มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 6 : ในบ่วงมนตรา

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 6 : ในบ่วงมนตรา

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-6-

 

ฝ่ายพ่อครูสะยามิน หลังจากสะกดวิญญาณพ่ออินและแม่จันทร์เรียบร้อยแล้ว เขาก็เรียกกังไสเข้ามาเพื่อทำพิธีประสิทธิ์ประสาทคาถากำกับวิญญาณให้ “เจ้าจงตั้งใจให้ดีแล้วว่าตามข้า”

“พงต่อ อะลุ่นตะยา จีเมียะติ่หมู่ตอ เก๊ากะต่าน กอนะโก่ง ก๊ะต๊ะป๊ะ กอตะมะ อารีเม็จตะยะ พญางาสู่ นิ่นตะกวั๊ก อะบ๊ะภูตอพิ้ว…ว่าคาถาด้วยจิตที่เป็นสมาธิแล้วเรียกชื่อพ่ออินหรือแม่จันทร์ เขาจะทำทุกอย่างตามที่เจ้าสั่ง”

“เอาละ คราวนี้เจ้าลองว่าคาถาเรียกสองคนนั่นให้ออกจากห้องไป เดี๋ยวข้าจะทำพิธีปิดรูปให้วิญญาณในโถทั้งสองใบ”

กังไสว่าคาถาที่เพิ่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทจากพ่อครูสะยามินมาอย่างสดๆ ร้อนๆ น่าแปลกเขาสามารถว่าคาถาได้อย่างแคล่วคล่อง ทั้งๆ ที่เป็นภาษาที่เอ่ยออกมาค่อนข้างยาก และน่ามหัศจรรย์ที่ร่างทั้งสองก้าวตามเขาออกจากห้องพิธีอย่างเชื่อฟัง หนุ่มหน้าจืดรู้สึกราวกับโลกทั้งใบอยู่ในกำมือของเขาแล้วในขณะนี้ ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลอีกต่อไปทั้งภาระหนี้สินและเรื่องอื่นๆ

พ่อครูสะยามินนั่งบริกรรมคาถาบูชาครูบาอาจารย์ ก่อนที่จะร่ายเวทเสกให้ใบหน้าของน้ำทองและ ดร.ลงยากลายเป็นรูปวาดที่จำหลักไว้บนโถเบญจรงค์ คาถานี้เป็นคาถาโบราณ เขาจึงต้องสวดบูชาวิญญาณพ่อครูปุ๊ ปุ๊ ขิ่น ผู้เป็นเจ้าของ เพื่อให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

เสียงร่ายมนตร์ของพ่อครูดังก้องกังวานไปทั่วห้อง หากแต่ถ้าฟังดีๆ จะพบว่ามันเป็นสองเสียงที่ประสานกัน การสวดบูชาพ่อครูปุ๊ ปุ๊ ขิ่น สำเร็จด้วยดี เจ้าของคาถาจึงได้มาปรากฏกายช่วยร่ายอาคมให้เข้มขลังยิ่งขึ้น จอมขมังเวทเกิดความปีติที่ได้พบปรมาจารย์ด้านไสยเวทผู้ล่วงลับไปหลายร้อยปี  ใบหน้าของน้ำทองและ ดร.ลงยาค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นภาพเขียนลายเทพบุตร เทพธิดา ประดับโถอย่างกลมกลืน

พ่อครูสะยามินหารู้ไม่ว่า แม้ทั้งสองคนจะแปรสภาพกลายเป็นภาพเขียนเรียบร้อยแล้ว ปากและตาของ เทพบุตรและเทพธิดานั้นยังสามารถขยับสื่อสารกันได้ ทั้งคู่ทำหน้านิ่งสนิทราวรูปวาด หากแต่ในใจต่างคนต่างสวดอิติปิโสฯ กันอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

“กังไส เข้ามาได้แล้ว ให้สองคนนั่นเข้ามาด้วย”

พ่อครูเรียกกังไสเข้ามาเมื่อทำพิธีเสร็จ เขาเดินเข้ามาในห้องตามด้วยแม่จันทร์และพ่ออิน ในร่างของ น้ำทองและดร.ลงยา ซึ่งขณะนี้ทั้งสองได้เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดที่ใส่มาจากบ้านเรียบร้อยแล้ว

“ทีนี้เจ้าก็ให้สองคนนี่เอาโถเบญจรงค์กลับกรุงเทพไปไว้ที่บ้าน อย่าให้ผิดสังเกต” พ่อครูสั่งกังไส

“พ่อครูครับ แล้วถ้าที่บ้านเขาเกิดสงสัยว่าทำไมสองคนนี่มีอาการแปลกๆ จะทำอย่างไรดีครับ” หนุ่มหน้าจืดถามพ่อครูเฒ่า

พ่อครูสะยามินล้วงมือเข้าไปในย่าม หยิบขวดบรรจุเม็ดยาลูกกลอน เทออกมา 2 เม็ด แล้วป้อนเข้าปากพ่ออินและแม่จันทร์

“เจ้ากลับไป แล้วบอกที่บ้านของสองคนนี่ว่าพากันไปเที่ยวในป่าแล้วติดไข้ป่ามา คืนนี้ค้างที่นี่สักคืนจะได้สมเหตุสมผล ยานี่จะออกฤทธิ์อีกครั้งเพื่อให้มันเป็นไข้สมจริง” พ่อครูหาทางออกให้อย่างสวยงาม

หนทางข้างหน้าในความคิดของกังไสยามนี้ช่างดูเรียบโล่ง สวยใส ไร้อุปสรรคจริงๆ เรื่องที่เครียดมาตลอดสัปดาห์ตั้งแต่รับโทรศัพท์ทวงหนี้จากท่านผู้มีอิทธิพล บัดนี้เหลือเพียงแค่เข้าไปเอาของที่คฤหาสน์ของ ดร.ลงยาและบ้านเรือนไทยกลางสวนของน้ำทองไปใช้หนี้ให้เรียบร้อย  แถมยังมีของเหลือนอกใบสั่ง อีกมากมายมหาศาลที่สามารถจะเอามาขายผันเป็นตัวเลขงามๆ เข้าไปถมตัวแดงในบัญชีให้กลายเป็นตัวดำ จากนี้ไปกังไสก็จะกลายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี รวยไม่รู้เรื่อง ส่วนน้ำทองกับลงยาก็อยู่ในโถไปนั่นแหละ พ่ออินกับแม่จันทร์ยังอยู่มาได้ตั้งนานไม่เห็นจะเป็นอะไร

คืนนั้นทุกคนต่างค้างแรมกันที่บ้านของพ่อครูสะยามิน พ่ออินและแม่จันทร์เริ่มมีอาการป่วย ทั้งสองคนตัวร้อนจัด พิษไข้ป่าเริ่มสำแดงออกมาอย่างชัดเจน กังไสหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้ทั้งคู่ พ่อครูโบกมือห้าม

“ไม่ต้องไปเช็ดหรอกกังไส นี่มันเป็นมายาไข้เกิดจากสมุนไพรที่ข้าให้พวกมันกิน อาการทุกอย่างจะเหมือนกับเป็นไข้ป่า แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้เป็นอะไรเลย”

กังไสจึงเข้านอนอย่างมีความสุข เขาฝันหวานถึงเรื่องที่เขาต้องจัดการเมื่อกลับกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้อย่างกระหยิ่มใจ ส่วนน้ำทองและ ดร.ลงยานั้นหลับไม่ลง ต่างก็คิดไม่ตกเลยว่าตัวเองจะพ้นสภาพนี้ไปได้อย่างไร

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กังไสกล่าวลาพ่อครูสะยามินเดินทางกลับกรุงเทพฯ พ่ออินและแม่จันทร์ในร่างของลงยาและน้ำทองสามารถลุกขึ้นเดินเหินได้เป็นปกติ แต่ยังอยู่ภายใต้มนตร์สะกดของกังไส ทั้งคู่ต่างช่วยกันยกโถเบญจรงค์ขึ้นรถ แล้วนั่งไปกับกังไสเงียบๆ บรรยากาศบนรถมันช่างเงียบสงัดวังเวงอย่างบอกไม่ถูก ร่างของเพื่อนทั้งสองของเขาต่างนั่งตาแข็งมองไปข้างหน้าราวกับไร้วิญญาณ จะคลายมนตร์สะกดวิญญาณพ่ออินกับแม่จันทร์ให้มาเป็นเพื่อนคุยกันก็ไม่ได้ เขาจึงบ่นออกมาดังๆ

“เงียบชิบ…”

“อยากมีเพื่อนคุยละสิแก…” น้ำทองส่งเสียงมาจากโถเทพบุตร

“อย่าไปคุยกับเขาเลยคุณน้ำทอง เขาไม่ใช่เพื่อนคุณแล้ว” ดร.ลงยาส่งเสียงตามมา

กังไสรีบจอดรถข้างทาง แล้วเอาโถเทพบุตร โถเทพธิดา จากมือพ่ออินและแม่จันทร์มาดู สิ่งที่ได้เห็นคือใบหน้าเรียบเฉยราวกับรูปวาดของเทพบุตรและเทพธิดา ซึ่งแม้จะละม้ายเหมือนเพื่อนของเขามาก หากแต่ก็ไร้วี่แววว่าจะมีชีวิตหรือขยับปากพูดได้ จึงหันมามองหน้าพ่ออินและแม่จันทร์ แล้วถามออกไปอย่างสิ้นคิด

“แกสองคนพูดอะไรหรือเปล่าเมื่อกี้นี้”

เมื่อสิ้นเสียงถาม ทั้งสองคนก็หันมามองหน้าเขา แล้วพูดพร้อมกันว่า

“แกสองคนพูดอะไรหรือเปล่าเมื่อกี้นี้” ราวกับนัดกันไว้

หนุ่มตี๋ทำหน้าเซ็งสุดขีด ขับรถต่อไปอย่างอารมณ์เสีย ก็เขาเองเป็นคนสะกดวิญญาณทั้งคู่เอาไว้ว่าถ้าเขาพูดอะไรให้พูดตามก็เลยเป็นอย่างนี้ จะโทษใครได้ แต่เสียงเมื่อกี้มันเป็นเสียงของน้ำทองและลงยาชัดๆ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน

รถ SUV ของกังไสมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เขาเลือกที่จะไปคฤหาสน์ ดร.ลงยาก่อน และตั้งใจว่าจะทดลองให้ พ่ออินหยิบของมาให้สักสองสามชิ้น เอาเครื่องเพชรในตู้โชว์ก่อนก็แล้วกัน หยิบง่ายซ่อนสะดวก เขาจำต้องคลายมนตร์สะกดและพาพ่ออินในร่าง ดร.ลงยาอุ้มกล่องโถเบญจรงค์เดินเข้าไปในบ้าน วิญญาณในบ้านต่างรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ จึงจับตามองกังไสอย่างใกล้ชิด โดยที่เขามองไม่เห็นแววตาประสงค์ร้ายของเหล่าดวงวิญญาณ แม่จันทร์ในร่างของน้ำทองก็ถูกคลายมนตร์สะกดเช่นกัน เขาเห็นคุณรักร้อยเดินเข้ามาหาบุตรชาย จึงทำความเคารพและสะกิดให้พ่ออินและแม่จันทร์ทำความเคารพด้วย พร้อมกระซิบกับพ่ออิน

“นางผู้นี้ชื่อรักร้อย เป็นมารดาของเจ้า”

“มารดาข้าชื่อส้มจีน” พ่ออินเถียง

“ชาตินี้มารดาเจ้าชื่อรักร้อย จำไว้” กังไสทำท่าจะร่ายอาคมอีก

พ่ออินจึงจำต้องสงบปากลง จะว่าไปเขาก็รู้สึกถูกชะตากับแม่รักร้อยผู้นี้อยู่เหมือนกัน ลักษณะหล่อนเป็นคนอ่อนโยนใจดีไม่ต่างจากแม่ส้มจีนเท่าไรนัก เขาคงจะพอเข้ากับหล่อนได้ ในสถานการณ์นี้ตัวพ่ออินเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่  

“ลงยา เป็นไงบ้างลูก เมื่อคืนแม่ก็นึกว่าลูกจะกลับ ไม่บอกไว้ก่อนว่าจะค้างคืน แม่จะได้ให้เขาเตรียมเสื้อผ้าไปให้เปลี่ยน เดี๋ยวเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะก่อนนะลูก” คุณรักร้อยกล่าวกับบุตรชาย

“จ้ะ แม่” พ่ออินในร่าง ดร.ลงยาตอบอย่างแผ่วเบา

เมื่อคืนคุณรักร้อยเป็นห่วงลูกชายจนนอนไม่หลับ ลงยาไม่เคยไปค้างอ้างแรมที่ไหนโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า แต่เมื่อกลับมาแล้วเธอก็สบายใจ เห็นใบหน้าที่อิดโรยของลูกชายจึงถามด้วยความห่วงใย

“ไม่สบายหรือเปล่าลูก หรือเมื่อคืนนอนไม่หลับ สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ”

กังไสเห็นว่าจะมากเรื่องเกินไปจึงกล่าวตัดบท

“พอดีเมื่อคืน ดร.ลงยากับคุณน้ำทองเป็นไข้ เลยต้องค้างคืนกันครับ นี่ผมพาแวะหาหมอที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เห็นว่าไม่เป็นอะไรมากเลยพากลับมาพักผ่อนที่บ้านครับ”

“ขอบคุณคุณกังไสมากเลยค่ะ คนเป็นแม่ก็อย่างนี้แหละ ลูกโตจนเป็นดอกเตอร์แล้วก็ยังอดห่วงไม่ได้นะคะ ว่าแต่ไปเที่ยวกันถึงไหนถึงได้เป็นไข้กันได้ล่ะคะ” คุณรักร้อยถามด้วยความที่ยังข้องใจ

“เข้าไปในป่าแถวศรีสวัสดิ์ครับ ตรงนั้นสวยมาก อยู่กันเพลินไปหน่อย กลับออกมา ดร.ลงยากับน้ำทองก็จับไข้ซะแล้ว” กังไสตอบ พร้อมมองตาพ่ออิน เพื่อให้ชวนเขาอยู่ต่อ

“คุณกังไส แม่จันทร์ เอ้อ คุณน้ำทอง อยู่รอ ข้า เอ่อ ผมอาบน้ำประเดี๋ยวนะครับ” พ่ออินกล่าวกับกังไส  ตัวเขาเองอุ้มโถเบญจรงค์เดินเข้าไปในคฤหาสน์ ตามด้วยกังไสและแม่จันทร์ที่เข้ามารอในห้องรับแขก

“งั้นตามสบายกันนะคะ เดี่ยวแม่จะไปดูเด็กๆ เตรียมอาหารก่อน” คุณรักร้อยเดินกลับไปทางเรือนมนิลา

เมื่อเดินตรงจากห้องรับแขกออกมาในบริเวณพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าบ้าน พ่ออินได้แต่ยืนงงว่า จะต้องไปทางไหนต่อ เสียงจากโถเบญจรงค์ที่เขาอุ้มอยู่ก็ดังขึ้น

“พ่ออินเดินเลี้ยวซ้ายไป ตรงนั้นเป็นห้องส่วนตัว แล้วเดี๋ยวจะมีมือชื่อคุณคำนึงจัดการเรื่องเครื่องอาบน้ำให้ ทีนี้ก็เอาโถไปวางไว้บนโต๊ะกลางห้องได้แล้ว” ดร.ลงยาสั่งชายผู้มาอาศัยร่างของเขา

พ่ออินนั้นเมื่อถูกคลายจากมนตร์สะกดก็รู้ผิดชอบชั่วดี และนึกขึ้นได้ว่าโถเทพธิดามีวิญญาณของ ดร.ลงยาเข้าไปอยู่แทนแม่จันทร์ เขาจึงขอโทษที่ทำให้ผู้มีพระคุณต้องเดือดร้อน

“ท่านผู้มีพระคุณ พาข้ากับแม่จันทร์ไปให้เขาปลดปล่อยวิญญาณ เหตุใดท่านจึงมาโดนคุมขังเสียเองเยี่ยงนี้”

“พ่ออินรีบไปอาบน้ำเสียก่อนเถิด อย่ามีพิรุธให้กังไสจับได้ว่าได้คุยกับผม เขาให้ทำอะไรก็ทำไป จะได้ไม่ต้องโดนเขาสะกดอีก เราจะได้ช่วยกัน” ดร.ลงยาบอกกับพ่ออิน

“ได้ขอรับ” พ่ออินตอบพร้อมเดินตามคุณคำนึงไปอาบน้ำ

หลังจากที่คุณคำนึงเตรียมเครื่องอาบน้ำและพาพ่ออินไปอาบน้ำที่หลังบ้าน ระหว่างที่พ่ออินอาบน้ำอยู่ เขาพบว่าเจ้านายของตัวเองอยู่ในร่างของเทพธิดาเป็นรูปวาดอยู่หน้าโถเบญจรงค์เช่นนั้น จึงไปหยิบไอแพดมาพิมพ์ถาม

“เกิดอะไรขึ้นขอรับ ทำไมท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ไปได้ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย”

“ฟังนะคุณคำนึง ตอนนี้คุณมีหน้าที่ดูแลพ่ออินในร่างของผมให้ดีที่สุด อย่าให้เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาได้ หากจำเป็นจะต้องไปมหาวิทยาลัย คุณก็ต้องดูแลด้วย ตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในสภาพนี้อีกนานแค่ไหน คุณกังไสเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ เขาเป็นตัวการที่ทำให้ผมกับคุณน้ำทองเป็นแบบนี้” ดร.ลงยาบอกกับคำนึง

พ่ออินอาบน้ำเสร็จ นุ่งผ้าขาวม้าหยักรั้งโชว์ซิกซ์แพ็กเดินเข้ามา คุณคำนึงต้องช่วยหาเสื้อผ้าให้แต่งตัวแล้วพาออกไปที่ห้องรับแขก

กังไสนั่งคุยกับแม่จันทร์ในร่างของน้ำทอง เขาพยายามฝึกวิธีการพูดให้หญิงสาว ให้เหมือนที่เขาเคยคุยกับเพื่อนสนิทคนนี้ ยิ่งพูดกังไสก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ทรยศเพื่อนรัก แต่ด้วยความรักตัวกลัวตาย จึงจำต้องหักใจไม่คิดอะไร เพราะถ้าให้แลกกับการปล่อยน้ำทองเป็นอิสระแล้วตัวเขาเองต้องตาย มันคงไม่คุ้มกันเลย ขอเป็นคนทรยศเพื่อนดีกว่า

“แม่จันทร์ เวลาที่พูดกับผมคุณต้องพูดแก-ฉันนะ เรียกผมว่าไอ้กัง หรือลิงกังก็แล้วแต่ ส่วนผมจะเรียกคุณว่าน้ำทอง” กังไสบอกแม่จันทร์

“เจ้าค่ะ ไอ้กัง ฉันเรียกแกอย่างนี้ถูกไหมเจ้าคะลิงกัง” แม่จันทร์เอ่ยออกมาด้วยความเอียงอาย

กังไสขำวิธีการพูดของแม่จันทร์จนอดหัวเราะไม่ได้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเกิดกับชีวิตของเขามันคงจะสนุกสนานกว่านี้แล้ว ใครก็เมาท์กับเขาได้ไม่มันเท่าน้ำทองเลยจริงๆ

พ่ออินทร์เดินเข้ามานั่งข้างๆ แม่จันทร์ ทั้งคู่ต่างขยับเข้าหากัน กังไสต้องรีบกระโดดไปนั่งคั่นกลาง

“ไม่ได้ๆ ในชีวิตจริงตอนนี้พวกคุณไม่ได้เป็นคู่รักกัน จะทำอะไรให้ใครผิดสังเกตไม่ได้ ถ้าพูดแล้วไม่เชื่อกัน ข้าจะว่าคาถาสะกดพวกเจ้าไม่ให้จำกันได้อีกเลย ตกลงไหม”

“เจ้าค่ะไอ้กัง”  

“ได้ขอรับ”

สองหนุ่มสาวตอบพร้อมกัน ทำให้กังไสเกิดความพอใจมากที่เขาสามารถสั่งอะไรกับคนทั้งคู่ได้ตามอำเภอใจ  

“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้  คุณไปหยิบเครื่องเพชรในตู้มาให้ผมสามชิ้น  เดี๋ยวผมจะไปชี้ให้ว่าจะเอาชิ้นไหนบ้าง”

กังไสเดินนำไปที่ตู้โชว์ ในนั้นเต็มไปด้วยเครื่องเพชรโบราณมากมายจนละลานตาไปหมด เข็มกลัดเพชรทำเป็นรูปช่อดอกไม้ช่อโตเกือบเท่าฝ่ามือฝังเพชรพราว หนึ่งละ เขาชี้ให้พ่ออินเปิดตู้หยิบมาให้ หยิบตู้ละชิ้นจะได้ไม่มีใครผิดสังเกต หากแต่พอพ่ออินเปิดตู้แล้วเอามือเข้าไปจะหยิบเข็มกลัดเพชร เหมือนกับมีมือมาตีเขาอย่างแรงทำให้หยิบไม่ได้ จะหยิบอีกก็โดนตีอีกถึงสามครั้ง เขาหันมาเห็นชายจีนแก่ๆ มายืนทำหน้าถมึงทึงคอยตีมือเขาอยู่  แต่กังไสไม่เห็นก็เลยหงุดหงิดท่าทางจดๆ จ้องๆ ของพ่ออินที่จะหยิบก็ไม่หยิบเสียที

“เอ้า จะหยิบได้ไหมล่ะนั่น จดๆ จ้องๆ อยู่ได้ มานี่เดี๋ยวหยิบเอง”

เขาผลักร่างที่ยืนเก้กังออกไป แม่จันทร์เดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆ พ่ออิน ทั้งสองคนจับมือกันไว้แน่น กังไสไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขาเดินไปที่ตู้เครื่องเพชร ชะโงกหน้าเอื้อมมือเข้าไปจะหยิบเข็มกลัดที่หมายตาไว้ หากแต่ประตูตู้กลับปิดอย่างแรงราวกับมีคนผลักกระแทกหน้าอย่างแรง ขอบประตูตู้ที่เป็นทองเหลืองกระแทกหางคิ้วแตกเป็นแผลลึก เลือดไหลเป็นทาง แล้วประตูตู้ก็ปิดเองเขย่าเปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออก ราวกับมีใครล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนา

เมื่อกังไสหมดหวังที่จะหยิบของที่หมายตา จึงฉวยมือแม่จันทร์พากลับไปทันที พ่ออินได้แต่มองตามตาละห้อย

“แม่จันทร์ของพี่เอ๋ย  พี่เฝ้ารอเจ้ามาแสนนาน นึกว่าจะได้อยู่ด้วยกันให้ชื่นใจ เขาก็มาพรากเจ้าไปเสียอีก”

กังไสเปิดประตูรถให้แม่จันทร์เข้าไปนั่งแล้วขับออกจากคฤหาสน์ของ ดร.ลงยาด้วยความหงุดหงิด ของที่เห็นวางรออยู่ตรงหน้าแต่เขาไม่สามารถหยิบฉวยออกมาได้ นี่มันอะไรกัน  แต่ไม่เป็นไรทรัพย์สมบัติของน้ำทองก็ยังมีอีกไม่น้อย แล้วค่อยกลับมาที่นี่ใหม่วันหลังก็ได้ ตอนนี้เขาสามารถเข้านอกออกในได้อย่างสะดวกจะกลัวอะไร

เมื่อขับรถมาถึงเรือนไทยกลางสวน กังไสพาแม่จันทร์ในร่างน้ำทองขึ้นไปบนเรือน ลุงตันออกมาเปิดประตูเรือนให้ พร้อมกับมารับโถเบญจรงค์ไปจากมือน้ำทองที่อุ้มมา เมื่อมือของแกได้สัมผัสกับโถเบญจรงค์ก็เกิดอาการชะงักไปชั่วครู่ หากแต่แกก็วางสีหน้าปกติเดินนำโถเบญจรงค์ไปวางไว้ที่หอกลาง พร้อมถามถึงการพักค้างคืนของคุณหนูของเขาด้วยความเป็นห่วง เหล่าวิญญาณที่อยู่ในบ้านต่างชะโงกหน้าออกมารับรู้การกลับมาของน้ำทอง หากแต่เมื่อเห็นแล้วต่างก็ส่ายหน้า กระซิบกระซาบกันว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่แม่หนู” ลุงตันหันไปส่งสัญญาณให้กลับเข้าที่ แล้วหันไปพูดกับคุณหนูของเขาที่เดินมากับกังไส

“คุณหนูจะไปค้างคืนก็ไม่สั่งไว้นะครับ กระผมกับแม่มาลีก็เป็นห่วง โทรศัพท์เข้าเครื่องคุณหนูก็ปิด คงเที่ยวกันสนุก แล้วนี่คิ้วคุณไปโดนอะไรมาครับ เลือดไหลเป็นทางเลย”

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะลุง เดี๋ยว ดิฉัน เอ้อ หนูทำแผลให้ไอ้กังมันเอง หัวมันกระแทกประตูรถ เมื่อวานพอดีเข้าไปเที่ยวในป่า แล้วเกิดเป็นไข้ไม่สบายเลยต้องค้างคืนกันเพราะไอ้กังกลัวจะกลับมาไม่ไหว จริงไหมเจ้าคะ เอ้อ แก” แม่จันทร์ตอบลุงตันด้วยเสียงตะกุกตะกัก

“ครับ เมื่อวานน้ำทองกับ ดร.ลงยาจับไข้เลยให้พักดูอาการก่อน ตอนนี้ดีขึ้นแล้วเลยพากลับ”  กังไสช่วยอธิบาย

“เดี๋ยวคุณตามผมมาทางนี้ จะพาไปล้างหน้าก่อนแล้วจะให้แม่มาลีเขาทำแผลให้ คุณหนูมาเหนื่อยๆ จะได้พัก” ลุงตันมองหน้าแม่จันทร์และกังไสนิดหนึ่งก่อนที่จะเดินนำกังไสออกไป

แม่จันทร์เดินมานั่งที่โต๊ะที่ลุงตันนำโถเบญจรงค์มาวางไว้ หล่อนบรรจงยกโถเบญจรงค์ออกมาจากกล่องแล้วนำออกมาจากถุงผ้า โถเทพบุตรเคยเป็นที่สถิตของพี่อินมาก่อน คงเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เธอและชายคนรักได้รู้สึกว่าได้อยู่ใกล้กัน ขณะที่กำลังลูบคลำโถอยู่นั้น น้ำทองที่อยู่ในโถก็พูดขึ้นมา

“แม่จันทร์จ๊ะ แม่มาอาศัยร่างฉันอยู่แล้วสบายดีใช่ไหมจ๊ะ  ส่วนฉันอึดอัดมากเลยจ้ะ ที่ต้องมาอยู่ในโถนี้แทนพ่ออิน” แม่จันทร์ในร่างน้ำทองเบิกตาโต

“นั่นแม่น้ำทอง หล่อนไปอยู่แทนที่พี่อินหรือจ๊ะ พุทโธ่ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ หล่อนมารับเคราะห์แทนพี่อิน ทั้ง ๆ ที่อยากจะช่วยปลดปล่อยวิญญาณเราสองคนให้เป็นอิสระ”

“ดร.ลงยาก็โดนเสกให้ไปอยู่ในโถแทนแม่จันทร์เหมือนกันจ้ะ ตอนนี้เธอจะต้องแสดงตัวเป็นฉันให้แนบเนียนที่สุดนะจ๊ะ กังไสอยากให้ทำอะไรก็ทำ อย่าไปขัดใจเขา เดี๋ยวเขาสะกดวิญญาณแล้วเธอจะเดือดร้อน อย่าให้เขารู้ว่าเราติดต่อกันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเรื่องคงจะแย่ไปกว่านี้แน่ ๆ ตอนนี้แม่จันทร์เอาโถนี่ไปเก็บในห้องนอนก่อน เดินไปทางซ้ายนั่นแหละ เปิดประตูห้องเข้าไปเลย” น้ำทองบอกแม่จันทร์ในร่างของหล่อน  

เมื่อแม่จันทร์เปิดประตูห้องเข้าไป หญิงสาวที่อยู่ในร่างเทพบุตรก็ส่งเสียงเรียกพรายกระซิบเพื่อมาสั่งความ แม่พรายกระซิบปรากฏตัวขึ้นมา มองไปที่แม่จันทร์ในร่างของน้ำทอง และน้ำทองในสภาพภาพเขียนเทพบุตรที่ถูกจำหลักไว้บนโถเบญจรงค์ ด้วยสายตาสอดรู้แล้วหัวเราะกิ๊กออกมาอย่างอดใจไม่ไหว

“พี่พรายกระซิบจ๊ะ นี่คือแม่จันทร์ เขาจะมาอาศัยอยู่ในร่างของหนูชั่วคราว ไม่รู้ว่านานแค่ไหน พี่ช่วยจัดการให้แม่จันทร์ทำทุกอย่างได้เหมือนกับที่หนูเคยทำ ให้หล่อนได้รู้จักทุกคนที่หนูรู้จัก คอยกระซิบบอกทุกเรื่องอย่าได้ขาดนะจ๊ะ ทีนี้ไปเรียกแม่เอื้องคำมาหาหนูที มีเรื่องจะไหว้วาน แล้วแม่จันทร์ตอนนี้ออกไปหากังไสได้แล้วจ้ะ ถ้าเขาอยากจะไปดูของที่หอพระพาเขาไปนะจ๊ะ” น้ำทองสั่งความอย่างยืดยาว

หลังจากที่แม่จันทร์ออกไปจากห้องพร้อมพรายกระซิบ แม่เอื้องคำช่างฟ้อนก็ไต่นิ้วทองของหล่อนเข้ามาอย่างไวว่อง น้ำทองจึงสั่งความ

“แม่เอื้องคำจ๊ะ ตอนนี้หนูคงต้องมาเป็นเทพบุตรอยู่ในโถนี่ก่อน แม่เอื้องคำช่วยดูแลหนูทีนะจ๊ะ เช้าช่วยล้างหน้าแปรงฟัน และช่วยหาอาหารสามมื้อมาป้อนหนู ก่อนนอนช่วยล้างหน้าแปรงฟันให้อีกรอบ รบกวนหน่อยนะจ๊ะ”  แม่เอื้องคำ จีบมือโอเค แล้วไต่นิ้วไปหยิบไอแพดมาจิ้ม

“เกิดอะไรขึ้นฤๅแม่หนู ไยเจ้าจึงมีสภาพเยี่ยงนี้” จิ้มเสร็จก็ชูให้น้ำทองอ่าน

“หนูโดนไอ้กังมันทรยศ เปลี่ยนเอาวิญญาณในโถมาเข้าร่างหนูกับ ดร.ลงยา แล้วให้พ่ออินแม่จันทร์มาสิงร่างหนูกับดอกเตอร์ลงยาแทน มันอยากจะได้สมบัติของบ้านเรา” น้ำทองตอบอย่างเคียดแค้น

กังไสให้แม่จันทร์พาไปที่หอพระเพื่อที่จะดูของเก่าที่บรรพบุรุษของเพื่อนรักสะสมเอาไว้ เขาตั้งใจจะหยิบเครื่องทองไปสักสองสามชิ้น ทดแทนจากที่พลาดมาจากคฤหาสน์ ดร.ลงยา เหล่าวิญญาณต่างออกมายืนมองเพื่อนทรยศของแม่หนูอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ หากแต่เขาไม่สามารถจะมองเห็นสายตาอาฆาตแค้นเหล่านั้นได้

หอพระของเรือนไทย เต็มไปด้วยพระพุทธรูป โกศอัฐิ เครื่องทองโบราณ เมื่อก้าวเข้ามากังไสถึงกับตาลุกวาว ทั้งเครื่องประดับอันล้ำค่า  และของใช้จัดวางอย่างงดงามอยู่ในตู้มุกใบเขื่องหลายใบ ตั้งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นั่นเป็นสิ่งที่กังไสหมายตาเอาไว้ เขาจะหยิบเข็มขัดทองไปสักสามเส้นก็พอแล้ววันนี้ เข็มขัดทองในตู้มีเป็นร้อยเส้นกระมัง จึงบอกให้แม่จันทร์เปิดตู้เพื่อหยิบเข็มขัดทองถักเส้นใหญ่มาสามเส้น เขาชี้ที่เข็มขัดหัวนพเก้า หัวเพชรซีก และเข็มขัดหัวทองแกะสลัก

“เปิดตู้แล้วหยิบเข็มขัดสามเส้นนั่นออกมาแม่จันทร์” กังไสบอกแม่จันทร์พร้อมชี้มือไปที่สิ่งของที่เขาหมายตา

“เจ้าค่ะ ไอ้กัง แกจะเอาสามเส้นนี้นะเจ้าคะ”

แม่จันทร์จะเปิดตู้เพื่อหยิบของที่ต้องการแต่ตู้กลับไม่ยอมเปิด ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใส่กุญแจ ด้วยความโมโห กังไสจึงเดินไปกระชากประตูตู้อย่างแรง โดยไม่ทันสังเกตว่าหลังตู้มีภาพวาดใส่กรอบไม้สักฉลุลายขนาดใหญ่วางอยู่ ภาพคุณทวดประยงค์ บรรพบุรุษของน้ำทอง ว่ากันว่าคุณทวดเป็นคนดุและเป็นเจ้าของเครื่องทองในตู้นี้ทั้งหมด เมื่อประตูถูกกระชากให้เปิดออกอย่างแรง ภาพคุณทวดจึงเลื่อนหล่นลงมาจากหลังตู้ สันกรอบรูปไม้สักฉลุลายหล่นลงมากระแทกหางคิ้วของเขาจุดเดิมกับที่โดนมาจากคฤหาสน์ของ ดร.ลงยา แผลที่ลึกอยู่และเลือดยังไม่ทันหยุดก็เปิดกว้างมากขึ้นอย่างน่ากลัว

“โอ๊ย… ” หนุ่มตี๋ขี้โกงร้องเสียงหลง ปล่อยมือจากประตูตู้มากุมแผล เลือดอาบเต็มไปหมด ภาพคุณทวดประยงค์ตกจากการกระแทกลงมาพิงข้างฝาราวกับมีใครมาจับวางไว้อย่างเรียบร้อย ที่สำคัญมุมภาพที่กระแทกก็ไม่มีรอยบุบสลายแม้แต่น้อย

แม่จันทร์เห็นอย่างนั้นก็ตกใจ บอกพรายกระซิบให้ไปตามลุงตันมาทำแผลให้กังไส หากแต่เขากลับผลุนผลันออกจากหอพระแล้วขับรถไปอย่างรวดเร็ว แผลที่โดนกระแทกด้วยของแข็งถึงสองครั้งสองคราลึกมาก โลหิตไหลปรี่เต็มไปหมด เขาพยายามมองหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อที่จะเข้าไปทำแผล ขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าใครโทร.มากังไสก็รีบกดรับโดยเร็ว

“ฮัลโหล ครับนายท่าน เรียบร้อยแล้วครับ แต่ของยังเอามาไม่ได้ครับ ผมบาดเจ็บ กำลังจะไปเย็บแผลที่โรงพยาบาลครับ แล้วพบกันครับ สวัสดีครับ”

กังไสกดปิดเครื่องอย่างอ่อนแรง วันนี้มันวันอะไรกัน ทำอะไรก็พลาดไปหมด ทุกอย่างอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่ไม่สามารถหยิบฉวยอะไรได้เลย แถมยังเจ็บตัวอีก เขาเลี้ยวรถเข้าโรงพยาบาลอย่างหงุดหงิด โดยไม่ได้มองเลยว่านั่นเป็นโรงพยาบาลสัตว์ กังไสจอดรถตรงที่จอดรถฉุกเฉินแล้วรีบลงจากรถ เจ้าหน้าที่มาถาม

“น้องหมาหรือน้องแมวคะ อยู่ที่ไหนคะ”

“น้องหมา น้องแมวอะไรกันคุณ ผมบาดเจ็บนี่เห็นไหม เอารถเข็นมารับผมไปเย็บแผลสิ” หนุ่มตี๋เริ่มเหวี่ยง  เจ้าหน้าที่ และพยาบาลมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“คุณคะ นี่เป็นโรงพยาบาลสัตว์นะคะ แน่ใจนะคะว่าจะให้สัตวแพทย์ของเราเย็บแผลที่ศีรษะให้คุณ ”

เจ้าหน้าที่สาวถามแต่เขายังไม่ทันได้ตอบ ร่างก็ทรุดฮวบหมดสติลงไปเพราะเสียเลือดมาก และในที่สุดแผลที่ศีรษะและหางคิ้วของกังไสก็ถูกเย็บโดยสัตวแพทย์ฝีมือดีจากโรงพยาบาลสัตว์ไฮโซชื่อดังนั่นเอง

Don`t copy text!