทองยังไม่ทันจะออกปากชวนกังไสกลับ ชายหนุ่มเจ้าของบ้านก็ออกมาเชิญทั้งคู่ให้เข้าไปคุยกันในห้องรับแขก เขาอยู่ในเสื้อผ้าป่านสีขาว นุ่งกางเกงแพรปังลิ้นเนื้อดีสีเขียวสวยเข้ากับบรรยากาศบ้าน หญิงสาวไม่กล้าสบตาเจ้าบ้านหนุ่ม หากแต่ก็กัดฟันสะกดความอายเอ่ยขอโทษเขาออกไปเพื่อจะได้สามารถพูดคุยธุระกับเขาได้อย่างสะดวกใจ

“ดิฉันขอโทษนะคะ ที่ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ” น้ำทองเปิดฉากก่อนโดยถือหลักใส่ก่อนได้เปรียบ

“ไม่เป็นไรครับ ที่จริงตรงนั้นไม่ใช่ใครก็เข้าไปได้นะครับ ผมยังแปลกใจเลยที่เห็นคุณน้ำทอง” เจ้าของบ้านตอบพร้อมยิ้มมุมปาก

หญิงสาวไม่อยากเอ่ยถึงพ่อขุนทอง เพราะถ้าเกิดเขาคิดว่าหล่อนอ้างไปข้างๆ คูๆ คงจะยิ่งแย่กว่านั้น หล่อนไม่ชอบรอยยิ้มและสายตาของ ดร.เก้งนี่เลยจริงๆ  จึงเสพูดชมคฤหาสน์หลังงามของเขา

“บ้านดอกเตอร์งามมากเลยนะคะ ตรงโน้นมีเรือนมนิลาริมน้ำด้วย น่าสบายจริงๆ ค่ะ”

“ครับ ที่ตรงนี้เป็นที่เก่าแก่ของตระกูลทางคุณแม่ผม ตัวผมอยู่ที่บนตึกนี่ ส่วนเรือนมนิลาริมแม่น้ำเป็นที่อยู่ของคุณแม่ ท่านถือศีลแปดและปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่นนับตั้งแต่คุณพ่อเสียไป” ชายหนุ่มกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านของเขาให้หญิงสาวฟังอย่างอ่อนโยน

ขณะที่น้ำทองและ ดร.ลงยากำลังคุยกันอยู่ กังไสเดินสำรวจโบราณวัตถุในห้องรับแขกด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขาเคยมาบ้านนี้หลายครั้ง หากแต่ก็ยังรู้สึกทึ่งกับการจัดวางและตกแต่งด้วยสิ่งของที่ล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่นของผนังกั้นห้องที่ทำเป็นฉากมุกสลับกับฉากไม้ลายฉลุแบบจีนโบราณ และฉากลายรดน้ำบนพื้นดำ เป็นการจัดวางอย่างมีศิลปะ ตู้มุกเต็มไปด้วยของโบราณ ดูสวยงามละลานตาไปหมด ตลับงาเป็นเถา มีทั้งประดับเพชร เลี่ยมทอง ฝังพลอยนพเก้า เป็นของสะสมหรือของเล่นของเจ้านายในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ไม้เท้าหรือที่เรียกกันว่าไม้แก้วเรียงรายอย่างเป็นระเบียบสวยงามนับร้อยอัน แต่ละอันล้วนมีความงดงามประณีตได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เครื่องกระเบื้องโบราณที่วางโชว์อยู่ก็ไม่น้อยหน้ากัน รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาและ เครื่องเคลือบยุคต่างๆ งามวิจิตร สมกับที่เจ้าของบ้านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องกระเบื้องดินเผาโดยแท้

“คุณกังไส เชิญทางนี้ก่อนครับ” เสียงของเจ้าของบ้านขัดความเพลิดเพลินของนักค้าของเก่า ด้วยมารยาทเขาจำต้องเดินตามเสียงเรียกไป

น้ำทอง ดร.ลงยา และกังไส มานั่งคุยกันที่ห้องรับแขก ตรงหน้าต่างบานกว้างเปิดม่านออกไปเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมพาโนรามา ตรงหน้าของทุกคนมีแก้วเจียระไนบรรจุน้ำลิ้นจี่สดเย็นฉ่ำด้วยการนำเอาผลลิ้นจี่ไปผสมน้ำเชื่อมแล้วนำไปแช่แข็งทั้งผลแทนน้ำแข็งธรรมดาที่จะไม่ทำให้รสชาติของน้ำลิ้นจี่จืดชืดไปเมื่อน้ำแข็งละลาย ของว่างมีหรุ่มที่โรยไข่เป็นตาข่ายคลุมไส้หมูและกุ้งผัดรสชาติเข้มข้น ขนมจีบไทยไส้ปลาจับจีบเป็นตัวนกน่าเอ็นดู และขนมช่อมาลีลักษณะเดียวกับช่อม่วงหากแต่ทำเป็นดอกไม้หลากชนิด หลากสีสวยงามโรยด้วยกระเทียมเจียว ประดับด้วยช่อผักชีอย่างประณีตจัดใส่จานกระเบื้องสีครามพร้อมจานแบ่ง ของว่างร้อนๆ เหล่านั้นส่งกลิ่นหอมยวนใจจนน้ำทองแอบกลืนน้ำลาย ฝ่ายเจ้าของบ้านเห็นท่าทางของหญิงสาว จึงจัดแบ่งใส่จานส่งให้เพื่อสร้างความคุ้นเคย

หญิงสาวรับจานของว่าง แล้วถามเรื่องธุระที่ตั้งใจมาเพื่อไม่ให้เสียเวลา

“อยากชมโถเบญจรงค์ของดอกเตอร์จังเลยค่ะ เห็นว่าเหมือนโถของดิฉันราวคู่แฝด”

“ครับ โถเทพธิดา” ดร.หนุ่มกล่าวพร้อมเดินนำหญิงสาวไปที่โต๊ะมุมห้องมีโถเบญจรงค์ทั้งสองใบวางอยู่คู่กัน โดยไม่มีใครสังเกตว่า หน้าของเทพบุตรและเทพธิดาบนโถนั้นหันเข้าหากันและกำลังพูดคุยกันอยู่ด้วย

“ดอกเตอร์คะ โถเทพธิดานี่เคยมีอะไรแปลกๆ บ้างไหมคะ เช่นเอาของใส่ไปแล้วหายน่ะค่ะ” หญิงสาวถามพลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชายหนุ่มฟัง

“คุณน้ำทองเรียกผมว่าลงยาก็ได้ครับ โถเทพธิดานี่ก็เป็นเหมือนกันตอนแรก คนเฝ้าบ้านเก่าของคุณพ่อผมที่อยุธยาขุดได้ในป่ากล้วยหลังบ้านเลยเอามาให้ ผมให้คนนำมาทำความสะอาดแล้ว ไม่ทราบทำไมถึงรู้สึกอยากเอามาใส่มะปรางริ้วเลยให้คนของคุณแม่ริ้วมะปรางลอยแก้วมาใส่ ปรากฏว่าหายหมดไม่เหลือร่องรอย ไม่ว่าจะใส่ไปกี่ครั้ง ผมเลยทำสังฆทานและใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวันพระเพราะเข้าใจว่าวิญญาณที่อยู่ในโถเทพธิดานี้คงไม่มีใครทำบุญไปให้เลยคงอดอยาก คุณลองทำสังฆทานแล้วใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณเทพบุตรในโถบ้างก็น่าจะดีนะครับ” ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวของโถเทพธิดา พลางยกโถมาวางที่โต๊ะยาว เพื่อนำมาพิจารณาถึงรูปพรรณสัณฐานของโถเบญจรงค์ทั้งสองใบ

ดร.ลงยานำแว่นขยายมาส่องดูลวดลายของโถเบญจรงค์ทั้งสองใบอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาสามารถบอกกับน้ำทองและกังไสได้เลยว่า โถเบญจรงค์ทั้งสองใบนี้มาจากยุคเดียวกันและอาจจะถูกสร้างมาคู่กันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในยุคของพระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ.2251-2275) ซึ่งในยุคนั้นกระเบื้องเคลือบสีเป็นที่นิยมของชาวอยุธยา ลายหลักของโถสองใบนี้เป็นลายเดียวกันคือ ตัวโถเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านขด พร้อมฝาลายกระจังใบเทศ ต่างกันตรงที่ด้านหน้าของโถทั้งสอง ใบหนึ่งเขียนลายเป็นรูปเทพบุตร ทรงเครื่องทองอย่างงดงาม ใบหน้าของเทพบุตรนั้นดูหล่อเหลาราวมีชีวิต เช่นเดียวกับใบหน้าของเทพธิดาในโถอีกใบที่มีความสวยสดงดงามของสาวรุ่นวัยกำดัด สวมสังวาลเปลือยอกสล้างเหมือนรูปนางฟ้าในยุคโบราณ งานเขียนสีบนกระเบื้องของโถสองใบนี้ มีลักษณะต่างจากลายเขียนบนกระเบื้องทั่วไปตรงที่มีการลงสีและรายละเอียดของหน้าตาราวกับภาพเขียน ทั้งๆ ที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปกติแล้ว การเขียนลายบนเครื่องกระเบื้อง หากเป็นรูปเทพ เช่น เทพพนมหรือนรสิงห์มักจะนิยมเขียนเป็นลายเส้นสีเดียว ไม่เน้นรายละเอียดมากนัก เครื่องกระเบื้องในยุคนี้จะเคลือบด้วยสีโทนนุ่ม เช่น ชมพู ฟ้า ซึ่งชาวจีนจะเรียกว่า ‘ผ้าหลางฉ่าย’ ตามพระราชนิยมของจักรพรรดิหย่งเจิ้ง (พ.ศ.2265-2278) ซึ่งเครื่องกระเบื้องนี้ส่วนใหญ่จะถูกเคลือบด้วยสีที่นำเข้าจากยุโรป

“คุณลงยา ลองดูอักขระที่ก้นโถทั้งสองใบสิคะ เหมือนกันเลย คงเป็นคาถาหรืออะไรสักอย่างนะคะ แต่ดูไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร” หญิงสาวบอกให้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าบ้านดูที่ตัวอักษรก้นโถทั้งสองใบ

“น่าจะเป็นภาษาพม่านะครับ แต่เขียนว่าอะไรคงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูอีกครั้งหนึ่ง” ดร.ลงยากล่าว

กังไสพอได้ยินว่าเป็นอักขระพม่า จึงบอกกับน้ำทองและ ดร.ลงยาว่าที่บ้านเขารู้จักสนิทสนมกับพ่อครูสะยามิน อาจารย์ผู้เรืองเวทชาวพม่าที่จังหวัดกาญจนบุรี ถ้าหากนำโถเบญจรงค์ทั้งสองใบนี้ไปให้ดูอาจจะทราบว่าตัวอักขระที่เขียนไว้นี้หมายถึงอะไร จะได้ทราบถึงที่มาของโถทั้งสองใบนี้ ทั้งหมดจึงตกลงนัดหมายกันว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้ กังไสจะนำรถมารับน้ำทองและ ดร.ลงยาไปหาพ่อครูสะยามินที่กาญจนบุรีด้วยกัน…

Don`t copy text!