มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 8 : ความพยายามอยู่ที่ไหนกังไสอยู่ที่นั่น

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 8 : ความพยายามอยู่ที่ไหนกังไสอยู่ที่นั่น

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-8-

 

ครบกำหนดเวลาสามวันตามที่นายท่านกำหนดเอาไว้ อาการของกังไสดีขึ้นมากไม่ระบมและไม่เจ็บปวดเหมือนวันแรก เขาแข็งแรงจนเกือบเป็นปกติ ถ้าไม่นับรอยแผลที่หางคิ้วก็ไม่มีอะไรแล้ว ชายหนุ่มคิดหาทางที่จะกลับไปเอาของที่คฤหาสน์ของ ดร.ลงยาและบ้านเรือนไทยของน้ำทองให้ได้ คงต้องลองเข้าไปอีกครั้งก่อน ถ้าไม่ได้เรื่องคราวนี้ต้องไปตามพ่อครูสะยามินมาจัดการ เขาเชื่อว่าบรรดาผีๆ ที่บ้านทั้งสองหลังนี้พ่อครูจัดการได้สบายอยู่แล้ว ชายหนุ่มลุกขึ้นจะลองเดินดูว่าจะเซเหมือนวันแรกๆ ไหม หากแต่ยังไม่ทันจะก้าวเดิน ประตูห้องก็เปิด นายท่านและสมุนก็เดินเข้ามาในห้อง มายืนจัดแถวเข้าระเบียบกันเหมือนเมื่อสามวันที่แล้วไม่มีผิด คุณหมอและพยาบาลเดินตามเข้ามารายงานอาการของเขากับนายท่านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รับซองเงินแล้วจึงเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เขาจึงยกมือไหว้นายท่าน

“สวัสดีครับนายท่าน”

“หายดีแล้วสินะกังไส ทีนี้เราคงจะคุยกันเรื่องงานกันได้แล้วนะ” นายท่านพูดเข้าประเด็นทันที

“ได้ครับ ผมจะไปที่บ้านทั้งสองหลังนั่นอีกครั้ง คราวที่แล้วผมอาจจะไม่ได้ตั้งสติเลยเกิดอุบัติเหตุ”

นายท่านพยักหน้าไปยังปิงที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ เขาเดินออกไปพร้อมกลับเข้ามาพร้อมช่างชุดเดิม นายท่านเดินมานั่งที่ชุดรับแขกแล้วบอกให้ทั้งหมดนั่งลงเพื่อพูดคุยกัน ช่างเอาฉากมากั้นรอบชุดรับแขกสีควันบุหรี่ที่คนทั้งหมดนั่งคุยกัน จากนั้นมหกรรมการแปรสภาพห้องก็เกิดขึ้น การยกย้ายข้าวของเป็นไปอย่างเงียบเชียบและเรียบร้อยภายในเวลา 30 นาที ฉากกั้นก็ถูกยกออกไป ห้องที่เคยเป็นห้องพยาบาลที่กังไสอาศัยพักฟื้นและรับการรักษาพยาบาล ได้เปลี่ยนกลับไปเป็นห้องวีไอพีในเซฟเฮาส์ของนายท่านดังเดิม เหมือนกับที่กังไสเข้ามาเมื่อสามวันที่แล้ว เมื่อทุกคนลุกขึ้นยืน ชุดรับแขกสีควันบุหรี่ถูกยกออกไป เปลี่ยนเป็นโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตัวเดิม ราวกับห้องนี้ไม่เคยเป็นสถานพยาบาลชั่วคราวมาก่อน

“อะ เรามานั่งคุยกันต่อ” นายท่านพูดขึ้นหลังจากการโยกย้ายเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็นั่งลงอย่างพร้อมเพรียง

“ผมจะพยายามไปนำของมาให้ครบให้ได้ครับ” กังไสรับรอง

“ดีมากกังไส แต่คุณจะใช้วิธีไหนล่ะ จัดการให้เร็วๆ นะ ผมไม่ชอบเสียเวลากับใครมาก คุณก็รู้ ถ้ายังไม่เรียบร้อย เวลาในการหายใจของคุณก็จะสั้นลงไปด้วย” นายท่านขู่สำทับอีกครั้ง แล้วให้วังเอากุญแจรถมาให้กังไส เพื่อที่จะให้เขาไปจัดการธุระที่ได้รับมอบหมายมาให้เรียบร้อย

เมื่อออกจากเซฟเฮาส์แล้ว กังไสกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน แล้วเขาจึงโทรศัพท์ไปที่เรือนน้ำทอง เพื่อที่จะเช็กว่าแม่จันทร์อยู่บ้านหรือไม่ แม่บัวเป็นผู้รับสายหลอกให้กังไสเข้ามาที่เรือนไทยเพื่อที่จะจัดการกับเพื่อนขี้โกงของนายสาว ทั้งๆ ที่วันนี้ไม่มีใครอยู่เลย ลุงตันไปหาหลวงตา ป้ามาลีไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล เหลือแต่บรรดาผี ๆ อยู่กัน

“สวัสดีค่ะ บ้านคุณน้ำทองค่ะ”

“ฮัลโหล ป้ามาลีใช่ไหมครับ น้ำทองอยู่ไหมครับ”

“อยู่สิคะ คุณหนูไม่ยอมไปไหนค่ะ อยู่แต่ในห้อง เห็นบ่นเป็นห่วงคุณกังไสอยู่ค่ะ” แม่บัวผู้สวมรอยป้ามาลีตอบ

“โอเค งั้นเดี๋ยวผมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

กังไสรีบเข้ารถเข้าไปที่เรือนไทยทันที  เมื่อไปถึงประตูหน้าบ้านเปิดรอเขาอยู่โดยไม่ต้องกดแตรเรียกเหมือนทุกครั้ง แม่บัวปรากฏตัวเป็นป้ามาลีออกมาต้อนรับกังไส

“สวัสดีครับป้ามาลี” กังไสทักด้วยสีหน้ายิ้มย่อง

“สวัสดีค่ะคุณกังไส คุณน้ำทองอยู่ในหอพระค่ะ จะรอตรงนี้ให้ดิฉันไปเชิญมาไหมคะ” ป้ามาลีตัวปลอมกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ป้ามาลีมีอะไรก็ไปทำเถอะครับ เดี๋ยวผมเข้าไปหาน้ำทองที่หอพระเลยก็ได้ครับ วันนี้ลุงตันไม่อยู่เหรอครับ” เพื่อนจอมโกงของน้ำทองถาม

“ไม่อยู่ค่ะ ตาตันแกเข้าสวนแต่เช้า เห็นว่าทุเรียนนนท์แท้กำลังจะออกแกเลยต้องไปเฝ้าค่ะ” ป้ามาลีปลอมตอบเสร็จก็ทำทีเดินเลี่ยงไป หากแต่จริงๆ แล้ว แม่บัวหายตัวเข้าไปปรากฏตัวเป็นน้ำทองอยู่ในหอพระ พวกเหล่าผีๆ ต่างส่ายหน้าในความซุกซนของผีสาว หากแต่ทุกตนก็ให้ความร่วมมือกับแม่บัวเป็นอย่างดี

กังไสเดินจากหอหน้ามาที่หอพระ เขารู้สึกว่าบ้านเรือนไทยในวันนี้ดูวังเวงพิกล ไม่เหมือนทุกครั้งที่เข้ามา เขามองไปที่ขื่อบ้านก็รู้สึกหวาดๆ นึกถึงหนังผี ที่มักจะมีผีรักสันโดษ ไปนั่งห้อยขาบ้าง ห้อยหัวบ้างลงมาจากจุดนี้ นึกแล้วจู่ๆ ขนที่ท้ายทอยก็ลุกชันขึ้นมาเฉยๆ ราวมีใครมาหายใจรดต้นคอ สายตาเจ้ากรรมก็เงยขึ้นไปมองบนขื่อราวกับโดนบังคับ

นั่นไง นั่งห้อยขาอยู่นั่น แล้วนี่ผมใครย้อยลงมาระหน้าเขาราวกับรากไทร…กังไสเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าตัวเองเป็นคนกลัวผี เขากระโจนพรวดเดียวมายืนอยู่หน้าหอพระอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มรีบเปิดบานประตูหอพระเข้าไป เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งหันหลังให้ หล่อนห่มสไบสีกลีบบัว หากแต่เขาต้องร้องออกมาอย่างสุดเสียงเมื่อเห็นว่าร่างนั้นไม่มีศีรษะ

“อ๊ากกก กลัวแล้วจ้า”

กังไสหลับหูหลับตาทรุดตัวลงพนมมือไหว้ด้วยความกลัวสุดขีด และจู่ๆ ก็มีมือเย็นๆ มาแตะบ่าของเขา หนุ่มตี๋ขี้โกงกระเถิบตัวหนีอย่างเสียวสยอง

“เป็นอะไรไปเจ้าคะไอ้กัง…” เสียงแม่จันทร์ในร่างน้ำทองถามเขา

“แม่จันทร์นี่เอง เมื่อกี้เห็นใครนั่งอยู่ตรงนี้ไหม ผมเห็นเป็นผู้หญิงไม่มีหัว” เขาละล่ำละลักถาม

“ไม่เห็นมีนี่นา ไอ้กัง วันนี้มาทำไมเหรอเจ้าคะ”

กังไสทำหน้าประหลาดๆ กับสรรพนามที่แม่จันทร์เรียกเขา มันช่างไม่เข้ากับคำพูดของหล่อนเอาเสียเลย แต่จะทำอย่างไรได้ ก็เขาเป็นคนสั่งหล่อนเองนี่นาให้เรียกชื่อเขาอย่างนี้  ความตั้งใจวันนี้คือเขาจะมาหยิบเครื่องทองโบราณตามใบสั่ง เขาจะต้องนำไปให้ได้ จึงบอกให้แม่จันทร์ไปเปิดตู้เก็บเครื่องทองอีกครั้ง แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นไปมองภาพคุณประยงค์ที่อยู่บนหลังตู้อย่างท้าทาย รูปนั้นกลับทำหน้าเมินเฉย เหมือนไม่รับรู้การมาของเขา หากแต่พอเขาเอื้อมมือจะหยิบเครื่องทองในตู้ ภาพนั้นก็เลื่อนครืด ทำท่าจะตกลงมาใส่เขาอีก พอเขาหดมือกลับภาพก็เลื่อนกลับไปที่เดิม เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ หนุ่มตี๋ขี้โกงก็นึกขึ้นมาได้ว่าควรจะยกภาพคุณประยงค์ลงมาจากหลังตู้เสียก่อนจะได้ไม่หล่นลงมาใส่เขาอีก คิดได้ดังนั้นจึงเดินออกไปหาเก้าอี้มาต่อขาให้สูงพอที่จะปีนไปยกรูปคุณประยงค์ลงมาให้ได้

กังไสพบเก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่แข็งแรงอยู่ตรงหน้าหอพระราวกับมีใครเตรียมไว้ให้ เขาจึงยกเข้าไปตั้งตรงหน้าตู้เก็บเครื่องทองแล้วก็ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ น่าแปลก ทีแรกเขากะด้วยสายตาว่าเมื่อต่อขาด้วยเก้าอี้แล้วก็จะสามารถยกรูปลงมาได้โดยสะดวก หากแต่กลายเป็นว่าเขายังสูงไม่พอ ชายหนุ่มจึงยกเก้าอี้ไม้ออกมาวางหน้าห้อง เพื่อที่จะหาเก้าอี้ตัวใหม่ที่สูงกว่าเก่ามาต่อขา เมื่อมาถึงหน้าหอพระ เขาพบว่ามีเก้าอี้ตัวสูงกว่าตัวเก่ามาวางรอเขาอยู่  เมื่อปีนขึ้นไปอีกครั้งก็ยังเตี้ยเกินไปกว่าที่จะเอื้อมมือไปยกรูปภาพได้อีก เขารู้สึกราวกับว่าตู้มุกโบราณนี้สูงหนีเขาไปเรื่อย ๆ กังไสออกมาเปลี่ยนเก้าอี้อีกหลายครั้งก็เป็นเช่นเดิม คราวนี้เขานึกอยากได้บันไดไม้มาพาดตู้แล้วปีนขึ้นไปน่าจะง่ายกว่าการต่อขาด้วยเก้าอี้ แล้วก็เช่นเคย บันไดที่เขานึกอยากได้ก็มาวางพิงหน้าห้องรอเขาอย่างรู้ใจ หนุ่มตี๋ขี้โกงพาดบันไดไม้ไผ่เข้ากับตู้อย่างหมายมั่น

“ลงมาเถอะนะคุณทวด จะได้ไม่ตกลงมากระแทกหัวผมอีก”

กังไสพูดกับภาพคุณประยงค์ขณะที่ปีนบันได คราวนี้เขาทำสำเร็จ สามารถปีนขึ้นไปหยิบภาพนั้นมาถือไว้ได้ หากแต่เมื่อได้มาไว้ในมือแล้วบันไดไม้ที่พาดต่อขาไว้กลับเอนออกจากตู้ราวกับมีมือลึกลับมาผลักออกจากกัน เขามัวแต่กระหยิ่มใจที่สามารถเอาภาพมาไว้ในมือได้ จึงไม่ทันระวังตัว เมื่อบันไดถูกผลักออกมาทำให้เขาหงายหลังตกลงมาอย่างแรง ภาพคุณประยงค์อยู่ตรงกับหน้าเขาในระยะประชิดพอดี จากภาพวาดหญิงสาวผมทรงดอกกระทุ่มอันแสนงดงาม กลายเป็นหน้าปีศาจอันน่าสยดสยอง  มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ศีรษะของกังไสกระแทกลงไปกับพื้นไม้กระดานเสียงดังโครม!

ลุงตันกลับมาจากไปพบหลวงตามาถึงบ้านพอดี ได้ยินเสียงดังมาจากหอพระก็รีบวิ่งมาดู ภาพที่ชายชราเห็นคือ กังไสนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นหอพระ ทุกอย่างอยู่ในที่ในทางของมันอย่างปกติ  แม้แต่ภาพวาดของคุณประยงค์ก็ยังอยู่ที่เดิม

“คุณกังไสครับ คุณเป็นอะไรไปครับ” ชายชราพยายามปลุกร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ พลางถาม

กังไสรู้สึกตัวด้วยเสียงเรียกของลุงตัน ก็ผวาเข้ากอดลุงตันแน่น มองไปรอบหอพระด้วยความหวาดกลัว ลุงตันจึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“คุณกังไสมานอนเล่นอยู่ในหอพระได้อย่างไรกันครับนี่ วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย แม่มาลีก็ไปเฝ้าคุณหนูน้ำทองที่โรงพยาบาล ใครเปิดบ้านให้คุณเข้ามาครับ” ลุงตันถามด้วยความสงสัย

“ไม่จริง ไม่จริง ป้ามาลีอยู่บ้าน ผมโทรมาป้าก็บอกให้มาเลย บอกว่าน้ำทองอยู่แต่ในห้องไม่ยอมไปไหน ผมเลยมา แล้วก็มาเจอน้ำทองที่หอพระนี่ โอยย ผมเป็นอะไรไปนี่”

หนุ่มตี๋ขี้โกงกุมขมับด้วยความปวดศีรษะ ถึงแม้จะตกใจและงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่มาก แต่เขาก็ไม่หลุดเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลุงตันฟัง หากแต่ถามถึงอาการของน้ำทองว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“แล้วน้ำทองเป็นอะไรครับ ทำไมต้องเข้าโรงพยาบาลด้วย”

“คุณน้ำทองกับ ดร.ลงยามีอาการคล้ายกับจะเป็นไข้ป่าครับ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลกันทั้งสองคน คุณกังไสจะไปเยี่ยมไหมครับ” ลุงตันถาม

“ไปสิไป ไปแน่ๆ” กังไสตอบลุงตัน

เขารีบออกจากบ้านเรือนไทย ขับรถมุ่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อที่จะไปดูให้เห็นกับตาว่าน้ำทองไม่ได้อยู่บ้านจริงๆ   แล้วนี่อะไรเขาพลาดเป็นครั้งที่สอง ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันที่โอกาสดีที่สุดแล้วที่เขาจะหยิบของได้ตามใจ แต่ก็พลาดอีกจนได้ น้ำทองอยู่โรงพยาบาลได้อย่างไร ป้ามาลีด้วย  แล้วสองคนที่เจอที่บ้านเป็นใครกัน สมองของกังไสยามนี้ทำงานหนัก เขามึนไปหมด

หนุ่มตี๋ขับรถมาถึงโรงพยาบาล ในเวลาเดียวกับที่หมออนุญาตให้พ่ออินและแม่จันทร์ในร่างของ ดร.ลงยาและน้ำทองกลับบ้านพอดี ทั้งคู่นั่งรถเข็นออกมาที่ลานจอดรถโดยมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเข็นมาส่ง คุณรักร้อยเดินคู่มากับลูกชาย และป้ามาลีมากับคุณหนูของเธอ ในมือของคนบนรถเข็นทั้งคู่อุ้มโถเบญจรงค์ของใครของมันเอาไว้ คุณรักร้อยอาสาจะให้คนขับรถของเธอไปส่งน้ำทองและป้ามาลีที่บ้าน เธอกดโทรศัพท์เรียกคนขับรถให้นำรถตู้มาจอดเทียบ ขณะกำลังจะขึ้นรถกังไสเดินมาพอดีจึงได้ทักทายกัน

“สวัสดีครับคุณแม่ กำลังจะกลับกันแล้วเหรอครับ พอดีผมเพิ่งทราบจากลุงตันเลยมาแวะเยี่ยมน้ำทองและคุณลงยา”

“น่าแปลกนะคะ ทำไมคุณกังไสไม่ยักเป็นไข้ไปกับสองคนนี่ด้วย ทั้งๆ ที่ก็ร่วมเดินทางมาด้วยกัน” คุณรักร้อยตั้งข้อสังเกต

“พอดีผมมีภูมิคุ้มกันน่ะครับ ตอนเด็กๆ พ่อผมพาเข้าป่าบ่อย ไม่เหมือนคุณดอกเตอร์กับน้ำทอง คงไม่ค่อยได้เดินทาง ผิดอากาศเข้าเลยป่วยกัน”

“เดี๋ยวผมขับรถตามไปนะครับ จะได้ถือโอกาสเยี่ยมไข้ทั้งสองคนเลยทีเดียว” กังไสรีบคว้าโอกาสอันงาม คราวนี้เขาจะต้องไม่พลาด จะต้องเข้าไปเอาของที่ต้องการมาให้ได้

ระหว่างทางที่นั่งรถมาด้วยกัน พ่ออินและแม่จันทร์ได้แต่สบตากันด้วยความรัก หากแต่คนทั้งคู่ต้องสวมบทบาท ดร.ลงยาและน้ำทอง เพื่อไม่ให้คุณรักร้อยผิดสังเกต ซึ่งมารดาของลงยาเองกลับเข้าใจว่าบุตรชายของเธอและสาวผิวน้ำผึ้งตาคมคนคงนี้มีใจให้กัน

‘ดีแล้วเดี๋ยวจะได้ไปเห็นบ้านเห็นช่อง จะได้รู้ว่าพื้นเพเป็นมายังไง จะเหมาะกับตาลงยาไหม จนรวยไม่สำคัญแต่จะอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง’ คุณรักร้อยคิดในใจ

รถขับตามกันมาถึงเรือนไทย กังไสหยิบตะกร้าของเยี่ยมลงมาจากรถหนึ่งใบแล้วส่งให้ลุงตัน พลางหันไปพูดกับแม่จันทร์ในร่างของน้ำทอง

“หายเร็วๆ นะหล่อน อย่าป่วยนานนัก แล้วฉันจะแวะมาเยี่ยมอีก” พูดจบก็หันมาชวนคุณรักร้อยกับ ดร.ลงยากลับ

“เรากลับกันเถอะครับ น้ำทองจะได้พักผ่อน”

พ่ออินนั้นอยากหาโอกาสได้ใกล้ชิดกับแม่จันทร์ จึงมีทีท่าอิดออดไม่อยากจะกลับ คุณรักร้อยเห็นท่าทางของบุตรชายจึงเอ่ยขึ้นมา

“เดี๋ยวขอชมเรือนไทยของหนูน้ำทองสักหน่อยแล้วค่อยกลับกันนะคะ เรือนนี้งามจริงๆ ยิ่งอยู่ในสวนอย่างนี้เหมือนย้อนอดีตเลย หนูดูแลบ้านได้ดีมากๆ เลยนะคะ”

“ยินดีเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านที่ชม เรือนไทยนี้ตกทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ลุงตันกับป้ามาลีช่วยกันดูแลเจ้าค่ะ” แม่จันทร์ในร่างน้ำทองตอบ

“งั้นเดี๋ยววานลุงตันพาชมเรือนหน่อยได้ไหมจ๊ะ คุณกังไสฉันขอเกาะแขนหน่อยนะจ๊ะ ลูกกับหนูน้ำทองนั่งพักอยู่นี่แหละ เพิ่งฟื้นไข้อย่าเดินมาก” คุณรักร้อยได้ทีเปิดโอกาสให้บุตรชายได้มีโอกาสอยู่ลำพังกับหญิงสาว

ลุงตันพาคุณรักร้อยเดินชมเรือนไทย ส่วนพ่ออินและแม่จันทร์จึงนั่งคุยกันอยู่ตรงชานเรือนโดยมีโถเทพบุตรและโถเทพธิดาวางอยู่ข้างๆ  

“แม่จันทร์ พี่คิดถึงเจ้ามากมายนัก เจ้าสบายดีอยู่รึ” พ่ออินเอ่ยขึ้นมา

“กายข้าสบายดีอยู่ดอกจ้ะพี่อิน แต่ใจข้าก็คิดถึงแต่พี่อยู่มิวาย แล้วยังทุกข์ใจเรื่องผู้พระคุณของเราอีก ที่ท่านทั้งสองต้องมาติดอยู่ในโถเบญจรงค์แทนเรา” แม่จันทร์กล่าวด้วยความทุกข์ใจ

“พ่ออิน แม่จันทร์ ฟังฉันสักนิด ตอนนี้เราทั้งสี่คนเหมือนมาร่วมชะตากรรมเดียวกัน ถ้าจะผ่านพ้นตรงนี้ไปได้เราจะต้องมีสติและร่วมแรงร่วมใจกัน เริ่มตั้งแต่เราทั้งหมดต้องหมั่นสวดมนต์ เพื่อที่จะให้บารมีของพระพุทธองค์ปกปักรักษา พวกเราควรจะนัดเวลากัน เอาเป็นเวลาสี่ทุ่มของทุกวันเราจะเริ่มสวดมนต์กันทุกวัน เรื่องร้ายน่าจะกลายเป็นดีขึ้นมาได้ และเวทมนตร์ใดๆ ของพ่อครูก็น่าจะทำอะไรเราไม่ได้มากนัก” ดร.ลงยาพูดกับทั้งหมด

“จริงค่ะ ทางที่ดีที่สุดคือพวกเราต้องมีสติ ดิฉันเห็นด้วยกับคุณดอกเตอร์ เอาเป็นว่าเราเริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ ดิฉันจะเตือนแม่จันทร์ คุณก็เตือนพ่ออินด้วย” น้ำทองสนับสนุน

“ตอนนี้ดูท่าทางคุณกังไสอยากจะได้ของในบ้านมาก นี่ก็จะไปบ้านผมอีกแล้ว เดี๋ยวคงหาทางหยิบอะไรอีก” ลงยากล่าวด้วยเสียงไม่สบายใจ

“แม่พรายกระซิบมาบอกว่า วันนี้ก็มาก่อเรื่องที่นี่ค่ะ แต่โดนคุณทวดประยงค์กับพี่บัวและพวกวิญญาณในบ้านจัดการเลยเอาอะไรไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ที่กลัวคือเรื่องที่เราเคยคุยกันว่า ถ้ากังไสเกิดพาพ่อครูมาปราบวิญญาณพวกนี้ เราจะทำอย่างไรกันดี ดิฉันให้ลุงตันไปปรึกษาหลวงตาที่เคารพนับถือของที่บ้านแต่ยังไม่ได้คุยกับลุงตันเลยค่ะว่าได้เรื่องอย่างไรบ้าง”

น้ำทองพูดจบ ลุงตันก็เดินนำคุณรักร้อยและกังไสมาที่ชานเรือน ป้ามาลียกเครื่องดื่มและมะปรางลอยแก้วมาบริการทุกคน เมื่อรับประทานกันเรียบร้อยแล้ว คุณรักร้อยก็เตือนบุตรชายของเธอให้ลากลับ กังไสจึงถือโอกาสลากลับไปด้วย หากแต่ก่อนไปก็ดึงแม่จันทร์มาคุยกันสองต่อสอง

“แม่จันทร์ วันนี้เธออยู่โรงพยาบาลทั้งวันกับป้ามาลีจริงๆ เหรอ ทำไมฉันถึงได้มาพบเธอและป้าที่นี่ได้ล่ะ”

“ดิฉันอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวานนี้เจ้าค่ะไอ้กัง… ป้ามาลีก็อยู่กับดิฉันด้วย และเราเพิ่งกลับมา คุณก็เห็นนี่เจ้าคะ เรื่องที่คุณมาพบดิฉันกับป้าที่บ้านนี้ คงตอบไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะว่าทำไม เพราะตอนคุณมาดิฉันก็ไม่อยู่” แม่จันทร์ตอบกังไสอย่างตรงไปตรงมา เขาทำหน้าราวกับไม่เชื่อแต่ก็ทำอะไรไม่ได้จึงเดินจากไป

กังไสขับรถตามสองแม่ลูกมาที่คฤหาสน์ริมน้ำ คุณรักร้อยขอตัวเดินกลับไปที่เรือนมนิลาของเธอ ส่วนพ่ออินเดินอุ้มโถเบญจรงค์จะเข้าไปในคฤหาสน์ กังไสจึงหิ้วกระเช้าของเยี่ยมเดินตามเข้าไป เมื่อสังเกตว่าปลอดคน หนุ่มตี๋ขี้โกงก็เริ่มวาดลวดลายทันที เขาวางกระเช้าของเยี่ยมลงที่โต๊ะรับแขกแล้วกระซิบบอกพ่ออิน

“พ่ออิน ไปเปิดตู้เครื่องเพชร ฉันจะเอาของ”

พ่ออินเมื่อได้ยินดังนั้นก็ก้มลงมองหน้า ดร.ลงยาที่โถเบญจรงค์ ฝ่ายนั้นพยักหน้าอนุญาต เขาจึงเดินไปเปิดตู้ตามที่กังไสบอก

“เปิดแล้วขอรับคุณกังไส” พ่ออินพูดหน้านิ่ง

กังไสเดินไปที่ตู้เครื่องเพชรที่เปิดประตูรอเขาอยู่ หยิบเข็มกลัดเพชรชิ้นที่หมายตาเอาไว้ เป็นเข็มกลัดรูปพญานาคกำลังขดตัวอยู่เป็นชั้นขนาดใหญ่สูงราว 4 นิ้ว ขึ้นรูปสามมิติอย่างงดงามด้วยฝีมือช่างโบราณ ฝังเพชรลูกล้วนขาวแวววาว บ่งบอกถึงราคาที่สูงลิบลิ่วจนเขาเองก็ไม่กล้าจะประเมิน ครั้งนี้เขาสามารถหยิบของได้อย่างสะดวกโดยไม่มีใครมาขัดขวาง หรือคราวที่แล้วเขาอาจจะคิดไปเอง ทุกอย่างอาจจะเป็นอุบัติเหตุก็ได้  เขากำเข็มกลัดพญานาคไว้ในอุ้งมือซ้าย มือขวาเอื้อมจะไปหยิบเข็ดกลัดเพชรรูปแมงป่องมาอีกหนึ่งชิ้น นี่ก็งามไม่แพ้กัน แมงป่องเพชรพราวระยับ ตรงหางชูขึ้น ราวกับพร้อมที่จะปล่อยพิษใส่ผู้มารุกราน เมื่อกังไสเอามือเข้าไปใกล้เพื่อจะหยิบออกมาเขาก็ต้องสะดุ้งอย่างแรง แล้วร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเพราะแมงป่องเพชรกลายเป็นแมงป่องพิษต่อยเข้าอย่างแรงตรงง่ามนิ้วระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

“โอ๊ย…” กังไสร้องเสียงดังลั่น หากแต่ยิ่งไปกว่านั้นเขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในอุ้งมือซ้ายเหมือนมีความเย็นชืดลื่นไหลอยู่ เขาจำได้ว่ากำเข็มกลัดพญานาคเอาไว้ เมื่อแบมือออกมาก็พบว่า เข็มกลัดเพชรรูปพญานาคนั้นค่อยๆ ขยายตัวขึ้นแล้วกลายเป็นงูจงอางตัวใหญ่มองเขาด้วยสายตาประสงค์ร้าย หนุ่มตี๋ขี้โกง เหลียวซ้ายแลขวาหาทางรอด มองหาพ่ออินก็หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาจึงออกวิ่งกระเซอะกระเซิงออกมาขึ้นรถก็พบกับผีนายชดเช็ดรถซึ่งง่วนกับการเช็ดรถจนกังไสเสียเวลาไล่อยู่นานกว่าจะขับรถออกมาราวกับคนสติแตก มือขวาของเขาตรงที่โดนแมงป่องเพชรต่อยก็เริ่มออกอาการปวดตุบๆ แล้วค่อยๆ บวมขึ้น บวมขึ้น กางใหญ่ขึ้นเหมือนลูกโป่งพองลมอย่างน่าตกใจ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ คราวที่แล้วหางคิ้วแตก คราวนี้มือบวม จะทำยังไงดี”

เมื่อถึงบ้านกังไสตัดสินใจโทรศัพท์หาพ่อครูสะยามินเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พ่อครูบอกให้กังไสไปเอาน้ำเหย่สิ่นที่อยู่บนที่บูชาที่บ้านมาทาบริเวณที่โดนแมงป่องต่อย มือของกังไสก็ยุบเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจึงขอความช่วยเหลือจากพ่อครูให้จัดการกับวิญญาณที่เล่นงานเขา

“พ่อครูครับ ตอนนี้มือผมหายบวมแล้วครับ แต่จะทำอย่างไรถึงจะไปหยิบของโบราณมาได้ครับ ผีมันแรงเหลือเกินทั้งสองบ้าน”

“ตอนนี้เจ้าอยู่เฉยๆ ไปก่อน ยังไม่ต้องไปทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยพวกมันไป ข้าจะต้องไปบำเพ็ญสมาธิในป่าสักพักกลับมาแล้วข้าจะมาหาเจ้าเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้แก้ด้วยน้ำเหย่สิ่น” พ่อครูบอกแล้ววางสายไป

ตอนนี้กังไสมีความมั่นใจขึ้นอย่างมากมาย รอให้พ่อครูสะยามินกลับมาก่อนเถิด พ่อจะไปโยกเสาเรือนบ้านเรือนไทยเล่น จะไปกวาดเครื่องเพชรที่คฤหาสน์ของ ดร.ลงยามาให้หมด แล้วจับพวกผีนั่นใส่โถเบญจรงค์ถ่วงน้ำไปพร้อมกับเจ้านายมันทั้งสองใบเลย!

Don`t copy text!